การใช้สัญลักษณ์ในการคั่น - ตัดตอน
..................... การตัดตอนไปอีกวันหนึ่งเลย
++++++++ ยังอยู่ในฉากเดียวกัน แต่เปลี่ยนมุมมองและสถานที่เวลา 20.53 น. ณ หอพักหญิงของสายจอมเวทเสียงหยดน้ำหยุดลงจากฝักบัวเมื่อถูกผู้ใช้ยื่นมือปิดลูกบิดเป็นอันว่าอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย พลันเปิดประตูออกก้าวขาขาวเรียวจากห้องน้ำ เดินตรงไปยังเตียงนอนตัวเอง นั่งยกมือเช็ดผมอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ จนเพื่อนร่วมห้องเห็นท่าทางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ของหล่อน จนอดที่จะแซวออกมาไม่ได้“ อะแน่ะ แอบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะ ” แอรีสกระโดดขึ้นเตียงมานั่งด้านข้างเพื่อนสนิทเพื่ออยากแหย่เล่น ใบหน้าตัวเองกำลังอมยิ้มอยู่เหมือนกัน“ มีอะไรกันเหรอ? ”เสียงริต้าทักถามขึ้น มือเรียวหยุดจดและวางปากกาไร้หมึกลงบนหนังสือ หันมาสนใจกับเพื่อนร่วมห้องอย่างตั้งใจแทน ระหว่างเอมม่าที่นั่งหันหน้ามองกลุ่มเมฑท่ามกลางท้องฟ้าผ่านกระจกบานใหญ่ รีบหันหลังมองพวกแอรีสอย่างดูสนใจเช่นกัน เพราะดูจากนิสัยของยูแล้ว ที่เกิดอยู่ ๆ ก็ยิ้มขึ้นมามันเป็นเรื่องยากทีเดียวที่ใครสักคนสามารถทำให้เพื่อนหญิงของพวกนางเป็นได้ขนาดนี้“ ไม่มีอะไรสักหน่อย ” ยูลากเสียงยาว ใบหน้าเริ่มแดงเป็นลูกตำลึง มือรีบดึงผ้าเช็คผมลงปิดใบหน้างามปกปิดอาการเขินอาย เมื่อรู้สึกถูกล้อไม่หยุดจากเพื่อนสนิทของนางตลอดทั้งคืน+++++++++++++++++++++
เวลา 21.30 น. ณ หอพักชายของสายจอมเวท เอี๊ยด เสียงเปิดบานหน้าต่างดูระมัดระวังภายใต้ความมืดมิดของห้องพัก มีชายร่างสูงโปร่งอันสวมหมวกไหมพรมสีน้ำตาลเข้มดูปกปิดเส้นผมดุจทองคำแต่งกายสีดำทั้งตัว ยื่นมือเรียวปัดผ้าม่านแง้มออกนิดหนึ่ง สายตาสอดมองเครื่องจับตากำลังลอยอยู่เหนือหัวด้านนอกระเบียงเพื่อตรวจสัญญาณความเคลื่อนไหวดูบินไล่ตามทุกห้องพักไปคล้ายกล้องวงจรปิดอยู่ตลอดเวลา จนรอกระทั่งเจ้าเครื่องนั้นได้บินผ่านห้องตัวเองไป ถึงตัดสินใจก้าวออกมายืนพิงที่จับของระเบียงไว้มั่น หันหลังมองผ่านบานหน้าต่างเห็นเพื่อนร่างแคระกำลังนอนห่มผ้าผืนหนาดูหลับฝันดีบนเตียงไม้ ก่อนตัดสินใจกระโดดดิ่งตัวจากชั้นเจ็ดลงมาชั้นล่างสุดอย่างเงียบเชียบพร้อมระวังหามุมมืดคอยหลบเหล่าเวรยามของรุ่นพี่ดูไม่ยากเย็น จนวิ่งมาถึงตรงบริเวณโดมส้มใกล้โบสถ์ทำพิธีของโรงเรียนแล้ว“ ท่านชายขอรับ ทางนี้ ” เสียงฟังคุ้มเคยนามว่าเจฟฟรีย์ เอามือป้องปากเรียกแทบกระซิบให้คุณชายน้อยหันมามองยังเขา กำลังยืนรอตรงซอกแคบระหว่างโบสถ์กับหอนาฬิกาของโรงเรียนเด็กหนุ่มรีบหันมองยังต้นเสียงและพยักหน้ารับ เร่งฝีเท้าเข้าไปหา “ พี่เจฟ โทษทีวันนี้ข้าออกมาช้าหน่อย กว่าจะปลีกตัวออกมาจากพวกนั้นได้...” ใช่แล้วผู้นี้คืออานนท์ เขาใช้เวลาหลีกเลี่ยงคำตอบมากมายจากเพื่อนชายร่วมห้องด้วยวิธีต่าง ๆ นานา จนทำให้เลิกถามเซ้าซี้และหนีกันไปนอนพักเพราะความเหนื่อยล้าของฝีปากในแต่ละคนเพื่อถามไถ่ต้องหาความจริงจากอานนท์ แต่ก็ได้แค่ความว่างเปล่ากลับคืนมาเจฟฟรีย์ส่ายหน้าแสดง ไม่เป็นไร ระหว่างปรากฏประตูขาวอร่ามเปล่งประกายอยู่ด้านหลังเมื่อผู้สร้างเริ่มเรียกใช้ มันทำให้อานนท์กำลังยืนมองบานประตูนั้นเกิดนึกย้อนกลับไปในอดีตหลังสามอาทิตย์ที่ผ่านมา...( ย้ำ ขอย้อนกลับไปเมื่อสามอาทิตย์ที่ผ่านมา...)หลังเหตุการณ์จากเมื่อคืนที่เกิดเรื่องทำให้อานนท์พยายามข่มตาให้หลับลงแทบไม่ได้ จนต้องพาตัวเองออกมานั่งห้อยขาสูดอากาศภายนอกระเบียงห้องพัก มองเห็นต้นไม้สูงทึบไกลสุดลูกหูลูกตานอกรั้วโรงเรียน เพื่อทำให้สมองกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดให้ปลอดโปร่ง มองลงด้านล่างกะระยะความสูงของหอพักไปเล่น ๆ บรรยาอากาศน่าชวนขนลุกขึ้นมาพิกล เด็กหนุ่มตั้งใจหยิบหินเจ้าปัญหาจากห้วงกระเป๋าขึ้นมาดูพินิจอีกครั้งอย่างข้องใจ เขาจับเม็ดหินหมุนไปมา พึมพำในใจว่า‘ เจ้านี่มันทำอะไรได้บ้างนะ ’ โดยมีเสียงภูตสาวอาสาตอบ ‘ ทำได้เยอะแยะเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ ’ อานนท์ได้ยินถึงกับขมวดคิ้วเข้าหากัน มองสงสัย ‘ ขนาดนั้นเชียว ’ แต่ยังไม่เชื่อว่าหินแค่เม็ดเดียวจะทำอะไรได้นอกจากไว้ประดับลงบนมงกุฎอันหรูหรา ‘ ถ้ายังไม่ยอมเชื่อเจ้าก็ลองส่งพลังเข้าไปในหินอาทีมัสและตั้งอธิษฐานอย่างมุ่งมั่นเลยนะ… กับสิ่งที่อยากให้มันเกิดขึ้น! ’ ลูซเอ่ยจริงจังจนทำให้อานนท์ต้องลองทำดูสักครั้ง...แต่กับเห็นได้เพียงแค่ความว่างเปล่าท่ามกลางหมู่ดาวนับล้านกว่าดวงเมื่อเขาตั้งใจอยากพบบุคคลนั้นมากกว่าสิ่งใด แต่มันได้แค่ความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ กลับคืนมา! ทำให้อานนท์นั่งคอพับลงทันทีอย่างหมดหวัง จนลูซตะโกนสุดเสียงคิดหยอกเล่นใส่ข้างหูเจ้านายไปว่า ‘ ยกเว้นคนตายย่ะ!!!!! ’ อานนท์สะดุ้งโหยงจนเกือบตกระเบียงห้อง ‘ เอ้าเหรอ ใครจะไปรู้ล่ะ ก็เห็นเจ้าพูดโฆษณาชวนเชื่อซะขนาดนั้น! ’ เด็กหนุ่มพูดหยอกกลับ เปลี่ยนจากนั่งไปเป็นยืน ลองตั้งจิตอธิษฐานอีกครั้ง ทันใดนั้นปรากฏภาพสตรีใบหน้างดงามเกินคำบรรยาย ปลายผมยาวดุจเส้นไหมทองประกายสยายโต้สายลมเย็นชวนต้องตานัก บนกายขาวผิวดั่งไข่มุกประดับด้วยชุดเดรสเกาะอกสีฟ้าลายลูกไม้เนื้อเงาปักถักทอสลับเส้นด้ายสีขาวเงางามทั้งตัวเพียงเปลือกตาแทบไม่กะพริบมองอย่างชื่นชมจากเด็กหนุ่ม เขาเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมภาพตรงหน้ามันช่างเห็นชัดเกินเนื้อตาจริงของมนุษย์ แต่หากเป็นจิตใจที่บริสุทธิ์จากอานนท์ฉายชัดตั้งใจมอง ‘ ลูซ! นี่มันคือ !!? ’ เด็กหนุ่มตัดสินใจถามภูตด้วยเสียงอ่อนแทบสั่น‘ มันคือภาพมารดาของเจ้ายังไงล่ะ ’ เพียงคำตอบเดียวทำให้อานนท์พยายามกลั้นน้ำตาคลอเบ้าอยู่สองข้างด้วยความรู้สึกทุกอย่างเข้ามาปะทุ ปะทุจนล้นเพราะความอยากรู้ อยากเจอ อยากกอด อยากพูดคุยกับผู้ให้กำเนิดทั้งที่ใจอยากให้สิ่งตรงหน้าเกิดมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง!! เด็กหนุ่มยื่นมือจนสุดแขนพยายามคว้าบุคคลอันลอยอยู่บนท้องฟ้าเข้ามาสวมกอดให้ได้! ถึงจะต้องหลอกตัวเองว่ามันคือความจริงตามคำอธิษฐานจากใจของอานนท์ แต่นั่นเป็นเพียงแค่ภาพใบเดียวเท่านั้น เท่าที่พลังจากหินอัญมณีอาทีมัสจะนิมิตรขึ้นมาได้ ‘ ในส่วนครั้งที่สองของคำอธิษฐาน เจ้าปรารถนาขอแค่ได้เห็นภาพของมารดาเจ้า... เพียงเท่านั้นนะ ’ ลูซเอ่ยเสียงนุ่ม เพราะนางเข้าใจอานนท์มากที่สุด ‘ ข้ารู้... แต่ข้าก็อยากมีความหวัง ถึงเพียงนิดเดียวก็ยังดี ’ เด็กหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และเบี่ยงหน้าหลบไปด้านข้างทำให้ภาพนั้นสลายหายไป เมื่อตั้งใจกลับมาอยู่ในโลกแห่งความจริง‘ ข้าว่าจะเอาหินนี้มอบให้กับน้าเดลล์ เจ้าคิดว่าไง ’ อานนท์เปลี่ยนเรื่องคุย ตั้งใจอยากมอบอัญมณีอาทีมัสให้ทางผู้ใหญ่ดูแลแทนก่อน จนกว่าเขาจะมีความพร้อมในการรับผิดชอบกับสิ่งล้ำค่ามากกว่านี้ภายในอนาคตข้างหน้าเมื่อตั้งใจคิดฝึกฝนตัวเองให้แกร่งมากขึ้น ‘ เพราะข้ารู้เลยว่าคงไม่มีกำลังพอในการดูแลเจ้านี่ให้ปลอดภัยได้ตลอดจากพวกนั้นแน่ในตอนนี้... ’ ลูซได้ยินเริ่มครุ่นคิดอย่างหนัก แต่มันก็เป็นเรื่องจริงอย่างถ้าหากผู้ถือครองไม่แข็งแกร่งพอตัว อาจทำให้ตกไปอยู่ในมือของคนชั่วร้ายได้ไม่ยากเย็นนัก ‘ ข้าเคารพในการตัดสินใจของเจ้า... เจ้าคิดว่ายังไง ก็เอายังงั้นเลย ’ อานนท์ถึงกับถอนหายใจ ‘ อ๋อเหรอ งั้นก็เอาตามนี้ล่ะกัน ’ ข้าจะถามความคิดเห็นจากเจ้าทำไมเนี่ยลูซ ‘ ข้าได้ยินนะ! ’“ อานนท์ ” เสียงกระซิบดังจากด้านหลังของใครสักคน จนผู้ถูกเรียกกับสะดุ้งโหยงรีบหันหลังไปเห็นพวกฮารัสยืนมองตาไม่กะพริบมายังอานนท์“ พวกเจ้ายังไม่นอนกันอีกเหรอ ? ” อานนท์รีบเอามือไขว้หลัง กำหินอัญมณีอาทีมัสไว้แน่นเมื่อรู้ว่าพวกนั้นต้องคิดถามอะไรจากเขาแน่นอน “ แหะ เห็นกันหมดแล้วสินะ...” เพียงพยักหน้านิดเดียวจากฮารัสก็รู้ได้ทันทีว่า ใช่ “ นั่นคือท่านแม่ของเจ้าใช่ไหมนนท์ ” นัสแหวกทางก้าวออกมาหน้าระเบียง ยืนอยู่ตรงหน้าอานนท์ ยื่นแขนเอามือตบไหล่กว้างเบา ๆ เป็นการปลอบใจเพื่อนชายการพยักหน้าเป็นคำตอบอย่างดีของอานนท์ เขาตั้งใจยื่นหินอัญมณีอาทีมัสให้พวกเพื่อนได้ดู แต่เฟร็ดอาสาดันมืออานนท์กลับเป็นการเข้าใจแทนพวกฮารัส“ เจ้าไม่ต้องอธิบายอะไรให้พวกข้าฟังหรอกอานนท์...” เฟร็ดก้าวมาอยู่ด้านข้างนัส เอื้อมแขนจับมืออานนท์เป็นการปลอบ เพราะเขาเข้าใจในความรู้สึกของเพื่อนชายไม่น้อยไปกว่าคนอื่นเลย เมื่อเห็นอานนท์มองสตรีบนท้องฟ้าด้วยสายตาโศกเศร้าเพียงนี้ ไม่ต้องการคำอธิบายอะไรที่มันจะทำให้เพื่อนของเขารู้สึกไม่ดีไปมากกว่าเดิม“ เอาล่ะ เอาล่ะ... ข้าคิดว่าพวกเราควรนอนกันได้แล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลังเถอะ” แม๊กรีบเอ่ยขัดบรรยากาศเริ่มหม่นหมองลงไปทุกที พยายามดันหลังพวกเพื่อนเข้าห้องไปพักเอาแรงสู้ในวันต่อไปดีกว่า... ความโศกเศร้าขอให้ทิ้งมันไว้เบื้องหลัง..........................................................ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากขอบฟ้าในยามเช้าของวันใหม่ แสงเหลืองอ่อนกระทบใบหน้างามยืนรับลมเย็นตรงระเบียงห้องด้วยท่าทางผ่อนคลายพลางฮัมเพลง สักพักคิดหมุนตัวกลับ ก้าวเดินเข้าไปในห้องพักเพื่อจัดแจงตัวเองให้เรียบร้อยก่อนไปทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ในวันนี้ให้เสร็จสิ้น เจ้าของเรือนผมทองอร่ามรีบตรงไปยังตู้เสื้อผ้า เปิดบานประตูออก ยื่นมือหยิบกล่องสีดำลงมาวางบนโต๊ะทำงานไว้เตรียมพร้อม แต่ต้องชะงักเท้าคิดก้าวเดินเข้าห้องน้ำในเมื่อได้ยินเสียงคนมาเคาะประตูห้องดังขึ้นเป็นระยะ จนทำให้อานนท์ต้องรีบเดินเข้าไปเปิดก่อนเจ้าฮารัสจะลุกขึ้นมาร้องโวยวายด่าคนปลุกมันในเวลานี้เสียงบานประตูเปิดออกมาพร้อมคนทักถามคนข้างนอกว่า “ ใครครับ ? ”“ สวัสดี... ” เสียงฟังดูหล่อรีบขานรับแต่หากไม่เห็นตัว ทำให้อานนท์กวาดตาหาคนขาน จนสักพักรู้สึกมีคนมาสะกิดตรงชายเสื้อไหมพรมขาวของอานนท์เป็นการแสดงตัว เขามองลงเห็นชายร่างแคระใบหน้าราวสตรียืนยิ้มทักทายอยู่อานนท์ขมวดคิ้ว คิดทักถาม “ มาหาใครครับ ? ”“ ข้ามาหาเฟร็ดน่ะ เขาอยู่ไหมเอ่ย...? ” ชายร่างแคระพูดจบ เอียงคอมองผ่านตัวอานนท์เข้าไปในห้องเพื่อหาเจ้าของชื่อนั้นเพื่อหวังอยากพบ“ อ๋ออยู่ครับ แต่ยังไม่ตื่น ” อานนท์ตอบ มองนาฬิกาเรือนโปรด แสดงเวลา 7.30 น. ก็ถือว่าไม่เช้ามาก ตัดสินใจผายมือเชิญเข้าไปนั่งรอภายในห้องอานนท์พาเพื่อนของเฟร็ดตรงยังเบาะนั่งเล่น ก่อนเดินไปปลุกเพื่อนร่างแคระว่ามีแขกมาหา สะกิดนิดเดียวเฟร็ดก็ตื่นขึ้น หลังจากนั้นอานนท์ขอตัวเข้าห้องน้ำไปด้วยผ้าขนหนูตัวเก่งสองผืนในเวลาต่อมา“ เอสเธอร์ ” เสียงฟังดูตกใจจากเฟร็ดกำลังมองคนตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ จนชายนามว่าเอสเธอร์ ยกนิ้วชี้แตะริมฝีปากแสดง ลดเสียงหน่อยระวังเพื่อนเจ้าตื่น ทำให้เฟร็ดลืมตัวรีบปิดปากตัวเองก่อนเอ่ยถาม“ มันได้ผล ! ” เพียงเท่านั้นเอสเธอร์พยักหน้าตอบทันที ใบหน้าแสดงความดีใจสุดขีดส่งให้เฟร็ด ยื่นขวดใสขนาดเล็กเท่าฝ่ามือบรรจุน้ำสีม่วงประกายระยิบระยับให้ชายเบื้องหน้า“ เจ้าปรุงมันสำเร็จได้ยังไง ? ” เฟร็ดถามเอสเธอร์ด้วยสีหน้าดีใจไม่หาย เมื่อหลายวันมานี้พวกเขาได้ทำการปรุงยาแปลงโฉมขึ้นมาด้วยวัตถุดิบหลากหลายขนานจากวิธีลองผิดลองถูก แต่ส่วนใหญ่เกิดผลลัพธ์แย่มากกว่าดี จนทำให้เฟร็ดเป็นคนขอพักงานนี้ไปก่อน แต่เอสเธอร์ไม่คิดเช่นนั้น เธอพยายามคำนวณปริมาณส่วนผสมของวัตถุดิบแต่ละตัวขึ้นมาใหม่ เพราะถ้าผสมมากหรือน้อยไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้สร้างได้ จนทำมันได้สำเร็จออกมาเป็นอย่างที่เห็นนั่นเอง แต่หากคุณสมบัติของยาชนิดนี้ใช้งานได้เพียงไม่ถึงชั่วโมงก่อนกลับกลายไปเป็นอย่างเดิม“ ข้าแค่ลองถ่ายพลังเข้าไปปรับการผสมวัตถุดิบอีกนิดหน่อยต่อจากเจ้าก็เท่านั้นน่ะ ” เอสเธอร์ตอบเฟร็ดไปตามตรงแต่อาจบิดเบือนความจริงเพียงนิดเดียว อันตั้งใจสร้างมันขึ้นมาเป็นสูตรของตัวเองโดยเฉพาะเฟร็ดรู้ดีและเข้าใจเลยแค่พยักหน้าแสดงให้ ต้องร้องเสียงหลงทักเอสเธอร์ขึ้นก่อน“ เอสเธอร์ ผมเจ้า!!! ” เห็นปลายผมดำทรงสั้นกลับกลายเป็นยาวสวยลู่ลงมาถึงไหล่เล็ก ใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวก่อนกลับไปเป็นอย่างเดิมคือผู้หญิงร่างแคระจากเจ้าของร่างชายระหว่างเฟร็ดกับเอสเธอร์คิดพูดคุยกันต่อ ปรากฏเพื่อนชายร่างสูงกำลังนุ่งผ้าขนหนูขาว อันมีผ้าผืนเล็กอยู่บนหัวกลับลู่ปิดหน้าปิดตา มือทั้งสองยกขึ้นขยี้ผมหลังอาบเสร็จ เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยกลิ่นหอมลอยฟุ้ง ผ่านคนตรงเบาะนั่งเล่นไปยังหน้าตู้เสื้อผ้าตัวเองด้วยท่าทางสบายตัวเอามาก จนไม่ได้สนใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นภายในห้องนี้บ้างแล้วเอสเธอร์มองตามด้านหลังของชายนามว่าอานนท์ด้วยสายตาตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนได้สติจากการดีดนิ้วของเฟร็ด นางไม่เคยเห็นผู้ชายเดินแก้ผ้าต่อหน้าต่อตามาก่อนในชีวิตนี้“ อานนท์ครับ! ” เสียงเรียกของเฟร็ด ทำให้อานนท์ขานรับระหว่างมือเปิดบานประตูเพื่อเลือกชุดเข้ามาสวมใส่ “ หืม ว่าไง...” เป็นเสื้อยืดลายทางสีน้ำเงินสลับเส้นเทาอยู่บนมือใหญ่ พลางทำเสื้อหลุดลงด้วยความตกใจกับบุคคลเบื้องหน้าที่นั่งตรงข้างเพื่อนชายอันมีสีหน้าไม่ต่างกัน“ เมื่อกี้นี้เจ้ายังเป็นผู้ชายอยู่เลย!! ” เป็นประโยคแรกทักถามดังออกมาจากปากอานนท์ ทำท่าชี้ไปยังผู้หญิงคนนั้น ทำให้ฮารัสสะดุ้งโหยงโผล่หัวขึ้นมาจากผ้าห่มกำลังห่อตัวอยู่อย่างสงสัย“ เฮ้ยมีอะไรกัน?! ” ฮารัสมองอานนท์ครู่หนึ่งก่อนมองตามนิ้วชี้เพื่อนชายไปยังตรงเบาะนั่งเล่น ปรากฏหญิงร่างแคระนั่งยิ้มแป้นส่งมาให้ด้วยท่าทางตกใจยังคงอยู่“ ทำไมทุกครั้งข้าต้องเห็นแกยืนแก้ผ้าต่อหน้าผู้หญิงอยู่ทุกทีวะนนท์!! ” ฮารัสเปลี่ยนจากนอนมาลุกขึ้นนั่งแทน เห็นผู้หญิงร่างแคระดูเป็นเพื่อนของเฟร็ดนั่งมองอานนท์ตาไม่กะพริบอีกตามเคย“ เหอะ ” อานนท์รีบก้มลงหยิบเสื้อตรงพื้นและกางเกงภายในตู้เสื้อผ้า วิ่งเข้าไปเปลี่ยนในห้องน้ำแทนแล้วในตอนนี้ อันมีเสียงหัวเราะดังไล่หลังตามมาจากเพื่อนชายตัวดีประจำห้องเวลาผ่านไปสักพักหลังจากเฟร็ดและเอสเธอร์ได้พูดคุยในเรื่องการปรุงยาต่อระหว่างรออานนท์แต่งตัวภายในห้องน้ำเสร็จ เพื่ออยากบอกลาของหญิงร่างแคระก่อนขอตัวกลับไปทำธุระ โดยมีฮารัสเข้ามานั่งร่วมวงพูดคุยในเรื่องนี้ด้วยอานนท์เดินออกมาจากห้องน้ำด้วยชุดลำลองที่เตรียมไว้เพราะวันนี้เป็นวันหยุด เด็กหนุ่มตั้งใจนำกล่องบรรจุหินอัญมณีอาทีมัสส่งมอบให้น้าชายดูแลต่อในเช้านี้จนลืมไปว่ายังมีคนอยู่ตรงเบาะนั่งเล่นกำลังพูดคุยกันอย่างถูกคอเพื่อรอเขา“ เมื่อกี้นี้ข้าต้องขอโทษด้วยนะที่ทำให้เจ้าตกใจ...” เอสเธอร์ตัดสินใจทักอานนท์เป็นคนแรกด้วยความรู้สึกผิด“ อ่อ เอ่อ... ” อานนท์ยกมือจับคอตัวเองแก้ขัดเขิน มองหญิงร่างแคระนามว่าเอสเธอร์ก่อนเอ่ยต่อ “ ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่เจ้าชื่อ...” เด็กหนุ่มคิดใช้โอกาศนี้ทักถามซะเลยในเรื่องการแปลงกายเข้ามายังไงของหญิงเบื้องหน้า“ เรามีนามว่า เอสเธอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” หญิงร่างแคระยิ้ม ลุกขึ้นทักทายด้วยการจับมือ“ อ๋อครับ ข้าชื่ออานนท์นะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน ” อานนท์โน้นตัว ยื่นมือจับทักทายกลับ“ ว่าแต่ข้าขอถามหน่อย เจ้าทำยังไงเหรอถึงแปลงกายได้ ” เอสเธอร์ยิ้มแห้งคิดหยิบขวดใสบรรจุน้ำสีม่วงอีกอันจากห้วงกระเป๋ามิติยื่นให้อานนท์ดู“ มันชื่อยาแปลงโฉม มันคือสูตรของพวกข้าเอง ข้ากับเฟร็ดช่วยกันปรุงมันขึ้นมาน่ะ ”อานนท์มองขวดยาบนมืออยู่ครู่หนึ่ง คิดยื่นคืนให้กับเจ้าของ ส่วนเอสเธอร์ยิ้มตอบอานนท์ ก่อนเปรยตามองเฟร็ดเพียงนิดหนึ่งตัดสินใจขอตัวกลับ“ เอ่อถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับหอพักดีกว่า ” เอสเธอร์บอกอานนท์ หันมองเฟร็ดอีกทีหนึ่งก่อนไป “ เอาะเฟร็ด เอาไว้ว่าง ๆ ค่อยแวะมาให้ข้าก็ได้เจ้าค่ะ เผื่อเจ้าอยากจะใช้งานมัน...” เฟร็ดพยักหน้า เดินออกไปส่งเอสเธอร์หน้าหอพักสายจอมแพทย์..........................................................ด้านหน้าเด็กหนุ่มเป็นอาคารสีขาวขนาดใหญ่ คือตึกพีทาเวมาริคิน ที่ทำงานของผอ.โรงเรียน อานนท์ก้าวเท้าเข้าไปภายในตึกอาคารและขึ้นชั้นสองเป็นฝ่ายงานทะเบียน เห็นพนักงานต้อนรับหญิงอันมีใบหน้าสวยหยดย้อยเหมือนคัดสรรเฉพาะสาวงาม กำลังนั่งก้มหน้าเขียนอะไรสักอย่างดูเคร่งเครียดอยู่ด้านหลังของเคาน์เตอร์บาร์เป็นลายหินอ่อนขาวนวล“ ขอโทษนะครับ ข้ามาหาน้าเดลล์ ท่านอยู่หรือไม่ ” อานนท์ยกมือเคาะผิวหินอ่อนของเคาน์เตอร์บาร์ดัง ก๊อก ก๊อก พลางถามเสียงหล่อคิดแกล้งแหย่ผู้หญิงตรงหน้าอันดูรู้จักกันดี เพราะเด็กหนุ่มเคยเจอนางที่ห้องทำงานของน้าเดลล์อยู่ครั้งหนึ่งแล้วพนักงานหญิงเงยหน้าขึ้นมาเห็นหลานชายของผอ.โรงเรียนต้องการเข้าพบ รีบเอ่ยเสียงหวานออกไปว่า“ อยู่เจ้าค่ะ คุณรีคาร์เทล ต้องการให้ดิฉันติดต่อถึงท่านขึ้นไปก่อนไหมเจ้าคะ ” อานนท์ยิ้มหวานส่ายหน้าว่า ไม่เป็นไรครับ “ งั้นข้าขึ้นไปหาท่านเลยล่ะกัน ” พนักงานหญิงหรี่ตามองหลานชายของท่านผอ.เพื่ออยากแกล้งกลับ จนอานนท์ต้องหัวเราะอย่างอารมณ์ดีออกมา “ ฮ่า ๆ พี่เซลีน่าก็... พูดกับข้าซะเพราะเชียว ระวังทำให้ข้าหลงรักพี่เข้านะ ” พลางหยอดเสียงหวานตอบกลับไป ตัดสินใจก้าวเดินตรงยังลิฟต์ด้านข้างโดยไม่ลืมกะพริบตาซ้ายส่งให้พนักงานหญิงนามว่าเซลีน่าเพื่อทิ้งท้าย ลิฟต์เคลื่อนตัวขึ้นมาถึงชั้นห้าบนสุดของอาคาร ก้าวออกมาเจอบานประตูขนาดใหญ่สีแดงแกะสลักเป็นรูปเถาวัลย์ดอกไม้เลื้อยสีดำแลรู้สึกมีมนต์ขลังทุกครั้งเมื่อได้มายืนมอง อานนท์ตัดสินใจยื่นมือหวังเคาะประตูห้อง แต่เสียงจากด้านในเรียกทักขึ้นก่อน“ เข้ามาได้แล้วนนท์ ” เด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ร่ายคาถาภายในใจ ‘ ดีวาซาน ’ บานประตูพลันเปิดออก มองตรงไปเห็นด้านหลังน้าชายเป็นสิ่งแรก กำลังยืนมองทิวทัศน์ผ่านหน้าต่างบานใหญ่ด้วยท่าทางดูผ่อนคลาย บนมือถือแก้วน้ำชาจิบไปพลาง ๆ เหมือนเคย“ ตั้งใจมาหาน้าถึงที่นี่ มีอะไรก็ว่ามา...” เดลล์เอ่ยถามหลานชายเหมือนรู้อะไรสักอย่างมาก่อนแล้ว มือหยุดจิบน้ำชาเดินมาวางแก้วลงบนโต๊ะกลาง นั่งไขว่ห้างลงโซฟาตัวเดี่ยว“ ที่ข้ามาหาน้าวันนี้ ก็เพราะ... ”อานนท์ก้าวมานั่งโซฟาอีกตัวตรงข้ามกับน้าชาย เสียงที่ฟังดูเครียดจากอานนท์ทำให้เดลล์รู้สึกลุ้นอยู่ภายในใจขึ้นมา “ เพราะ...? ” อานนท์คิดอยากลองหยอกน้าชายคนเดียวเล่นสักครั้ง เขาอมยิ้มอย่างนึกสนุก “ เพราะข้าคิดถึงน้าไงครับ ” เพียงเท่านั้นเกิดความร้อนผ่าวปะทุจากเบาะโซฟาที่อานนท์นั่งขึ้นมาทันที เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงลุกจากเบาะนั่งเล่นทำท่าเอามือปัดดับไฟทองอ่อน ๆ กำลังลุกเผากางเกงตัวเก่งของเขาให้ดับลงอย่างง่ายดาย ได้ยินเสียงดูพยายามกลั้นหัวเราะออกมาจากน้าชายอยู่ด้านหลัง‘ ติดนิสัยจากใครมาเนี่ย ’ เดลล์คิด เปรยตามองหลานชายเมื่อนึกถึงใบหน้าน้องสาวลอยเข้ามาในหัว“ แหะ ” อานนท์เกาหัวดูเคยชิน ก้าวเข้าไปนั่งที่เดิมทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และตั้งใจพูดเข้าเรื่องอย่างจริงจังเมื่อเห็นน้าชายส่งสายตาดุปราบส่งมาให้“ ที่ข้ามาหาน้าในวันนี้ ก็เพราะข้าต้องการอยากมอบหินอัญมณีอาทีมัสให้น้าช่วยดูแลแทนข้าหน่อยนะครับ ” หลังจากอานนท์พูดจบ นำกล่องบรรจุหินอัญมณีอาทีมัสขึ้นมาหวังยื่นให้กับน้าชาย แต่บังเกิดความเงียบเข้ามาแทนที่ เดลล์ลุกขึ้นเดินไปทางหน้าต่างยืนอยู่ตรงนั้นอย่างใช้ความคิด อานนท์เริ่มทำอะไรไม่ถูก ได้แต่นั่งมองด้านหลังของน้าชายรอฟังคำตอบอยู่สักพักใหญ่ในความคิดของเดลล์ตอนนี้คือ การที่หินอัญมณีอาทีมัสเลือกอานนท์เป็นเจ้าของมันต้องมีเหตุผลอันสมควรในความตั้งใจของผู้สร้างมาตั้งแต่อดีตภพ จากหนังสือตำนานภายในหอสมุดแห่งสามมิติได้มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่าหากบุคคลใดได้ถูกเลือกถือเป็นผู้ครอบครองหินอัญมณีอาทีมัสตัวจริงแล้วไซร้ อันต้องถูกสานเข้ากับหยาดเลือดบริสุทธิ์จึงบังเกิดสัมฤทธิ์ผลโดยสมบูรณ์แต่พอลองคิดไปคิดมามันก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง ถ้าหากสองสิ่งถูกจับแยกจากกันอาจดูเป็นผลดีสำหรับฝั่งเขาและตัวหลานชายเองด้วย และคิดใช้โอกาสนี้ล่อเหยื่อเข้ามาติดกับอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงเลยก็ว่าได้ สักพักคิดตัดสินใจรับหินอัญมณีอาทีมัสเข้ามาดูแลแทนหลานชายจากคำขอร้องโดยชั่วคราว พลางนึกถึงสถานที่ไว้เก็บหินอัญมณีให้ปลอดภัยจากน้ำมือจากผู้คนหวังคิดช่วงชิงของทุกสารทิศไปด้วย“ เอาล่ะ น้าจะรับมาดูแลแทนให้ก่อนล่ะกัน แต่แค่...ชั่วคราวนะนนท์ ” เดลล์พูดเสียงดูจริงจัง ตั้งใจสั่งให้หลานชายลุกขึ้นก่อนเอ่ยต่อ “ แต่เจ้าต้องบอกกล่าวกับหินอัญมณีอาทีมัสก่อนที่จะส่งมอบให้กับน้า ” อานนท์ได้ยินถึงกับยืนงุนงง ปรากฏเสียงของน้าชายดังก้องบอกให้พูดตามภายในใจว่า‘ อาทีมัสจงรับฟังข้าในนามแห่งผู้ถูกเลือกของเจ้า!! ข้าขอส่งมอบสิ่งนี้ให้บุรุษนามว่า เดลล์ ก๊อตเธอคิง ผู้เป็นบุตรของแทนาทอล จงรับช่วงดูแลแทนต่อชั่วคราว ณ บัดต่อแต่นี้ไป ’ทันใดนั้นกล่องดำลายหัวมังกรเริ่มสั่นสะเทือนบนมืออานนท์ พลันฝาพับเปิดออกเห็นเม็ดอัญมณีค่อย ๆ ลอยขึ้นตรงหน้าพวกเขาเหมือนรับรู้ความต้องการจากเจ้านายเก่า อานนท์ยืนมองด้วยความอึ้งทึ่งคิดย้อนกลับไปถึงตอนที่เอมม่าส่งมอบสิ่งนี้ให้เขามาตั้งแต่แรก แต่หากไม่เห็นต้องมีพิธีรีตองอะไรเลย จนลูซต้องเอ่ยบอกคลายความสงสัยของอานนท์‘ แต่หากครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน เพราะว่าครั้งนั้นพี่สาวของเพื่อนเจ้าเป็นแค่ผู้ส่งสารต่อเท่านั้น ’ เด็กหนุ่มพยักหน้าคิดเข้าใจ มือยื่นกล่องดำส่งมอบให้น้าชาย ส่วนเดลล์รับมาพลันตัดสินใจยื่นหยิบหินอัญมณีอาทีมัสกำลังลอยอยู่กลางอากาศนำเข้ากล่องดำบนมือ เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่งอานนท์ขอตัวกลับหอพัก เพื่ออยากให้น้าชายได้มีเวลาทำธุระในเรื่องนี้ต่อด้วย
+++++++++++++++++++++