เมื่อเหตุการณ์กลับสู่ความสงบห้องพักก็กลับกลายเป็นแคบลงมาถนัดตา
สมาชิกของตระกูลเซี่ยทั้งหมดยกเว้นนายน้อยอย่างเซี่ยเจ๋อเทาถูกสั่งให้รออยู่ด้านนอกแม้แต่ตัวอย่างนายน้อยตระกูลเซี่ยเองก็ไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีเท่าใดนักเขากำลังนั่งคุกเข่าด้วยท่าทางสำนึกผิดอยู่ที่มุมห้องอย่างไม่มีทางขัดขืน
เพราะคนที่เขาหวังว่าจะช่วยเขาที่สุดอย่างท่านป้าเองนั่นแหละที่เป็นคนลงโทษเขาแบบนี้!
เด็กหนุ่มอยากจะร้องไห้ก็ร้องไม่ได้เพราะวินาทีที่เขาขยับแม้แต่นิดเดียวแรงกดดันระดับปรมาจารย์จากหญิงสาวที่มีศักดิ์เป็นป้าของเขาก็จะพุ่งใส่จนร่างกายสั่นสะท้าน
นอกจากนี้ เขาไม่รู้ว่าทำไมในห้องถึงเต็มไปด้วยตัวตนสะเทือนฟ้าสะเทือนดินแบบนี้!
ในห้องนี้มีปรมาจารย์ถึงสี่คน
ท่านป้าของเขาคือคนแรก
คนที่สองคือชายชราที่ย้ายที่ออกไปนั่งที่หน้าประตูแล้วหลับตาอย่างสงบจอมดาบเจิ้งเหรินอี้!
คนถัดมาคือชายหนุ่มที่ร่างกายผอมบางแต่เขาอยู่ในชุดเต็มยศของทางการแค่เพียงเหลือบมองแวบเดียวเขาก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
พลเอกหลิวเยี่ยนเฟย!
สุดท้ายคือคนที่ทำให้เขาต้องมาที่นี่ในวันนี้หญิงสาวที่นั่งอย่างเกียจคร้านแต่ก็คล้ายกับเป็นจุดศูนย์กลางของคนทั้งห้องแม้แต่ท่านป้าที่น่ากลัวของเขาก็ยังต้องพูดคุยกับนางด้วยความอ่อนน้อม
จักรพรรดินีโอสถไป่ฟานเซียน
เขาไม่รู้ว่าทำไมแต่นางดูเหมือนจะมีสถานะที่สูงกว่าใครก็ตามในห้องนี้ ดูเหมือนว่างานที่ได้รับมาจากท่านพ่อของเขาจะยากกว่าที่คิดเสียแล้ว
เซี่ยเจ๋อเทาแอบมองจากที่ตอนแรกคิดว่าแค่ท่านป้ายอมพูดให้ทุกอย่างก็คงจะง่ายดายไปหมดแต่นี่ไม่เพียงแต่ไม่เป็นแบบนั้น ท่านป้าของเขากลับเรียกอีกฝ่ายว่า “พี่หญิง”เสียด้วยซ้ำ
เด็กหนุ่มรู้ว่านี่มันอยู่เหนือการควบคุมของเขาแล้วผู้อาวุโสและผู้ติดตามที่อยู่ด้านนอกจะต้องติดต่อท่านพ่อของเขาให้รีบมาที่นี่ด้วยตัวเองไปแล้วแน่ๆ
“ท่านปรมจารย์ไป่ครับ ดูเหมือนวันนี้จะมีคนต้องการพบท่านอีกหลายคน”หวงจื่อหานพูดขณะที่เติมน้ำชาให้ จากการที่มีแขกมาหาอย่างไม่ทันตั้งตัวถึงสองกลุ่มพ่อบ้านชราจึงสั่งให้คนของตระกูลถังคอยตรวจสอบให้แทนว่ามีคนเดินทางมาเพื่อพบท่านปรมาจารย์ไป่อีกหรือไม่
และจากรายงานที่ได้รับมามีตัวตนระดับสูงจากหลายขั้วอำนาจเริ่มเดินทางมาถึงยังหมู่บ้านและกำลังตรงมาที่โรงแรมเมฆาเคียงตะวันนี้แล้ว
“ให้ข้าไล่ไปให้หมดเลยไหมสาวน้อย?” เจิ้งเหริยอี้ที่อยู่หน้าประตูลืมตาแล้วหันกลับมาถามแรงกดดันที่คมกริบเริ่มปะทุออกมาจากร่าง
เซี่ยซูเหยาเองก็พยักหน้าความรู้สึกกดดันที่อันตรายแผ่ออกมาจากร่างนางเช่นกัน
“...ผมเกรงว่าเรื่องนี้มันจะไม่จบไม่สิ้นน่ะสิ”ถังเทียนจี๋ที่นั่งเงียบๆมาสักพักเสนอความเห็นเรื่องพวกนี้ในฐานะที่เป็นนายใหญ่ของตระกูลที่มีอำนาจเขาค่อนข้างจะคุ้นเคยมากกว่าใครในห้อง
หากไล่ไปในครั้งนี้แล้วอย่างไรชายชราเชื่อว่าคนพวกนั้นจะตามตื๊อไม่หยุดอย่างน้อยก็จนกว่าจะกลับไปที่บ้านหลังนั้นซึ่งมี “เขตแดน” ตั้งอยู่ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางจะสบายใจ
“อย่าให้เลยเถิดจนมีคนตายเข้าล่ะครับ...”
หลิวเยี่ยนเฟยที่หัวเราะแห้งๆพูดออกมาอย่าคิดว่าโลกใบนี้เป็นเหมือนละครย้อนยุคหรือในการ์ตูนที่แค่ไม่พอใจกันก็กันได้ง่ายๆบ้านเมืองปัจจุบันล้วนเจริญและมีกฎในตัวของมันถ้าคุณไม่มั่นใจว่าจะจัดการกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นได้ก็อย่าคิดจะสังหารใคร
ยิ่งคนที่คุณฆ่าไปมีตัวตนสู่งส่งและเป็นที่รู้จักเท่าไรเรื่องมันก็จะยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่รู้ถึงการมีอยู่ของผู้ฝึกตนเสียด้วยซ้ำแค่ข่าวฆ่ากันตายธรรมดาในเมืองก็สามารถเป็นประเด็นร้อนในประเทศได้แล้ว
ถ้าถึงตอนนั้นต่อให้เขาไม่อยากแต่ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่
“...อย่างน้อยก็ตอนที่ผมยังโดนสั่งให้อยู่ที่นี่”หลิวเยี่ยนเฟยถอนหายใจ เขาบอกแต่แรกแล้วว่าไม่อยากจะมาวุ่นวายกับเรื่องนี้เลยแม้แต่นิดเดียว
แค่คิดภาพว่าหนึ่งในสามคนนี้เผลอลงมือหนักจนมีคนตายไปแล้วเขาต้องเข้าไปจับกุมก็เหนื่อยแล้ว!
ยังไม่นับถ้าเกิดพวกนี้ร่วมมือกันอีกต่อให้เขาแยกร่างได้ก็รับมือไม่ไหว!
“เช่นนั้นข้าคงต้องไปฟังพวกนั้นพูดเสียหน่อย”
ไป่ฟานเซียนสรุปออกมาท่ามกลางสีหน้าประหลาดใจของหวงจื่อหานและถังเทียนจี๋
ชายชราทั้งสองไม่คิดว่าท่านปรมาจารย์ไป่ที่ขี้รำคาญขนาดนั้นจะยอมไปนั่งฟังคนที่ไม่รู้จักพูดแบบนี้หรือว่าการที่ท่านได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมและธรรมเนียมมาบ้างในช่วงก่อนหน้าจะเริ่มมีผลแล้ว?
“...จะได้ทำให้มันจบเรื่องเสียทีเดียว”
นั่นไง! พวกเขาเดาไว้ไม่ผิด!
กลุ่มคนที่มาขอพบไป่ฟานเซียนต่างประหลาดใจพวกเขาได้ยินมาก่อนว่าจักรพรรดินีโอสถคนนี้ไม่ยอมพบใครเลยตั้งแต่เมื่อวานก่อนจะมาพวกเขาอุตส่าห์ครุ่นคิดถึงวิธีต่างๆนาๆมากมายที่จะทำให้นางยอมรับฟังข้อเสนอ
ใครจะไปคิดว่าพอมาถึงกลับถูกเชิญให้ไปยังห้องรับรองของโรงแรมง่ายๆแบบนี้?
“เฮ้!...นั่นตระกูลอันจากทางใต้นี่ คุณชายอันมาด้วยตัวเองเลยไม่เห็นเขาออกมาข้างนอกตั้งนาน”
“ไม่คิดว่าพวกเขาจะเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้...”
“ทำเป็นเล่นไปฉันเห็นคนที่ดูเหมือนจะเป็นคนของรัฐบาลอยู่ทางนั้นด้วย”
“ได้ข่าวว่ามีพลเอกคนหนึ่งเดินทางมาด้วยตัวเองเหมือนกัน”
เหล่าตัวแทนที่ไม่ได้มีขุมอำนาจยิ่งใหญ่อะไรหันมาจับกลุ่มพูดคุยกันซุบซิบพวกเขาเป็นเหมือนปลาตัวเล็กๆที่หวังว่าจะโชคดีได้อะไรไปติดไม้ติดมือไปบ้างเท่านั้นเพราะจากที่ดูวันนี้มีปลาตัวใหญ่ที่ถ้าไม่ระวังพวกเขาจะถูกกลืนไปได้ง่ายๆมารวมตัวกันมากมาย!
ห้องรับรองของโรงแรมเมฆาเคียงตะวันสามารถรองรับแขกได้เพียงประมาณสองร้อยคนดังนั้นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่ได้รับอนุญาติให้เข้าไป แต่ละกลุ่มนำคนติดตัวไปด้วยเพียงกลุ่มละสองสามคนเท่านั้น
แต่แค่นั้นกลับทำให้มันคึกคักขึ้นมาถนัดตา
แม้ว่ามันจะคับแคบขนาดไหนแต่ในห้องก็ไม่ได้พูดกันดังนัก เพราะตัวตนแต่ละฝ่ายที่อยู่ที่นี่ล้วนแผ่แรงกดดันออกมาบางๆเพื่อข่มขู่กันไม่หยุด
“สวัสดีทุกท่าน...”
ในตอนนั้นเองเครื่องเสียงในห้องรับรองก็ถูกเปิดขณะที่ถังเทียนจี๋เดินเข้ามาจากประตูอีกฝั่งพร้อมกับไมค์ในมือ
“นั่นนายใหญ่ตระกูลถัง?”
“เขาไปทำอะไรตรงนั้น?”
“มีข่าวว่าเขาสนิทสนมกับจักรพรรดินีโอสถพอตัว”
ผู้คนที่มารวมตัวบางส่วนมองถังเทียนจี๋อย่างประหลาดใจ แต่ตอนนั้นเองชายวัยกลางคนร่างใหญ่คนหนึ่งที่นั่งอย่างโดดเด่นกลับรู้สึกไม่พอใจและพูดขัดขึ้นมากลางปล้อง
“ตาเฒ่า จะให้พวกเรารออีกนานหรือไม่?”
คนที่ถามคือคนที่ถูกเรียกว่า“คุณอัน” ก่อนหน้านี้ เขารีบเร่งเดินทางมาจากทางใต้จนไม่ได้หลับได้นอนมาทั้งคืนแล้วมาถึงยังต้องมานั่งรออย่างหงุดหงิดเช่นนี้อีก ทำให้รอบตัวเขามีรังสีความโกรธบางๆอยู่ตลอดเวลา
“ให้ผู้หญิงที่ชื่อจักรพรรดินีโอสถออกมา...พวกเรามีเรื่องที่จะต้องเจรจากับนาง”
ท่าทางโอหังไม่กลัวใครของเขากลับทำให้ผู้คนในห้องล้วนประหลาดใจชายร่างใหญ่คนนี้หัวสมองกระทบกระเทือนอะไรหรือไม่ทำไมเขาไม่หวาดเกรงตัวตนระดับปรมาจารย์เลยแม้แต่นิดเดียว
หรือเขาเก็บตัวอยู่บ้านนานเกินไปจนไม่ได้ติดตามข่าวสารตอนนี้เลย?
“เหอะ! ก็แค่ปรมาจารย์ไม่ใช่หรือไง?” คุณอันคนนั้นแค่นเสียงออกมาทีหนึ่งทันใดนั้นแรงกดดันที่ราวกับน้ำป่าก็ไหลทะลักออกมาจากตัวของเขา
มันเป็นแรงกดดันที่สามารถกดดันให้ทุกคนในห้องนี้หน้าซีดลงได้!
“แรงกดดันระดับ...ปะ...ปรมาจารย?”
ไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดแต่นั่นคือสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเขาเช่นเดียวกัน! ชายคนนี้คือเองก็เป็นผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์!
นี่มันน่าเหลือเชื่อมากๆ!
เกิดอะไรขึ้นในยุคสมัยนี้กัน! ทำไมถึงเริ่มมีปรมาจารย์ออกมาปรากฏตัวมากขึขึ้นทีละคนสองคนแบบนี้!
“ตระกูลอันกลับมายิ่งใหญ่แล้ว!”
“ใช่หลังจากที่ขับเคี่ยวกับตระกูลกัวมาหลายปีจนถูกตระกูลกัวที่มีผู้ฝึกตนระดับปรมาจารย์โค่นไปได้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้ตระกูลอันเองก็มีปรมาจารย์อยู่ในตระกูลเช่นกัน!”
“การแย่งชิงในภาคใต้จะต้องดุเดือดแน่ๆ...”
คุณอันเชิดคออย่างภาคภูมิใจเขาถือโอกาสอันดีที่ผู้ฝึกตนมารวมตัวกันมากมายที่นี่เพื่อเปิดตัวในฐานะปรมาจารย์ ความจริงการเจรจากับไป่ฟานเซียนแทบจะเป็นจุดประสงค์รองของเขาเลยด้วยซ้ำ
เขาเก็บตัวมาเกือบห้าปีหลังจากที่ออกมาจากการฝึกตนได้วันสองวันไม่ทันฉลองและป่าวประกาศถึงความสำเร็จก็ถูกบิดาที่เป็นนายใหญ่ตระกูลสั่งให้รีบเดินทางมาที่หมู่บ้านใต้เมฆา
ในฐานะปรมาจารย์เหมือนกันเขาจึงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องให้เกียรติไป่ฟานเซียนขนาดนั้นท่าทางยโสโอหังของเขาจึงมีที่มาเช่นนี้
ยิ่งได้เห็นท่าทางตกใจและหวั่นเกรงของผู้คนเขาก็ยิ่งรู้สึกดี นี่เองกระมังความรู้สึกที่ได้ยืนอยู่ในจุดสูงสุดของสังคม
“...เอะอะวุ่นวายอะไรกัน?”
ทันใดนั้นเองประตูเบื้องหลังก็เปิดขึ้นอีกครั้ง ที่เดินนำมาคือหญิงสาวที่ดูงดงามและทรงอำนาจสำหรับผู้ที่เคยเห็นนางมาก่อนค่อนข้างจะเคยชินกับความงามนี้จนพอมีภูมิต้านทานบ้างแล้วแต่ก็ยังมีอีกหลายคนในห้องที่ไม่เคยเห็นนางตัวจริงที่ไม่ใช่ถ่ายทอดออกมาจากวิดีโอหรือรูปภาพ
คุณชายอันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ตั้งแต่เกิดมาเพราะเป็นคนรูปร่างสูงใหญ่กระดูกของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป จึงถูกบิดาที่เห็นความหวังในตัวพาไปฝึกวิชาตั้งแต่เด็ก นานๆครั้งจะได้มีโอกาสออกมาเที่ยวเล่น จนกระทั่งอายุยังล่วงเลยมาถึงสี่สิบกว่าปี การฝึกตนครั้งล่าสุดนี้ก็กินเวลายาวนานเมื่อเห็นผู้หญิงที่สวยขนาดนี้จึงเก็บอาการไม่อยู่
ลมหายใจของเขากลายเป็นรุนแรงมากขึ้นพลังลมปราณปั่นป่วนจนพัดคนที่อยู่ใกล้ๆกระเด็น เขาจ้ำออกมายืนต่อหน้าไป่ฟานเซียน
“เจ้าต้องมาเป็นภรรยาของข้า!”
เขาพูดขณะที่สายตาไล่กวาดไปจนทั่วร่างของหญิงสาวยิ่งมองเท่าใดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าจะควบคุมตนเองไม่ได้ ความรู้สึกหลงใหลมันทะลักออกมาจากร่างยิ่งได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และน่าดึงดูดนี้ก็ทำให้เขาเกือบจะคลั่ง มือที่มีขนาดใหญ่ไม่ต่างจากตัวเอื้อมไปหมายจะคว้าร่างบางระหงนี้เข้ามาในอ้อมแขน
ไป่ฟานเซียนหรี่ตา แต่ก่อนหน้านาง กลับมีคนที่ลงมือได้เร็วกว่า
ทั้งยังไม่ใช่คนเดียวแต่ยังเป็นถึงสองคน!
เปรี้ยง!
ฉัวะ!
หนึ่งคือปราณพิษรุนแรงที่สามารถส่งผู้ชายร่างโตๆลงไปนอนกองได้ง่ายดาย
อีกหนึ่งคือคมดาบสีทองที่ฟันใส่แขนที่ยื่นออกมาข้างหน้านั้น!
คุณชายอันที่ไม่สามารถแม้แต่จะมองการโจมตีทั้งสองทันลงไปนอนกลิ้งกับพื้นพร้อมกับกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวนราวกับหมูตัวหนึ่งเนื้อตัวของเขาถูกพลังปราณสีดำกัดกินทั้งยังทิ้งร่องรอยราวกับถูกพิษเอาไว้เขาทั้งคันทั้งเจ็บจนอดเกาไปทั้งร่างจนผิวหนังถึงกับฉีกขาดออกมาพร้อมกับเลือดที่สาดกระเซ็นไปทั่ว
แต่อีกบาดแผลหนึ่งก็คือรอยดาบสีทองที่บาดลึกเข้าไปทั้งแขนของเขาอย่างน่ากลัวมันไม่ถึงขนาดตัดแขนของเขาจนขาดสะบั้นในดาบเดียวแต่ถ้ารักษาไม่ดีเขาอาจจะไม่มีทางใช้งานแขนข้างนี้ได้เหมือนปกติอีกเลยตลอดชีวิต
“...เป็นแค่หมูโสโครกอย่ามาคิดแตะต้องพี่หญิงสิคะ?”
หญิงสาวที่งดงามในชุดสีแดงเพลิงก้าวออกมายืนด้านหน้าสายตาของเธอเย็นเหยียบขณะที่แรงกดดันมหาศาลนั้นทำให้ผู้คนตัวหนาวสั่น
เซี่ยซูเหยา!
“เจ้าอย่ามาแย่งหน้าที่คนแก่อย่างข้าสิ กับแค่ปรมาจารย์ที่พึ่งทะลวงผ่านมายังไม่สมบูรณ์ดีด้วยซ้ำคงไม่ถึงขั้นต้องให้เราลงมือพร้อมกันกระมัง?”
คนที่พูดต่อคือชายชราที่มีสายตาแหลมคมราวกับสะบั้นได้ทุกสิ่งเมื่อครู่เขายั้งมือเอาไว้เพื่อเป็นการเตือนแต่ใครจะไปคิดว่าแม่สาวน้อยอีกคนจะลงมือได้ว่องไว!
เจิ้งเหรินอี้!
สองปรมาจารย์ปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกันทั้งยังเล่นงานปรมาจารย์หน้าใหม่คนหนึ่งจนหมอบกระแต!
เหล่าผู้คนที่มาในห้องไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปกับสถานการณ์นี้ดีโดยเฉพาะผู้จัดการของโรงแรมเมฆาเคียงตะวัน ที่ทำสีหน้าราวกับจะร้องไห้ออกมาเพราะข้าวของเครื่องใช้ของโรงแรมเริ่มมีการเสียหายจากการปะทะกันเมื่อครู่แล้ว
ตอนนั้นเองพลเอกหลิวเยี่ยนเฟยก็เดินเข้ามาได้อย่างถูกเวลาราวกับพระมาโปรด!
อย่างน้อยเขาต้องมาคลี่คลายสถานการณ์นี้ได้แน่ๆด้วยอำนาจของกองทัพและสถานะระดับปรมาจารย์เหมือนกัน ผู้จัดการคาดหวังให้ท่านพลเอกไปหยุดการต่อสู้นี้ลงความเสียหายมันจะได้ไม่เพิ่มไปมากกว่านี้
แต่เมื่อมาถึง สายตาของชายหนุ่มก็กวาดไปรอบห้องในพริบตาเดียว เขาชะงักเมื่อเห็นว่ามีผู้ชายคนหนึ่งกำลังกรีดร้องอย่างทรมาณอยู่บนพื้น หัวสมองของเขาหมุนเร็วจี๋ เขามองไปยังปรมาจารย์เซี่ยที่เลือดขึ้นหน้ารวมถึงปรมาจารย์เจิ้งที่สายตาจดจ้องไปยังชายร่างใหญ่นั้นราวกับกำลังจะสับเป็นชิ้นๆ
หลิวเยี่ยนเฟยกลืนน้ำลาย สองเท้าของเขาพลันหันขวับเขาโบกมือลาโดยไม่หันมามองแม้แต่นิดเดียว พร้อมกับคำพูดทิ้งท้ายไว้ว่า
“...ผมลืมของเอาไว้ ขอตัวกลับไปเอาก่อนนะครับ ”
ท่านพลเอก!!