บทที่ 40 คนตีนผีนี่มาจากไหนกัน
“คุณฟู่คงกำลังสับสนว่าจะทำยังไงกับลูกชายคนที่สองดีใช่ไหมคะ?”
เมื่อเห็นชายชรามีสีหน้าลำบากใจ ฉินเหยียนจินก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น “ถ้าเป็นไปได้ ฉันมีวิธีดี ๆ มาแนะนำค่ะ”
“อาจารย์แนะนำมาได้เลยครับ”
ฉินเยียนจินยิ้มตอบ “ฉันมีป้ายหยกสะท้อนกลับอยู่ที่นี่ค่ะ เพียงแค่เอาเลือดของศัตรูหยดลงไป เรื่องเลวร้ายที่อีกฝ่ายทำก็จะสะท้อนกลับไป หนักเบาตามแต่ความเลวร้ายที่ตั้งใจจะทำ”
“ว่ากันตามตรงก็คือถ้าเขามีเจตนาฆ่าคน ผลจากการสะท้อนกลับนี้จะทำให้ตัวเขาตายทันที”
“เอ่อ มันมีอันตรายอะไรไหมครับ?”
คุณฟู่ลังเลเล็กน้อย ยิ่งอายุมากขึ้นเท่าไรเขาก็ยิ่งกลัวความตายมากขึ้นเท่านั้น เมื่อได้ยินว่าลูกคนที่สองต้องการจะฆ่าตนเองก็รู้สึกหวาดกลัวในใจ
“ถ้าคุณฟู่ยังกังวลก็สามารถซื้อจี้หยกเพิ่มไปอีกได้ หยกสลักนี้ประกอบไปด้วยเครื่องรางสามชนิดที่สลักอยู่บนจี้เดียวกัน ภายในเป็นเครื่องรางผิงอันที่ช่วยคุ้มกันอันตรายอยู่แล้ว ส่วนอีกสองชนิดคุณสามารถเลือกได้ด้วยตัวเองค่ะ”
“แล้วของสองชิ้นที่เหลือมันต่างกันยังไงครับ?”
“ป้ายหยกสะท้อนกลับจะช่วยปัดเป่าสะท้อนกลับสิ่งชั่วร้ายออกไป ส่วนจี้หยกสลักยันต์สามชนิดจะเป็นยันต์คุ้มกันที่มีคุณค่าต่างกันออกไปค่ะ”
“เอาละ ขอทั้งสองแบบเลยครับอาจารย์” คุณฟู่คิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า “อาจารย์ช่วยเอามาเพิ่มอีกได้ไหม ผมอยากเอาไปให้ครอบครัวของลูกชายคนโตด้วย”
“ได้แน่นอนค่ะ”
ฉินเหยียนจินดูนิ่งเฉยเมื่อมองจากสายตาคนอื่น แต่ความจริงแล้วภายในเธอมีความสุขไม่น้อย
เพราะราคาของจี้หยกสลักแพงกว่าเครื่องรางทั่วไปมาก คุณฟู่ไม่มีปัญหาเรื่องเงินทองสามารถจ่ายเงินซื้อหาเครื่องรางเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างไม่ลำบาก
“ป้ายหยกจะให้ผลทันทีแม้จะเป็นเลือดเพียงหยดเดียว และไม่สามารถใช้กับเป้าหมายอื่นได้อีกหลังถูกใช้งานไปแล้ว และยังจำกัดจำนวนครั้งในการป้องกันอันตราย ป้ายหนึ่งชิ้นสามารถใช้ได้เพียงสิบครั้งเท่านั้น เมื่อป้องกันอันตรายหนึ่งครั้งหยกก็จะเริ่มเสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าหากเจ้าของป้ายแข็งแกร่ง ป้ายหยกนี้ก็จะแข็งตามด้วยเหมือนกันค่ะ ถ้าไม่ได้รับอันตราย ป้ายหยกก็จะเสียหายช้าและยังคงความแข็งแกร่งเอาไว้ค่ะ”
“ดีเลย งั้นผมขอเครื่องรางจี้หยกสิบหกชิ้นเลย”
เมื่อเห็นว่าชายคนนี้ทั้งร่ำรวยและมีอำนาจมากขนาดไหนฉินเหยียนจินก็ยิ้มออกมา “คุณฟู่รอสักครู่นะคะ ฉันจะไปเอาของมาทำให้คุณ”
“ได้ครับ”
ขณะเดียวกันที่ฉินเหยียนจินกลับมาพร้อมกับอุปกรณ์แกะสลัก พ่อบ้านเองก็กลับมาแล้วเช่นกัน
เนื่องจากสำนักแห่งนี้มีการกางอาณาเขตป้องกันเอาไว้ บอดีการ์ดของคุณฟู่จึงไม่สามารถเข้ามาได้ในตอนแรก แม้แต่พ่อบ้านก็เข้ามาไม่ได้เช่นกัน เขาสามารถเข้าไปได้พร้อมกับชายชราเท่านั้น
“นี่คือหยกนั่วจ้งเหรอครับ?”
คุณฟู่ไม่คิดว่าฉินเหยียนจินจะเลือกเอาหยกเนื้อดีมาใช้ทำเป็นเครื่องราง
แม้ว่าสำหรับเขาแล้วหยกนั่วจ้งก็ไม่นับว่าเป็นของแพงขนาดนั้น แต่ก็น่าแปลกใจเล็กน้อยที่ฉินเหยียนจินสามารถเอาวัสดุระดับนี้มาทำป้ายหยกได้
แม้ว่านี่จะไม่ใช่หยกน้ำงามที่มีมูลค่าสูงที่สุด แต่สำหรับการทำป้ายหยกแล้ว ใช้หยกนั่วจ้งก็นับว่าเป็นของชั้นดี
ฉินเหยียนจินพยักหน้าจากนั้นก็หักหยกนั่วจ้งต่อหน้าต่อตาแขกทั้งสองคนด้วยมือเปล่า
เกิดเสียงกร๊อบแกร๊บดังขึ้น หยกแตกออกง่ายดายราวกับเป็นแค่คุกกี้
ฉินเหยียนจินเอาหยกที่แบ่งออกมาให้คุณฟู่ดูเองกับตาแล้วถามอย่างเป็นกันเอง “คุณฟู่สามารถดูเนื้อหยกและสภาพของหยกก่อนได้นะคะ ถ้าไม่ชอบใจสามารถหาอันใหม่ที่ถูกใจก่อนได้ค่ะ”
ทั้งนายท่านและพ่อบ้านทั้งสองต่างมองฉินเหยียนจินอย่างสับสน
ไม่จริง
เมื่อครู่มันเกิดอะไรขึ้น?
หยกกลายเป็นคุกกี้ไปตั้งแต่เมื่อไรกัน?
“ใช้ได้ครับ เอาอันนี้แหละ”
“เอาละค่ะ คุณต้องการเครื่องรางแบบไหนดีคะ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนะนำข้อมูลเครื่องรางและคุณสมบัติของมันก็ระบุเอาไว้แล้วค่ะ คุณสามารถเลือกได้อีกสองอย่าง ฉันจะแกะสลักเพิ่มลงไปให้และจะอธิบายรายละเอียดทั้งหมดให้ด้วย”
ฉินเหยียนจินเอาบันทึกเล่มเล็กส่งให้คุณฟู่ดู
คุณฟู่ดูหนังสือเล่มนั้นแล้วก็เกิดความคิดขึ้นบางอย่างขึ้นมา “ผมอยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำหน่อยครับ อาจารย์น่าจะเชี่ยวชาญเรื่องแบบนี้ดีกว่าผม”
คำขอของเขาค่อนข้างสมเหตุสมผล
เนื่องจากฉินเหยียนจินเป็นคนที่มีความรู้เรื่องนี้มากที่สุดจึงเป็นคนที่น่าจะเลือกเครื่องรางได้ดีกว่าใครในที่นี้
“ได้ค่ะ”
การแกะสลักของฉินเหยียนจินคล่องแคล่วมาก ทุกครั้งที่แกะลงไปจะเกิดแสงสีทองจาง ๆ วาววับขึ้นมาก่อนจะจางหายไป
ในตอนแรกคุณฟู่และพ่อบ้านเข้าใจว่าเขาตาฝาดไป แต่เมื่อเห็นแสงสีทองทอประกายขึ้นมาหลายครั้งก็ชวนให้รู้สึกตื่นเต้น
นี่พวกเขากำลังได้พบกับคนระดับปรมาจารย์!
แม้จะรู้ว่าฉินเหยียนจินเป็นหมอดูทำนายชะตาที่ทรงพลังมากมาก่อน แต่ก็รู้เรื่องของเธอเพียงแค่ด้านการทำนายเท่านั้น ไม่น่าตกใจเท่ากับการได้เห็นฝีมือที่แท้จริงต่อหน้าแบบนี้เลย
คุณฟู่ถามขึ้นด้วยความสงสัย “อาจารย์ครับ ทำไมหยกถึงเรืองแสงสีทองแบบนี้ได้ล่ะ?”
“เป็นธรรมดาของเครื่องรางที่จะเปล่งประกายขึ้นมาได้ระหว่างการสร้างค่ะ” ฉินเหยียนจินพูดไปตามตรงในขณะที่มือก็แกะสลักไปด้วย
ในไม่ช้า หยกสลักทั้งสิบหกชิ้นก็เสร็จสมบูรณ์ และเธอก็ชี้ไปที่หนึ่งในนั้น
“นี่คือป้ายหยกสะท้อนกลับ และจี้หยกที่เหลืออยู่นี่ค่ะ ส่วนชิ้นนี้เป็นเครื่องรางไคจื้อ ช่วยให้ความกระจ่างทางปัญญาแก่ผู้พกพาได้ เด็ก ๆ พกไว้ก็จะทำให้หลักแหลมแจ่มใส”
หลังจากแนะนำสั้น ๆ เธอก็ส่งเครื่องรางหยกทั้งหมดให้แก่เขา
คุณฟู่เอาเครื่องรางเหล้านั้นมาดูก็รู้สึกได้ถึงไออุ่นบางอย่างที่ไหลเข้าสู่กาย และค่อย ๆ รวมกันที่ท้อง จากนั้นความรู้สึกไม่สบายใจก็ถูกคลายออกไป และความอุ่นนั้นก็แผ่ไปทั้งกายของเขา
นั่นทำให้ชายชราตกใจอย่างมาก
เรื่องมหัศจรรย์แบบนี้เชื่อได้ยากหากไม่ได้พบเจอมันด้วยตัวเอง
คุณฟู่ระงับความตกใจเอาไว้ในใจ และถามและถามด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย “อาจารย์ครับ เครื่องรางหยกเหล่านี้ราคาเท่าไร?”
ฉินเหยียนจินตอบอย่างใจเย็น “ชิ้นละหนึ่งล้านค่ะ”
สิบหกชิ้นก็สิบหกล้านหยวน เงินค่าทำนายดวงชะตาอีกห้าร้อยหยวน วันนี้เป็นวันที่ได้กำไรงามมาก
คุณฟู่เข้าใจว่าตัวเองได้ยินผิดไป เครื่องรางล้ำค่าขนาดนี้ขายในราคาหนึ่งล้านเท่านั้นเอง เพียงแค่ตัวหยกดิบก้อนใหญ่ก็มีมูลค่ามากกว่าแสนหยวนแล้ว เมื่อเพิ่มเครื่องรางสามชนิดลงไปอีกก็ยิ่งมีมูลค่า อาจารย์ฉินแทบจะไม่เอากำไรเลย
หากฉินเหยียนจินได้ยินเสียงในความคิดของเขา เธอคงจะน้ำตาแทบไหลและขอเพิ่มอีกสักสองสามล้าน
หลังจากที่ส่งคุณฟู่กลับไปแล้ว เจ้าสำนักสาวก็ใช้เวลาตลอดบ่ายในการเริ่มฝึกวิชาเล่นแร่แปรธาตุ เมื่อฝึกเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจะออกจากห้องก็เหลือบไปมองยาลดความอ้วนที่ปรุงได้ในขวดกระเบื้องด้วยสีหน้าพอใจ
“ถูเฟย แกดูแลสำนักให้ทีนะ ฉันจะออกไปข้างนอกสักพัก”
เธอจะออกไปส่งของให้ [โลลิต้าผู้น่ารัก] และ [ชายผู้มักเป็นรอง] ระหว่างทางก็แวะไปที่ร้านสุ่มหินหยกอีกครั้ง
ฉินเหยียนจินต้องการจะสร้างอาณาเขตเคลื่อนย้าย ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการเดินทางจากบนเขาไปยังพื้นที่ต่าง ๆ
การฝึกฝนทุกครั้งของเธอเป็นการต่อยอดไปสู่ชีวิตในอนาคต หากวิชาแข็งแกร่งไปอีกขึ้นก็สามารถใช้อาณาเขตเคลื่อนย้ายนี้ในการเดินทางไปฝึกวิชาที่เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ห่างไกลออกไปได้โดยไม่เสียเวลา
ระหว่างที่พูดกับนกฮูกเธอก็เก็บของลงจากเขา
ทันทีที่หญิงสาวเดินทางมาถึงเชิงเขา ก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังบ่นอยู่ที่ประตูด้านล่าง
เมื่อตั้งใจฟังก็รู้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถขึ้นไปที่สำนักได้เพราะอาณาเขตคุ้มกันของเธอ
ฉินเหยียนจินส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้มีเจตนาจะเดินทางมาเที่ยวเล่นเท่านั้น
เมื่อรู้แบบนั้นเธอจึงเลือกที่จะเลี่ยงไปอีกทาง
ฉินเหยียนจินกระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปอีกยี่สิบเมตร และหายตัวไปก่อนจะปรากฏตัวอีกครั้งที่ระยะสี่สิบเมตรจากจุกเดิม
สำนักของเธอตั้งอยู่ห่างจากพื้นที่ชานเมืองกว่ายี่สิบกิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางหลวงที่ทอดยาวเชื่อมต่อกับจังหวัดเจียงหยาง
ตอนนี้เธออยู่ที่ริมทางหลวง และรถยนต์ส่วนใหญ่ที่มาทางนี้ก็จะเข้าไปในตัวเมืองเจียงหยาง ทำให้ทางเลี่ยงเมืองแห่งนี้เงียบเหงามาก
ฉินเหยียนจินคิดว่าถ้าเธอขออาศัยรถคนอื่นไปไม่ได้ก็คงต้องวิ่งไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ห่างไกลมากนัก ใช้เวลาเพียงสิบห้านาทีก็ถึง
เธอเริ่มมองหาคนที่จะสามารถพึ่งพาได้ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคำรามของเครื่องรถสปอร์ตที่ดังมาแต่ไกล
ไม่นานก็มีเสียงเบรกดังขึ้น
ฉินเหยียนจินมองตามก็พบว่าเป็นปอร์เช่สีแดงเพลิงจอดอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มที่ส่องประกายแสงเจิดจ้าจับพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียวมองมาที่เธออย่างคนเท่และเป็นอิสระ ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“คนสวยไปไหนจ๊ะ พี่ไปส่งไหม?”
ประกายแสงของเขาถูกบดบังไปในทันที ฉินเหยียนจินคิ้วกระตุกกับคำพูดนั้น รู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างประหลาด
ผู้ชายตีนผีคนนี้มาจากไหน อายุสั้นคนเดียวไม่พอยังจะหาพวกไปด้วยงั้นเหรอ?
แม้ว่าเธอจะคิดอย่างนั้นในใจ แต่ก็ทำเป็นเมินเฉยแล้วกล่าวตอบพลางขึ้นรถด้วยรอยยิ้ม “ถ้าอย่างนั้น ต้องรบกวนด้วยนะคะ”