'จวนสกุลจ้าว'
" ท่านผู้นำตระกูลหยาง.. ข้าขอถามได้หรือไม่ พวกท่านมาพบข้าวันนี้ ต้องการสิ่งใด ??"
คำกล่าวของจ้าวเว่ยเอ่ยถามขึ้น ทำให้บรรยากาศสบายๆที่ผ่านมา เปลี่ยนไปเป็นเคร่งเครียดทันที
" เฮ้อ.. ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไรดี "
หยางห้าวหลินกล่าวด้วยท่าทีลำบากใจ
" ท่านผู้นำตระกูลหยาง.. ท่านก็พูดออกมาตรงๆเถิด.. "
ซิ่วอิงกล่าวเปิดทางขึ้นมา หยางห้าวหลินมองหน้าจ้าวเว่ยคล้ายจะถามบางอย่าง จ้าวเว่ยจึงกล่าวขึ้นว่า
" บุตรสาวข้าเป็นตัวแทนตระกูลจ้าว.. คำพูดและการตัดสินใจของนาง คือการตัดสินใจของตระกูลจ้าวเช่นกัน"
สิ้นคำกล่าวของจ้าวเว่ย สร้างความประหลาดใจให้แก่คนตระกูลหยางทุกคน
'เหตุใดเด็กสาววัยไม่เกิน 15 ปีคนนึง.. ถึงได้มีสิทธิและอำนาจมากเช่นนี้ หรือทุกอย่างจะเริ่มมาจากนางทั้งหมด.. เป็นอย่างข่าวลือจริงๆสินะ'
" ถ้าเช่นนั้นข้าขอพูดตรงๆแล้วกัน.. เรื่องที่นายน้อยจ้าวเปิดร้านขายโอสถเมื่อสองวันที่ผ่านมา สร้างผลกระทบกับกิจการของตระกูลหยางอย่างใหญ่หลวง.. ข้าคิดว่าท่านคงทราบดีอยู่แล้ว "
หยางห้าวหลินผู้นำตระกูลหยางกล่าวออกมา ทำให้ทั้งห้องเงียบเสียงอีกครั้ง ซิ่วอิงจิบน้ำชาช้าๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
" ข้าค้าขายอย่างเป็นธรรม ไม่ได้ขายตัดราคาพวกท่านแม้แต่น้อย.."
" เรื่องนั้นข้าทราบดี.. แต่ในราคาเดียวกัน โอสถของท่านกลับมีความบริสุทธิ์เต็มสิบส่วนทุกเม็ด ผู้คนจึงหันไปซื้อจากร้านของท่าน.. ร้านขายโอสถของเราจึงประสบปัญหาอย่างมาก "
หยางห้าวหลินกล่าวขึ้นอีกครั้ง
" แล้วจะให้ข้าทำเช่นไร.. "
สิ้นเสียงของซิ่วอิง คนตระกูลหยางต่างมองหน้ากันไปมา ในที่สุดผู้อาวุโสใหญ่เป็นคนเอ่ยขึ้นว่า
" ข้าหยางจง.. เป็นหัวหน้าปรุงโอสถของตระกูลหยาง ข้าจะพูดตามตรงเลยก็แล้วกัน.. เรื่องที่นายน้อยจ้าวกล่าวมานั้นข้ายอมรับ พวกเราเคยคิดว่าจะลดราคามาสู้กับท่าน แต่หากท่านลดราคาลงเช่นกันเราคงสู้ท่านไม่ได้อีก.. หากพวกเรายอมลดราคาต่ำกว่าทุน คงจะเป็นการเสียหายทั้งสองฝ่าย.."
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวจบจิบน้ำชาแก้คอแห้งไปอึกใหญ่ ซิ่วอิงจึงรินชาใส่ถ้วยให้เขาอีกครั้ง ผู้อาวุโสใหญ่ยิ้มกว้าง แล้วกล่าวว่า
" ขอบใจเจ้ามาก.. หากมีลูกหลานอย่างเจ้าคงดีไม่น้อย "
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวจบ มองไปยังหยางด้วนเฉิงและน้องสาว ทำเอาทั้งคู่ต้องหลบสายตาด้วยความอาย
" ท่านผู้อาวุโส.. คิดว่าข้าเป็นลูกหลานของท่านก็แล้วกัน เชิญท่านพูดต่อเลยเจ้าค่ะ.. "
ซิ่วอิงกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
" ฮ่ะๆ.. ได้.. ข้าหยางจงเป็นผู้หลงไหลในการปรุงโอสถมาตลอดชีวิต ที่ผ่านมาได้คิดค้นวิธีการและสูตรปรุงโอสถมากมาย แต่น้อยครั้งที่สามารถปรุงได้สิบส่วนเต็ม.. แต่เจ้ามีอายุเพียงเท่านี้ กลับปรุงได้เต็มสิบส่วนทุกเม็ด.. เจ้าทำได้อย่างไรกัน "
ผู้อาวุโสหยางจงกล่าวด้วยสีหน้าห่อเหี่ยว ซิ่วอิงจึงเอ่ยขึ้นว่า
" ผู้อาวุโส.. นั่นเป็นเพราะวิธีของอาจารย์ข้า แตกต่างจากพวกท่านเล็กน้อย "
" อาจารย์ของเจ้าที่ผู้คนกล่าวถึง เป็นเรื่องจริงเช่นนั้นรึ.."
" เจ้าค่ะ"
ซิ่วอิงกล่าวยอมรับ เรื่องอาจารย์ของเธอนั้นไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะในวันที่เปิดร้านขายโอสถ เธอได้พบกับศิษย์พี่ผู้ชรา และตั้งใจบอกกล่าวเรื่องราวให้ทุกคนรับรู้ไปหมดแล้ว
" อืม.. เอาละ.. ข้าจะพูดแบบไม่อ้อมค้อม ที่พวกเรามาวันนึ้ เพื่อขอร่วมมือทางการค้ากับตระกูลจ้าว "
ในที่สุดผู้อาวุโสใหญ่หยางจง ตัดสินใจบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของพวกเขา
" หืม.. ร่วมมือทางการค้าอย่างนั้นหรือ "
ซิ่วอิงถามด้วยสีหน้าไม่มั่นใจว่าฟังผิดหรือเปล่า จ้าวเว่ยก็มีสีหน้าเช่นเดียวกัน
" ถูกต้อง.. ร่วมมือทางการค้า โดยให้เจ้าถ่ายทอดความรู้การปรุงโอสถให้พวกเรา.. ส่วนสมุนไพรและทรัพยากรต่างๆ ตระกูลหยางจะเป็นผู้ออกเองทั้งหมด.. ผลกำไรแบ่งกันคนละครึ่ง "
ผู้อาวุโสหยางจงตัดสินใจพูดออกมาทั้งหมดในคราเดียว
ซิ่วอิงมองคนตระกูลหยางที่นั่งฟังอย่างเงียบๆ เหมือนกับตกลงกันมาเรียบร้อยแล้ว ภายในใจก็คิดว่า
' นี่อะไรกัน.. เรากำลังต้องการผู้ปรุงโอสถมาช่วยงานแท้ๆ แต่ตระกูลหยาง กลับยื่นมือเข้ามาช่วยอย่างไม่ตั้งใจเสียอย่างนั้น.. ตระกูลหยางยอมเฉือนเนื้อตนเอง แสดงว่าหาทางออกไม่ได้จริงๆ..'
ซิ่วอิงจิบน้ำชาอย่างช้าๆ ภายในใจครุ่นคิดถึงผลได้ผลเสีย หรือเล่ห์เหลี่ยมของตระกูลหยางในการทำเช่นนี้ คนตระกูลหยางก็ไม่เร่งรัด พากันจิบชารอซิ่วอิงตัดสินใจเช่นกัน
ครู่นึงซิ่วอิงปล่อยกลิ่นอายจอมบงการออกมา แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
" ก่อนอื่น.. ข้ามีสองสามเรื่องจะบอกพวกท่าน หากฟังแล้วไม่ยินยอม ข้าจะไม่กล่าวอันใดอีก.."
ทั้งกลิ่นอายและน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป ทำให้คนในห้องถึงกับกลืนน้ำลายเอื้อกด้วยความกดดัน จ้าวเว่ยเองที่เจอภาพนี้บ่อยๆ ยังทำใจให้สงบไม่ได้สักครั้ง
“ เชิญนายน้อยจ้าวบอกมาได้..”
ผู้นำตระกูลหยางเอ่ยขึ้น
" เรื่องแรก.. ข้าต้องการขยายการค้าโอสถ ไปทุกเมืองในแคว้นมังกรศักดิ์สิทธิ์ "
" หา.."
คนตระกูลหยางถึงกับอ้าปากค้าง มือไม้สั่นจนจอกชาในมือแทบจะหล่นลงพื้น แต่ละคนต่างคิดในใจ
'โอสวรรค์.. ใยความคิดของนางถึงยิ่งใหญ่เพียงนี้ พวกเขาแค่ครอบครองการซื้อขายโอสถในเมืองมังกรฟ้า คิดว่าตนเองนั้นยิ่งใหญ่มากแล้ว.. แต่เมื่อเทียบกับนาง พวกเขาเหมือนกบในกะลาชัดๆ'
" เรื่องที่สอง.. เนื่องจากเมืองมังกรฟ้าอยู่ใกล้กับเขาหมื่นอสูร มีสมุนไพรและทรัพยากรมากมาย ซึ่งเป็นส่วนผสมหลักในการปรุงโอสถ.. ข้าจึงต้องการให้เมืองมังกรฟ้า เป็นฐานการผลิตสมุนไพรและทรัพยากรต่างๆ.. จึงเป็นเรื่องดีที่ตระกูลหยาง ต้องการร่วมมือกับข้า.."
ซิ่วอิงกล่าวถึงตอนนี้แล้วหยุดลง ก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ ปล่อยให้คนตระกูลหยางคิดตามให้ทัน เมื่อเห็นทุกคนพยักคล้ายเข้าใจ จึงเอ่ยขึ้นอีกครั้งว่า
" เรื่องสุดท้ายซึ่งสำคัญอย่างมาก.. หากพวกเราจะร่วมมือกัน ทุกท่านจะต้องทำพันธสัญญากับข้า.."
" อะไรนะ.. ทำพันธสัญญา.. บ้าไปแล้ว"
เป็นหยางรั่วฉินที่มีความคิดน้อยที่สุดในกลุ่ม เอ่ยวาจาโวยวายเสียงดังขึ้นมา หยางจงผู้อาวุโสใหญ่ที่ผ่านโลกมามากกว่า โบกมือให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า
" พันธสัญญาแบบใดหรือ.."
" อืม.. ท่านผู้อาวุโสใหญ่ ไม่เสียทีที่ผ่านร้อนหนาวมามาก ทำให้ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก "
ซิ่วอิงประสานมือคาวระให้อาวุโสใหญ่ แล้วกล่าว
" พันธสัญญาที่ข้ากล่าวถึงคือ 'พันธสัญญาครอบครัว'.. เมื่อทำพันธสัญญานี้ ทุกคนจะรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน.. จะไม่ทรยศหักหลังกันอย่างเด็ดขาด.."
ซิ่วอิงกล่าวจบทั้งห้องเงียบเสียงลงไปอีกครั้ง ทุกคนต่างคิดถึงคำพูดอันหนักแน่นจริงจังของเธอ
'มีพันธสัญญาแบบนึ้ด้วยเหรอนี่'
'อืม.. ที่นางพูดมาก็มีเหตุผล'
'ข้าบอกแล้วว่านางเป็นคนดี'
คนตระกูลหยางส่งเสียงพูดคุยกันผ่านทางลมปราณ ซึ่งซิ่วอิงรู้ดีแต่ปล่อยให้พวกเขาปรึกษากันไป ในที่สุดหยางห้าวหลินผู้นำตระกูลหยาง เป็นคนกล่าวขึ้นมา
" พวกเราตกลง.. แล้วใครจะเป็นผู้ทำพันธสัญญาให้พวกเรากัน.."
" ข้าเอง.."
ซิ่วอิงกล่าวจบยกถ้วยชาขึ้นจิบชาด้วยท่าทีสบายๆ
" อะไร .. เจ้าเป็นผู้ใช้อักขระด้วยรึ "
ผู้อาวุโสใหญ่หยางจงเอ่ยขึ้น ท่ามกลางอาการตื่นตลึงของคนตระกูลหยาง จ้าวเว่ยจึงถือโอกาศคุยโวทันที
" หึๆ.. บุตรสาวข้า ยังเป็นอะไรที่พวกท่านไม่รู้อีกมากเชียวล่ะ.."
ซิ่วอิงอมยิ้มกับท่าทางภูมิใจของบิดา ก่อนจะยกมือวาดวงเวทย์ขึ้นกลางอากาศ แล้วเขียนอักขระสีทองใส่เข้าไปในวงเวทย์ พลันวงเวทย์ก็ขยายใหญ่ขึ้น จนครอบคลุมไปทั่วทั้งห้อง ก่อนจะกลายเป็นแสงวาบสีทอง พุ่งตรงเข้าระหว่างคิ้วของทุกคน
' ว๊าบบบ'
' วู้บบบบ'
เมื่อแสงสีทองหายไป ภายในห้องรับแขกกลับเป็นปกติอีกครั้ง แต่ที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกของทุกคน
" ด้วยพันธสัญญานี้.. หากพวกท่านคิดร้ายต่อข้าและครอบครัว จิตวิญญาณของท่านจะต้องเจ็บปวดจนตาย และหากข้าคิดร้ายต่อพวกท่าน ก็จะเป็นเช่นเดียวกัน.."
ซิ่วอิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไปของคนตระกูลหยาง พวกเขาต่างคิดว่าตนคิดถูกแล้วที่ไม่ใช้กำลังกับตระกูลจ้าว เพราะหากต้องต่อสู้กันจริงๆ เพียงนายน้อยจ้าวคนนึ้คนเดียว อาจจะล้มล้างตระกูลพวกเขาได้เลย
" ในเมื่อพวกเราทำพันธสัญญากันแล้ว.. ต่อไปพวกเราก็เปรียบเสมือนครอบครัวเดียวกัน.. น้องจ้าวเว่ย หลานซิ่วอิง ต่อไปพวกเราเรียกหากันเช่นนึ้เถอะ.."
หยางห้าวหลินผู้นำตระกูลหยางเป็นผู้เอ่ยขึ้น ซึ่งจ้าวเว่ยก็ตอบรับทันที การค้าขายมีมิตรมากขึ้นย่อมเป็นผลดี ซิ่วอิงเผยรอยยิ้มของความดีใจออกมาเช่นกัน เพราะเธอนั้นต้องการคนมาช่วยปรุงโอสถอยู่แล้ว ไม่นึกฝันว่าจะได้มาทั้งตระกูลเช่นนี้
" แน่นอนพี่ชายหยาง.."
" ท่านลุงหยาง ท่านปู่หยาง.. เชิญรับน้ำชาเจ้าค่ะ "
ซิ่วอิงกล่าวขึ้นพร้อมกับรินน้ำชาให้กับทั้งคู่
ฝ่ายอาวุโสใหญ่หยางจงลูบหนวดขาวโพลน พร้อมกับหัวเราะร่าด้วยความชอบใจ เนื่องจากเขาถูกใจซิ่วอิงมากอยู่แล้วนั่นเอง
" ฮ่ะๆๆ ดี ดี ดี.. มีหลานสาวเช่นเจ้าถูกใจข้าจริงๆนังหนู.."
" ท่านอาจ้าว น้องซิ่วอิง.."
หยางต้วนเฉิงคุณชายใหญ่ตระกูลหยาง เอ่ยคำเรียกหาด้วยความดีใจเช่นกัน คุณหนูใหญ่หยางรั่วฉิน หันซ้ายหันขวามองทุกคน ก่อนจะเอ่ยขึ้น
" ท่านอาจ้าว น้องซิ่วอิง.."
ซิ่วอิงอมยิ้มเมื่อเห็นท่าทีแปลกๆของหยางรั่วฉิน จึงเอ่ยขึ้นว่า
" เอาละ.. ในเมื่อตกลงกันได้เช่นนี้ ข้าจะถ่ายทอดทักษะการปรุงโอสถ ให้แก่ท่านปู่และพี่สาวหยาง.."
กล่าวจบซิ่วอิงส่งมอบทักษะปรุงโอสถทางจิตวิญญาณ ให้กับอาวุโสใหญ่และหยางรั่วฉินจนเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองคนหลับตาทำความเข้าใจความรู้ที่ได้รับ ครู่นึงก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความยินดี ทุกคนพูดคุยกันอย่างสนิทสนม ก่อนที่คนตระกูลหยางจะกลับออกไป พร้อมกับเริ่มดำเนินการตามแผนการที่ซิ่วอิงวางเอาไว้
ตระกูลหยางจากไปไม่นาน ตระกูลหลี่ก็มาถึงจวนตระกูลจ้าว หลี่เจิ้นสงผู้นำตระกูลหลี่ มาพร้อมกับอาวุโสของตระกูลอีกสองคน ส่วนคุณชายหลี่และผู้อาวุโส ที่มีเรื่องขัดแย้งกับชิ่วอิงไม่ได้มาด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ซิ่วอิงคิดไว้อยู่แล้ว
ผู้นำตระกูลหลี่บอกเหตุผลที่มาเยี่ยมเยียนครั้งนี้ นอกจากจะมาขอโทษเรื่องที่เกิดกลางตลาด พวกเขายังนำเงินมามอบให้พ่อบ้านเหลียนและยายลี่ เป็นการชดใช้ค่าเสียหายเรื่องที่คุณชายหลี่ขายพวกเขาไปเป็นทาส และเรื่องที่ลูกน้องปลายแถวปล้นเงินและทำร้ายยายลี่ ซิ่วอิงให้บิดาเป็นคนออกหน้ารับคำขอโทษและเงินชดเชยไว้ เมื่อตกลงกันได้จนพอใจทั้งสองฝ่ายตระกูลหลี่ก็อำลาจากไป
หลังจากนั้นไม่นาน พ่อบ้านเหลียนมารายงานว่ามีอีกตระกูลนึงมาขอพบ ซิ่วอิงเห็นว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ตนเองคงไม่ได้ไปไหนแน่ จึงบอกบิดาว่า
" ท่านพ่ออยู่รับแขกนะเจ้าคะ.. ลูกยังมีงานต้องทำ ขอตัวไปก่อน.."
กล่าวจบซิ่วอิงใช้ทักษะทะลุมิติหายวับไปทันที ทิ้งให้จ้าวเว่ยนั่งพิงเก้าอี้หน้าทมึนด้วยความเบื่อหน่าย
‘จวนเจ้าเมืองมังกรฟ้า’
'วู้บบบบ'
ซิ่วอิงหนีจากจวนตนเอง ทะลุมิติมาโผล่ที่ข้างจวนเจ้าเมือง ก่อนจะเดินอ้อมไปด้านหน้าประตูจวน ทหารยามเห็นซิ่วอิงก็จำได้ในทันที สาวสวยที่ชอบแต่งชุดจอมยุทธชายผู้มีชื่อที่สุดในเมือง ตอนนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักนายน้อยจ้าวอีกแล้ว
ทหารยามทั้งสี่คนกุมมือคำนับ แล้วเอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมกัน
" คารวะนายน้อยจ้าว ไม่ทราบมีอะไรให้พวกเรารับใช้ขอรับ.."
" ข้ามาขอพบท่านเจ้าเมือง.. ช่วยเรียนให้ทราบด้วย"
ซิ่วอิงกล่าวอย่างเป็นกันเอง
" เชิญขอรับ.. ข้าจะไปเรียนท่านเจ้าเมืองให้ทราบ"
ทหารยามกล่าวจบก็นำซิ่วอิงไปยังห้องรับแขก ส่วนตนเองก็ขอตัวไปแจ้งเจ้าเมือง
ซิ่วอิงนำชามังกรแดงออกมาจากแหวนมิติ แล้วส่งให้สาวใช้นำไปชงมาให้ นั่งรออยู่ครู่นึง เจ้าเมืองชินกับฮูหยินก็เข้ามา ซิ่วอิงจึงลุกขึ้นประสานมือคำนับ
" ซิ่วอิงคารวะท่านลุง ท่านป้าเจ้าค่ะ.."
" อิงเอ๋อร์.. ป้าคิดถึงเจ้ายิ่งนัก"
ฮูหยินชินกล่าวด้วยความดีใจ พร้อมกับเข้าไปกอดซิ่วอิงแน่นอย่างรักใคร่
" อิงเอ๋อร์.. วันนี้เจ้าว่างหรือ ถึงมาเยี่ยมลุงกับป้าได้”
เจ้าเมืองชินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ก่อนที่จะได้พูดอันใดกันต่อ สาวใช้เดินเข้ามาพร้อมรินน้ำชาแก่ทุกคน เจ้าเมืองและฮูหยินเห็นน้ำชาในจอกตนเอง รู้สึกแปลกใจไม่น้อย เพราะชาแบบนี้ที่จวนไม่มี ฮูหยินจึงเอ่ยถามสาวใช้
“ เจ้าเอาชาแบบนี้มาจากที่ใด ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน..”
“ เรียนฮูหยิน เป็นชาที่คุณหนูจ้าวนำมาเจ้าค่ะ”
สาวใช้เอ่ยตอบ
“ ท่านลุง ท่านป้า ลองดื่มสิเจ้าคะ.. นี่เรียกว่าชามังกรแดง เป็นชาที่ท่านอาจารย์ข้าปลูกไว้เอง ”
ซิ่วอิงกล่าวยิ้มๆ ก่อนจะจิบชาอย่างสบายใจ
เจ้าเมืองชินกับฮูหยินยกถ้วยชาขึ้นดื่ม ครู่นึงก็เป็นเช่นเดียวกับผู้ได้ชิมรสชามังกรแดงเป็นครั้งแรก ทั้งสองต่างก็เบิกตากว้าง เผยรอยยิ้มอย่างมีความสุข ซิ่วอิงมองอาการของคนทั้งคู่แล้วกล่าวว่า
“ ชามังกรแดง.. เป็นหนึ่งในใบชาที่วางขายในร้านน้ำชาของข้า ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้.. หากท่านลุงท่านป้า หากมีเวลาก็เชิญที่ร้านได้นะเจ้าคะ.. ข้ายังมีชาดอกไม้อีกหลายชนิดไว้บริการทุกคน ”
“ อิงเอ๋อร์.. นี่เจ้าจะเปิดร้านน้ำชาด้วยหรือ เจ้านี่ช่างมีหัวการค้าเสียจริง ”
ฮูหยินชินกล่าวอย่างชื่นชม เด็กสาวคนนี้ช่างถูกใจเธอเหลือเกิน
“ วันพรุ่งนี้.. ข้าจะไปเป็นประธานเปิดร้านให้เจ้าด้วยตนเอง.. ”
เจ้าเมืองกล่าวพร้อมกับจิบชาจนหมดจอก สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้างรินชาให้อีกครั้ง การกระทำของเจ้านายทั้งสอง สร้างความแปลกใจให้กับสาวใช้เป็นอย่างยิ่ง นางไม่เคยเห็นเจ้านายทั้งสอง ปล่อยตัวตามสบายเช่นนี้มาก่อน
“ ขอบคุณเจ้าค่ะท่านลุง..”
ซิ่วอิงกล่าวตอบด้วยความพอใจ นำชามังกรแดงออกมาจากแหวนมิติอีกสองกล่อง ยื่นให้สาวใช้แล้วเอ่ยว่า
“ ชามังกรแดง 2 กล่องนี้ เก็บไว้ให้ท่านลุงกับท่านป้าหนึ่งกล่อง.. อีกกล่องนึงเจ้าเอาไปดื่มกับคนอื่นๆในจวน..”
“ เอ่อ คุณหนู..พวกบ่าวเป็นคนรับใช้ ไม่กล้าดื่มชาดีๆแบบนี้หรอกเจ้าค่ะ”
สาวใช้พูดเสียงสั่นๆ ส่งสายตาเลิกลั่กมองเจ้านายของตนเอง
ซิ่วอิงมองเจ้าเมืองกับฮูหยินที่นั่งมองนิ่งๆด้วยรอยยิ้ม จึงเอ่ยกับสาวใช้ว่า
” เจ้านายคนอื่นข้าไม่รู้.. แต่สำหรับข้า พ่อบ้าน สาวใช้ คนงาน คนของข้าทุกคนต่างมีความสำคัญ.. หากไม่มีพวกเจ้าดูแล เจ้านายจะกินอยู่กันอย่างไร หากเจ้านายกินแต่ของดีๆ คนรับใช้กลับกินอยู่อย่างอดๆอยากๆ แล้วจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาคอยรับใช้เจ้านาย.. ท่านลุงท่านป้าว่าจริงหรือไม่..”
“ อืมมม..อิงเอ๋อร์ ความคิดของเจ้าช่างไม่เหมือนผู้ใดจริงๆ.. ป้าเห็นด้วยกับเจ้า ถิงถิงเจ้าก็เอาส่วนของพวกเจ้าไปแบ่งกันกินเถิด.. ”
ฮูหยินชินกล่าวด้วยสีหน้าถูกใจเป็นอย่างยิ่ง เจ้าเมืองชินยิ้มให้ซิ่วอิง พลางพยักหน้าเบาๆ อย่างพอใจเช่นกัน
“ ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู..”
ถิงถิงสาวใช้ส่วนตัวของฮูหยินชิน กล่าวพร้อมย่อตัวคำนับด้วยความตื้นตันใจ ซิ่วอิงเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่ต้องการ จึงเอ่ยกับเจ้าเมืองว่า
" ท่านลุง.. เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าไปเจอที่ดินว่างเปล่าหลังตลาดกลางเมือง ทราบมาว่าเป็นของท่านลุง "
" หือ.. ที่หลังตลาดกลางเมือง.. อ้อ ถูกต้องที่ตรงนั้นเป็นของข้าเอง เจ้ามีอันใดหรือ.."
" เรียนท่านลุง.. ข้ามีความคิดที่จะสร้างตลาด ให้ชาวเมืองได้ค้าขายกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่ต้องมายืนขายข้างถนน กีดขวางการเดินทางสัญจรในเมือง.. จึงอยากถามท่านลุงว่า ที่แห่งนี้จะเอามาทำตลาดได้หรือไม่เจ้าคะ.."
จากนั้นซิ่วอิงก็เสนอแผนการของตน ให้เจ้าเมืองชินและฮูหยินรับฟังจนหมด เจ้าเมืองชินมองซิ่วอิงด้วยความแปลกใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นว่า
" อิงเอ๋อร์.. เจ้านี่ช่างมีความคิดไม่เหมือนผู้ใดจริงๆ.. หากเจ้าจะทำตลาดข้าก็ไม่ขัดข้อง ดีเสียอีกชาวบ้านจะได้มีที่ค้าขายเป็นที่เป็นทาง.. แล้วเจ้าจะจัดการเยี่ยงไร.."
" ข้าคิดว่า.. ให้ชาวบ้านมาขายสินค้าแล้วเก็บค่าเช่ารายเดือน เดือนนึงก็ไม่มากมายอะไร.. คิดว่าพวกเขาต้องพอใจแน่นอนเจ้าค่ะ"
ซิ่วอิงบอกกล่าวถึงวิธีดำเนินการ กับตลาดกลางที่ตนเองต้องการสร้างขึ้นมา
" อืม.. ถ้าเช่นนั้นข้ามอบให้เจ้าเป็นคนจัดการ ติดขัดเรื่องใดก็มาบอก.."
" ขอบคุณท่านลุงเจ้าค่ะ.."
หลังจากนั้น ทั้งสามคนดื่มชาพูดคุยกันอยู่อีกนาน ก่อนที่ซิ่วอิงจะขอตัวกลับ
‘ที่ทำการใหญ่สมาคมทหารรับจ้าง’
ภายในห้องประชุมใหญ่สมาคมทหารรับจ้าง มีทหารรับจ้างระดับสูงหลายสิบคนยืนอย่างเป็นระเบียบ สายตาทุกคนมองตรงไปข้างหน้าด้วยอาการหวั่นเกรง เพราะบนเก้าอี้ในตำแหน่งผู้นำมีร่างใหญ่โตของชายคนนึง สวมชุดเกราะดำทมึนนั่งกอดอก มองทุกคนที่ยืนอยู่ด้านล่างด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันดังและดุดันออกมา
“ ข้าไม่อยู่หลายวัน มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง รายงานมา”
“ เรียนท่านหัวหน้าใหญ่ เรื่องอื่นๆไม่มีอันใดน่าสนใจ เพียงแต่..” ชายคนนึงกล่าวแล้วก็หยุดลง ด้วยความไม่มั่นใจว่าสมควรรายงานหรือไม่
กังโหย่วหัวหน้าใหญ่สมาคมทหารรับจ้างเมืองมังกรฟ้า เป็นชายวัยกลางคนร่างกายสูงใหญ่กว่า 2 เมตร มีพลังปราณระดับนภาขั้นกลาง นิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต ปกครองลูกน้องด้วยความรุนแรงป่าเถื่อน จึงมิใคร่มีใครชมชอบเขานัก แต่ทหารรับจ้างทุกคนต้องยอมสวามิภักดิ์ ตระกูลใหญ่หรือกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ไม่อยากคบค้า ด้วยเกรงกลัวในความโหดเหี้ยมของเขา
หลายวันที่ผ่านมา เขาไปยังเมืองหลวงมังกรศักดิ์สิทธิ์ จึงไม่รู้ความเป็นไปในเมือง เมื่อกลับมาถึงเมืองมังกรฟ้า จึงเรียกลูกน้องมาประชุมทันที
“ เพียงแต่อะไร.. อย่าอ้ำอึ้งบอกข้ามาเดี่ยวนี้”
กังโหย่วหัวหน้าใหญ่เอ่ยเสียงดังด้วยความไม่พอใจ
“ เอ่อ.. ขอรับ.. เมื่อไม่กี่วันมานี้มีตระกูลนึงเข้ามาอยู่ในเมือง และสามารถทำให้เจ้ามืองหนุนหลังพวกเขา อีกทั้งกลุ่มของตงห่าว ซุ่นจิน และกลุ่มของเว่ยฉางโจว ต่างเข้าร่วมกับพวกเขาขอรับ..”
ชายคนนั้นรายงานเสียงสั่นด้วยความกลัว
“ ตงห่าว เว่ยฉางโจว ซุ่นจิน และกลุ่มของพวกมัน.. เป็นตระกูลใดกันถึงทำให้พวกมันเข้าร่วมได้..”
“ เป็นตระกูลจ้าวขอรับ ผู้นำตระกูลเคยเป็นทหารรับจ้างเช่นพวกเรา ชื่อจ้าวเว่ย..”
ชายอีกคนนึงกล่าวรายงานแทนชายคนแรก
“ ตระกูลจ้าว จ้าวเว่ย.. หือ.. จ้าวเว่ยที่เคยอยู่กลุ่มของตงห่าว แต่ต้องออกไปเพราะบาดเจ็บใช่หรือไม่”
กังโหย่วหัวหน้าใหญ่เอ่ยถามขึ้นมา
“ ขอรับ.. เป็นจ้าวเว่ยคนนั้น.. ข้าได้ข่าวมาว่า วันพรุ่งนี้ตระกูลจ้าวจะเปิดร้านน้ำชาในเมืองขอรับ”
“ หึๆ.. ทหารรับจ้างตัวเล็กๆคนนึง จะตั้งตัวเป็นใหญ่ในเมืองนี้ ทั้งยังเอาคนของข้าไปเข้าร่วมกับมัน.. ถามข้ารึยัง"
หัวหน้าใหญ่กล่าวเสียงดังลั่นไปทั้งห้องประชุม จากนั้นเอ่ยวาจาสั่งการอีกครั้ง
" พวกเจ้ารายงานมาให้หมด.. แล้วไปเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ข้าจะไปดูสิว่า พวกมันจะเก่งกาจสักแค่ไหนกัน..”
“ รับทราบ..”
………………………………