"สวัสดีคุณโครมอฟ เป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกในตอนนี้อยากจะเปลี่ยนใจเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่เคยถามไปบ้างหรือยังล่ะ?"
พัศดีอะเบลโล่เดินเข้ามาในห้องขังส่วนตัวที่อยู่หลังโต๊ะทำงานอันเป็นช่องทางลับมีไว้เฉพาะผู้มีกุญแจพิเศษสำหรับเปิดเข้ามาเท่านั้น ตามมาด้วยพันเอกเกลและผู้คุมอีก2คน เบื้องหน้าของเขาคือร่างของชายวัยอายุประมาณ50กว่า ผมพูยับยู้ยี้สีดำสลับขาวมีหนวดเคราหนาขึ้นปกคลุมใบหน้า ทั่วทั้งร่างกายเต็มไปด้วยคราบเลือดและรอยเขียวช้ำอยู่ตลอดทั้งลำตัวเป็นจ้ำๆ เขาถูกล่ามเอาไว้ตรึงแขนขาลอยเหนือพื้นในสภาพแนวตั้งขึงพาดกับราวแขวนด้านบนดูคล้ายกับคานที่ถูกตีขนาบข้างกับผนังและโคนเสาเหล็กด้านล่าง โซ่กำไลข้อมือและข้อเท้า ทำมาจากเหล็กอย่างหนามีหนามแหลมเล็กๆตรงขอบด้านในติดกับเนื้อ ออกแบบว่าเพื่อมีไว้สำหรับการถ่วงพันธนาการให้ทรมานโดยเฉพาะ
"ทะ..ท่านอะเบลโล่ แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอขอรับ"
เกลอุทานด้วยความตกใจเมื่อได้เห็นสภาพของชายผู้นี้
"หื้ออ..เกินไปตรงไหน โดนเข้าไปแค่นี้ถ้ามันจะตายก็ปล่อยให้มันตายไปเถอะ"
พัศดีตอบ
"ว่ายังไงละคุณโครมอฟ พอจะบอกข้าได้หรือยังเรื่องของชายคนนั้น"
อะเบลโล่เดินเข้าไปใกล้ใช้มือซ้ายบีบปากของเขาเชยหน้าขึ้นสบตากับตนเอง โครมอฟในสภาพอิดโรยไร้เรี่ยวอรงมองเห็นทุกอย่างแบบล่างๆเท่านั้น แต่ก็รับรู้ได้ว่าบุคคลที่อยู่ต่อหน้าคือพัศดีคุมคุกอะลิเบล เขายิ้มให้เล็กน้อยในขณะที่ปากถูกมืออีกฝ่ายบีบอยู่เช่นนั้น ก่อนถุยน้ำลายที่ปนกับเลือดใส่หน้าอีกฝ่ายเต็มๆ อะเบลโล่กัดฟันแน่นปล่อยมือจากปากของนักโทษชาย ใช้มือปาดน้ำลายออกจากหน้าเหลือคราบแดงๆเอาไว้อยู่พอประมาณ ยิ้มอยู่เพียงครู่นึงแล้วจึงซัดใส่ใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มแรง กำปั้นอันหนักหน่วงตามมาเรื่อยๆพร้อมกับเข่าและเท้าที่ประโคมเข้าตามบริเวณลำตัวโดยทั่วถึง มันเป็นการซ้อมที่ทารุณที่สุด ซึ่งอีกฝ่ายไม่สามารถตอบโต้ใดๆได้เพราะมือและเท้าถูกตรึงเอาไว้กับโซ่ตรวนถึงพืชลอยอยู่เหนือพื้น
เพียงครู่หนึ่งพัศดีเจ้าปัญหาก็สั่งให้ทหารเอาสนับมือยื่นให้ตน เขาสวมมันแล้วหันไปซ้อมโครมอฟต่อ โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะมีสภาพใกล้ตายเต็มทน เหล็กแข็งอันประกอบหลอมขึ้นเพื่อหุ้มนิ้วทั้งสี่ซัดประโคมเข้ากับเนื้ออ่อนๆ มีหลายจุดที่ยุบเข้าไปก่อนจะแสดงปฏิกิริยาเขียวช้ำเป็นจ้ำใหญ่ นักโทษชายพยายามกัดฟันแน่นอดทนต่อความเจ็บปวดที่ถูกกระทำแต่ไม่ยอมปริปากส่งเสียงร้องออกมาให้ได้ยิน ในจังหวะสุดท้ายสติของเขาเลือนลางเต็มที พันเอกเกลจึงร้องขอมาบอกให้พัศดียั้งมือไว้ก่อน
"ข้าขอเป็นคนสอบสวนเองเถอะขอรับ"
"ว๊าเว้ย.. ไอ้หมอนี่มันทนมือทนตีนดีจริงๆ แฮ็กๆ เอ้าตามใจท่าน ข้ายกมันให้ อยากจะทำอะไรก็เต็มที่เลย"
อะเบลโล่ ถอยห่างจากตัวของโครมอฟไปนั่งยังเก้าอี้ข้างประตูถอดสนับมือโยนให้กับผู้คุมคุกที่ยืนอยู่ไม่ไกล เขามีอาการหอบเล็กน้อย ก่อนจะสั่งให้ลูกน้องเอาพัดมาวีให้พร้อมกับยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟ พันเอกเกลลากเก้าอี้ มานั่งต่อหน้าชายนักโทษผู้อิดโรยอย่างที่สุด เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเลือดที่เปื้อนบริเวณใบหน้าอย่างบรรจงด้วยความสงสาร ก่อนจะนั่งลงกับเก้าอี้เริ่มถามในสิ่งที่พัศดีและตนอยากรู้
"พี่ท่านจะมัวปากแข็งอยู่ทำไม ตอนนี้บรรดาลูกน้องในโรงงานของท่านอีกทั้งเมียอันเป็นที่รักก็ถูกบังคับให้ไปเป็นโสเภณีและใช้แรงงานกันหมดแล้ว ชายคนนั้นไม่ได้มีพระคุณอะไรกับท่านมากมาย ไม่มีเหตุผลที่ท่านจะยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ชีวิตให้ เหตุใดจึงต้องปกป้องเขาด้วย"
เมื่อเอ่ยจบทหารหนุ่มก็เฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของอีกฝ่าย อย่างใกล้ชิดด้วยความสนใจเป็นพิเศษ โครมอฟเงยหน้ามองเขา แววตาพร่ามัวแทบจะมองอะไรไม่เห็น เขาแสยะยิ้มและหัวเราะออกมาแห้งๆก่อนจะพูดกับอีกฝ่ายด้วยเสียงที่เบาจนเกือบจะไม่ได้ยิน
"ไปตายซะ"
"ไอ้หมอนี่"
อะเบลโล่ตะโกนเสียงดังมาจากข้างหลัง ลุกขึ้นจากเก้าอี้เตรียมเดินเข้ามาหมายประโคมหมัดใส่หน้าเขาอีกครั้งแต่ถูกเกลร้องขอไว้
"ไม่เอาน่าพี่ท่าน ในฐานะที่ท่านอายุมากกว่าข้า นี่ถือเป็นการให้เกียรติอย่างที่สุดแล้วที่จะใช้วิธีสอบสวนอย่างละมุลละม่อม ข้าจะขอเป็นคนอาสาสอบท่านต่อไปหวังว่าคงไม่ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพัศดีเหมือนก่อนหน้านี้ ข้าหวังว่าคำตอบที่เราอยากได้ก็คงจะออกมาจากปากของท่านภายในวันนี้"
เกลใช้คำพูดประณีประนอมพร้อมคำขู่หน่อยๆหวังให้อีกฝ่ายยอมเอ่ยปากจากช้อยตัวเลือกที่เสนอให้ โครมอฟ ลามิแกน นักโทษชายใจฉกาจไม่ปริปากเอ่ยคำใดออกมาแม้ได้รับข้อเสนอจากพันเอกผู้หวังดี เขาเอาแต่ส่ายหน้าไปมาและมีอาการหอบ ยืนยันที่จะไม่ให้ความร่วมมือกับผู้สอบสวน เกลเห็นเช่นนั้นแต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
"อดีดแม่ทัพใหญ่โยธัน ไฮม์ อยู่ที่ไหน.."
โครมอฟหัวเราะลั่นเมื่อได้ฟังคำถาม แต่ก็ไม่ยอมตอบ เป็นคำพูดที่เขาได้ยินนับครั้งไม่ถ้วนหลังจากถูกจับตัวมา และครั้งนี้ก็เป็นอีกหนหนึ่งที่เขาไม่ยอมเอ่ยปากใดๆเพื่อเป็นเบาะแสแก่พวกสหราชอาณาจักรเลย
"พี่ท่าน..นี่ข้าถามดีๆนะ โยธันไฮม์คือกบฏที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ มีประโยชน์อะไรที่ท่านจะต้องปกป้องเขา"
"กบฏงั้นเหรอ ถุย ไอ้เด็กเมื่อวานซืนอย่างพวกเจ้าจะไปรู้เรื่องอะไร นี่เวลามันก็ผ่านมากว่า26ปีแล้ว ไม่คิดบ้างหรือไงว่าคนที่เจ้ากำลังตามหาอยู่ อาจจะตายจากโลกนี้ไปแล้วก็ได้"
"ไอ้โกหก"
พัศดีอะเบลโลเดินเข้ามาพร้อมกับเหวี่ยงแส้ในมือฟาดใส่ที่หน้าของเขา เจ้าตัวแทบจะหลุดอุทานร้องออกมาเพราะความเจ็บที่แล่นผ่านเข้ามาบนใบหน้า
"อย่างโยธันไฮม์หน่ะเหรอจะตายไปง่ายๆ หมอนั่นได้รับสมยานามให้เป็นถึงเทพแห่งดาบ ไม่มีใครสามารถเอาชนะหมอนั่นได้หรอก"
"ตามที่ท่านพัศดีว่ามานั่นแหล่ะพี่ท่าน อดีตแม่ทัพใหญ่โยธันไฮม์ไม่ใช่คนกระจอกๆ เขาเป็นบุรุษเพียงคนเดียวที่มีฝีมือสูงส่งถึงขนาดที่อาจจะสามารถต่อกรกับ3จอมไตรของโลกได้เลย อย่าโกหกต่อไปเลย คำโกหกของท่านพวกเรามิอาจเชื่อได้หรอก"
(3จอมไตร บุคคนทั้ง3ผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุคสมัย มีอำนาจนอกเหนือการปกครองจากอาณาจักรใดๆ มีเขตการปกครองของตนเองแยกเป็นของใครของมัน ใหญ่โตพอที่จะเรียกว่าทวีปขนาดเล็กได้ กษัตริย์ทุกอาณาจักรในโอโทเปียล้วนยำเกรงและให้เกียรติเสมอจอมจักรพรรดิ์ทั้ง3ที่คุมขั่วอำนาจแห่งโลกใบนี้เอาไว้ อันจะกล่าวถึงในลำดับถัดไป)
"หึหึ ใครกันที่มันพูดโกหก ไปถามสเน็คอายเจ้านายขอพวกเจ้าดูสิ บอกให้มันพูดความจริงมาให้หมด ว่าสิ่งที่มันกำลังตามหา ไม่ใช่ตัวของโยธันไฮม์หรอก แต่เป็นของที่เขานำติดมือออกมาด้วยตะหาก"
โครมอฟพูดด้วยเสียงแห้งๆ เขายิ้มเยาะและหัวเราะเบาๆก่อนสำลักอย่างรุนแรงเพราะอาการขาดน้ำ
"โห..ไอ้เจ้าแก่นี่ รู้เยอะเหมือนกันนี่ว่า ไหนลองบอกข้ามาซิเจ้ารู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกบ้าง"
อะเบลโล่ถามเขาเดินมายืนข้างๆเกลที่เพิ่งทราบข้อมูลบางอย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อน และดูเหมืนพัศดีเองก็เช่นกัน พวกเขาทั้งสองหันมองหน้ากันซักพักพันเอกเกลพยักหน้า พัศดีอะเบลโล่จึงสั่งให้ลูกน้องออกไปจากห้อง เลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่งต่อหน้าโครมอฟและพยายามซักไซร้ข้อมูลเพิ่มเติม
"เอาล่ะ งั้นข้าขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกัน จงบอกมาให้หมดเกี่ยวกับเรื่องราวที่เจ้าเกริ่นมาเมื่อครู่..แล้วข้าจะพิจจารณาโทษของเจ้าให้เป็นกรณียกเว้นพิเศษ"
พัศดีเอ่ยกับนักโทษชาย โครมอฟยิ้มน้อยๆก่อนปริปาก
"ดูเหมือนว่าไอ้คุณเจ้าเมืองมันจะไม่ได้บอกอะไรกับพวกเจ้าเลยสินะ ช่วยไม่ได้ ข้าไม่แปลกใจเลยสักนิดที่พวกเจ้าอยากจะรู้เรื่องราวลับหลังมัน ย่อมได้ๆ ข้าจะคายความเลวของมันออกมาให้หมด สเน็คอายไอ้ชาติชั่วนั่น มันวางแผนตั้งแต่แรกที่ขอย้ายมาประจำการเป็นเจ้าเมืองแห่งนครซิโดเนียแล้ว.."
ทั้งสองตั้งใจฟังในสิ่งที่โคโมฟเล่าอย่างละเอียด กระทั่งเขาหยุดพูดไป
"เล่าต่อสิเห้ย อยากตายไวๆหรือไงไอ้แก่"
อะเบลโล่ตะคอก เกลสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายเหมือนจะกระหายน้ำ เขาจึงตะโกนสั่งให้ผู้คุมนำมาเสริฟให้ ชายชราดื่มมันจากแก้วที่เกลป้อนอย่างกระหายก่อนจะกล่าวต่อไป
26ปีก่อน ในสมัยระบอบปกครองของสังฆราชหญิงฟีโอฟีน่า เกิดการก่อกบฏยึดราชบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรเรโมฮานเปลี่ยนแปลงขุมอำนาจไปสู่ระบบปกครองของกษัตริย์และราษฎรแทนที่ระบบปกครองโดยนักบวชกับผู้มีศรัทธาในพระเจ้า ในคราวนั้นปฐมกษัตริย์แห่งเรโมฮานผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายของสังฆราชหญิงฟีโอฟีน่าสถาปนาตัวเองเป็นราชา ทรงมีรับสั่งให้กวาดล้างบรรดาทหารและข้ารับใช้ที่มีความภักดีต่อขั้วอำนาจเก่าจนสูญสิ้น
ได้ก่อตั้งขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมาโดยให้ชื่อว่าบรรลังอัศวินทั้ง12ผู้ปกครองหัวเมือง ในคราวนั้นมีบุรุษเพียงคนเดียวที่ทั้ง12อัศวินไม่อาจเอาชนะได้ โยธันไฮม์ จอมทัพผู้อารักขาราชานักบวชฟีโอฟีน่า แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเอาชนะอัศวินที่แข็งแกร่งถึง12คนได้เช่นกัน
ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของราชานักบวช รวมถึงผลการต่อสู้อันดุเดือดของจอมทัพผู้อารักขากับอัศวินทั้ง12 แต่ที่แน่ๆโยธันไฮม์หนีออกมาได้และเขาไม่ได้ออกมามือเปล่า มีข่าวเล่าลือว่าบางสิ่งที่เขาถือติดมือออกมาด้วยเป็นของวิเศษที่หากผู้ใดได้ครอบครองแล้วจะได้รับอำนาจมหัศจรรย์พันลึกถึงขนาดเป็นราชาของโลกใบนี้ได้ หลังจากนั้นเขาก็ได้หายสาบสูญไปจนถึงปัจจุบัน และนี่คือเรื่องเล่าโดยละเอียดของโครมอฟ ลามีแกนที่สาธยายให้กับบุรุษทั้งสองได้ฟัง
"อ๋อ.. ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เอง งั้นก็หมายความว่า ท่านสเน็คอายที่ดำรงค์ตำแหน่ง1ในอัศวินทั้ง12ลำดับสุดท้าย ฉายยาดวงตาแห่งอสรพิษ ขอเป็นเจ้าเมืองซิโดเนียเพราะรู้เบาะแสมาว่าเจ้ากับโยธันไฮม์เป็นสหายกันสินะ หึหึหึ ข้าเข้าใจเรื่องทั้งหมดแล้ว"
"พัศดีขอรับ หรือว่าท่านเจ้าเมืองหวังอยากได้ของสิ่งนั้นที่อดีตแม่ทัพโยธันไฮม์นำออกมาไปครอบครอง"
"ถูกต้อง"
"แต่ว่า ทำแบบนี้มันไม่ถูก หากท่านเจ้าเมืองรู้เบาะแสก็น่าจะแจ้งเรื่องให้ทางราชอาณาจักรได้ทราบ หากของสิ่งนั้นสำคัญจริงๆละก็ข้าคิดว่า....อึ๊ก!!."
"ข้าคิดว่าท่านไม่จำเป็นต้องคิดอะไรอีกต่อไปแล้วละ ท่านเกล"
ในจังหวะที่ทหารหนุ่มกำลังออกความคิดเห็นในเชิงค้าน ไม่ทันที่เขาได้ระวังตัวเมื่อรู้สึกอีกทีก็พบว่าถูกดาบแหลมทิ่มแทงเข้าที่ช่องท้องจนมิดด้ามเสียแล้ว เป็นฝีมือของพัศดีอะเบลโล่ ชายเจ้าเล่ห์เมื่อได้ทราบข้อมูลอันเป็นเรื่องสำคัญยิ่งก็ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นรอดคาบข่าวไปแจ้งแก่ทางราชอาณาจักร
"เรื่องราวทั้งหมดจะถูกเก็บไว้เป็นความลับจนกว่าท่านสเน็คอายจะได้ตามความประสงค์ หึหึหึ เพราะงั้นท่านที่มารู้เรื่องนี้เข้า มันเกะกะเส้นทางของท่านผู้นั้นเสียแล้ว อย่าถือโทษโกรธกันเลยนะ...เกล"
พันเอกเกลล้มพุ๊บลงไปกับพื้น เขาเจ็บปวดจนไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้ ไม่มีแม้แต่เสียงเล็ดลอดออกมาจากปาก หน้าซีดตาค้างปากสั่นนอนขดตัวไม่ไหวติงอยู่กับพื้น อะเบลโล่พัศดีโฉดดึงมีดแหลมออกจากท้องของชายหนุ่ม มันถูกเคลือบด้วยพิษและยาชาอย่างแรง ทำให้ร่างที่ถูกเสียบนอนสิ้นใจลงกับพื้นในนาทีต่อมา
"นี่เจ้า ถึงกับลงมือฆ่าพวกเดียวกันเลยเหรอ?"
โครมอฟตะคอกเพราะความตกใจ มองเห็นร่างของทหารหนุ่มดับแน่นิ่งอยู่บนพื้นไม่หายใจอีกต่อไป
"หืออ..ทำไมจะฆ่าไม่ได้ละ ในเมื่อหมอนี่รู้เรื่องมากจนเกินไปแล้ว แต่ถ้าจะพูดให้ถูกเจ้าต่างหากที่เป็นคนฆ่ามัน หากเจ้าไม่พูดข้อมูลสำคัญแบบนี้ออกมาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะต้องสังหารชายคนนี้เพื่อเป็นการปิดปากเสีย..จริงไหมไอ้แก่"
อะเบลโล่ถากถาง ใช้มีดยาวแหลมในมือที่อาบพิษจนท้วมจิ่มเข้าไปที่แก้มของนักโทษชายในขณะสาธยาย ปลายแหลมของโลหะอันคมกริบกรีดเข้าที่ใบหน้าของเขาเล็กน้อย แต่แค่นั้นก็เพียงพอจะทำให้ชายแก่รู้สึกทรมานจากผลของพิษร้ายที่กัดกินตั้งแต่ใบหน้าไล่ตามเข้าไปในตัวของเขา นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ถูกทรมานมาที่โครมอฟรู้สึกทรมานอย่างที่สุด เขาส่งเสียงร้องแม้จะพยายามอดกลั่นมากมาย ทว่าฤทธิ์ของยามันรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะสามารถต้านทานได้ นักโทษชายดิ้นพล่านราวกับถูกฝูงมดปากคมกัดแทะตลอดทั้งลำตัว
"เอาละ เรามาต่อกันดีกว่า ตอนนี้เจ้าคงรู้สึกทรมานอย่างมาก แต่ไม่ต้องห่วงนั่นไม่ทำให้เจ้าถึงแก่ชีวิตหรอก แค่พิษเล็กๆน้อยๆที่ซึมผ่านรอยแผลจากใบหน้าลามไปทั้งร่าง มันทำได้แค่สร้างความทรมานให้กับเซลล์ในร่างกายของเจ้าเท่านั้นแต่ถ้าหากว่าปล่อยไว้นานเกินกว่านี้ซัก1ชั่วโมง ข้าว่ามันก็อาจจะสายเกินไปที่ยาถอนพิษจะช่วยเจ้าได้ละนะ บอกข้ามาซะดีๆดีกว่าน่า โยธันไฮม์อยู่ที่ไหน"
ความทรมานจากการถูกพิษสัมผัสแทรกเข้าไปผ่านกระแสเลือด ทำให้นักโทษชายรู้สึกทรมานเกินกว่าจะทนไหว เขาร้องทุรนทุรายปรากฏเส้นเลือดสีดำขึ้นตามผิวหนังลามไปถึงใบหน้าโลหิตทมิฬเริ่มไหลออกจากจมูกเล็กน้อย ชายชรารู้สึกพร่ามัวมองอะไรไม่ชัดกว่าก่อนหน้านี้ แต่เพียงขณะหนึ่งเท่านั้นที่เขาเหลือบไปเห็นร่างของทหารหนุ่มซึ่งตายก่อนเพียงไม่กี่นาที บัดนี้ศพของเขาได้กลายเป็นสีดำทั้งตัวไปเรียบร้อยแล้ว ซ้ำร้ายยังมีไอสีดำรอยพุ่งออกมาจากร่างตามจุดต่างๆ ยิ่งทำให้เขารู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก
"ฮ่าๆๆ เริ่มรู้สึกถึงพิษสงของเจ้านี่แล้วสินะ ดาบเหล็กอสรพิษดำที่ข้าได้รับมาจากท่านเจ้าเมืองมันเป็นอาวุธที่ทรงพลังและโหดร้ายอย่างมากสำหรับเหยื่อที่ถูกฟันหรือแทง ข้าคิดว่าตอนนี้พิษที่อยู่ในตัวเจ้าคงจะให้ผลรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม แต่มันอาจจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เจ้าปริปากยอมคายความจริงออกมาได้ ฉะนั้นแล้ว...เอาเพิ่มอีกซักแผลจะเป็นไร"
อะเบลโล่ยกดาบแหลมขึ้นตั้งใจจะจิ่มมันใส่หน้าของโครมอฟอีกครั้ง อาวุธร้ายนี้มีลักษณะเป็นมีดเรียวแหลมสีดำมีความคมกริชตลอดตั้งแต่โคนดาบจนถึงปลาย ตรงด้ามจับเป็นรูปหัวอสรพิษอ้าปากโค้งลงมาทางด้านขวา ใบหน้าของพัศดีโรคจิตปรากฏรอยยิ้มออกมาด้วยความสนุกสนาน
อีกเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น ก่อนที่คมของมีดแหลมจะปักลงบนเนื้อนักโทษชายโครมอฟ ก็เกิดเสียงดังเอะอะโวยวายจากด้านนอกห้อง และทันใดนั้นเองบรรดาทหารและเจ้าหน้าที่คุมคุกก็วิ่งตื่นเข้ามาเคาะประตูส่งเสียงเรียกพัศดีดังมาจนถึงด้านใน
"เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับใต้เท้า ท่านรีบออกมาเร็วๆเถอะขอรับ"
อะเบลโล่ชะงักค้างขมวดคิ้วหันไปถามอย่างไม่สบอารมณ์
"มีอะไรกันวะ ข้ากำลังยุ่งไม่ว่างจะเคลียร์ พวกนักโทษแหกคุกกันหรือไง?"
"ไม่ใช่นักโทษแหกคุกขอรับ เลวร้ายกว่านั้นเยอะเลย...ไอ้เจ้าคนที่ท่านสั่งให้นำไปโยนลงธารลาวาเมื่อครู่มันยังไม่ตาย มิหนำซ้ำตอนนี้มันกำลังเสกเปลวเพลิงเผาคุกของเราจนวอดไปกว่าครึ่งแล้วขอรับ"
"ว่าไงนะ?"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
บทประพันธ์ : มังกรขาวเล่าเรื่อง