ตอนที่ 12
หลางกุ้ยตานทอดสายตามองคนบนเตียง ด้วยแววตาที่อ่อนโยนมากขึ้นแบบไม่รู้ตัว รู้สึกสงสาร เห็นใจชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็สามีเป็อย่างมาก
เขาคงจะเ็ปมาก ที่ได้รู้ความจริง หากเป็นาง นางก็คงจะเสียใจจนร้องไห้ไม่หยุดเช่นเดียวกัน
เด็กชาย เด็กหญิง เมื่อเห็นบิดาร้องไห้ น้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอเบ้าตาขึ้นมาด้วย
“ท่านพ่อ เจ็บตรงไหนหรือเ้าค่ะ ข้าจะเป่าให้” หม่าเหม่ยอิงเข้าไปเกาะแขนที่วางแนบลำตัวของบิดา
“ท่านพ่อ อย่าร้องเลยขอรับ ท่านพ่อยังมีข้า ยังมีน้อง ถึงพวกเราจะถูกไล่ออกจากบ้านก็ไม่เป็ไร ข้าจะดูแลท่านพ่อกับน้องสาวเอง” หม่าเหวินฝูรับรู้ทุกความรู้สึกของบิดา ต่อไปเขาจะทนลำบากหาเลี้ยงพ่อกับน้องเอง
“ฮือ ๆ เสี่ยวฝู อิงเอ๋อร์ พ่อขอโทษ ขอโทษที่ทำให้พวกเ้าลำบาก” น้ำตาของลูกผู้ชายยังคงหลั่งไหลไม่ขาดสาย เป็ห่วงอนาคตของลูก ๆ ที่จะต้องมาตกระกำลำบาก
“ลำบง ลำบากอะไร มีข้าอยู่ทั้งคน ท่านกับลูก ๆ ลืมไปแล้วหรือ”
หลางกุ้ยตานโพล่งขึ้นมา รู้สึกซาบซึ้งในสายสัมพันธ์ของพ่อลูก จนทำให้คิดถึงพ่อ ที่เป็อดีตนายตำรวจ ปานนี้พ่อจะเสียใจมากเพียงไหนหนอ ที่ต้องมาสูญเสียบุตรสาวอย่างนางไป
“ข้าไม่มีอะไรจะให้เ้าแล้ว เงินทองก็ไม่มีติดตัวสักอีแปะ เราก็แยกทางกันตรงนี้เถอะ เ้าก็ไปตามทางของเ้า”
หลังจากสงบสติอารมณ์ได้แล้ว หม่าหย่งเหรินก็หันมาพูดถึงเื่หย่า ที่เขาพยายามพูดกับหญิงสาวมา นับั้แ่รับนางเข้ามาเป็ภรรยาอีกครั้ง
“หม่าหย่งเหริน ท่านไม่เคยคิดหรือว่าคนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ ที่ข้าถามไม่ใช่เพราะข้าอยากจะรั้งท่านเอาไว้ข้างกายมากขนาดนั้น แต่ที่ถาม ที่อยากขอโอกาส เป็เพราะข้าอยากแก้ตัวในสิ่งที่เคยทำไม่ดี และข้าเคยบอกแล้วอย่างไร ว่าข้าจะดูแลท่านกับเด็ก ๆ จนกว่าอาการของท่านจะหายดี จากนั้นข้าก็จะไปตามทางของข้าแน่นอน” น้ำเสียงของหลางกุ้ยตานเด็ดเดี่ยว จนอีกฝ่ายเริ่มเกิดความลังเล
“แต่ว่า...”
“แล้วถ้าข้าไปตอนนี้ ท่านกับเด็ก ๆ จะมีชีวิตรอดอีกกี่วัน จะหาข้าวปลาที่ไหนได้กินกัน เสี่ยวฝู อิงเอ๋อร์ก็ยังเด็ก ท่านก็ขยับตัวไม่ได้”
หม่าหย่งเหรินนิ่ง คิดตามคำพูดของสตรีร่างใหญ่ก็เห็นว่าเป็จริง หากไม่มีผู้ใหญ่คอยคุ้มครอง เด็กทั้งสองจะอยู่รอดได้อย่างไร
...แต่เขาจะไว้ใจนางได้แค่ไหนกัน ในเมื่อที่ผ่านมา นางทำร้ายลูกของเขามาตลอด...
“ข้าเป็คนใหม่แล้วจริง ๆ บางทีอาจจะเป็ิญญาร้ายแบบที่หมอผีกล่าวหาก็เป็ได้”
“หากท่านแม่มีิญญาร้ายเข้าสิง แล้วเลิกทำร้ายพวกเราแบบนี้ ข้าก็อยากขอร้องให้ิญญาร้ายสิงอยู่ตลอดไป”
หม่าเหวินฝูหลุดปากออกมา ก่อนจะรู้ตัว รีบยกมือขึ้นปิดปาก ขยับหนีให้ห่างจากมือเท้าของแม่เลี้ยง
แต่นอกจากแม่เลี้ยงของเขาจะไม่โกรธแล้ว ยังยิ้มกว้างออกมา ทั้งแววตาก็ดูเป็มิตรมากกว่าเมื่อก่อน ทำให้เด็กชายเริ่มเปิดใจยอมรับในตัวแม่เลี้ยงแบบไม่รู้ตัว
“ได้ ิญญาร้ายเช่นข้ารับปาก จะอยู่ในร่างของแม่เลี้ยงเ้าตลอดไป...เอาล่ะ ในเมื่อจะต้องย้ายออกวันนี้ พวกเรามาช่วยกันคนละไม้ละมือเก็บของกันเถอะ”
“ขอรับ”
หลางกุ้ยตานให้เด็กน้อยทั้งสอง เก็บข้าวของเท่าที่พอจะทำได้ ให้เอามาไว้รวมกัน ส่วนนางจะรับหน้าที่หอบหิ้วข้าวของย้ายออกไปที่สวนว่างเปล่าท้ายหมู่บ้านเอง
แต่นึกไม่ถึงว่า ผู้เฒ่าหม่าจะยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง ถึงกลับจ้างม้าเทียมเกวียนให้มาช่วยขนของ และขนย้ายคนป่วย
ม้าเทียมเกวียนขนของพร้อมคนเพียงสองเที่ยว ก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
“ท่านพ่อ ท่านพี่ คืนนี้จะนอนที่ไหนกันเ้าคะ”
เด็กหญิงมองรอบบริเวณที่ดินว่างเปล่าของสกุลหม่า ที่มีแต่วัชพืชขึ้นสูงพ้นศีรษะของนางอีก ไม่เห็นมีบ้านให้เข้าไปหลับนอนเลย
หลางกุ้ยตาน หอบหิ้วผ้าผืนหนึ่ง เดินไปฝั่งตรงข้ามของที่ดินสกุลหม่า ซึ่งเป็สระน้ำที่ทำให้นางได้มาอยู่ในร่างของสตรีนางนี้
พอมาถึงก็จัดการปูผ้าลงบนพื้นดินใต้ต้นไม้ใหญ่ จากนั้นก็กลับไปอุ้มสามี ลงมาจากเกวียนได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะนำมานอนลงบนผ้าที่ปูเอาไว้
“ขอบคุณพี่ชาย”
หลางกุ้ยตานมิวายจะหันไปขอบคุณคนขับเกวียน ที่มาช่วยขนของทั้งขึ้นทั้งลง แต่ชายผู้นั้น นอกจากจะไม่ยอมพูดด้วย ยังส่งสายตาเกลียดชังมาให้ พร้อมกับพึมพำกับตนเอง แต่หญิงสาวก็ยังได้ยินคำพูดนั้นอยู่ดี
“สงสารก็แต่เด็ก ๆ ต้องมาตกระกำลำบาก เพราะแม่เลี้ยงใจร้ายแท้ ๆ”
หลางซื่อหุบยิ้มที่ส่งให้ชายผู้นั้นทันที รู้สึกหน้าชาไปหมด เห็นที ว่าคนที่เกลียดหลางกุ้ยตานคนเก่า คงไม่ใช่แค่สามีกับเด็ก ๆ แล้วกระมัง
“พวกเขายังไม่เคยได้เห็นตอนเ้าสำนึกผิด จึงไม่แปลก ที่จะยังเกลียดชังเ้าอยู่เป็ธรรมดา”
คำพูดของชายหนุ่ม ทำให้หลางกุ้ยตานหันขวับไปมองเขา แต่ใบหน้าคมคายก็เบือนหน้าหนีไปสนใจสิ่งอื่น
นี้คือคำปลอบใจของเขาหรือเปล่านะ จะใช่หรือไม่ใช่ นางก็รู้สึกดีขึ้นมาก...ใช่ ชาวบ้านอาจจะเกลียดชังหลางกุ้ยตานคนเก่า แต่ถ้าได้รับรู้ ได้เห็น ว่าหลางกุ้ยตานกลายเป็คนใหม่แล้ว ก็คงจะค่อย ๆ เลิกเกลียดชังนางไปเอง
หลังจากคนขับเกวียนจากไปแล้ว หญิงสาวก็ขนข้าวของมากองเก็บรวมกันใต้ต้นไม้ใหญ่ จนเสร็จเรียบร้อย อย่างไรหลายวันต่อจากนี้ ก็คงต้องพากันนอนตากน้ำค้างกันไปก่อน
จนกว่านางจะหาวิธีสร้างบ้านสักหลัง ซึ่งก็ดูเหมือนจะเป็เื่ยากหน่อย เพราะนางไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ไหนจะเงินทองก็ไม่มีติดตัวกันมาสักอีแปะ หากจะไปขอร้องให้ชาวบ้านช่วย พวกเขาล้วนเกลียดชังนาง แล้วจะยอมพากันมาช่วยหรือ
“เฮ้อ”
แค่คิด อาการท้อก็ประดังเข้ามาเสียแล้ว จนถึงกลับต้องทอดถอนใจออกมา
“หึ...เปลี่ยนใจมอบหนังสือหย่า แล้วจากไปตอนนี้ก็ยังไม่สายนะ”
หม่าหย่งเหริน คิดว่าสาเหตุที่หญิงสาวถอนใจออกมา คงเป็เพราะเริ่มจะทนความลำบากไม่ไหวแล้ว
“ข้าแค่ท้อ ท้อแต่ไม่ถอยเคยได้ยินหรือเปล่า...เอาละ...เสี่ยวฝู อิงเอ๋อร์ ชีวิตไม่สิ้นก็ต้องดิ้นกันต่อไป พวกเ้าไปช่วยกันขนท่อนฟืนเล็ก ๆ แถว ๆ นี้ มาไว้จุดให้แสงสว่างยามค่ำคืน ส่วนข้าจะลงไปจับปลา”
หลางกุ้ยตานรวบรวมกำลังใจกลับคืนมา จัดแจงมอบหมายหน้าที่ให้เด็กน้อยทั้งสอง ส่วนตัวนางนั้น รับหน้าที่หาเสบียงอาหารมื้อเย็นนี่เอง
หม่าเหวินฝู พาน้องสาว เดินออกหาเศษไม้ ตามคำสั่งของแม่เลี้ยงอย่างว่าง่าย
“อย่าพากันออกไปไกลจากแถวนี้นะลูก”
หม่าหย่งเหริน แม้ไม่พอใจ ที่สตรีร่างใหญ่ใช้งานลูกของเขา แต่เวลาลำบากเช่นนี้ ก็จำต้องร่วมด้วยช่วยกันไปก่อน
“แล้วอย่าขึ้นไปบนเขานะ มันอันตราย” ชายหนุ่มะโสำทับบุตรทั้งสอง สายตาก็คอยมองตาม ด้วยความเป็ห่วง
ทางด้านหลางกุ้ยตาน ถึงแม้จะไม่มีความรู้ด้านการก่อสร้าง แต่ด้านการดำน้ำจับปลาด้วยมือเปล่า นางนั้นไม่เป็สองรองใครแน่
โดยความรู้ในด้านการหาอาหาร ตามแหล่งธรรมชาตินั้น นางสืบทอดมาจากตากับยาย ั้แ่นางเริ่มจำความได้แล้ว
ร่างกายอวบอ้วนหย่อนกายลงไปในสระน้ำ กักเก็บลมเข้าปอดให้มากที่สุด จากนั้นก็ดำน้ำลงไป ซึ่งด้วยขนาดร่างกาย ที่แตกต่างจากร่างกายเดิมมาก เป็อุปสรรคในการดำน้ำอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เกินความพยายามของหญิงสาวหรอก
ไม่นานหญิงสาวก็จับปลามาได้เกือบสิบตัว ซึ่งเพียงพอสำหรับมื้อเย็นกับมื้อเช้าแล้ว จึงได้ขึ้นมาจากสระน้ำ
“โอ้โห ท่านแม่เก่งจัง”
หม่าเหวินฝูหอบหิ้วท่อนไม้ที่หอบมาได้ วางลงรวมกับกองไม้ที่หามาได้ โดยมีเด็กหญิงเดินถือกิ่งไม้ตามหลังมา จากนั้นเด็กทั้งสองก็เข้ามายืนมองปลาตัวเป็ ๆ ที่ยังคงดิ้นอยู่ในตะกร้าสาน อย่างรู้สึกทึ่ง ความกลัวในตัวแม่เลี้ยงลดน้อยลงไปมาก
“พวกเ้าทั้งสองก็เก่ง หาฟืนมาได้เยอะเลย พากันไปนั่งกับพ่อก่อน ข้าเปลี่ยนชุดสักครู่ จะมาย่างปลาให้กิน”
“ขอรับ”
หลางกุ้ยตานหอบเสื้อผ้าไปเปลี่ยนชุดที่มุมอับสายตา จากนั้นก็กลับมาลงมือทำปลา แล้วนำมาเสียบกับไม้ ก่อนจะนำไปเผาไฟที่ก่อขึ้นมาจากฟืนที่เด็ก ๆ หามาได้
กว่าเนื้อปลาจะสุก ดวงตะวันก็คล้อยลงต่ำมากแล้ว เมื่อปลาสุก หลางกุ้ยตานก็วางปลาลงบนใบไม้ใหญ่ ก่อนจะดึงไม้เสียบออก แล้วยกไปวางตรงหน้าเด็ก ๆ ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้ที่เป็บิดา
“กินซะ อาจจะไร้รสชาติไปหน่อย ไว้ข้าหาเงินได้ก่อน พวกเ้าจะได้กินของดี ๆ กว่านี้แน่”
เด็กน้อยทั้งสอง ไม่ได้รู้สึกว่าเนื้อปลารสชาติจืดชืดอย่างที่แม่เลี้ยงว่า กลับรสชาติอร่อยมากกว่าผัดผักของอาสะใภ้เล็กเสียอีก หรืออาจจะเป็เพราะว่า พวกเขาไม่ได้ทานเนื้อสัตว์กันมานานแล้วก็เป็ไปได้
“เอ้า...กินสิ”
หลางกุ้ยตานแกะเนื้อปลาที่กำลังร้อน ขึ้นมาเป่า จากนั้นก็เอื้อมมือไปจ่อไว้ใกล้ริมฝีปากของอีกฝ่าย
ตอนแรกก็คิดว่าชายหนุ่มคงจะไม่ยอมทานของจากมือของนางเพราะความรังเกียจ แต่ที่ไหนได้ เขากับกินเนื้อปลาเข้าไปเงียบ ๆ ไม่พูดจากระแหนะกระแหนเหมือนเมื่อหลายวันก่อนอีก
หลางกุ้ยตานยิ้มบางออกมา เริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากสามคนพ่อลูก ที่มีต่อตัวแม่เลี้ยงใจร้ายคนนี้แล้ว