มหาศาสตรากู้แผ่นดิน

    ตอนที่ 41 อพยพไปที่หมู่บ้านท่าเสด็จ

    ตอนที่41 อพยพไปที่หมู่บ้านท่าเสด็จ

     

    หลังจากที่กล้วยเสนอความคิดออกไปทุกคนก็พากันหันมามองที่กล้วยเป็นตาเดียวกันอย่างตกใจและทึ่งซึ่งในเวลาเดียวกันนั้นพระฤๅษีคงและหมื่นเรืองก็ได้ส่งเสียงร้องอุทานเรียกชื่อของกล้วยพร้อมๆกันเหมือนมีอะไรที่อยากจะพูด........

     

    “มันจะดีหรือเจ้าหนูกล้วย! ถ้าพวกลุงไปที่หมู่บ้านของเจ้ามันอาจจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้นะเพราะอย่างไรพวกลุงก็เป็นที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกบฏ!”หมื่นเรืองอดที่จะชื่นชมกล้วยอยู่ในใจกับความคิดที่ดูเป็นผู้ใหญ่ของเขาเพราะหากเป็นเด็กคนอื่นๆ คงไม่สามารถคิดได้อย่างนี้และถึงแม้ว่าความคิดของกล้วยจะดีมากแต่เขาก็ยังเป็นกังวลและไม่อยากสร้างปัญหาให้กับหมู่บ้านของกล้วย......

     

    “ถูกอย่างที่ไอ้หมื่นเรืองมันว่าหากว่าคนเหล่านี้ไปหลบอยู่ที่หมู่บ้านท่าเสด็จ ตาเกรงว่ามันจะเป็นการชักนำปัญหาไปให้กับคนในหมู่บ้านเสียเปล่าๆนะ” พระฤๅษีคงเองก็เคยคิดเรื่องนี้แต่เขากลัวว่ามันจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีถ้าค่ายแห่งนี้อพยพผู้คนไปอยู่ที่หมู่บ้านท่าเสด็จ.......

     

    “แต่ข้าคิดว่ามันจะไม่เป็นอะไรนะขอรับท่านตา เพราะจากการคำนวณของข้าแล้วยักษ์พวกนั้นคงไม่มีทางรู้ที่ตั้งของหมู่บ้านท่าเสด็จได้เพราะความกลัวที่มันมีต่อท่านตารวมถึงพื้นที่แถวนั้นเป็นถิ่นฐานของพวกสัตว์ร้ายและสัตว์ดุร้ายจำนวนมากอีกอย่างพ่อใหญ่เองก็อยู่ด้วยข้าเชื่อว่าพวกมันคงมิอาจทำอะไรหมู่บ้านท่าเสด็จได้ง่ายๆและการที่ท่านลุงหมื่นเรืองนำคนไปที่นั่นมันจะยิ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับหมู่บ้านเป็นอย่างมากและในอนาคตมันจะกลายเป็นสถานที่ที่พวกยักษ์ไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปเพราะมันจะเป็นที่ที่ทำให้พวกมันระลึกถึงความหวาดกลัวและหายนะ!”

     

    อ๊ะ!

     

    คำพูดของกล้วยในประโยคหลังนี้ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจและไฟต่อสู้ในตัวให้กับผู้คนที่ได้ฟังเป็นอย่างมากโดยเฉพาะหมื่นเรืองและเหล่าทหารกล้าทั้งชายหญิงพวกเขาล้วนรู้สึกเคารพและชื่นชมในตัวกล้วยมากๆมันราวกับว่าคนที่พูดอยู่นี้ไม่ใช่เด็กอายุสิบสามแต่เป็นแม่ทัพใหญ่หรือท่านพระยาคนใดคนหนึ่งที่มีอำนาจและบารมีที่ยิ่งใหญ่สามารถคุมคนเรือนแสนได้........

     

    “เป็นอะไรกันเหรอจ๊ะ? ข้าพูดอะไรผิดเยี่ยงนั้นเหรอ?”กล้วยเห็นว่าทุกคนทำหน้าแปลกๆ หลังจากที่เขาพูดจบเขาจึงได้ถามออกไปพร้อมกับทำหน้าเศร้าๆ และกลัวว่าจะพูดอะไรผิดไป......

     

    ไม่เลย!

     

    ไม่เลยหลานตา!

     

    “เจ้าพูดออกมาได้ดีมาก ดีมากๆ เลยด้วย!ตาละภูมิใจยิ่งนักที่มีเจ้าเป็นศิษย์และเป็นหลาน ในภายภาคหน้านี้ตาเชื่อว่าหลานจะต้องได้เป็นใหญ่เป็นโตอย่างแน่นอน!”พระฤๅษีคงเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา เขายิ้มกว้างจนปากแทบจะฉีกอยู่แล้วก่อนหน้านี้เขาคิดว่ากล้วยนั้นเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์และเป็นคนที่น่าจะฝากความหวังเอาไว้ได้แต่เขาก็ยังไม่ได้มั่นใจเต็มร้อยนัก แต่ในตอนนี้เขามั่นใจแล้วและแถมยังมั่นใจมากๆด้วยว่ากล้วยนี่แหละที่มีชะตากรรมเป็นผู้กอบกู้แผ่นดินให้เป็นอิสระ......

     

    “ชะ......ใช่! ท่านพระฤๅษีคงพูดถูกแล้วเจ้าหนูกล้วย! ลุงเองก็คิดเช่นเดียวกันกับท่านพระฤๅษีคงว่าในอนาคตเจ้าจะต้องได้ดิบได้ดีอย่างแน่นอนส่วนเรื่องสถานที่ที่พวกเราจะไปนั้นก็แล้วแต่ท่านพระฤๅษีคงจะเห็นชอบแล้วกันขอรับ!”หมื่นเรืองเองก็พูดเสริมขึ้นและเห็นด้วยความคิดของพระฤๅษีคงเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ในอนาคตของกล้วยเพราะออร่าและกลิ่นอายของผู้นำที่ออกมาจากตัวของเขานั้นมันไม่ใช่ว่าใครจะมีได้ส่วนสถานที่ที่ต้องอพยพไปหลังจากนี้เขาคิดว่าจะให้พระฤๅษีคงเป็นผู้ตัดสินใจเลยว่าจะไปที่ไหน.......

     

    “ในเมื่อเอ็งให้ข้าตัดสินใจ งั้นข้าก็เอาตามความคิดของหลานข้าก็แล้วกันพวกเราจะไปที่หมู่บ้านท่าเสด็จเพื่อให้พวกเอ็งได้ปักหลักสร้างตัวและเปลี่ยนที่นั่นเป็นค่ายต่อต้านที่ใหญ่ที่สุด!”พระฤๅษีคงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเลือกสถานที่ซึ่งเขาได้เลือกหมู่บ้านท่าเสด็จตามความคิดของกล้วยเพราะเขาต้องการที่จะรู้ว่าโชคชะตาและบารมีของกล้วยจะทำให้เกิดปาฏิหาริย์อย่างที่เขาพูดเอาไว้ได้หรือไม่ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ แผ่นดินนี้จะสงบสุขขึ้นมาก.......

     

    “งั้นก็เอาตามนั้นแล้วกันขอรับท่านพระฤๅษีคง!”หมื่นเรืองพยักหน้ารับฟังและเชื่อฟังการตัดสินใจของพระฤๅษีคงก่อนที่จะหันไปหาคนอื่นในขบวนแล้วพูดขึ้นมาว่า “เอ้าพวกมึง!เตรียมตัวออกเดินทางกันได้แล้ว พวกเราจะย้ายไปอยู่ที่หมู่บ้านท่าเสด็จกัน”เมื่อได้จุดหมายแล้วหมื่นเรืองก็สั่งให้ทุกคนเคลื่อนที่ทันทีโดยมีพระฤๅษีคงเป็นผู้บอกทาง.......

     

    สองชั่วโมงผ่านไป........

     

    บัดซบเอ้ย!!!!!!!

     

    หลังจากที่กองกำลังเสริมจากรองแม่ทัพของยักษ์อังเดรมาถึงมันก็ได้สั่งให้ทหารและอสุรกายทั้งหมดเคลื่อนทัพบุกค่ายภายในหุบเขาทันทีแต่ทว่าในตอนที่มันและพวกมาถึงก็พบแต่กระท่อมที่ว่างเปล่าและพื้นที่กระจัดกระจายไปด้วยตะกร้าไม้สารที่ไม่ได้ใช้แล้วซึ่งไม่มีใครอยู่ที่นี่เลยสักคนเดียว แม้แต่ร่องรอยและกลิ่นของผู้คนเองก็ถูกลบหายไปด้วยราวกับไม่เคยมีใครอยู่ที่มาก่อน........

     

    “มันเป็นเยี่ยงนี้ได้เยี่ยงไร! พวกมันหายไปที่ใดกัน? กระจายกันออกไปตามหาให้ทั่วไม่ว่าอย่างไรก็ต้องหาพวกมันให้พบหากหาไม่พบพวกมึงเตรียมตัวรับความโกรธเกรี้ยวของกูได้เลย!” ยักษ์อังเดรโกรธมากมันพร้อมที่จะฆ่าทุกคนที่มาขัดใจมัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นใครเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้มันเสียหน้าและอับอายอย่างมากถ้าข่าวนี้ถูกแพร่ออกไปมันคงได้โดยนายพันคนอื่นๆเยาะเย้ยกันอย่างสนุกปากแน่นอน.......

     

    ขอรับท่านนายพัน!

     

    “ท่านนายพันอังเดรขอรับ! ข้าคิดว่าการที่พวกมันสามารถหายตัวไปได้อย่างไร้ร่องรอยแบบนี้อาจจะได้รับการช่วยเหลือจากนักอาคมระดับสูงซึ่งน่าจะเป็นนักอาคมที่มีพลังญาณสมาธิระดับพันชั้นสูงขึ้นไปไม่เช่นนั้นนักอาคมของเราคงสามารถทำอะไรได้บ้าง”ยักษ์สีเขียวที่มีเขาสองเขาที่เป็นรองแม่ทัพของอังเดรได้พูดขึ้นเพื่อเสนอความคิดเห็นของเขาซึ่งเขาไม่ได้กลัวที่จะเสนอความคิดในตอนที่อังเดรกำลังโกรธเลยเพราะเขาเองก็แข็งแกร่งพอๆ กันกับอังเดร แถมเขายังเป็นยักษ์ชนชั้นนักรบด้วยซึ่งจากที่อังเดรที่เป็นยักษ์ชนชั้นทั่วไป......

     

    “ข้าเองก็คิดเช่นกันเหมือนกันกัมตรี! (กัมตรี อ่านว่า กำ-มะ-ตรีเพื่อที่ผู้อ่านจะได้อ่านไปในแนวทางเดียวกันนะครับ)ซึ่งข้ากำลังคิดอยู่ว่าพระฤๅษีคนนั้นจะมีความเกี่ยวข้องกับไอ้พวกกบฏด้วยหรือไม่เพราะเขาเป็นเพียงคนเดียวที่น่าสงสัย!”อังเดรพูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่มขึ้นมาเมื่อหันไปหากัมตรีผู้ที่เป็นรองแม่ทัพของเขารวมถึงพูดบอกถึงข้อสงสัยที่เขาคิดกำลังคิดอยู่......

     

    พระฤๅษี?

     

    “แถวนี้มีพระฤๅษีด้วยอย่างนั้นเหรอขอรับท่านแม่ทัพ? ถ้าเป็นแบบนั้นเรื่องมันก็ไม่ง่ายแล้วถึงแม้พวกพระฤๅษีและพระสงฆ์จะไม่ค่อยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องสงครามแต่ก็มีบางคนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยพวกมนุษย์และให้การสนับสนุนแล้วพระฤๅษีคนนี้เขาว่าอย่างไรตอนที่ท่านพบเขา?” กัมตรีทำหน้าเครียดลงเมื่อได้ยินแบบนั้นเพราะพระฤๅษีที่หลบซ่อนตัวอยู่ตามป่านั้นเป็นพวกที่เก่งกล้าแต่ละคนมีพลังระดับพันชั้นสูงขึ้นไปทั้งนั้น.......

     

    “เขาบอกว่าเขาอยู่ที่นี่อย่างสงบสุขแต่เพราะข้านำกำลังทหารเข้าไปในพื้นที่ของเขาเขาจึงได้ปรากฏตัวออกมาเตือนข้าโดยที่ไม่ได้ฆ่าใครซึ่งคลื่นพลังและกลิ่นอายที่เขาปล่อยออกมานั้นมันน่ากลัวมากๆแต่เจ้ารู้ไหมว่าข้าเจออะไรอีก?” ยักษ์อังเดรอธิบายถึงตอนที่เขาได้เจอกับพระฤๅษีคงในตอนนี้ก่อนที่จะตั้งคำถามที่น่าสงสัยให้กับกัมตรีอย่างรู้ทิ้งท้ายไว้.......

     

    “พบเจออะไรกระนั้นหรือขอรับ?” กัมตรีเองก็อยากที่จะรู้เหมือนกันดังนั้นเขาจึงได้ถามออกไปด้วยสีหน้าที่จริงจังและตั้งใจ......

     

    “พระฤๅษีท่านนั้นมีกุมารยักษ์ที่สร้างขึ้นจากจิตวิญญาณของยักษ์ชนชั้นขุนนางด้วยเพราะกุมารยักษ์ตนนั้นมีเขาสองเขาที่มีลวดลายบนเขาซึ่งเจ้าน่าจะรู้ว่ามันหมายถึงอะไรแต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือกุมารยักษ์ของขามีพลังระดับหมื่นและยังสวมใส่เกราะลงอาคมครบชุดด้วย!”อังเดรได้บอกเรื่องของกุมารยักษ์ที่เขาพบซึ่งเพียงแค่กุมารยักษ์ตนนั้นก็สามารถฆ่าพวกเขาได้ทั้งกองทัพแล้วถ้าอีกฝ่ายต้องการที่จะทำมัน.......

     

    ท่านว่าอย่างไรนะ?!

     

    “ท่านจะบอกว่าพระฤๅษีท่านนั้นมีกุมารยักษ์ที่สร้างขึ้นมาจากจิตวิญญาณของยักษ์ชนชั้นขุนนางอย่างนั้นเหรอ?แถมยังมีพลังระดับหมื่นและสวมใส่ชุดเกราะอาคมครบชุดด้วย?” สีหน้าของกัมตรีจากที่ดูสุขุมและสงบได้เปลี่ยนเป็นน่าเกลียดและตื่นตกใจในทันทีเมื่อได้ยินซึ่งเขาถึงกับต้องพูดถามย้ำออกมาอีกรอบเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้ยินผิดไป.......

     

    “ใช่! นั่นคือสิ่งที่ข้าได้เห็นและได้สัมผัสมาดังนั้นข้าจึงได้คิดหนักอยู่นี่ไงว่าเขาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับไอ้พวกกบฏหรือไม่!”ยักษ์อังเดรเองก็เข้าใจความรู้สึกของกัมตรีรองแม่ทัพของเขาดีเพราะก่อนหน้านี้เขาก็ตกใจแบบนี้เหมือนกัน......

     

    “ข้าคิดว่าเขาไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องนะท่านแม่ทัพ เพราะหากว่าเขามีส่วนรู้เห็นกับไอ้พวกกบฏจริงๆท่านคิดว่าท่านและทหารที่ท่านนำไปด้วยจะยังรอดอยู่?” กัมตรีไม่ต้องคิดให้มากความเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะเขามั่นใจมากว่าพระฤๅษีคงต้องไม่เกี่ยวข้องกับพวกกบฏแน่ไม่งั้นอังเดรกองกำลังที่เขานำมาด้วยคงตายไปกันหมดแล้วก่อนหน้านี้......

     

    “ข้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกันในตอนแรกแต่ไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่ทำให้ข้ากลับมาคิดแบบนี้อีก!”อังเดรก็อยากที่จะคิดแบบนั้น แต่ในหัวของมันกลับบอกว่าพระฤๅษีคงต้องมีส่วนด้วยแน่ๆซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัวมันสับสนและวุ่นวายอยู่แบบนี้......

     

    “ท่านอย่าได้คิดมากเลย!ตอนนี้พวกเราควรหลีกเลี่ยงที่ต้องไปพบและเข้าไปในพื้นที่ของพระฤๅษีคนนั้นก่อนรอให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้พวกเราค่อยกลับมาเอาคืนก็ยังไม่สาย!”กัมตรีพยายามที่จะปลอบใจอังเดรไม่ให้คิดมาก เพราะยังไงตอนนี้คิดไปก็ช่วยอะไรไม่ได้เนื่องจากพวกเขาอ่อนแอกว่าพระฤๅษีคง ถ้าพวกเขากล้าไม่เชื่อฟังคำเตือนพวกเขาจะต้องตายโดยไม่ได้อะไรกลับมาเลยซึ่งมันจะเป็นการเสียศักดิ์ศรีและเกียรติที่ได้ทำมา......

     

    เฮ้อ!

     

    “งั้นก็เอาตามที่เจ้าว่าแล้วกัน ข้าขอตัวไปพักก่อนเจ้าช่วยจัดการเรื่องที่เหลือด้วย!” อังเดรรู้สึกปวดหัวอย่างบอกไม่ถูกดังนั้นเขาจึงมอบหน้าที่ในการตามล่ากลุ่มกบฏให้กับกัมตรีดูแลต่อส่วนเขาจะกลับค่ายไปพักผ่อนสักหน่อย.......

     

    “ขอรับท่านแม่ทัพ ข้าจะจัดการที่เหลือเอง!”

     

    หมับ!

     

    กัมตรีกำหมัดแน่นพร้อมกับจ้องมองไปที่อังเดรด้วยอารมณ์ที่หลากหลายซึ่งไมมีใครรู้เลยว่าในตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่แต่แววตาที่เขาแสดงออกมานั้นมีเหมือนกับแววตาของคนที่กำลังโกรธแค้นอยู่เลย......

     

    ‘ท่านพ่อ! ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดข้าจะต้องตามหาและปลดปล่อยจิตวิญญาณของท่านออกมาจากน้ำมือของไอ้พวกเดรัจฉานมนุษย์ชั้นต่ำให้ได้!’

     

    แม้ที่จริงแล้วมันเป็นเพราะว่าบิดาของกัมตรีนั้นได้ถูกนักอาคมมนุษย์สะกดวิญญาณเอาไว้และสร้างเป็นกุมารยักษ์นั้นเองแต่เพราะว่าเขาไม่รู้ว่ามนุษย์คนไหนที่เป็นคนทำเขาจึงได้ฝึกฝนตัวเองอย่างหนักและเข้าร่วมสงครามทุกที่ที่เขาเข้าร่วมได้เพื่อตามหาบิดาของเขาแต่ไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนเขาก็ยังหาบิดาของเขาไม่พบดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเรื่องของพระฤๅษีคงที่มีกุมารยักษ์ที่สร้างขึ้นมาจากจิตวิญญาณยักษ์ชนชั้นขุนนางความแค้นนี้จึงได้ปะทุขึ้นมา........

     

    กลับมาที่ขบวนอพยพในตอนนี้พวกเขาได้เคลื่อนตัวหนีห่างไปจากหุบเขาหลายสิบกิโลเมตรแล้วโดยที่พระฤๅษีคงเป็นคนลบร่องรอยเท้าและล้อเกวียนให้ดังนั้นมันจึงไม่มีใครที่สามารถตามรอยพวกเขาได้เว้นแต่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นนายพรานที่มีพลังระดับหมื่นขึ้นไป......