60
ช่วยอู๋อ๋อง
จางหลินถงกลับมาที่ห้องพักพร้อมเป่าซาน ชูหลิง และไห่เถิง หญิงสาวนั่งลงที่โต๊ะแล้วหันไปมองเป่าซาน กวาดสายตามองสำรวจอย่างละเอียด เป่าซานสูงกว่านางเล็กน้อย ผอมบางกว่านาง ที่แก้มขวามีรอยแผลเป็นหนึ่งรอย รูปโฉมของนางถือว่าชวนมองมากทีเดียว ขณะที่สีหน้าเป่าซานเรียบเฉยไม่แสดงท่าทีอะไร แม้ว่าจะถูกจางหลินถงจ้องเขม็งก็ตาม
เดิมที่นางอยากได้คนฝีมือดีไว้ใช้งานสองคน แต่คิดไปคิดมาก็ล้มเลิก การเลี้ยงคนต้องใช้เงินมาก แม้มีทรัพย์สินตกทอดมาจากกัวเหวินเซินโขอยู่ก็จริง เวลานี้ยังไม่สามารถจัดการปัญหาภายในหน่วยพยัคฆ์ขาวได้ นางจึงไม่กล้าใช้จ่ายสิ้นเปลือง ถึงเอ่ยขอคนจากอู๋ฮวนไปแค่คนเดียว ยิ่งตอนนี้นางถือสัญญาขายตัวเป็นทาสของชูหลิง และยังมีสัญญาว่าจ้างของเป่าซาน ดังนั้นเท่ากับนางเป็นนายจ้าง และต้องจ่ายเงินเดือนพวกนางเองทั้งหมด
“เป่าซานนับจากนี้ไปเจ้าเป็นคนของข้า คนของข้าต้องรับฟังคำสั่งข้าคนเดียวเท่านั้นได้ยินหรือไม่”นางกล่าวน้ำเสียงเฉียบขาดเอาการเอางาน ยามจริงจังท่วงท่าของนางน่าเกรงขามไม่ต่างไปจากอู๋ฮวน
“เจ้าค่ะคุณหนู”เป่าซานก้มหน้ารับทราบและลอบมองจางหลินถงแวบหนึ่ง ในใจอดชื่นชมไม่ได้
ได้ยินว่าเป็นคู่หมั้นของจวิ้นอ๋อง อายุเพียงสิบห้าปีทว่ากลิ่นไอที่แผ่ออกมาจากตัวนางนั้นช่างน่าเกรงขาม ผู้คุ้มกันพูดกันว่าจางหลินถงผ่านเรื่องร้ายมามาก จนแทบเอาชีวิตไม่รอดหลายครั้ง นางชื่นชอบเจ้านายที่เข้มแข็งมากกว่าเจ้านายที่อ่อนแอ หากไม่เคยรู้จากปากเจี่ยอินมาก่อน ว่าเดิมทีจางหลินถงเป็นเพียงคุณหนูในห้องหอธรรมดา นางคงไม่เชื่อ
“ชูหลิงตอนที่เจ้าอยู่กับจวิ้นอ๋อง เจ้าได้เงินเดือนเท่าใด” เมื่อคิดเลี้ยงคนด้วยตัวเอง อย่างแรกที่นางต้องรู้คือถามเรื่องเงินเดือน
“สามตำลึงเจ้าค่ะ”ชูหลิงล่าวปนยิ้ม ภูมิใจที่ในที่สุดนางก็หลุดพ้นมาจากมืออู๋ฮวนจนได้
“เป่าซานตอนที่เจ้าอยู่กับจวิ้นอ๋องได้เงินเดือนเท่าไหร่” จางหลินถงหันไปถาม นางมีลางสังหรณ์ว่าเงินเดือนเป่าซานต่อเดือนต้องไม่น้อยแน่
“ห้าตำลึงเจ้าค่ะ หากมีคำสั่งที่เสี่ยงอันตรายจวิ้นอ๋องจะจ่ายเพิ่มให้อีกสิบตำลึงเจ้าค่ะ”เป่าซานกล่าวฉะฉานไม่ปิดบัง
จางหลินถงพยักหน้าครุ่นคิดบวกลบเลขในใจ ดวงตานางเปล่งประกายขึ้นวูบหนึ่ง คิดต่อเดือนไม่มาก แต่เมื่อคิดรวมทั้งปีและหลายปีรวมกันนับว่าเป็นเงินมากพอดู ไหนจะมีค่าใช้จ่ายจิปาถะอีกมาก ขณะนั้นไห่เถิงผู้รอฟังอยู่นานก็เสนอตัวขึ้นมาว่า
“สาวน้อยข้าเองก็ลังมองหางานทำอยู่เช่นกัน หากไม่รังเกียจก็รับข้าไว้สักคนเถอะ ความสามารถของข้าเจ้าก็รู้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องค่าจ้างข้าคิดไม่แพงมาก แค่มีอาหารให้กิน มีที่ให้นอน ข้าก็พอใจแล้ว”ไห่เถิงกล่าวพลางคลี่พัดโบกอย่างสบายใจ
เมื่อไห่เถิงยัดเยียดตนเองเพิ่มเข้ามา จางหลินถงก็ไม่กล้าปฏิเสธ อีกอย่างไห่เถิงมีความรู้ด้านการแพทย์ หากให้ชูหลิงค่อยๆเรียนจากไห่เถิงก็เป็นความคิดที่ไม่เลว จางหลินถงนับนิ้วคิดคำนวนค่าใช้จ่ายของไห่เถิงบวกเข้าอีก หญิงสาวถึงกับยกแขนขึ้นซับเหงื่อที่หน้าผาก ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ หลังจากนี้ชูหลิงกับเป่าซานก็รับเงินเดือนจากข้า ไม่ต้องรับจากจวิ้นอ๋องอีกต่อไปแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
อู๋ฮวนหัวเราะ เมื่อได้ยินที่เซินสี่รายงาน“นางเริ่มคิดการใหญ่เป็นแล้วสินะ ถึงกับจะเลี้ยงคนด้วยตัวเชียวหรือ”อู๋ฮวนไม่ประหลาดใจมาก เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องเกิดขึ้น
จางหลินถงต้องการสร้างบารมีให้ตนเอง เหตุใดเขาจะมองไม่ออก เวลานี้นางเริ่มมีความคิดแยกตัวรับผิดชอบตนเอง ซึ่งแต่ก่อนเขาเป็นคนจัดหาให้นางทั้งหมด แม้แต่สาวใช้ กระทั่งเสื้อผ้า เครื่องประดับ อาหาร หยูกยา ที่หลับที่นอน เขาดีใจที่นางคิดเป็น แต่อดรู้สึกว่าเขากำลังจะหมดความสำคัญต่อนางไม่ได้
ในเมื่อนางคิดการใหญ่เริ่มวางแผนเพื่ออนาคตถือเป็นเรื่องดี เขาควรใจกว้างสนับสนุน และปล่อยให้นางได้เรียนรู้ เนื่องจากวันข้างหน้านางต้องรับผิดชอบชีวิตคนอีกหลายชีวิต เขาจึงไม่คิดห้ามปรามเพียงแต่จะคอยดูห่างๆ หากขาดเหลือเขาจะได้ยื่นมือเข้าไปช่วยได้ทันที
“ขอรับ”เซินสี่เห็นอู๋ฉวนอารมณ์ดี ไม่มีท่าทีเกรี้ยวกราด เขาก็สบายใจ “แต่ว่าทำเช่นนี้จะดีหรือขอรับ”
“วันข้างหน้านางต้องรับสืบทอดตำแหน่งต่อจากแม่ทัพกัว หากนางยังไม่รู้จักเรียนรู้ที่จะเลี้ยงคน นางจะรับผิดชอบภาระหนักเช่นนั้นได้อย่างไร”
“ที่แท้ก็เป็นนี้นี่เอง”เซินสี่ยิ้มเจื่อน เขาลืมไปได้อย่างไรว่านางเป็นทายาทหน่วยพยัคฆ์ขาว นางมิใช่คุณหนูในห้องหอธรรมดาทั่วไป
“นางอยากมีคนของตนเองไว้ใช้งานไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่ว่าพวกเจ้าต้องคอยดูอย่าให้พวกนางทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเกินไป หากมีอะไรไม่ชอบมาพากลก็มารายงานข้า”เขาสั่งเหมือนเดิม แม้จางหลินถงจะเอาตัวรอดได้แล้ว แต่เขาก็ยังเป็นห่วงนางอยู่ดี จึงได้แต่คอยกำชับคนของเขาให้ช่วยดูนางห่างๆ
เซินสี่พยักหน้ารับ“ขอรับ”
วันแต่งตั้งฮองเฮามาถึง ซ่งตงหยางยังไม่หายจากอาการบาดเจ็บ แต่เขาได้รับคำสั่งจากฮ่องเต้ให้รับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัยภายในวัง เขาต้องการสร้างผลงานให้ขุนนางเห็นความสามารถ จึงกัดฟันฝืนร่างกายลุกขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ ในท้องพระโรงจัดพิธีเหล่าขุนนางมากันครบแล้ว ทุกคนประจำที่ตำแหน่งของตนเอง ทว่าบนบัลลังก์มังกรยังคงว่างเปล่า เนื่องจากฮ่องเต้ ไทเฮายังมาไม่ถึง
ในขณะที่ซ่งซือฉี อัครมหาเสนาบดียืนอยู่แถวหน้าสุด ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาตาเป็นมัน แน่นอนว่าหลายคนกำลังมองหาบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลซ่ง ในงานไม่มีใครกล้าขุดคุ้ยประวัติที่ไม่ดีของตระกูลซ่งขึ้นมาพูดคุย จะมีก็แต่หยิบยกแต่เรื่องคุณงามความดีมาคุยประจบเอาหน้าเท่านั้น ซ่งซือฉีได้ยินเช่นนั้นมีหรือจะไม่ปลาบปลื้ม
แค่หลานสาวได้ขึ้นเป็นมารดาของแผ่นดิน ก็เพิ่มบารมีให้เขามากล้นแล้ว บุตรชายยังได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้ และเหล่าขุนนาง เขาจึงยิ้มไม่หุบ หลังจากนี้ตระกูลซ่งมีแต่รุ่งเรืองไม่มีตกต่ำ
“ฮ่องเต้เสด็จแล้ว ไทเฮาเสด็จแล้ว”เสียงประกาศอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้น เหล่าขุนนางเลิกคุยหันไปมองทางประตูทางเข้า เสียงฝีเท้ามั่นคงใกล้มากขึ้นทุกขณะ เผยให้เห็นบุรุษในชุดสีดำปักลายมังกรเดินผ่านประตูเข้ามา ฮ่องเต้พระองค์นี้ยังหนุ่มอยู่มาก รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคายดุดัน ผิวคล้ำตามแบบนักรบ
ส่วนด้านหลังเป็นสตรีที่มีตำแหน่งสูงส่งในวังหลัง นางคือฉินฉินไทเฮา นามเดิมคือรั่วซีเป็นอดีตธิดาเทพเผ่าหั่วจู นางสวมชุดพิธีการที่ตัดจากผ้าไหมชั้นดีปักลายหงส์เหินงดงาม แม้เวลาผ่านล่วงเลยมานานแล้ว ทว่านางยังคงรักษาความงามไว้ได้ ทำให้เหล่าขุนนางตกตะลึงกันเป็นจำนวนมาก
ทางด้านของหอสราญรมญ์
อู๋ฮวนเรียกประชุมอีกครั้ง ข้างกายมีผู้คุ้มกันของเขาและคนอีกจำนวนหนึ่ง โดยมีจางหลินถงยืนติดกับอู๋ฮวน ข้างกายนางมีเป่าซาน ต้าเจิง จูเจียเทา และไห่เถิง เพื่อป้องกันความผิดพลาดอู๋ฮวนจึงได้เรียกทุกคนมารวมตัว และอธิบายทบทวนแผนการอีกครั้ง
ไม่นานไห่เถิงก็มาถึง เขาสั่งให้คนยกลังไม้ที่เขาเตรียมขึ้นมาวางลงบนโต๊ะ ข้างในเป็นห่อผงยาที่เขาปรุงเสร็จแล้ว และแบ่งสัดส่วนใส่ขวดเล็กๆ ซึ่งจุกผ้าแดงปิดปากขวดเพื่อง่ายแก่การพกพา เขาอธิบายวิธีการใช้ว่า แค่โยนลงพื้นกลุ่มควันพิษจะแพร่กระจาย เมื่อศัตรูได้สูดดมควันพิษ พิษจะแทรกซึมเข้าสู่ทางเดินหายใจและตายในทันที เขาหยิบมันแจกจ่ายให้ทุกคน พร้อมทั้งจ่ายยาต้านพิษสีดำ และยาถอนพิษสีแดงให้อย่างละหนึ่งเม็ด และมอบพิเศษอีกสองชุดให้อู๋ฮวน เพื่อมอบให้อู๋อ๋องและอู๋สี่
“ยาต้านพิษสีดำเม็ดนี้สามารถต้านพิษได้สี่ชั่วยาม ดังนั้นรอให้ใกล้ถึงเวลาลงมือแล้วค่อยกินยาต้านพิษ หลังจากออกมาแล้วค่อยกินยาถอนพิษสีแดงตามเข้าไปทันที”ไห่เถิงกำชับ ทุกคนพยักหน้ารับ แล้วล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาห่อเม็ดยาเก็บไว้ตัวอย่างดี
อู๋ฮวนหันไปหยิบธนูคันหนึ่งขึ้นมา เขาทดลองง้างสายธนูสุดแขน ก่อนจะยื่นให้จางหลินถง“อาหลินข้าให้คนทำขึ้นเพื่อเจ้า ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป น้ำหนักเบามากเจ้าลองถือดู”
จางหลินถงยื่นมือไปรับมาอย่างตื่นเต้น และทดลองตั้งท่า นางง้างสายสุดแขน พบว่ามีน้ำหนักเบาสมกับคำกล่าวอ้างจริงๆ นางยิ้มดีใจเหมือนได้ของเล่นใหม่ แล้วหันไปยิ้มให้เขาหนหนึ่ง“ขอบคุณจวิ้นอ๋องเจ้าค่ะ”
“ชอบหรือไม่”อู๋ฮวนถามจางหลินถง นี่เป็นอาวุธชิ้นแรกที่เขาทำให้นาง เขาต้องใส่ใจเป็นพิเศษอยู่แล้ว
“ข้าชอบมาก”นางเงยหน้าขึ้นมองสบตาแล้วกล่าว ดวงตาประสานเข้ากับสายตาของชายหนุ่ม อีกฝ่ายยิ้มอ่อนโยนให้นางโดยไม่ปิดบังความรู้สึก จางหลินถงหุบยิ้มแล้วรีบหลบสายตา ซ่อนความเขินอายทันที การส่งสายตาของหนุ่มสาวตกอยู่ในสายตาของทุกคน พวกเขาอมยิ้มแต่ไม่มีใครพูดอะไร
จางหลินถงรีบแก้เขินด้วยการหันไปมองลังไม้ พลางถามไห่เถิง“นี่คือของที่ข้าสั่งให้ทำพิเศษใช่หรือไม่เจ้าคะท่านหมอ”
ในลังไม้มีกระบอกไม้ไผ่ที่แยกพิเศษอยู่หลายกระบอก มีป้ายเขียนบอกว่าแต่ละกระบอกคืออะไรบ้าง มีบางส่วนถูกบรรจุอยู่ห่อผ้ามัดเชือกเป็นลูกกลมเล็กๆอยู่แล้วหลายชิ้น ทุกสายตามองไปลังไม้นั่นอย่างสนใจ จางหลินถงหยิบมาหนึ่งชิ้นและเพ่งมองมันอย่างตื่นเต้น เพราะไม่นึกว่าไห่เถิงจะทำออกมาตรงตามที่นางคิดไว้ทุกอย่าง
“ข้าผสมผงดินประสิว ผงกำมะถัน ผงถ่าน ผงน้ำตาลทรายแดง ผงยาพิษเข้าด้วยกันตามสัดส่วนที่เจ้าบอก แล้วเทใส่ห่อผ้า เสียบไส้เทียนมัดเชือก หน้าตาของมันก็อย่างที่เจ้าเห็น”
“ขอบคุณท่านหมอ เหมือนที่ข้าคิดเอาไว้มากเจ้าค่ะ” นางกล่าวแล้ววางของลงในลังไม้เช่นเดิม ของเหล่านี้เป็นของอันตราย จึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษทั้งในยามจับและเคลื่อนย้าย
ครั้นทุกอย่างถูกเตรียมพร้อม อู๋ฮวนทยอยส่งคนเดินทางล่วงหน้าไปพบกับอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขาแฝงตัวอยู่ในวังก่อนแล้วทีละกลุ่ม บางกลุ่มปลอมตัวเป็นชาวบ้านทั่วไป บางกลุ่มปลอมตัวเป็นขุนนาง บางกลุ่มปลอมตัวเป็นพ่อค้าและนักเดินทาง เพื่อหลบเลี่ยงสายตาทหารที่เดินตรวจตราอย่างเข้มงวดภายในวังหลวง โดยอู๋ฮวน เซินสี่ จางหลินถง เป่าซาน ไห่เถิง ปลอมตัวเป็นบ่าวไพร่ฝ่ายซักล้างในวังหลวง เดินทางไปสมทบเป็นกลุ่มสุดท้าย
ที่ประตูวังด้านหลังก็ยังมีการตรวจตราเข้มงวด แต่เพราะมีคนของอู๋ฮวนแทรกแซง จึงติดสินบนเจ้าหน้าที่ได้หลายคน พวกเขาจึงนำอาวุธผ่านประตูเข้ามาได้โดยราบรื่น
จุดนัดพบคือโรงซักล้าง ที่นี่มีคนในบางส่วนเตรียมชุดองครักษ์ไว้ให้สวมทับเพื่ออำพรางตัว ขณะที่ทุกคนกำลังผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เซินสี่รู้สึกได้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินใกล้เข้ามา เขาส่งสัญญาณให้ผู้คุ้มกันทั้งหมดไปยืนที่หลังประตู เตรียมตัวหากอีกฝ่ายบุกทะลวงเข้ามาโดยไม่ส่งสัญญาณ แต่ต่อมามีเสียงเคาะประตูห้าครั้ง เว้นระยะพักครู่หนึ่ง แล้วเคาะอีกสามครั้งเพื่อส่งสัญญาณว่าเป็นพวกเดียวกัน เซินสี่จึงเคาะตอบกลับไปหนึ่งครั้ง จากนั้นเปิดประตูเห็นองครักษ์ราวสิบคน ครั้นเดินเข้ามาข้างในแล้วก็รีบปิดประตูลั่นดานอย่างแน่นหนา
องครักษ์เหล่านี้เป็นคนเก่าแก่ของอดีตรัชทายาทที่ยังคงเก็บตัวเงียบอยู่ในวัง พวกเขาทำความเคารพอู๋ฮวนพลางรายงานสถานการณ์ในวังหลวง“การรักษาความปลอดภัยในวังหลวงมีองค์ชายอู๋เหวินเซียวเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด เนื่องจากกองกำลังส่วนใหญ่ถูกโยกย้ายไปรักษาความปลอดภัยที่งานเลี้ยง องค์ชายจึงใช้กำลังส่วนตัวจำนวนยี่สิบคนแอบซุ่มรอที่แถวคุกใต้ดิน จวิ้นอ๋องต้องระวังให้มาก”
“ข้ารู้แล้ว ขอบใจพวกเจ้ามากที่คอยเปิดทางให้”อู๋ฮวนกล่าวด้วยใจจริง
“เป็นเพราะอู๋อ๋อง จวิ้นอ๋องส่งคนมาช่วยองค์รัชทายาทออกไปทันเวลา ทำให้รัชทายาทรอดพ้นจากมือคนชั่ว ยามนี้อู๋อ๋องตกอยู่ในอันตราย แม้ต้องตายพวกเราต้องร่วมแรงร่วมใจอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว” หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นกล่าวด้วยความซาบซึ้ง
“ระวังตัวด้วยก็แล้ว”
“ขอรับ”
เวลาล่วงเข้ายามโหย่ว[1] หลายคนที่สวมเครื่องแต่งกายเป็นองครักษ์ในวังหลวงออกไปประจำตามเส้นทางไปคุกใต้ดิน และประตูทิศใต้เพื่อคอยอำนวยความสะดวก
ขณะรอเวลาให้มืดค่ำ อู๋ฮวนฉวยโอกาสช่วงที่คนกำลังเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ดึงจางหลินถงแยกตัวออกมา ครั้นลับตาคนเขาคว้านางมาสวมกอดอย่างถือวิสาสะ จางหลินถงตัวแข็งทื่อกำลังยกมือขึ้นหมายจะผลักเขาออก แต่อีกฝ่ายรีบดักคอว่า
“อาหลิน ข้าขอกอดเจ้าสักครู่หนึ่งเถอะ”เขากล่าวแล้วกระชับอ้อมแขนรัดร่างหญิงสาวแน่น เขาคิดถึงนางมาก คิดถึงช่วงเวลาที่เคยได้กอดนางทุกวัน แต่เพราะเรื่องชิงเอ๋อร์ทำให้นางห่างเหินใส่เขา ขณะกอดจึงอดใจไม่ไหว แอบจุมพิตที่กลางกระหม่อมนางไปหนึ่งครั้ง
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองดวงตาเหมือนตำหนิ ชายหนุ่มยิ้มจนตาหยีแล้วจึงกดศีรษะนางแนบไหล่ แม้เวลาเพียงเล็กน้อยก็มีค่ามาก เขาไม่อยากให้สูญเสียไปโดยใช่เหตุ
ไม่มีใครพูดอะไรต่างฝ่ายต่างนิ่ง ต่อมาจางหลินถงสัมผัสได้ว่าร่างของอีกฝ่ายสั่น เขาคงรู้สึกกลัวเช่นเดียวกับที่นางรู้สึกอยู่เช่นกัน นางจึงลดกำแพงในใจลงอีกหน่อย และยืนนิ่งให้เขากอดกระทั่งเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เขาถึงยอมถอยห่างสองก้าว
“อาหลิน สัญญากับข้าว่าเจ้าจะระวังตัว จะไม่ทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ ข้ารับปากว่าจะระวังตัวให้มาก จวิ้นอ๋องไม่ต้องกังวล ข้างกายข้ามีเป่าซานนางมีฝีมือดีมาก อีกทั้งท่านเป็นคนคัดเลือกให้ข้าด้วยตัวเอง ไหนจะมีท่านหมอ พวกเขาไม่ปล่อยให้ข้าตกอยู่ในอันตรายแน่” นางรู้ว่าเขาเป็นห่วงนาง นางซาบซึ้งใจแล้ว นางอยากให้เขาตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีและไม่ต้องกังวลเรื่องของนาง“ใกล้ได้เวลาแล้วท่านรีบไปเตรียมตัวเถอะ”
“ได้ ไว้พบกันที่จุดนัดพบนะ”อู๋ฮวนเสียดายที่ยังกอดนางได้ไม่หนำใจก็ถูกนางไล่เสียแล้ว ชายหนุ่มปล่อยมือจากหญิงสาวอย่างแช่มช้าพลางก้าวถอยหลัง ดวงตามองใบหน้าอ่อนเยาว์อย่างอาวรณ์ ก่อนจะหมุนกายจากไป จางหลินถงเห็นเขากำลังเดินไป ในใจพลันวูบโหวง ตระหนักได้ว่านางเป็นห่วงเขา ไม่น้อยกว่าที่เขาเป็นห่วงนาง
“ระวังตัวด้วย”นางกล่าว อู๋ฮวนได้ยินก็หันมายิ้มแล้วเดินจากไปทั้งรอยยิ้ม
[1] ยามโหย่ว คือช่วงเวลา 17.00 น.-19.00น.