บทที่ 44 ถูกจับตัวไป (รีไรต์)
แท้จริงแล้วลั่วฉิงเทียนอยากได้ข้อมูลพวกนี้มาก แต่เมื่อตรึกตรองดูแล้วเธอก็คิดว่าควรจะทำอย่างที่ตี้เจียงพูด มอบมันให้กองทัพอาจจะดีกว่า
“ได้ แต่ฉันหวังว่าหลังจากที่พวกคุณวิจัยยาปลุกพลังพิเศษได้แล้ว พวกคุณจะแบ่งให้ฉันบ้างนะ! ฉันเองก็หวังว่าจะได้ใช้มันเหมือนกัน”
ตี้เจียงมองลั่วฉิงเทียนตั้งแต่หัวจรดเท้า
“เรื่องนี้ผมตัดสินใจไม่ได้”
ลั่วฉิงเทียนขมวดคิ้วมองตี้เจียง
“คุณต้องตัดสินใจ แล้วก็อย่าหาข้ออ้างมาบ่ายเบี่ยงฉัน ถึงแม้ว่าคุณจะเป็นทหาร แต่ถ้าฉันอยากได้ข้อมูลพวกนี้ขึ้นมาคุณคิดว่าคุณจะหยุดฉันได้เหรอ”
ลั่วฉิงเทียนปล่อยจิตสังหารออกมา เธอจ้องมองตี้เจียงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เฉินฮ่าวรีบวิ่งเข้ามาพูดว่า
“หัวหน้า คุณลั่ว ใจเย็นก่อน ค่อย ๆ พูดกันดี ๆ ! หัวหน้า ผมรู้ว่าหัวหน้ากำลังกังวลเรื่องอะไร แต่ตอนนี้ที่ทำแบบนี้มันไม่ค่อยแฟร์เลยนะ!”
ลั่วฉิงเทียนจ้องมองตี้เจียงไม่กะพริบตา ในขณะที่ตี้เจียงดูเหมือนจะรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้นนะคุณลั่วแค่เป็นห่วงว่าคุณจะเอายาที่พึ่งคิดค้นใหม่ไปให้คนที่ไม่ควรได้รับไปใช้ก็เท่านั้น!”
ลั่วฉิงเทียนหัวเราะเยาะ
“แล้วใครล่ะที่ไม่ควรได้ใช้? ท่านเจ้าหน้าที่ ตอนนี้เป็นวันสิ้นโลกแล้ว ไม่ใช่โลกที่ถูกกฎระเบียบผูกมัดอีกต่อไป โลกตอนนี้ไม่ต้องการกฎ แค่มีชีวิตรอด เมื่อคนรอดแล้วถึงจะมีอารยธรรมและกฎหมายเกิดขึ้น เก็บความคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของคุณไว้เถอะ ถ้าไม่เต็มใจฉันจะทำสำเนาข้อมูลพวกนี้ แล้วก็เอาไปเอง!”
พูดจบ ลั่วฉิงเทียนก็รีบโยนรายงานข้อมูลทั้งหมดเข้าไปในพื้นที่เก็บของ แล้วใช้พลังจิตควบคุมเครื่องถ่ายเอกสารในตึกเล็กให้ทำสำเนาอย่างรวดเร็ว
ตี้เจียงก็ไม่ได้พูดอะไรอีก จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้ก็ไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่เขาก็กังวลว่ายาพวกนั้นจะถูกคนที่มีเจตนาไม่ดีเอาไปพัฒนาต่อ
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็เงียบกันไปตลอดทาง ไม่รู้ว่าเดินมานานเท่าไหร่แล้ว ตี้เจียงพูดขึ้นว่า
“ขอโทษ เป็นผมเองที่คิดไม่รอบคอบ คุณลั่ว รอให้สร้างฐานเสร็จ รอให้ยาถูกพัฒนาขึ้นมา ผมสัญญาว่าจะแบ่งส่วนที่คุณต้องการไว้ให้คุณเป็นพิเศษ”
ลั่วฉิงเทียนไม่ได้พูดอะไร ยังคงเงียบและเดินต่อไปข้างหน้า
เฉินฮ่าวเห็นบรรยากาศอึดอัดจึงพูดขึ้นว่า
“ใช่แล้ว ๆ คุณลั่วอย่าโกรธไปเลย หัวหน้าของผมเป็นคนเคร่งขรึมจนเคยชิน ยังทำใจเรื่องวันสิ้นโลกไม่ค่อยได้น่ะ!”
เฉินฮ่าวหัวเราะร่วน ลั่วฉิงเทียนหันไปมองเขา กำลังจะเอ่ยปาก พลันสายตาเหลือบไปเห็นสิ่งประหลาดสีหน้าของเฉินฮ่าวก็แปรเปลี่ยนไป
“ฉิงเทียน ระวัง!”
เฉินฮ่าวร้องเตือนด้วยความตื่นตกใจ แต่ก็สายไปเสียแล้ว เท้าและเอวของลั่วฉิงเทียนถูกหนวดรัดพัน สิ่งมีชีวิตทรงกลมสีดำปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน
ลั่วฉิงเทียนถูกเจ้าสิ่งประหลาดนั่นลักพาตัวไปแล้ว
ตี้เจียงและเฉินฮ่าวต่างตื่นตระหนก ทั้งคู่เร่งฝีเท้าไล่ตามลั่วฉิงเทียนไป
แต่เมื่อไล่ตามไปได้สักพัก พวกเขาก็พบว่าไม่สามารถตามร่องรอยของลั่วฉิงเทียนได้อีก
“เอาไงดี หัวหน้า” เฉินฮ่าวมองตี้เจียงด้วยความร้อนใจ ตี้เจียงก้มลงมองเฉินฮ่าว
“นายถามฉัน แล้วฉันจะไปถามใครได้ ตอนนี้ทำได้อย่างเดียวคือหวังพึ่งนายแล้ว หวังว่าคราวนี้นายจะแม่นยำกว่าเดิมหน่อย”
เฉินฮ่าวมองตี้เจียงด้วยสีหน้าลำบากใจ
“หัวหน้า เรื่องนี้มันเกินกว่าที่ผมจะตัดสินใจได้! เรื่องพลังหยั่งรู้เนี่ย ผมยังแอบสงสัยว่ามันเป็นเรื่องล้อเล่นรึเปล่า!”
เฉินฮ่าวกล่าวพลางกอดอก เขายกมือขึ้นประสานไว้ที่อก ก่อนจะคุกเข่าข้างหนึ่งลงตรงหน้าตี้เจียง หลับตาลงราวกับกำลังสวดภาวนาอย่างเคร่งครัด
พลังพิเศษของเฉินฮ่าวคือการหยั่งรู้ แต่ทว่าอนาคตนั้นเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มันมีโอกาสเปลี่ยนผันได้ทุกเมื่อ
ดังนั้นความแม่นยำในการหยั่งรู้ของเฉินฮ่าวจึงไม่สูงนัก
อาจกล่าวได้ว่าในสิบครั้ง จะมีเพียงสองครั้งเท่านั้นที่แม่นยำ
ตี้เจียงยืนจ้องมองเฉินฮ่าวที่ตอนนี้มีเหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ค่อย ๆ ผุดขึ้นบนหน้าผากของเขา เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้เขาตั้งใจอย่างมากที่จะกระตุ้นพลังของตนเอง
กระทั่งเขาเบิกตาโพลงขึ้นมา จ้องมองตี้เจียงด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
“เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าเห็นเรื่องไม่ดีเข้า?”
เฉินฮ่าวอึกอัก ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ภาพที่เขาเห็นเมื่อครู่นั้นน่ากลัวมาก เป็นภาพเกี่ยวกับลั่วฉิงเทียน ลั่วฉิงเทียนยืนนิ่งไร้สีหน้าอยู่บนสิ่งมีชีวิตสีดำทะมึน
สิ่งมีชีวิตสีดำนั้นเต็มไปด้วยหนวด และรอบ ๆ ตัวลั่วฉิงเทียนในตอนนั้นก็มีหนวดเช่นกัน หนึ่งคนกับหนึ่งความมืดกำลังไล่ฆ่าคนอื่นอย่างโหดเหี้ยม ผู้คนรอบข้างล้วนถูกสังหารโดยลั่วฉิงเทียน
ลั่วฉิงเทียนมีสีหน้ายินดีราวกับปีศาจ
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือภาพของเขาและตี้เจียงที่ยืนมองดูลั่วฉิงเทียนอยู่ไม่ไกล
ตี้เจียงเห็นสีหน้าที่น่ากลัวของเฉินฮ่าวก็ขมวดคิ้ว “พูดอะไรหน่อยสิ”
เฉินฮ่าวส่ายหัว
“หัวหน้า ทางนี้ ทางนี้แน่ ๆ”
สัมผัสของเขามักจะไม่ค่อยแม่นยำนัก เขาคิดว่าตัวเองคงจะเห็นภาพประหลาด แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องพบตัวลั่วฉิงเทียนให้ได้เสียก่อน
หลังจากที่ลั่วฉิงเทียนถูกหนวดพาตัวไป เธอก็มาถึงห้องห้องหนึ่งลุกขึ้นยืนมองไปรอบ ๆ นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่พลังจิตสัมผัสของเธอไม่พบอันตราย
ห้องนี้ดูเหมือนห้องเพาะเลี้ยง ภายในห้องเต็มไปด้วยภาชนะแก้วทรงกระบอก
ภายในภาชนะมีวัตถุสีดำ สีเขียว รูปร่างกลม ลอยอยู่เต็มไปหมด มองดูคล้ายสาหร่ายทะเล
ลั่วฉิงเทียนยื่นมือออกไปสัมผัสภาชนะแก้วเบา ๆ สาหร่ายทะเลสีดำเหล่านี้ดูเหมือนจะรับรู้ถึงบางอย่าง
หนวดมากมายผุดขึ้นจากร่างของมัน แทงทะลุภาชนะแก้วพุ่งตรงมายังฉิงเทียนอย่างรวดเร็ว
เธอกระโดดถอยหลังอย่างรวดเร็ว มองหนวดพวกนั้นอย่างระแวดระวัง
รูปร่างของหนวดพวกนี้ช่างเหมือนกับหนวดที่เคยจับตัวเธอไปไม่มีผิด
“ไม่แปลกใจเลยที่พลังจิตสัมผัสของฉันจะสัมผัสถึงพวกแกไม่ได้ ที่แท้ก็ซ่อนร่างจริงไว้ที่นี่นี่เอง”
ฉิงเทียนเข้าใจได้ในทันที ธนูเพลิงศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้นบนมือในพริบตา เธอตั้งใจจะทำลายภาชนะทั้งหมดตรงนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว ” ลูกธนูเพลิงถูกยิงออกไปอย่างต่อเนื่อง ก้อนกลมสีดำและเขียวร่วงหล่นลงมาจากภาชนะแก้ว
ตอนที่กำลังจะยิงลูกธนูเพลิงเผาก้อนดำพวกนี้ให้สิ้นซาก พวกมันกลับพุ่งตรงไปยังมุมหนึ่งที่ลึกสุดของห้องในทันทีที่มันหล่นลงมา เธอรีบวิ่งตามไปติด ๆ
ที่มุมห้องนั้นมีภาชนะแก้วขนาดใหญ่อยู่อันหนึ่ง ข้างในบรรจุด้วยก้อนประหลาดสีเขียวเข้มขนาดใหญ่ เจ้าก้อนที่เธอไล่ต้อนมาต่างพยายามกระโดดลงไปในภาชนะใบนั้น
ชั่วพริบตา ก้อนสีเขียวเข้มก็กลืนกินบรรดาก้อนประหลาดขนาดเล็กทั้งหมดเข้าไป ขนาดของมันใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเลยพ้นภาชนะแก้วออกมา
ลั่วฉิงเทียนจ้องมองก้อนประหลาดคล้าย ๆ สาหร่ายขนาดเท่าครึ่งตัวคนตรงหน้าอย่างเคร่งเครียดร่างกายของเธอขยับถอยหลังอย่างช้า ๆ อย่างช่วยไม่ได้
หลังจากที่ก้อนกลมกลืนกินพวกพ้องไปมากมาย ที่บริเวณใจกลางของมันก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นกลายเป็นดวงตาทั้งสองข้าง
ดวงตานั้นทั้งดำขลับและเปล่งประกาย มันจ้องมองมาที่ลั่วฉิงเทียนอย่างไม่วางตา
ชั่วพริบตาเดียว รอบตัวของลั่วฉิงเทียนก็เต็มไปด้วยหนวดที่พันธนาการร่างของเธอไว้แน่นหนา
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
ตอนนี้ลั่วฉิงเทียนพูดอะไรไม่ออก หนวดพวกนี้โผล่ออกมาอย่างเงียบเชียบ แม้แต่พลังวิญญาณของเธอก็ไม่อาจรับรู้ได้
ตอนนี้แม้แต่จะหลบ ลั่วฉิงเทียนก็ไม่รู้จะหลบไปทางไหนแล้ว