แปะ...หยาดน้ำตาแห่งความละอายร่วงหล่นลงมาหนึ่งหยด
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นรีบเช็ดมันออกอย่างลนลานเธอฝืนอ้าปากกินเนื้อคำโตก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “พ่อคะเดี๋ยวหนูไปส่งข้าวให้แม่กับคนอื่นๆ เอง แดดร้อนเปรี้ยง แถมทางยังไกลให้พี่สะใภ้พักผ่อนอยู่ที่บ้านเถอะค่ะ”
เจียงอิ๋งอิ๋งเหลือบมองเธอด้วยความประหลาดใจยัยเด็กนี่บทจะเปลี่ยนนิสัยก็เปลี่ยนง่ายๆ อย่างนี้เลยหรือ?
ซื้อใจง่ายขนาดนี้เชียว?
เสิ่นชิ่งหงบรรจงคีบเนื้อแดดเดียวที่เหลือในชามออกมาวางแยกไว้ด้านหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พี่สะใภ้แกเพิ่งแต่งเข้ามาวันแรกอย่างไรก็ต้องไปทำความรู้จักให้รู้ว่าที่นาของบ้านเราอยู่ตรงไหน!”
ในชนบทที่นาคือเส้นเืใหญ่มีอย่างที่ไหนจะไม่ให้สะใภ้ใหม่ไปทำความรู้จักผืนดินของครอบครัว?
อีกอย่างตอนหลี่เสวี่ยเหลียนจะออกจากบ้านเมื่อเช้าได้กำชับไว้เป็พิเศษว่าให้เอาอิ๋งอิ๋งไปส่งข้าวด้วยเพราะอยากให้เด็กสองคนนี้ได้บ่มเพาะความรู้สึกต่อกันบ้าง
เมื่อคืนนี้ทั้งคู่ยังนอนแยกเตียงกันอยู่เลย
เื่นี้แหละที่เป็เื่หนักอกหนักใจของหลี่เสวี่ยเหลียน
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นพยักหน้าหงึกๆในใจเริ่มเปลี่ยนความคิดไปแล้ว แต่เพราะทีแรกตนเองแสดงท่าทีแย่ๆ ไว้เลยไม่กล้าเอ่ยปากขอโทษตรงๆ ทำได้เพียงรีบกินให้เร็วขึ้น
จากนั้นเธอก็รีบวิ่งออกไปก้มหน้าก้มตาจัดแจงข้าวของที่จะหิ้วไปที่นาทันทีโดยไม่รอให้เจียงอิ๋งอิ๋งวางชามข้าวลง
เหวินฉินและเหวินชงเด็กน้อยทั้งสองคนกระเพาะยังเล็ก พอมีเนื้อแดดเดียวตกถึงท้องไม่กี่ชิ้นก็อิ่มแปร้
พวกเขามองดูอาสะใภ้คนใหม่ที่นั่งฝั่งตรงข้ามท่าทางกิริยาดูละเมียดละไม เจียงอิ๋งอิ๋งค่อยๆ ละเลียดกินเนื้อคำเล็กๆใบหน้ากลมมนของเด็กชายทั้งสองเต็มไปด้วยความคาดหวัง “อาสะใภ้ครับพวกผมขอตามอาสะใภ้กับอาเล็กไปส่งข้าวด้วยได้ไหมครับ?”
ไม่รอให้เจียงอิ๋งอิ๋งตอบทั้งคู่ก็รีบรับปากเป็พัลวัน “พวกผมจะทำตัวดีๆไม่วิ่งซนแน่นอน แถมยังช่วยทำงานได้ด้วยนะ!”
โบราณว่าไว้ลูกคนจนมักจะรู้จักรับผิดชอบเร็ว เด็กสองคนนี้แม้จะยังเล็กแต่ใน่ฤดูทำนาที่ยุ่งวุ่นวายเช่นนี้ ก็นับเป็แรงงานตัวน้อยได้เหมือนกันปกติพวกเขาจึงลงนาเป็ประจำ เพียงแต่่นี้ใกล้เข้าสู่หน้าร้อนแดดตอนเที่ยงมันร้อนจัดเกินไป ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงไม่ค่อยอยากให้ไป
เจียงอิ๋งอิ๋งกะพริบตาปริบๆเธอไม่มีประสบการณ์เลี้ยงเด็กเลย แถมยังเด็กขนาดนี้อีก
เผื่อระหว่างทางเด็กๆเกิดเหนื่อยหรือหิวน้ำขึ้นมา เธอคงอุ้มไม่ไหวและปลอบไม่เป็แน่ๆ
ขณะที่กำลังลังเลเสิ่นชิ่งหงก็เอ่ยขึ้น “ให้ตามไปช่วยถือของบ้างก็ได้”
เจียงอิ๋งอิ๋งรีบออกตัวไว้ก่อนเธอวางตะเกียบลงพร้อมรอยยิ้มตาหยี “อาสะใภ้ไม่ค่อยมีแรงนะจ๊ะแต่จะพยายามดูแลพวกหนูให้ดีที่สุด พวกหนูต้องเป็เด็กดีเชื่อฟังอานะ!”
เหวินฉินที่โตกว่าหน่อยตบอกรับคำอย่างมั่นใจ “อาสะใภ้วางใจได้ครับผมมีแรงเยอะ!”
ท่าทางอวดดีเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อยทำเอาเจียงอิ๋งอิ๋งหลุดขำเธอไม่ได้พูดอะไรต่อ ซดน้ำแกงอีกสองอึกก่อนจะวางชามเตรียมเก็บกวาด
เสิ่นชิ่งหงรีบห้ามไว้ทันที“เดี๋ยวพ่อจัดการเอง ลูกรีบไปส่งข้าวให้แม่เถอะ! ทางมันไกลเดินลำบากอย่าให้เสียเวลาเลย”
ได้ยินดังนั้นเจียงอิ๋งอิ๋งก็ไม่ดื้อรั้นแย่งงานทำต่อ
ที่จริง...เธอก็ไม่ได้อยากทำงานบ้านอยู่แล้วนี่นา...
่เวลานี้เพิ่งจะเริ่มใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศระบบเกษตรแบบรับผิดชอบเป็ครัวเรือน แต่ครอบครัวตระกูลเสิ่นมีคนน้อยแถมเมื่อก่อนประวัติของเสิ่นชิ่งหงยังไม่ค่อยดีที่นาที่ได้รับจัดสรรจึงอยู่ไกลถึงตีนเขาที่ทุรกันดาร ห่างจากที่พักไปไม่น้อย
แต่ถึงอย่างนั้นทุกครัวเรือนต่างก็ทำงานกันด้วยความฮึกเหิมกว่าแต่ก่อน
เมื่อก่อนคือการทำเพื่อแลกแต้มงานแต่ตอนนี้มันต่างออกไป เพราะพวกเขากำลังทำเพื่อตัวเอง!
ระหว่างทางเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นคล้องตะกร้าไว้ที่แขน เหวินฉินและเหวินชงช่วยกันหิ้วกระติกน้ำส่วนเจียงอิ๋งอิ๋งกลับเดินตัวปลิวไม่ต้องถืออะไรเลย เดินตามหลังไปอย่างสบายอารมณ์
ในยุคสมัยนี้แม้แต่ถนนในเมืองยังแคบ นับประสาอะไรกับทางดินเล็กๆ ในชนบท
ดวงตะวันเหนือศีรษะแผดเผาอย่างโหดร้ายแม้เจียงอิ๋งอิ๋งจะไม่ได้ถือของอะไรเลยแต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวเธอก็เริ่มหอบจนแทบจะหน้ามืด
แสงแดดอันรุนแรงไม่คิดจะปรานีเธอเลยต่อให้สองข้างทางจะมีต้นไม้บดบังบ้าง แต่ไอร้อนก็ยังพัดวูบมาปะทะร่างจนแสบผิว
ใบหน้าของเจียงอิ๋งอิ๋งชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแทบจะพูดไม่ออก “เสี่ยวอวิ๋น...เราพักกันก่อนเถอะ อากาศมันร้อนเกินไปแล้ว”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเองก็เหงื่อท่วมตัวแต่เธอยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงพอได้ยินดังนั้นก็เหลือบมองเจียงอิ๋งอิ๋งพลางขมวดคิ้วบ่น“เดินมาแค่ไม่กี่ก้าวเองนะ พี่รองกับแม่ยังไม่ได้กินข้าวเลย!”
เจียงอิ๋งอิ๋งมองดูหนึ่งผู้ใหญ่กับสองเด็กน้อยด้วยความละอายใจอย่าว่าแต่เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นเลยแม้แต่เ้าเด็กเหวินฉินกับเหวินชงยังไม่มีใครบ่นสักคำ
เธอกัดฟันกรอดปาดเหงื่อบนหน้า “เอาล่ะ ไปต่อ!”
ทว่าเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นกลับเป็ฝ่ายหยุดเดินเสียเองเธอชี้ไปที่ต้นไม้ข้างหน้า “ช่างเถอะดื่มน้ำสักหน่อยค่อยไปต่อแล้วกัน”
พูดจบก็รีบแก้ตัวพัลวัน“ฉันแค่กลัวว่าเหวินฉินกับเหวินชงจะเหนื่อยเกินไปน่ะ!”
ยัยเด็กนี่ปากแข็งไปหน่อยแต่เนื้อแท้ก็เป็คนจิตใจดีทีเดียว
เจียงอิ๋งอิ๋งไม่เกรงใจทิ้งก้นลงนั่งพลางหอบหายใจถี่“อีกไกลไหม?”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นมองทาง“ใกล้แล้วค่ะ ูเาข้างหน้านั่นแหละ”
ผืนนาของตระกูลเสิ่นตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกสุดของหมู่บ้านเพราะติดูเาจึงมีพื้นที่กว้างแต่ดินกลับไม่อุดมสมบูรณ์
ในยุคที่เกษตรกรต้องฝากชีวิตไว้กับผืนดินครอบครัวที่มีเสิ่นเหยาเป็แรงงานชายเพียงคนเดียว เสิ่นชิ่งหงก็ต้องกินยาตลอดปีแถมยังมีเด็กน้อยอีกสองปากท้องที่ต้องดูแล
ชีวิตจะยากจนข้นแค้นก็ไม่ใช่เื่แปลก
ปีนี้เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นอายุเพียงสิบหกปีแต่เธอก็ลงนาทำไร่ทำสวนมาหลายปีแล้ว
ในขณะที่เจียงอิ๋งอิ๋งเป็ลูกคนเล็กของบ้านมีพี่ชายพี่สาวหลายคน พ่อก็เป็ถึงผู้ใหญ่บ้าน แม่จึงรักและตามใจมาั้แ่เด็ก
อย่าว่าแต่ลงนาเลยงานบ้านเธอยังแทบไม่เคยแตะ
คนสองประเภทที่ดูไม่น่าจะเข้ากันได้กลับต้องมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเสียอย่างนั้น
ทั้งหมดพักเหนื่อยอยู่สิบนาทีก่อนจะลุกขึ้นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกต่อ
เดินต่อไปอีกประมาณยี่สิบนาทีในที่สุดก็เห็นต้นข้าวสีเหลืองทองรำไรและเงาร่างของผู้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการกวัดแกว่งจอบทำงาน
“แม่คะ! พี่รอง!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นะโเรียกเสียงดังพร้อมกับเร่งฝีเท้า“มากินข้าวกันก่อนค่ะ”
เสิ่นเหยาสวมเพียงเสื้อกล้ามสีขาวตัวเดียวซึ่งตอนนี้เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อมัดกล้ามเนื้อที่เรียงตัวสวยและแข็งแกร่งสะท้อนกับแสงแดดจนดูเด่นชัด
เจียงอิ๋งอิ๋งอดไม่ได้ที่จะมองซ้ำอีกสองสามครั้งในใจแอบอุทานว่า หุ่นแบบนี้ไม่ได้ไปเป็นายแบบ ช่างน่าเสียดายจริงๆ
หลี่เสวี่ยเหลียนปาดเหงื่อเดินเข้ามาพอเห็นเหวินฉินกับเหวินชงก็คลี่ยิ้มกว้าง “พวกแกสองคนตามมาด้วยทำไมกันเนี่ย?”
เหวินฉินกอดปิ่นโตใบเขื่องไว้แน่นพลางเอ่ยเสียงใส “คุณย่าครับผมกับน้องตามอาสะใภ้มาส่งข้าวครับ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นค้อนขวับใส่ด้วยความหมั่นไส้“ตามอาสะใภ้? แล้วอาเล็กของแกนี่ตายไปแล้วหรือไง?”
เหวินชงตอบกลับซื่อๆ“อาเล็กยังไม่ตายครับ”
คำพูดไร้เดียงสาของเด็กทำเอาผู้ใหญ่พากันะเิหัวเราะออกมา
เจียงอิ๋งอิ๋งหาโขดหินนั่งลงแล้วกวักมือเรียก “แม่คะ พี่เหยามากินข้าวกันเถอะค่ะ”
เธอเปิดฝาปิ่นโตออกกลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อก็ลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว
สีหน้าของหลี่เสวี่ยเหลียนเปลี่ยนไปทันทีเธอรีบถลาเข้ามาดูในปิ่นโต “อิ๋งอิ๋งเนื้อพวกนี้เอามาจากไหนกัน?”
ครั้งล่าสุดที่บ้านได้กินเนื้อคือ่ปีใหม่หลังจากนั้นตั๋วเนื้อที่มีเพียงน้อยนิดก็ถูกนำไปแลกเป็ธัญพืชจนหมด่นั้นเสิ่นชิ่งหงยังล้มป่วยหนักจนเกือบจะไม่มีข้าวกินให้พ้นมื้อ...
ในปิ่นโตอลูมิเนียมมีแป้งข้าวโพดทอดอยู่หลายแผ่นมีผักใบเขียวหนึ่งช้อน และมีเนื้อแดดเดียววางโปะไว้หนาเตอะจนมองไม่เห็นข้าว...
แม้แต่เสิ่นเหยาเองยังต้องชำเลืองมองด้วยความประหลาดใจ
เจียงอิ๋งอิ๋งวางปิ่นโตลงบนพื้นพร้อมกับวางกระติกน้ำไว้ข้างๆ เธอจูงมือหลี่เสวี่ยเหลียนพลางยิ้มประจบ“แม่คะ ทำงานเหนื่อยๆ แบบนี้ต้องกินเนื้อเยอะๆ ถึงจะมีแรง!นี่แม่ของหนูให้มา แม่กับพี่เหยากินเยอะๆ นะคะ!”
ถึงจะเป็แค่เนื้อแดดเดียวแต่ในยุคที่อาหารมีค่าประดุจทอง กลิ่นและรสของมันกลับเย้ายวนจนน้ำลายสอ
หลี่เสวี่ยเหลียนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเอื็อกใหญ่แต่เธอยังคงส่ายหน้าปฏิเสธ “ลูกคนนี้กินเนื้อเยอะขนาดนี้ในมื้อเดียว แล้ววันหน้าจะอยู่อย่างไร? พ่อแม่ของลูกคงต้องประหยัดกันแทบตายกว่าจะสะสมเนื้อพวกนี้มาให้ลูกได้ลูกเก็บไว้เถอะ เอาไว้ค่อยๆ กินวันหลัง!”
“แม่อายุมากแล้ว ไม่ได้อยากกินขนาดนั้นหรอก!”
พอพูดจบเสิ่นเสี่ยวอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ ก็หน้าแดงซ่านขึ้นมาทันทีเพราะเมื่อเที่ยงเธอกินเนื้อเข้าไปตั้งหลายคำโต!
ทำตัวตะกละตะกลามเหมือนผีหิวโซไม่มีผิดน่าอายชะมัด!
เจียงอิ๋งอิ๋งปิดปากขำ“แม่คะ อากาศร้อนขนาดนี้ เนื้อพวกนี้เก็บไว้ไม่ได้นานหรอกค่ะถ้าแม่ไม่กินแล้วมันเสียไป ไม่น่าเสียดายกว่าหรือคะ?”
เสิ่นเหยาไม่รู้เลยว่าทำไมเธอถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ แต่เขาก็ยังคงก้มตาลงเอ่ยเสียงเรียบ“ที่บ้านมีบ่อน้ำ เอากระดาษน้ำมันห่อเนื้อให้ดีแล้วหย่อนลงไปในบ่อก็เก็บไว้ได้ตั้งหลายวัน”
เจียงอิ๋งอิ๋งค้อนเขาหนึ่งวง“พี่เหยา คนเขาเป็ห่วงคุณหรอกนะถึงได้เอาเนื้อออกมาน่ะ!”
คำพูดของเธอแฝงไปด้วยความออดอ้อนใบหน้าสีชมพูระเรื่อเพราะการเดินทางยิ่งดูเย้ายวนใจ เสิ่นเหยาเบือนหน้าหนีน้ำเสียงดูขัดเขินเล็กน้อย “คุณแค่ทำตัวให้มันเรียบร้อยก็พอแล้ว”
พูดไม่ทันขาดคำแขนของเขาก็ถูกหยิกหมับเข้าให้หลี่เสวี่ยเหลียนถลึงตาใส่ลูกชายพลางบ่นพึมพำอย่างระอา“เ้าคนทื่อ! อิ๋งอิ๋งเขามีใจให้ลูกต่างหาก!”
ความจริงเื่ที่ว่าทั้งคู่แต่งงานกันได้อย่างไรใครๆ ต่างก็รู้ดีอยู่เต็มอกไม่ใช่หรือ?
เสิ่นเหยาขยับตัวนั่งลงโดยไม่ไหวติ่งเขาเริ่มกินแป้งข้าวโพดกับผักคำโต แต่กลับไม่แตะต้องเนื้อเลยแม้แต่นิดเดียว
หลี่เสวี่ยเหลียนลอบถอนใจแล้วนั่งลงบ้างเธอเลือกคีบเนื้อชิ้นที่เล็กที่สุดขึ้นมาหนึ่งชิ้น ก่อนจะผลักปิ่นโตกลับไป“อิ๋งอิ๋ง เอากลับไปเก็บไว้เถอะลูก”
เจียงอิ๋งอิ๋งเห็นว่าทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จจึงตัดสินใจใช้มือรวบเนื้อแดดเดียวขึ้นมาเป็กำแล้วยัดใส่ปากของเสิ่นเหยาที่กำลังเคี้ยวผักอยู่อย่างรวดเร็ว“พี่เหยา บอกให้กินก็กินสิ!”
ไม่รอให้เสิ่นเหยาทันตั้งตัวเธอก็รวบเนื้อที่เหลือไปวางตรงหน้าหลี่เสวี่ยเหลียน พร้อมกับทำตาเขียวปัดแสร้งโกรธ“แม่คะ ถ้าแม่ไม่กินให้หมด หนูจะโกรธจริงๆ ด้วย!”
ขอบตาของหลี่เสวี่ยเหลียนเริ่มแดงก่ำเธอเคี้ยวเนื้อแดดเดียวคำโตพลางริมฝีปากสั่นเครือ “ได้...แม่จะกิน!”
เสิ่นเหยารู้สึกสะท้อนใจลึกๆแต่เขาก็เลือกที่จะนิ่งเงียบไม่พูดอะไร
ตอนนี้ต่อให้เขามีความทะเยอทะยานเพียงใดก็ยังไม่มีหนทางให้ไขว่คว้าแม่ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อมาเกือบครึ่งปีแล้ว เป็เพราะเขามันเป็ลูกที่ไร้ความสามารถ
ไม่ว่าเจียงอิ๋งอิ๋งจะมีจุดประสงค์อะไรแต่บุญคุณในวันนี้เขาจะขอรับไว้ วันหน้าหากต้องหย่ากัน ตราบใดที่เขามีความสามารถเขาจะยินดีแบ่งทรัพย์สินให้เธอมากกว่าเดิม
กลิ่นหอมของเนื้อลอยไปไกลชาวบ้านที่กำลังพักกินข้าวในนาข้างๆ ต่างพากันชะเง้อคอมองด้วยความอยากรู้
คนที่มาทำนาแถบนี้ล้วนเป็ครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้าน
เสิ่นหงชุ่ยหยิกแขนลูกสาวตัวเอง“ลูกรอง ไปดูซิว่าบ้านหลี่เสวี่ยเหลียนเขากินของดีอะไรกัน!”
เสิ่นหลิงขยับตัวลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ“พี่เสิ่นเหยาเขาแต่งงานไปแล้ว หนูจะเข้าไปทำไม!”
เสิ่นหงชุ่ยย่อมเข้าใจความคิดของลูกสาวตัวเองดีเธอถ่มน้ำลายพรวด “บ้านหลี่เสวี่ยเหลียนมันจนจะตายแกแต่งเข้าไปจะไปกินแกลบหรือไง? ข้าให้ไปดูเฉยๆไม่ได้ให้ไปคุยกับเ้าหนุ่มนั่น!”
บ้านของเสิ่นหลิงกับเสิ่นเหยาอยู่ใกล้กันถือได้ว่าเติบโตมาด้วยกัน เพียงแต่เสิ่นเหยาเป็คนพูดน้อยทว่าเขากลับตัวสูงใหญ่และมีเรี่ยวแรงมหาศาล ผู้หญิงคนไหนบ้างจะไม่หวั่นไหว?
หากไม่ใช่เพราะแม่ไม่เห็นดีเห็นงามด้วยเธอคงได้แต่งเข้าไปตั้งนานแล้วจะเหลือมาถึงมือนังจิ้งจอกเจียงอิ๋งอิ๋งนั่นได้อย่างไร?
พี่เสิ่นเหยาช่างน่าสงสารจริงๆที่ต้องมาแต่งกับผู้หญิงพรรค์นี้!
เสิ่นหลิงกระชากต้นหญ้าป่าเล่นในใจย่อมไม่ยอมรับว่าตนเองกำลังอิจฉาที่เจียงอิ๋งอิ๋งสะสวยกว่า
เสิ่นหงชุ่ยยิ่งได้กลิ่นหอมก็ยิ่งนั่งไม่ติดที่สุดท้ายจึงกระชากแขนเสิ่นหลิงเดินตรงเข้าไปดูให้เห็นกับตาเสียเอง