สามหน่อที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่ เมื่อได้ยินที่เซียนอินเอ่ยถามก็เงยหน้าขึ้นมองเทียนคงอย่างพร้อมเพรียง สลับไปมากับเซียนอินเพราะเรื่องที่เทียนคงวางแผนจะออกเดินทาง มีเซียนอินรู้แต่เพียงผู้เดียวจึงตกใจและสับสนในเวลาเดียวกัน และรอคอยคำตอบว่าพวกเขาทั้งสองกำลังพูดเรื่องอะไรกันอยู่
“อย่างเร็วคือหนึ่งปีและอย่างช้าคือสามปี” เทียนคงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ราวกับคนไร้ความรู้สึก
“... เจ้าคงมีหลายอย่างให้จัดการสินะ..... ซึ่งข้าก็คงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่เจ้ายังไปไม่ได้ใช่หรือไม่ ....เจ้าบอกข้ามาเถอะ ว่าข้าต้องทำอะไร”เซียนอินผู้เฝ้าดูการเติบโตของเทียนคงมาตลอดเกือบสามปีมีหรือจะไม่ทราบว่าเหตุที่เทียนคงยังไม่ไปในตอนนี้ จึงเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา
“....”เทียนคงเดิมทีคิดว่าเซียนอินจะทำใจได้ช้ากว่านี้ แต่ดูเขาจะประเมินเซียนอินต่ำไปเขายิ้มรับแล้วเอ่ยตอบว่า “เพื่อให้ข้ามั่นใจว่าจะไม่มีใครทำอันตรายท่านและครอบครัวได้ ดังนั้น ก่อนข้าจะไปข้าจะทำให้ท่านเป็นผู้ทรงพลังมากที่สุดของดาว ...”
เทียนคงตอบอย่างมั่นใจแต่ทั้งเซียนอินและสามพี่น้องต่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่เชื่อเทียนคงว่าจะสามารถทำให้เซียนอินแข่งแกร่งขึ้นจนเป็นหนึ่งของดาว แต่ภายในระยะเวลาแค่สามปีมันออกจะสั้นไปมาก จนเป็นไปไม่ได้
เพราะระดับพลังของเซียนอินตอนนี้อยู่ที่เชี่ยวชาญขั้นหนึ่งหากต้องการให้นางแข่งแกร่งที่สุดอย่างน้อยระดับพลังก็ต้องอยู่ที่ระดับตำนานขั้นกลางซึ่งเหล่าอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์ทั้งหลาย จากตระกูลร่ำรวยยังต้องใช้เวลากันร่วมร้อยปี หรือมากกว่านั้น ในการไปถึงระดับตำนาน แล้วภายในสามปีจะไปได้ถึงไหนกัน บ้าบอสิ้นดี
“...” เซียนอินเงยหน้าขึ้นมองเทียนคงปาดน้ำตาออกแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “สามปีมากไปเจ้าต้องทำให้ได้อย่างที่พูด ภายในหนึ่งปี” แล้วยื่นหมัดออกไปด้านหน้า
เทียนคงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มรับยื่นหมัดไปกระทบกับเซียนอิน แล้วกล่าวว่า “เดิมทีข้าก็ตั้งใจแบบนั้นแต่กลัวท่านจะงอแง เลยเผื่อเวลาไปน่ะ”
“เชอะ ... ทำให้ได้อย่างที่พูดเถอะ..... เช่นนั้นก็อย่าเสียเวลาเลย จะให้ข้าทำอย่างไร ถึงจะไปถึงขั้นนั้นได้”
เทียนคงเห็นเซียนอินตั้งใจแบบนี้ก็สบายใจไปหลายส่วนเขาอธิบายกำหนดการการฝึกตลอดหนึ่งปีข้างหน้าอย่างละเอียดทั้งยังบอกถึงผลกระทบที่จะทำให้ทั้งกายและจิตใจของเซียนอินต้องรับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสระหว่างการฝึกฝนด้วยหากคนทั่วไปได้ยินผลกระทบเช่นนี้ คงมีหวั่นใจและคิดล้มเลิกบ้างแต่เซียนอินกลับไม่แสดงอาการเช่นนั้นเลย บ่งบอกได้ว่า เพื่อให้เทียนคงหมดห่วงแล้วนางพร้อมจะทำทุกสิ่งที่ทำได้เช่นกัน
เมื่อทราบแล้วว่าต่อจากนี้จะเจอกับอะไรเซียนอินก็ขอตัวไปเตรียมเนื้อเตรียมตัว ส่วนสามหน่อก็เอ่ยถามเทียนคงทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น
เทียนคง ตอบอย่างไม่ปิดบังเรื่องตัวตนของเขา เพราะสามหน่อถูกนับเป็นหนึ่งในครอบครัวที่เขามีแล้วแม้ระยะเวลาจะไม่นาน แต่ความผูกพันธ์ที่มีก็มากพอจะบอกความลับนี้
“สรุปคือเจ้าไม่ใช่พวกเลือดปีกสวรรค์จริงๆด้วย” วิคทอเรียเอ่ยขึ้นมา
“อาจจะใช่ หรือไม่ใช่ก็ได้ข้าเองก็ไม่ทราบ .... นี่จึงเป็นเหตุให้ข้าต้องการออกเดินทาง เพื่อหาคำตอบ และ....... ข้าต้องการขอร้องพวกท่านข้อหนึ่ง จะได้หรือไม่”
“ท่านกล่าวมาเลย ไม่ว่าเรื่องอะไรข้าและน้อง ๆ จะทำอย่างสุดความสามารถ” เอ็ดเวิร์ดตอบโดยไม่ต้องคิด
“ข้าต้องการให้พวกท่านอยู่ที่นี่ เพื่อดูแลและปกป้องเซียนอิน... จนกว่าข้าจะกลับมา จะได้หรือไม่”
เอ็ดเวิร์ดและเอ็ดมัวร์แน่นอนว่าตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดเช่นเดิมเว้นแต่คนหนึ่ง คือ วิคทอเรีย นางไม่ได้ตอบคำถามนี้ เพียงก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะกัดฟันเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า “ไม่ ... ข้าอยากไปกับเจ้าด้วย ....”
สองพี่ชายหันไปมองน้องสาวในทันทีเอ็ดเวิร์ดตวาดน้องสาวทันควันว่า “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ ... คิดจะไปเป็นภาระของคุณชายอีกหรือไง... อีกอย่างคุณชายท่านเพิ่งจะมอบหมายงานให้พวกเราทำแล้วเจ้ากล้าดีอย่างไรเอ่ยเช่นนี้ออกมา ...”
ส่วนเอ็ดมัวร์ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพราะคงจะยิ่งเติมเชื้อไฟให้เอ็ดเวิร์ดเปล่า ๆ และคอยดึงไม่ให้เอ็ดเวิร์ดดุด่าวิคทอเรีย ไปมากกว่านี้
หากเป็นช่วงเวลาปกติ วิคทอเรีย คงเถียงกับสองพี่ชายในเรื่องนี้ไม่รู้จบแต่คราวนี้นางไม่สนใจคำกล่าวของพี่ชายเลยแม้แต่น้อย และรอฟังคำตอบของ เทียนคงเพียงคนเดียวเท่านั้น
เอ็ดเวิร์ดเห็นดังนั้นก็หมดคำจะกล่าวต่อน้องสาว จึงหันไปหาเทียนคง แล้วพูดว่า “คุณชาย ... เป็นข้าอบรมนางไม่ดีเองโปรดอย่าใส่ใจ ...” ก่อนจะสบัดแขนเอ็ดมัวร์ออกแล้วจับต้นแขนของ วิคทอเรียเพื่อที่จะดึงนางออกไปจากตรงนี้
แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดที่จะได้ยินก็ออกมาจากปากเทียนคง
“ท่านไปกับข้าได้แต่มีข้อแม้อยู่หนึ่งขือ คือท่านจะต้องมีระดับพลังไม่ด้อยไปกว่าข้าและเมื่อใดที่ท่านด้อยกว่าข้า ข้าจะทิ้งท่านในทันทีท่านรับเงื่อนไขนี้ได้หรือไม่ล่ะ”
“คุณชาย .....”เอ็ดเวิร์ดคิดจะแย้งในทีแรกเมื่อได้ยิน แต่พอมาคิดดูให้ถี่ถ้วนการที่เทียนคงกล่าวแบบนี้ ก็คือการปฏิเสธโดยอ้อมแล้วเพราะการจะมีระดับพลังไม่น้อยไปกว่าเทียนคงนั้นมันยากกว่าการที่เซียนอินจะเป็นผู้ที่แกร่งที่สุดของดาวอีกหากสิ่งที่เซียนอินต้องทำ เรียกว่าเป็นไปไม่ได้แล้วสิ่งที่ยากกว่าจะเรียกว่าอะไรล่ะ ก็เพ้อฝันแล้วน่ะสิ
แต่วิคทอเรียไม่ได้คิดเช่นนั้นเพราะคำตอบมันไม่ใช่ ไม่ได้ ดังนั้นที่เหลือมันก็ขึ้นอยู่กับตัวนางเองว่าจะทำได้หรือไม่ นางยืนขึ้นแล้วกล่าวหนักแน่นว่า “เจ้ารับปากแล้ว อย่าคืนคำล่ะ”
“แน่นอน” เทียนคงกล่าวหนักแน่นเช่นกัน
“เช่นนั้นข้าก็ขอตัว ....”เมื่อได้รับคำตอบแน่ชัดแล้ว วิคทอเรีย ก็ไม่คิดจะเสียเวลาไปอีกแม้แต่วินาทีเดียวเพราะหากยึดจากคำกล่าวของเซียนอินและเทียนคงก่อนเมื่อครู่นี้ นั่นหมายความว่านางมีเวลาแค่หนึ่งปีเช่นเดียวกัน
แต่ก่อนจะได้ออกไปเทียนคงก็เอ่ยขัดขึ้นมาว่า “ช้าก่อน ... ข้ายังพูดไม่จบเลย .....ข้าไม่ทำให้ท่านเสียเวลาหรอก นั่งลงก่อนเถอะ”
“...” วิคทอเรีย แม้ใจจะไม่อยู่สถานที่นี้แล้วแต่ก็รับฟังแล้วหันกายกลับมานั่งลงที่เดิมอย่างว่าง่าย
“ในเมื่อข้าจะทำให้เซียนอินแข่งแกร่งขึ้นจนเป็นอันดับหนึ่งของดาวดังนั้นแล้ว การที่ข้าขอให้พวกท่านช่วยดูแลปกป้องเซียนอินข้าย้อมต้องทำให้พวกท่านไม่ด้อยไปกว่านางเช่นกัน”
“ข้ายินดีอย่างมาก คุณชาย” สองพี่น้องเอ็ดเวิร์ดและเอ็ดมัวร์ ตอบโดยไม่ต้องคิดอีกเช่นเคย ส่วนวิคทอเรีย ไม่ตอบอะไรเพราะนางมีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้นอยู่แล้ว
“ขอบคุณท่านทั้งสองคนมาก ...นี่คือแผนการฝึกฝนของพวกท่าน .... ส่วนของท่าน คงต้องปรับปรุงเล็กน้อยหากท่านต้องการให้ตนเองอยู่ในระดับเดียวกันกับข้าล่ะก็ ....”
เทียนคง ลุกขึ้นโค้งให้สองพี่น้องจนสองพี่น้องต้องรีบลุกขึ้นมาเพื่อห้ามปรามไม่ให้เทียนคงโค้งให้พวกเขาจากนั้นเทียนคงก็กล่าวต่อวิคทอเรียด้วยสีหน้านิ่งเฉยเช่นเดิม
ส่วนวิคทอเรียนางอดไม่ได้ที่จะตื้นตันใจต่อเทียนคงอีกครั้งที่เทียนคงเองก็พยายามทำให้สิ่งที่นางหวังเป็นไปได้ ไม่ได้กล่าวลอยๆเพื่อทำให้นางหมดโอกาสแต่อย่างใด
สามพี่น้องพูดคุยกับเทียนคงอีกเล็กน้อยก่อนจะแยกย้ายกันไปเตรียมตัว และจะมาพบกันอีกครั้งในวันนัดหมาย ส่วนเทียนคงหลังจากที่ทุกคนออกไปแล้ว เขาก็เดินไปอีกห้องหนึ่งเพื่อเปิดประตูมิติไปยังสถานที่หนึ่งในทันที
ณ เมืองเพชฌอสูรเนินเขาเขตหวงห้ามตระกูลหลิว ที่ตั้งสุสานของหลิวเยี่ยนเฟย
เทียนคงปรากฏตัวออกมาจากประตูมิติในชุดเกราะเต็มตัวรุ่น 4.0 ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการกดพลังในตัวไม่ให้เล็ดรอดออกไปอีกสามระดับเต็ม ทำให้ในตอนนี้แม้ผู้ใช้พลังที่มีระดับพลังสูงกว่าเทียนคงหลายระดับก็ไม่สามารถรับรู้พลังของเทียนคงได้เลย
และทันทีที่เทียนคงปรากฏตัว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความว่างเปล่า“คุณชาย ท่านมาแล้ว” พร้อม ๆกับเงาในบริเวณรอบๆยืดออกมารวมกันที่จุดหนึ่งแล้วก่อตัวขึ้นมาเป็นชายชุดดำ
“อืมมม ...” เทียนคงตอบรับสั้น ๆโดยเสียงที่ออกมานี้ ก็ไม่ใช่เสียงเทียนคงจริง ๆแต่เป็นเสียงที่ถูกดัดแปลงจนกลายเป็นเสียงใครก็ไม่อาจทราบได้
ชายชุดดำไม่พูดสิ่งใดต่อแต่ร่ายเวทเงาบางอย่าง ทำให้เงาบนพื้นแผ่กระจายออกเป็นวงกลมขนาดประมาณเมตรเศษจากนั้นวัตถุทรงกระบอกที่เป็นตู้กระจกก็ถูกดึงขึ้นมาจากเงาที่พื้นมาตั้งอยู่ตรงหน้าเทียนคง
“นี่คือบุคคลที่ข้าเรียนให้ท่านทราบคราวก่อนนางเป็นคนแรกของดาววิหคครามตลอดพันปีที่ผ่านมา เลือดของนางสามารถเข้ากันได้กับสายเลือดอื่น ๆถึง 80% .... หวังเซียนเอ่อ”
“พรึบบบบ ...”แทบจะทันทีเมื่อตู้กระจกลอยขึ้นมา เทียนคงก็พ่นสีดำทึบลงบนแก้วทันทีเพราะทราบดีว่า มันเป็นตู้กระจกใส และไม่ต้องการให้ผู้ที่อยู่ภายในนั้น ต้องอับอายและเสื่อมเสียไปมากกว่านี้
“ท่านช่างเหมือนกับลูกสาวท่านจริง ๆ.... ไม่สิ ต้องบอกว่าลูกสาวท่านเหมือนท่านมากเลยต่างหาก” เทียนคงคิดภายในใจเมื่อมองดูที่ใบหน้าเรียวงามที่เหมือนเซียนอินราวกับฝาแฝด และพลันคิดต่อไปว่า“แล้วพ่อแม่ข้าจะหน้าตาเหมือนข้าไหมนะ ....”
ชายชุดดำเมื่อมอบตู้กระจกให้เทียนคงแล้วเขาก็เอ่ยต่อว่า “หวังว่าท่านจะทำได้อย่างที่กล่าวจริง ๆ ไม่เช่นนั้นทั้งข้าและหน่วยมีปัญหาแน่ ๆ”
“ข้าไม่คิดว่าท่านจะอยู่ในสถานะที่ต่อรองได้นะ”เทียนคงตอบกลับด้วยสีหน้าเรียบเฉย ภายใต้หน้ากากเกราะสีดำสนิทและนัยน์ตาที่เรืองแสงสีฟ้าเข้ม
“ไม่เอาน่า คุณชายท่านละเว้นข้ามาขนาดนี้แล้ว ... ข้าเชื่อว่าท่านทำได้ อีกอย่าง พวกเราก็เป็นพวกเดียวกันนี่นาท่านคงไม่ปล่อยให้ข้าภารกิจล้มเหลวหรอกจริงไหม ...”
“....ข้าไม่เคยบอกนะว่าข้าเป็นพวกเดียวกับท่าน”
“เหอะ ... ท่านจะบอกว่าผู้ที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงขนาดนี้ไม่ใช่กลุ่มต่อต้านงั้นหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก”
“...ท่านอยากเชื่อแบบไหนก็เรื่องของท่าน ... ข้าไปล่ะ” พูดจบเทียนคงก็หันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปยังประตูมิติพร้อมกับตู้กระจก
ชายชุดดำไม่ได้เอ่ยห้ามอะไรเพราะรู้ตัวดีว่าทำอะไรไม่ได้ และเมื่อเทียนคงหายเข้าไปในประตูมิติเขาก็ถอนหายใจแล้วบ่นพึมพัมกับตัวเองว่า “เฮ้อออ ...ชีวิตข้านี่มันโชคร้ายเสียจริง ... เกือบจะสำเร็จแล้วแท้ ๆ ... ว่าแต่หมอนั่นเป็นใครกันแน่นะ .... หากเขาไม่ใช่คนของกลุ่มต่อต้านจริง ๆ ......”
ชายชุดดำพอคิดมาถึงตรงนี้ก็อดพลั่นพรึงไม่ได้ เพราะกลุ่มที่เขาอยู่และทำงานให้ในตอนนี้ก็คือ กลุ่มต่อต้าน ผู้ถือครองเทคโนโลยีขั้นสูงของมนุษย์และเทคโนโลยีขั้นสูงนี้เองที่เป็นแต้มต่อให้พวกเขาอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบันแต่ถ้าหากเทคโนโลยีขั้นสูงเหล่านี้ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของกลุ่มอื่นโดยเฉพาะพวกตระกูลข้ารับใช้ นั่นอาจหมายถึงจุดจบของ กลุ่มต่อต้าน เลยก็เป็นได้
ก่อนหน้านี้ ราวสิบวัน
หลังจากที่เทียนคงได้ข้อมูลความทรงจำจากหัวหน้าหน่วยบรู้กมาแน่นอนว่าข้อมูลที่ได้ มีข้อมูลพรรคพวกแวมไพร์ที่มาพร้อมกันกับเขายานอวกาศที่ลอยตัวในวงโคจรของดาว ข้อมูลมนุษย์สายเลือดปีกสวรรค์และอสูรที่อยู่ภายใต้การควบคุม จากสัญญาเลือดที่มาพร้อมกับพลังแวมไพร์ วิธีที่พวกแวมไพร์ใช้ในการเปิดประตูมิติขนาดใหญ่ เพื่อเคลื่อนย้ายกองทัพสัตว์อสูร และรวมถึงวิธีการที่พวกเขาใช้ในการควบคุมสัตว์อสูรนับหมื่น ๆตัวด้วย
เทียนคงที่รับรู้เรื่องพวกนี้แล้วไม่รอช้าแต่อย่างใด เขาเปิดอุปกรณ์สื่อสารของหัวหน้าหน่วยบรู้กแล้วเรียกพรรคพวกให้มารวมตัวกันที่เนินเขาหลังตระกูลหลิว ในทันที
หกวันก่อนการเจรจาเพื่อยุติสงคราม
“รองหัวหน้า ทำไมจู่ๆหัวหน้าถึงเรียกพวกเรามาที่นี่กัน ท่านทราบหรือไม่” ชายชุดดำคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อพรรคพวกอีกหกคนและรองหัวหน้า มาพร้อมหน้ากันแล้ว
“เดี๋ยวก็รู้น่า ...”รองหัวหน้าเองก็ไม่ทราบ จึงเอ่ยตอบไปสั้น ๆ
และทันใดนั้นเองความเงียบสงบของสุสานหลังเขาในยามค่ำคืน พลันเกิดเสียงอึกทึก เสียดสีกันของโลหะ มันเป็นป้อมปืนพลังงานหลายสิบตัวที่โผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยในทุกมุมแล้วระดมยิงกระสุนเงินเข้าใส่กลุ่มชายชุดดำทั้งเจ็ดคนอย่างฉับพลันในเสี้ยววินาที จนไม่มีแม้แต่เวลาในการโคจรพลังเพื่อตั้งรับ กระสุนชุดแรกจึงเข้าเป้าไปเต็ม ๆ
ชายชุดดำทั้งเจ็ดรู้ตัวทันทีว่าพลาดท่าแล้ว จึงคิดจะหลบหนีออกไปก่อน แต่ไหนเลยจะทำได้เพราะแทบจะทันทีที่กระสุนเงินถูกสาดเข้ามาพื้นที่ที่เคยมืดและเต็มไปด้วยเงาจากแสงจันทร์ก็สว่างสไวจากการเปิดแสงรอบตัวของจิ๋วหลิวที่ประจำการก่อนหน้านี้นับร้อย ๆตัวทำให้ช่องทางหนีของชายชุดดำถูกตัดขาดออกไป
ท่ามกลางความสับสนของชายชุดดำทั้งเจ็ดเสียงปริศนาก็ดังขึ้นจากมุมหนึ่งของสุสาน “ขออภัยด้วย พวกท่านจะต้องตายกันที่นี่....”