บทที่ 7 ตบหน้า
ผมและต้าเหว่ยมาถึงหน้าโรงแรมซื่อฟาง ผมรู้สึกว่ามือของตัวเองสั่นเล็กน้อย ที่นี่เป็สถานที่ที่พวกเราไม่อยากเข้าไปมากที่สุด แต่จำเป็ต้องไปสืบให้ชัดเจน ท้องฟ้ามืดครึ้มลง กลางคืนจะมาถึงในไม่ช้า ไม่มีเวลาแล้ว พวกเราไม่อยากเข้าไปในสถานที่ผีสิงนี้ตอนกลางคืนหรอก
แอ๊ด... ผมผลักประตูใหญ่ของโรงแรมซื่อฟางเข้าไป ภายในยังคงเหมือนเดิม โต๊ะ เก้าอี้ บาร์ บันได เพียงแต่ไม่มีคน บรรยากาศเงียบสงัดจนน่ากลัว ผมและต้าเหว่ยระมัดระวังในทุกฝีก้าว พลางกำอาวุธในมือแน่น พวกเราค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า ชั้นล่างโล่งไม่มีอะไรน่าสนใจ ในโรงแรมไร้แสงไฟ ชั้นบนมืดสนิทจนมองแล้วรู้สึกกลัว ผมและต้าเหว่ยสบตากัน
"ขึ้นไปไหม" ผมถาม
ต้าเหว่ยสูดหายใจลึก ถือประแจกล่าว "กลัวอะไร ไปเลย"
ทุกย่างก้าวที่เดิน บันไดไม้แบบเก่านี้จะส่งเสียง ‘เอี๊ยด’ ซึ่งทำให้ผมตื่นตระหนกมาก ผมกลัวว่าเสียงนี้จะไปรบกวนสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่นี่ เมื่อถึงชั้นบน แสงสว่างยิ่งริบหรี่ ผมและต้าเหว่ยหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ใช้แสงจากหน้าจอส่องสว่าง มุ่งหน้าไปยังห้องนอนของตัวเองก่อน ภายในยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ พวกเรามาถึงห้องที่ต้าเหว่ยเคยพาหญิงสาวมานอนด้วย ภายในสะอาดเรียบร้อยผิดปกติ ผ้าปูที่นอนและผ้าห่มไม่มีรอยยับ ต้าเหว่ยมองที่นี่ด้วยสีหน้าแปลก ๆ ผมรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ในเมื่อผู้หญิงที่เขาหลับนอนด้วยอาจจะไม่ใช่คน ในห้องก็ไม่มีอะไรให้ดู พวกเราเพิ่งจะก้าวออกจากห้อง ก็มีลมเย็นพัดผ่านมา ลมนั้นเย็นะเืจนหนาวเหน็บถึงกระดูก ไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าหนาเพียงใดก็ดูเหมือนจะไร้ผล
ปัง! ลมพัดปิดประตูห้องด้านหลังพวกเรา ขนทั่วกายลุกชัน ลมมาจากไหนกัน ตุบ! เสียงเก้าอี้ด้านหลังล้ม ผมและต้าเหว่ยหันกลับไปผลักประตูห้องทันที ในห้องมีผู้หญิงเพิ่มมาอีกคน ผู้หญิงที่ผูกคอตายแล้ว เธอสวมชุดแต่งงานสีแดงเข้ม ไม่ได้ใส่กางเกง เท้าเปล่า เผยให้เห็นต้นขาขาว ผมยาวปล่อยสยายลงมาถึงเอว มือทั้งสองข้างห้อยลง ร่างกายทั้งหมดแกว่งไปมาช้า ๆ ใต้เท้าของเธอมีเก้าอี้ตัวหนึ่ง เมื่อครู่มีเสียงดังขึ้น ดูเหมือนจะเป็เสียงเก้าอี้ตัวนี้ล้มลง ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าผู้หญิงประหลาดนี้ซ่อนตัวอยู่ที่ใด และเป็ไปได้อย่างไรที่จะผูกคอตายได้รวดเร็วเช่นนี้ แต่ถ้าหากเสียงนั้นเป็เสียงเก้าอี้ล้มลง งั้นผู้หญิงคนนี้ก็ยังช่วยได้ทัน ผมกำลังจะเดินเข้าไปดู ร่างของผู้หญิงที่ผูกคอตายก็หันด้านหน้ามา ใบหน้าซีดเซียวบิดเบี้ยว อำมหิตจนน่าสยดสยอง ลิ้นสีแดงฉานห้อยออกมานอกริมฝีปาก ลากยาวจนถึงใต้คาง
"อ๊ากกก!!! " ผมและต้าเหว่ยส่งเสียงร้องโหยหวน สองคนตื่นตระหนกวิ่งหนีลงบันได จนออกมาจากโรงแรมทันที เมื่อวิ่งมาถึงข้างรถ ถึงได้เริ่มหอบหายใจ
"มี...มีผีจริง ๆ ด้วย..." ต้าเหว่ยพึมพำ เขากระชากประตูรถอย่างแรงอยากจะขับรถออกไป แต่นึกขึ้นได้ว่าออกไปไม่ได้อยู่ดี จึงนั่งยอง ๆ ลงกับพื้นอย่างหมดแรง ความมืดเข้าคลืบคลาน ผมและต้าเหว่ยตกอยู่ในความสิ้นหวังไร้ที่พึ่ง ชะตากรรมที่รออยู่ในหมู่บ้านผีร้างผู้คนแห่งนี้จะเป็แบบไหนกัน พวกเราย่อตัวนั่งเงียบอยู่สักพัก ต้าเหว่ยผุดลุกขึ้นยืนตบขาเสียงดัง ะโว่า
"ฉันรู้แล้ว! พวกเราโดนหลอกกันหมดแล้ว"
"อะไรนะ" ผมมองต้าเหว่ยด้วยความสงสัย
"ทุกอย่างที่เราเจอมามันเกินความเป็จริงไปหมด เป็เื่ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย แต่มันก็เกิดขึ้นจริง ๆ นั่นเป็เพราะว่าพวกเรากำลังฝันอยู่ ตอนนี้เราอยู่ในความฝัน" ต้าเหว่ยพูดอย่างตื่นเต้น
"ไม่มีทางหรอก" ผมตอบ
"เคยดูหนังอินเซ็ปชั่นกับเดอะเมตริกซ์ไหม ความฝันก็ดูสมจริงมากได้นะ ลองคิดดูสิ สมมติว่ามีผีจริง ๆ แต่มันไม่ได้ทำให้เราเข้าไปในหมู่บ้านผีจริง ๆ แต่ทำให้พวกเราหลับไป แล้วเข้าไปในสถานที่อาถรรพ์นี้ในความฝัน จริง ๆ แล้วตอนนี้พวกเรากำลังนอนหลับอยู่ในรถ ที่ฉันพูดแบบนี้ไม่ใช่ไม่มีหลักฐานนะ ฉันมีหลักฐาน" ต้าเหว่ยพูด
"หลักฐานอะไร" ผมถาม
"เราไปบ้านร้างหลายหลังแล้ว นายสังเกตไหมว่ามีอะไรแปลก ๆ บ้านพวกนั้นน่าจะไม่มีคนอยู่มานานแล้วใช่ไหม ทำไมถึงไม่มีแม้แต่ใยแมงมุมสักเส้น ไม่มีร่องรอยของหนูหรือแมลงสาบเลยฉันพลิกก้อนหินในสวนดู ข้างในไม่มีแมลงอะไรเลย นั่นก็คือที่นี่ไม่ใช่แค่ไม่มีคน แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอะไรเลย นายไม่รู้สึกว่ามันแปลกเกินไปหน่อยเหรอว่าที่นี่ยังเป็โลกเดียวกับเรารึเปล่า" ต้าเหว่ยกล่าว ปัญหาที่ต้าเหว่ยพูดมา ผมก็สังเกตเห็นเหมือนกัน แต่ตอนนั้นมัวแต่คิดว่าจะออกไปได้ยังไงจึงมองข้ามไป ไม่คิดเลยว่าต้าเหว่ยที่ดูเหมือนจะหยาบกระด้างนั้น จริง ๆ แล้วเป็คนที่ละเอียดรอบคอบมาก
"อืม นายพูดถูก ที่นี่แปลกมากจริง ๆ"
"แล้วก็ทำไมบ้านที่ไม่มีคนอยู่ โต๊ะถึงไม่มีฝุ่นเลยสักนิด มันเป็ไปไม่ได้หรอก บ้านดินแบบนี้ถ้าไม่เช็ดสักวัน โต๊ะต้องมีฝุ่นบ้างแล้ว ดังนั้นฉันถึงตัดสินว่าทุกอย่างนี้เป็ของปลอม ทั้งหมดอยู่ในความฝัน มีแต่ในฝันเท่านั้นที่จะเกิดเื่ที่ขัดกับกฎธรรมชาติแบบนี้ได้ ดังนั้นต่อให้เราขับรถหนีก็ไม่มีทางหนีออกไปได้หรอก" ต้าเหว่ยพูดจบต้องยอมรับว่าการวิเคราะห์ของต้าเหว่ยสมเหตุสมผลมาก ผมก็เห็นด้วยกับการวิเคราะห์ของเขา
"ถ้าหากเราอยากออกไป เราไม่ต้องไปหาทางหรอก แต่ต้องทำให้ตัวเองตื่นขึ้นมา" ต้าเหว่ยพูดอย่างหนักแน่น
"แล้วจะตื่นได้ยังไงเล่า ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ฉันก็ตื่นอยู่แล้วนะ" ผมหยิกหน้าตัวเองเบา ๆ รู้สึกเจ็บนิดหน่อย ต้าเหว่ยครุ่นคิดสักพักแล้วกล่าวว่า
"มานี่ ตบฉันสิ"
"หา?" เขายืนกอดอก ชี้ไปที่ใบหน้าของตัวเองแล้วพูดว่า
"มา ตบให้แรง ถ้าหากแรงน้อยไป นายก็ไม่ใช่พี่น้องกับฉัน" ผมลุกขึ้นยืน มองไปที่ต้าเหว่ยด้วยความจริงใจ
“พี่ชาย งั้นฉันจะลงมือแล้วนะ ถ้านายตื่นขึ้นมาก็รีบปลุกฉันด้วย แต่อย่าแก้แค้นนะ นายแรงเยอะ ฉันไม่แข็งแรงเท่านาย เบามือหน่อยล่ะ"
"สบายใจได้เลย พวกเราเป็พี่น้องกัน ฉันรู้ว่าควรทำยังไง" ต้าเหว่ยพูด
ผมไม่พูดอะไรมากความ ในเมื่อมีโอกาสแบบนี้ สุดท้ายก็ต้องลองดู ผมเหวี่ยงแขนไปด้านหลัง แล้วฟาดฝ่ามือเข้าที่ใบหน้าของต้าเหว่ยอย่างแรง
เพียะ! เสียงดังก้องชัดเจน ต้าเหว่ยถูกผมตบจนหันหน้าไปอีกทาง ครู่หนึ่ง รอยมือสีแดงห้านิ้วก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน มีเืไหลออกมาจากมุมปากเล็กน้อย ต้าเหว่ยสูดลมหายใจ ใช้มือลูบแก้มเบา ๆ
"เฮ้ยหนุ่ม ไม่คิดว่านายจะมีแรงขนาดนี้ นายต้องเกลียดฉันมากแค่ไหน ถึงได้ลงมือหนักขนาดนี้"
"อย่าพูดแบบนั้นสิต้าเหว่ย ถ้านายพูดแบบนี้ ฉันก็จะไม่ลงมือแล้ว ถ้านายตื่นขึ้นมาแล้วแก้แค้น หากฉันไม่ตายก็คงพิการแน่"
"ได้ ๆ ๆ ไม่แก้แค้น ไม่แก้แค้น ทำต่อเลย" ต้าเหว่ยพูดพร้อมกับหันใบหน้าอีกข้างมาให้ ผมนึกถึงคำสอนของพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่ว่า ‘เมื่อใดที่มีคนตบแก้มซ้ายของคุณ ก็จงหันแก้มขวาให้เขาด้วย’ ผมอยากหัวเราะ แต่บรรยากาศตอนนี้ไม่เหมาะสมเลย ผมจึงกัดฟันแน่น เหวี่ยงแขนไปด้านหลังอีกครั้ง แล้วฟาดเข้าที่แก้มขวาของต้าเหว่ย ฝ่ามือนี้หนักกว่าฝ่ามือก่อนหน้า ต้าเหว่ยถึงกับเซไปด้านข้าง
"หือ…ตื่นหรือยัง" ผมมองต้าเหว่ยแล้วถาม
"ตื่นบ้านแกสิ!" ต้าเหว่ยพูดอย่างขมขื่นขณะลูบหน้า "เหมือนจะมีฟันโยกด้วย"