ตกกลางคืน รัตน์มาพบสาวใช้อีกเช่นเคย ในวันนี้เธอซื้อขนมแมวเลียมาฝากคิริว ซึ่งมันชอบมาก ถึงขั้นเลียขนมไม่หยุด
“ขอบใจแทนคิริวด้วยนะ” ผ่องศรียิ้มที่เห็นคิริวทานขนมอย่างเอร็ดอร่อย
“กันเองน่า ว่าแต่ฉันได้ยินข่าวว่าเธอพาคิริวไปถล่มห้องพี่ทรรศเขาหรอ” รัตน์แอบแซว
“บ้าสิ คิริววิ่งไล่ล่าหนูบ้านไปถึงห้องพี่เขาต่างหาก” ผ่องศรีรีบแก้ตัว
“แต่ต้นไม้และของต่างหน้าแม่ของพี่ทรรศเสียหายขนาดนั้น น่าแปลก ทำไมพี่เขายังไม่ไล่เธอออก” รัตน์สงสัย
“ก็ฉันถึงขั้นคุกเข่าขอร้อง ถ้าไล่ฉันออก ก็ใจไม้ไส้ระกำเกินไป” ผ่องศรีก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเขาจะยอมให้โอกาสให้เธออยู่บ้านหลังนี้ต่อ
“และวันนี้มีอะไรคืบหน้ามั้ยล่ะ” รัตน์อยากรู้
“ฉันแอบเอาซากต้นไม้ของพี่ทรรศ ไปให้เพื่อนตรวจวิเคราะห์ที่ห้องแล็บด้วย” ผ่องศรีรายงาน
“ทำไมล่ะ” รัตน์สงสัย
“ก็หนูบ้านที่วิ่งเข้าไปในห้องพี่ทรรศ ได้แอบกัดแทะต้นไม้ของพี่เขา ต่อมามันก็ตายน่ะสิ” ผ่องศรีเล่า
“ไม่ใช่คิริวกัดหนูตายหรอ” รัตน์สงสัย
“ฉันสำรวจดูหนูตัวนั้นแล้ว ไม่มีรอยกัดหรือรอยข่วนของคิริวเลย” ผ่องศรีถ่ายรูปด้วยเลยโชว์ให้เพื่อนดู
“อาจจะบังเอิญก็ได้ หนูอาจตายเพราะสาเหตุอื่น” รัตน์ไม่อยากให้พี่ทรรศมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของพ่อแม่เธอ
“ก็ขอให้เป็นอย่างนั้น” ผ่องศรีทำได้แต่ภาวนาอย่างนั้นเช่นกัน
****************************
พอถึงวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของรัตน์ เธอจึงสั่งให้ผ่องศรีจัดเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับตักบาตรในตอนเช้า เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับคุณยาย พ่อ และแม่ที่ล่วงลับ ผ่องศรีคอยยื่นถุงใส่ข้าว ถุงใส่กับข้าว ของหวาน และผลไม้ให้รัตน์เป็นคนใส่ในบาตรพระทั้ง 5 รูป เมื่อสาวทั้งสองตักบาตรเสร็จ รัตน์ก็ปล่อยให้เพื่อนไปทำความสะอาดบ้าน ส่วนตัวเธอก็นั่งอ่านหนังสือนิตยสารใกล้ๆ บริเวณที่เพื่อนทำงาน ในขณะที่คุณลุงสุทัศน์และพี่ชายทั้งสองก็ออกนอกบ้าน
พอถึงเวลาสายๆ มีรถกระบะบรรทุกไม้ประดับมาเต็มคันรถ รัตน์จึงเดินออกไปต้อนรับ ก็เห็นผู้ชายวัยกลางคนพาลูกน้องลงจากรถมาทักทาย
“สวัสดีครับ”
“มาพบใครหรอคะ” รัตน์สงสัย
“ผมเป็นพ่อค้าขายพันธุ์ไม้ พอดีว่าคุณสุทัศน์ได้สั่งซื้อต้นไม้มาทำสวนหลังบ้านครับ พวกเราได้รับอนุญาตจากคุณสุทัศน์ให้เข้ามาทำสวนได้เลย”
“งั้นก็ตามสบายค่ะ” รัตน์เห็นว่าเป็นคำสั่งของลุง ก็เลยปล่อยให้พวกเขาขับรถไปที่สวนหลังบ้าน
คนงานทั้งหมดพากันขึ้นรถแล้วขับไปที่สวนเพื่อความสะดวกในการยกต้นไม้ลงจากรถ
ผ่องศรีจึงเดินไปที่สวนหลังบ้านเพื่อช่วยขนอีกแรง ในระหว่างนั้นเองเธอก็มองเห็นว่ามีต้นไม้ชนิดเดียวกับต้นที่อยู่บนห้องคุณทรรศด้วย เธอจึงถามคนงานคนหนึ่งว่า “ต้นนี้คือต้นอะไรหรอคะ”
“อ้อ มันเรียกว่า ต้นว่านซับแร่” คนงานกล่าว
“ไม่เห็นเคยได้ยินเลยค่ะ” ผ่องศรีไม่รู้จัก
“ไม่แปลกหรอก มันมาจากป่าดงดิบแถวแอฟริกานู่นแหละ” คนงานกล่าว
“เอ้า อย่ามัวแต่คุยกัน พวกเราต้องรีบทำงาน” พ่อค้าตะโกนสั่งลูกน้อง
“ครับ นาย” คนงานคนนั้นจึงเดินผละออกจากผ่องศรีทันที
ผ่องศรีช่วยขนต้นไม้เสร็จ ก็กลับไปซักผ้าต่อ
พอตกเย็นผ่องศรีก็ขออนุญาตแม่บ้านออกไปทำธุระ อ้างว่าจะไปซื้อของใช้ส่วนตัว แต่ความจริงแล้วเธอเดินทางไปที่สถาบันพิษวิทยาเพื่อรับผลตรวจ
ผ่องศรีรีบมากเลยไม่ได้เปิดผลตรวจดู เธอเดินออกจากสถาบัน สักพักเธอก็ตกใจกับเสียงบีบแตร
ปิ๊นๆ ปิ๊นๆ รถหรูเปิดกระจกรถ พร้อมกับมีเสียงอันคุ้นเคย “เธอมาทำอะไรที่สถาบันแห่งนี้น่ะ ผ่องศรี”
“คุณทรรศ! เอ่อ คือ เปล่าค่ะ พอดีว่าหนูเดินไปร้านสะดวกซื้อและเดินผ่านสถาบันนี้เฉยๆ” ผ่องศรีรีบแก้ตัว
“ทำไมมาซื้อไกลจัง” ทรรศนัยสงสัย
“มาเยี่ยมเพื่อนที่อยู่แถวนี้ด้วยค่ะ เขาไม่สบาย” ผ่องศรีรีบหาข้ออ้าง
“งั้น ขึ้นรถสิ จะได้กลับบ้านด้วยกัน” ทรรศนัยชวน
“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวหนูกลับรถเมล์” ผ่องศรีไม่กล้านั่งรถไปกับเขา
“ทางเดียวกันน่า” ทรรศนัยเริ่มพูดเสียงแข็ง
“ก็ได้ค่ะ” ผ่องศรีจำต้องนั่งข้างคนขับ
ในระหว่างที่นั่งรถไปด้วยกัน ในใจผ่องศรีคิดว่า “ไม่น่าเชื่อว่าพี่ทรรศจะมีน้ำใจ” แต่สักพักเธอก็เริ่มสังเกต เลยว่า “นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่คะ”
“ฉันมีงานให้เธอทำ” ทรรศนัยสั่ง
“งานอะไรคะ” ผ่องศรีสงสัย และในใจคิดว่า “นั่นไง ว่าแล้วเชียว พี่ทรรศไม่ได้ใจดีขนาดนั้น”
“ไปถึงเดี๋ยวก็รู้ รับรอง ฉันจ่ายค่าจ้างแน่” ทรรศนัยยังไม่บอก
ไม่ทันที่สาวใช้จะปฏิเสธ อยู่ดีๆ เจ้านายก็จอดที่ภัตตาคารสุดหรู
“ลงรถเร็วเข้า” ทรรศนัยสั่ง
ผ่องศรีจำต้องเดินตามเจ้านายเข้าไป
ทรรศนัยหยุดกะทันหันจนผ่องศรีเดินเข้าไปโขกกับแผ่นหลังของชายหนุ่ม
“โอ๊ย! คุณทรรศ หยุดก็ไม่บอก”
“เธอรออยู่นี่ก่อน พอฉันเรียก เธอก็เดินไปที่โต๊ะอาหาร” ทรรศนัยเตี๊ยมกับผ่องศรี
ผ่องศรีมองตามที่เจ้านายชี้ ก็เห็นว่านางแบบอันน่านั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในใจคิดว่า “ที่แท้ก็มาทานข้าวกับแฟน แล้วจะให้ฉันมาด้วยทำไม”
ทรรศนัยเดินไปที่โต๊ะอาหารโดยนั่งฝั่งตรงข้ามกับอันน่า ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างสนิทสนม และทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ในขณะที่สาวใช้ที่ยืนอยู่หลังฉากก็รู้สึกไม่อยากมองเห็นภาพบาดตาบาดใจ แถมต้องมาทนกับสายตาของคนผ่านไปผ่านมา ที่พากันสงสัยว่าผู้หญิงคนนี้มายืนตรงนี้ทำไม เธอก็เลยจะแอบกลับบ้านก่อน
แต่สักพักนักข่าวก็กรูกันเข้ามาสัมภาษณ์
“สรุปว่าพวกคุณคบกันอยู่หรือเปล่าคะ” นักข่าวสาวถาม
อันน่าแกล้งทำเป็นอายไม่กล้าตอบ
นักข่าวจึงเบนไมค์ไปที่ชายหนุ่ม แต่อยู่ดีๆ ทรรศนัยก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่จุดที่สาวใช้ยืนอยู่ สร้างความแปลกใจแก่เหล่านักข่าวยิ่งนัก
ทรรศนัยรีบจับแขนผ่องศรีให้เดินกลับไปหาอันน่าด้วยกัน
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครคะ” นักข่าวสงสัย
“เธอคือสาวใช้ประจำตัวของรัตน์ ซึ่งเป็นเพื่อนของอันน่าครับ รัตน์เขาติดธุระ เลยฝากของให้ผ่องศรีนำมาส่งอันน่า ผมเป็นเพียงคนพามาเท่านั้น ผมไม่ได้คบกับอันน่าเลยครับ พวกคุณเข้าใจผิดแล้ว” นักธุรกิจหนุ่มอธิบาย
“แต่พวกเราเห็นพวกคุณทานข้าวด้วยกันสองต่อสองนี่คะ” นักข่าวแย้ง
“ความจริงพวกเราทานข้าวด้วยกันสามคน แต่ทว่าผ่องศรีสิครับ เธอเป็นคนขี้ลืม เลยต้องเดินกลับไปเอาของฝากของรัตน์ที่รถ ไม่ไหวจริงๆ สาวใช้คนนี้” ทรรศนัยแกล้งหันหน้าไปดุสาวใช้
ผ่องศรีทำหน้างง แต่พอเจ้านายบีบแขนเธอ เธอก็เลยจำต้องเออออห่อหมก “ใช่ค่ะ หนูลืมหยิบของมาให้คุณอันน่าจริงๆ ค่ะ”
เหล่านักข่าวเลยพากันกลับเพราะแอบผิดหวังที่จะได้ข่าวว่านางแบบกับนักธุรกิจค้าเพชรพลอยแอบคบกัน
“พี่ต้องขอโทษด้วยนะครับ อันน่า ที่เกือบทำให้อันน่าเดือดร้อน งั้นพี่ขอตัวกลับก่อน” ทรรศนัยรีบตัดบท
“เอ่อ ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” อันน่ากลัวชายหนุ่มจับได้ว่ามันเป็นแผนการของเธอที่จะทำให้ชายหนุ่มตกกระไดพลอยโจนเป็นแฟนกับเธอ เลยปล่อยชายหนุ่มกลับบ้านพร้อมสาวใช้
ผ่องศรีรีบขึ้นไปนั่งรถอย่างงงๆ พอรถแล่น เธอก็เลยถาม “ทำไมคุณไม่ยอมรับกับนักข่าวล่ะคะ ว่าคุณกับคุณอันน่าแอบคบกัน”
“ฉันไม่ได้มีอะไรกับอันน่าเสียหน่อย นี่เป็นแผนการของอันน่าที่สร้างสถานการณ์มัดมือชก โชคดีที่ฉันเจอเธอเสียก่อน เลยสามารถแก้ตัวกับนักข่าวได้” ทรรศนัยกล่าว
“อ๋อ อย่างนี้นี่เองหรอคะ” ผ่องศรีคิดในใจว่า “ฉันไม่น่ามองพี่ในแง่ดีเลย ไอ้เราก็นึกว่าพี่มีน้ำใจพากลับบ้านด้วยกัน”
พอมาถึงบ้าน ผ่องศรีไหว้ขอบคุณเจ้านายแล้วเดินกลับไปที่ห้องพัก ก็เห็นรัตน์แอบมายืนรออยู่หน้าห้องพักของเธอ
“เธอไปไหนมา ฉันรอเธอตั้งนาน” รัตน์บ่น
“ไปทำธุระข้างนอกค่ะ” ผ่องศรียังไม่กล้าพูดเป็นกันเองกับเพื่อน กลัวคนอื่นมาได้ยิน
“เข้าไปกันเถอะ” รัตน์รอเพื่อนเปิดประตูห้อง
หญิงสาวทั้งสองเข้าไปในห้อง แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะด้วยกัน ในขณะที่คิริวก็กระโดดมานั่งบนตักของผ่องศรีอย่างแสนรู้
รัตน์ใจร้อน เลยเริ่มถาม “สรุปว่าผลการตรวจเป็นยังไงบ้าง”
“ฉันยังไม่ดูเลย มาดูพร้อมกันก็แล้วกัน” ผ่องศรีเปิดซองดูผลการตรวจของต้นไม้และซากหนู
“เป็นไงบ้าง พบสารตะกั่วมั้ย” รัตน์ลุ้น
ผ่องศรีพยักหน้า “หนูตายเพราะได้รับสารตะกั่วมากเกินไป และจากการตรวจต้นไม้ก็พบว่ามีสารตะกั่วในปริมาณสูงมาก”
“เป็นไปได้หรอที่มีต้นไม้ที่มีสารตะกั่วสูงขนาดนี้ มันคือต้นอะไรกันแน่” รัตน์สงสัย
“มันคือว่านซับแร่ ที่มาจากป่าดงดิบ ทวีปแอฟริกา มีคุณสมบัติดูดซับแร่ธาตุได้ในปริมาณสูง โดยเฉพาะ ตะกั่ว” ผ่องศรีแอบไปค้นเพิ่มเติมหลังรู้จักชื่อของต้นไม้
“อะไรนะ แสดงว่า พี่ทรรศอาจคิดร้ายพ่อแม่ฉันน่ะสิ” รัตน์ตกใจเพราะต้นไม้ชนิดนี้อยู่ในห้องพี่ชาย
“แต่พี่ทรรศบอกว่าได้ต้นไม้มาจากคุณศรีพรรณนะ ฉันคาดว่าพี่ทรรศไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคือต้นอะไร” ผ่องศรีกล่าว
“เธอเข้าข้างคนที่แอบปลื้มไปหรือเปล่า” รัตน์กลัวเพื่อนอคติ
“รัตน์ ฉันไม่อยากพูดซ้ำนะ ตอนนี้ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาแล้ว เอาเป็นว่าฉันไม่ได้เข้าข้างเขา แต่ต้นไม้ชนิดนี้จะมีอันตรายมากถ้านำมาปลูกภายในบ้าน เห็นว่ายิ่งมันออกดอกสีขาว ละอองเกสรที่มีสารตะกั่วปนเปื้อน อาจเข้าสู่ร่างกายด้วยการสูดดมเข้าไปก็เป็นได้ เขาไม่น่าจะทำร้ายตัวเองแบบนี้” ผ่องศรีพูดอย่างเป็นธรรม
“แสดงว่า เธอกำลังสงสัยคุณน้าศรีพรรณน่ะสิ” รัตน์จำได้ว่าน้าเป็นคนให้พี่ทรรศ
“ยังฟันธงไม่ได้ เพราะคนที่น่าสงสัยอีกคนก็คือคุณสุทัศน์ เขาเป็นคนสั่งซื้อว่านซับแร่จากพ่อค้าพันธุ์ไม้ที่พวกเราเจอกันเมื่อกลางวัน” ผ่องศรีกล่าว
“เป็นความจริงหรอ” รัตน์ตกใจที่มีผู้ต้องสงสัยอีกคน
“แต่บางทีผู้ใหญ่ทั้งสองท่านอาจไม่รู้เรื่องพิษภัยของต้นไม้ชนิดนี้ก็ได้นะ” ผ่องศรีกล่าว
“ฉันจะไปบอกท่านทั้งสอง” รัตน์กำลังเดินออกไปจากห้อง
“อย่าวู่วามสิรัตน์ เพราะพวกเรายังไม่รู้แน่ชัดว่าแผนการทำร้ายคนในครอบครัวเธอใครเป็นผู้บงการตัวจริง ตอนนี้ต้นดังกล่าวอยู่ในสวนและยังไม่ออกดอก มันยังไม่มีอันตรายร้ายแรง พวกเราจับตาดูไปก่อนเถอะนะ” ผ่องศรีต้องการสืบแน่ชัด
“ก็ได้ ฉันจะต้องหาหลักฐานเอาผิดคนร้ายตัวจริงให้ได้ หากเขาจงใจฆ่าพ่อแม่ฉัน” รัตน์แค้นใจ
ผ่องศรีคิดในใจว่า “โชคดีที่คิริวเข้าไปถล่มห้องพี่ทรรศเสียก่อน เลยนำต้นไม้บ้าๆ นั่นไปทิ้งก่อน”
****************************
วันถัดมา คิริวไม่อยากถูกขังอยู่ในห้อง พอผ่องศรีเปิดประตูออกจากห้องพัก มันก็รีบกระโจนหนีทันที
“คิริว! อย่าไป” และแล้วผ่องศรีก็วิ่งตามแมวสุดรักสุดหวงไม่ทันอีกเช่นเคย