ทุกคนมองเทียนวัย 9 ปี สวมชุดเครื่องแบบศิษย์รับใช้ด้วยความตะลึง ที่ตะลึงหนักคือนำเงินมากอง 5 ล้านเหรียญ ทุกคนแย่งกันขึ้นบนเวที แต่เทียนประกาศว่า ถ้าแพ้ต้องมอบคะแนนความภารกิจ ออกมา คนละ 5 พันเท่านั้น
คนแรกแหวกคนขึ้นมาก่อน เทียนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว กระโดดหมุนตัวเตะเข้าไปกระเด็นตกเวทีไป กลุ่ม 5 พยัคฆ์เข้าไปดูดคะแนนภารกิจออกมา ห้าพันทันที
มีคนคิดลองของขึ้นเวทีมาก็ถูกอัดร่วงไปกองกับพื้นอีกหลายคน จากนั้นเทียนบอกว่า ขึ้นมาทีเดียวสิบคนพร้อมกันไปเลย หากว่าเอาชนะเทียนได้ก็รับไปเลยคนละ ห้าล้าน คราวนี้ยิ่งเป็นการกระตุ้นให้คนขึ้นมาอีกมาก แต่สุดท้ายพวกที่ขึ้นมา ก็ถูกเทียนใช้สายฟ้าฟาด ร่วงเวทีไปจนหมด เวทีที่สร้างเอาไว้ก็ถูกสายฟ้าฟาดจนแหลกรานไม่เหลือชิ้นดี ส่วน 5 พยัคฆ์ก็ตามไปรูดคะแนนภารกิจ ห้าพันคะแนน ของทุก ๆ คนจนไม่มีเหลือ
กลุ่ม ห้าพยัคฆ์ พาเทียนไปกินร้านอาหาร 8 ดาว ภายในสำนักที่เหล่าศิษย์สายใน ผู้สูงศักดิ์ และ เศรษฐีมีเงิน ทั้งหลายต่างนิยมมากินกันที่ร้านแห่งนี้ เทียนกับลูกน้องใหม่ 5 คนเข้ามากิน ในร้านทำให้ทุกคนต่างมองมาที่กลุ่มของเทียนเป็นจุดเดียว
เทียนให้ 5 พยัคฆ์สั่งอาหารมากินอย่างเต็มที่ ในที่สุดก็มีคนไม่พอใจเดินเข้ามา
“ นึกไมถึง เดี๋ยวนี้กลุ่ม 5 แมวจะหาญกล้ามากินร้าน8ดาวแห่งนี้ ไม่เจียมตัวเองซะเลย” ศิษย์สำนักสายในคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาให้ทั้ง 6 คนได้ยิน
เทียนได้ยินก็ใช้พลังดึงร่างคนพูดมาแล้วบีบคอจนแน่น
“ ใครกันแน่ไม่เจียมตัว” เทียนพูดแค่นี้แล้วตบหน้ารัวๆ ไปหลายสิบที หน้าบวมเป็นหัวหมูต้ม พูดไม่ออกปากเจ่อ เทียนถีบกระเด็นไปไกล แล้วปลดทรัพย์ออกมาจนหมด
" ใครกล้ากับลูกศิษย์อาจารย์เซี่ยงอี้อีกไหม" เทียนถามออกไปเสียงดัง
แต่ละคนมองเทียนกับกลุ่ม 5 พยัคฆ์อย่างหวาดเกรงไม่กล้าพูดอะไรออกมา นี่ขนาดศิษย์สายในยังโดนขนาดนี้ แล้วใครจะกล้า เทียนกับพวกกินจนอิ่ม แล้วก็เดินจากมา
“ ลูกพี่คืนนี้ท่านจะไปพักที่ไหนขอรับ พวกเราเข้าไปที่พักของศิษย์สายใน แล้วไล่พวกมันไปเลยดีไหมขอรับ ในสำนักมีกฏว่า ใครสู้ชนะ ก็มีสิทธิ์อยู่บ้านหลังไหนก็ได้” พยัคฆ์ที่ 1 เอ่ยกันเทียน
“ จริงดิ มีกฏแบบนี้ด้วยหรือ?” เทียนคิดไม่ถึงจะมีกฏแบบนี้ในสำนัก
“ ใช่แล้ว จุดประสงค์ก็เพื่อให้ เหล่าศิษย์ขยันหมั่นฝึกปรือเพลงยุทธ์จะได้ไม่เกียจคร้าน” พยัคฆ์ที่ 2 เอ่ยสนับสนุนอีกคน
“ ดีถ้าเช่นนั้น พวกเราไปกันเลย” เทียนเห็นดีด้วย
พอผ่านเข้ามาที่พักของศิษย์สายใน เทียนมองเห็นที่พักแต่ละหลังล้วนใหญ่โต แต่มีอยู่หลังหนึ่งใหญ่โตที่สุด มีคนคอยคุ้มกัน เกือบร้อย ดูด้านในคงมีคนใหญ่คนโตไม่เบา รู้ว่ามีผู้พลังถึงระดับราชัน ถึง สองคน คือตอนต้น กับ ตอนปลาย
เทียนเลือกที่พักหลังนี้แหละ ห้าพยัคฆ์ตกใจรีบกล่าว่วา
“หลังนี้เป็นขององค์ชายเจิ้งหนันซี โอรสองค์ที่เจ็ด ของราชวงศ์เจิ้งหนัน ลูกพี่พวกเราไปดูบ้านหลังอื่นดีกว่า” พยัคฆ์ที่ 1 เอ่ย
“ ไม่ต้องบ้านหลังนี้ดีแล้ว ไปตะโกนเรียกมันออกมา” เทียนสั่งพยัคฆ์ที่ 1 ออกไปเรียกเจ้าของบ้านนี้ออกมา พยัคฆ์ที่ 1 ไปตะโกนเรียกให้องค์ชายเจิ้งหนันซี ให้ออกมา มีคนมาขอท้าสู้เพื่อชิงบ้าน ทหารเกือบร้อยคนออกมาไล่พยัคฆ์ที่ 1 ออกมา เทียนเรียกสายฟ้าผ่ามาห้าสิบสายรวดเดียว ทหารเกือบร้อยคนกระเด็นออกไปไกล ราชันสองคนโผล่ออกมา มีชายกลางคน กับ ชายหนุ่มคนหนึ่งน่าจะเป็นองค์ชายเจิ้งหนันซี
“ องค์ชายให้ข้าจัดการมันเอง” ชายวัยกลางคนเอ่ยถาม
“ ไม่ได้ เรื่องนี้เป็นกฏของสำนัก การชิงบ้านต้องต่อสู้ตัวต่อตัว เรื่องนี้ข้าจัดการเอง” องค์ชายเจิ้งหนัน มีพลังระดับราชันพรหมเทพ ระดับ 65 แล้วคิดว่าน่าจะจัดการเรื่องนี้ได้ไม่อยาก
“ ข้าเจิ้งหนันซี เจ้าเป็นใคร”
“ หลี่เทียน ศิษย์คนล่าสุดของอาจารย์เซียงอี้” อาเทียนตั้งใจบอกชื่ออาจารย์เซียงอี้
“ นึกไม่ถึงคนแบบนั้นจะมีศิษย์ใจกล้าเช่นเจ้า” เจิ้งหนันซีเอ่ย เหมือนดูถูกอาจารย์เซียงอี้
“ อาจารย์เซียงอี้ของข้าชื่อเสียงเกริกไกร ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตา เจ้าบังอาจดูถูก อาจารย์เซียงอี้ผู้กว้างขวางยิ่งใหญ่แห่งสำนักแห่งนี้ ข้าต้องสั่งสอนเจ้าให้ได้รับบทเรียนซะบ้างแล้ว” เทียนเอ่ยจบ ผู้คนในสำนักที่ได้ยินเช่นนี้ ต่างก็ตกใจ ไม่คิดว่าอาจารย์เซียงอี้กลายไปเป็นผู้กว้างขวาง ยิ่งใหญ่ตั้งแต่เมื่อไร
“ ดี ถ้าเช่นนั้น มาลองดูว่าเจ้าจะเก่งจริงอย่างปากว่าไหม” องค์ชายเจิ้งหนันซี ปล่อยพลังมังกรออกจากร่างเป็นวิญญาณสัตว์ระดับ แสนปี พุ่งใส่เทียนด้วยความเร็วกว่าสายตาคนปกติจะรับรู้ได้ เทียนสลายร่างไปกับสายลมหายไป ปรากฏตรงหน้า แล้วใช้ฝ่ามือเข้ากระแทกเข้าปลายคาง แต่มีพลังเกราะมังกรฟ้าคุ้มกาย
แต่ก็ต้องถอยหลังออกไปหลายก้าว มังกรสีทองพุ่งเข้ามาข้างหลังเทียน เจ้ากระรอกห้าสีปรากฏร่างออกมาพ่นไฟเข้าใส่มังกร จนมันถูกไฟไหม้ไปครึ่งซีก เวลานี้ เจ้ากระรอกกลายร่างตัวใหญ่เท่ากับมังกร แล้วมีปีกใหญข้างหลัง มีแขนขายืดออกมาเหมือนมนุษย์ยักษ์มีกรงเล็บ เข้าตะลุมบอนกับมังกรอย่างเมามัน
เทียนเห็นว่าฝ่ามือทำอะไรฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ เพราะองค์ชายเจิ้งหนันซีมีเกราะมังกรฟ้าคุ้มกาย เทียนเรียกถุงมือเหล็กสวรรค์มาใส่สองข้าง แล้วบุกเข้าใส่องค์ชายเจิ้งหนันซี อย่างไม่ยั้งเช่นกัน องค์ชายเจิ้งหนันก็ใช้หมัดมังกรโดยแขนทั้งสองข้างก็กลายเกล็ดมังกร เข้าปะทะกับ หม้ดเหล็กสวรรค์ของเทียนอย่างไม่มีใครยอมใคร เสียงดังตูม ตาม ไปทั่วสำนักต่างมามุงดูกันมากขึ้น ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมกับคู่ต่อสู้ทั้งสัตว์วิญญาณ กับมนุษย์ทั้งสอง
“ เด็กคนนี้เป็นใคร ตัวแค่นี้สามารถต่อสู้กับ องค์ชายเจิ้งหนันซีศิษย์สายในอันดับ1 ได้อย่างสูสี”
“ นั่นซิ แต่ว่าเขาอายุยังไม่ถึง 13 แล้วเข้ามาสำนักได้อย่างไร”
“ เขาใส่เสื้อศิษย์รับใช้ อยู่ ก็สามารถเข้ามาท้าได้สู้ได้ ไม่ผิดกฏ”
“ เขาว่า เป็นศิษย์ของอาจารย์เซียงอี้”
“ อาจารย์เซียงอี้ที่สอนวิชาหลอมศัตราวุธเนี่ยนะ”
ผู้คนที่มามุงดูต่างพูดคุย ซักถามประวัติของเทียนกันมากมาย
แล้วในที่สุดองค์ชายเจิ้งหนันซี ก็ถูกเทียนใช้เวทย์ควบคุมขยับตัวไม่ได้ถูกอัดอยู่เพียงฝ่ายเดียวจนเกราะมังกรฟ้า ถึงกับแตกกระจาย โดนหมัดสุดท้ายเข้าส่วนบนของหัวใจ เลือดไหลเข้าหัวใจไม่ทัน ค่อยๆ ร่วงไปกองกับพื้น ส่วนเจ้ากระรอกขยายร่างใหญ่ขึ้นอ้าปากงับร่างมังกรจนหัวลำตัวขาดกลาง วิญญาณสลายหายไปเช่นกัน ราชันพรหมเทพพุ่งเข้ารับร่าง ขององค์ชายเจิ้งหนันซี ที่กองกับพื้น แล้วให้กินเม็ดยาเข้าปากองค์ชายเจิ้งหนันซี แล้วองค็ชายก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ แล้วลุกขึ้นยืน
“ เก่งมากที่ชนะข้าได้ แต่ไม่นานหรอก ข้าจะกลับมาเอาคืน” องค์ชายพูดจบก็โยนกุญแจบ้านให้เทียน และก็หายวับไปทั้งสองคน เทียนบอกให้ พยัคฆ์ทั้ง 5 คนเข้ามาในบ้าน คนที่มุงอยู่ตกใจเพียงครู่เดียว ก็จับคุยกันไม่เลิก โดยเฉพาะเรื่องอาจารย์เซียงอี้ของเทียน เทียนคลายเวทย์คุมจิตให้ทั้ง ห้าคนเป็นอิสระ แต่ว่าทั้งห้าคน บอกว่าขอติดตามเทียนไม่ไปไหน
เทียนให้พวกเขาเลือกห้องกันตามสบาย เพราะที่นี่มีห้องอยู่เป็นสิบห้อง เทียนขึ้นมานอนชั้นสามชั้นบนสุดเป็นห้องที่ใหญ่ และสบายที่สุด
รุ่งเช้าก็มีข่าวใหญ่ไปทั่วสำนัก ว่ามีลูกศิษย์รับใช้คนใหม่ วัย ไม่ถึง 10 ขวบท้าประลองกับ องค์ชายเจิ้งหนันซี แล้วชนะได้บ้านหลังใหญ่ไปแทน ที่น่าสนใจกว่านั้น เด็กคนนี้เป็นศิษย์ของอาจารย์เซียงอี้ ผู้สอนวิชาศัตราวุธของสำนักม่านกู่ ที่ไม่เคยปะมือกับใครมาก่อนเลย กลับมีศิษย์ที่โดดเด่นเช่นนี้
เช้าวันรุ่งขึ้นเทียนลงมาชั้นล่างทั้งห้าคนได้เตรียมอาหารไว้ให้เทียนเรียบร้อย แล้วนำเสนอพาไปเที่ยวสถานที่ในสำนักม่านกู่แห่งนี้
“ พวกเจ้าไม่ต้องฝึกวิชา ของสำนักหรือ” เทียนถามด้วยความสงสัย
“ ลูกพี่ สำนักนี้พวกเราอยากฝึกหรือไม่ฝึกก็ได้ แต่ว่าทุก ๆ หกเดือนจะมีทดสอบ ถ้าสอบไม่ผ่าน ก็ถูกลดชั้น ไปเป็นศิษย์รับใช้ หรือ ลาออกไปเอง”
“ เมื่อวานข้าเห็นรูปปั้นพระยูไลองค์ใหญ่ ตั้งอยู่บนยอดเขา พวกเราขึ้นเขาไปกราบไหว้ท่านกันเถอะ” เทียนเอ่ยชวน เพราะเมื่องวานเข้ามาเห็นตั้งอยู่บนยอดเขา
“ ที่นั้นเป็นเขตหวงห้าม ผู้ที่เข้าไปจะต้องถูกคัดเลือกจากสำนักถึงจะเข้าไปได้ ทุกๆปี จะให้ศิษย์ทุกคนขึ้นไปรับวิชาจากรูปปั้นพระยูไลปี แต่บันไดฟ้าจะคัดคนเข้าไปรับวิชาในคัมภีร์ครั้งละไม่เกิน 100 คนเท่านั้น” เจ้าหนึ่ง รีบตอบทันที เทียนเรียกกลุ่ม 5 พยัคฆ์ว่า เจ้าหนึ่ง เจ้าสอง เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้า เพราะทุกคนคือพี่น้องกันทั้งหมด
“ เขตหวงห้าม วิชาในคัมภีร์” เทียนสงสัย
“ ใช่แล้ว บนภูเขาพระยูไล เป็นเขตหวงห้าง เพราะ มีคัมภีร์ที่พระยูไล ทิ้งเอาไว้ หลังจากที่พระยูไลกำราบท่านซุนหงอคงแล้ว ท่านก็เก็บคัมภีร์เอาไว้ในร่างพระยูไลบนยอดเขา รอให้คนที่คู่ควรมารับไป คัมภีร์นี้เรียกว่า คัมภีร์ยูไลสุริยัน ว่ากันว่า ท่านเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งสำนักม่านกู่ สามารถฝึกวิชาในคัมภีร์ได้สามท่าก็เป็นหนึ่งในแผ่นดินแล้ว ทุกคนก็เลยอยากจะมีโอกาสได้ขึ้นไปฝึกกันทุกคน” เจ้าหนึ่งอธิบาย เทียนก็เริ่มรู้สึกสนใจเช่นกัน
“ แล้วสำนักของเรามีการคัดตัวอย่างไร” เทียนอยากรู้
“ ทางสำนักเปิดโอกาสให้ศิษย์ทุกคนขึ้นบันไดฟ้า โดยที่บันได้ฟ้าจะเป็นผู้คัดเลือกที่จะให้คนขึ้นไปบนแท่นรับ วิชาด้านบนเอง” เจ้าสองอธิบาย
“ แล้วพวกเจ้าเคยขึ้นไปไหม”
“ ขึ้นไปไม่ถึง 20 ขั้นก็โดนดีดลงมาแล้ว” เจ้าสามเอ่ยออกมาบ้าง
“ พาข้าไปดูบันไดฟ้าหน่อย” เทียนอยากรู้ว่าจะแอบขึ้นไปจะได้ไหม
แล้วทั้งหมดก็ ยืนอยู่ที่ด้านหน้าทางขึ้นเขาพระยูไล มองเห็นสะพานสีขาวทอดยาวไปถึงยอดเขา แต่ว่าเวลานี้ทางขึ้น กลับมีคนมายืนมุงดูกันอยู่มากมายหลายร้อยคน เจ้าสามเข้าไปถามดูไม่นานก็วิ่งกลับมา
“ ลูกพี่ มีคนจากสำนักอื่น มาขอขึ้นไปที่ยอดเขาพระยูไล กำลังทำตามกฏคือต้องท้าสู้คนในสำนักของเรา ถ้ามีใครคนหนึ่งสามารถเอาชนะได้เกิน 2 คนก็จะมีโอกาสได้ขึ้นไปยอดเขาพระยูไล” เจ้าสามรายงาน
“ เปิดโอกาสให้คนนอกขึ้นไปรับวิชาด้วยหรือ หากว่าเป็นคนชั่วจะทำอย่างไร” เทียนสงสัย
“ บันไดฟ้าเป็นผู้ตัดสินใจ ท่านเจ้าสำนักผู้ก่อตั้งได้รับคำสั่งจากพระยูไล ให้เปิดโอกาสให้กับทุกคน” เจ้าหนึ่งเอ่ย
เทียนเดินเข้าไปใกล้เวทีประลองเป็นสำนักต่าง ๆ ขึ้นมาขอท้าสู้กับคนของสำนักม่านกู่ ส่วนใหญ่มีแต่ศิษย์สายในขึ้นไปประลอง ไม่มีศิษย์สายนอก หรือ ศิษย์รับใช้ขึ้นไปสู้เลยสักคน วันนี้สำนักที่มาท้าประลองมากัน 5 สำนัก ก็มีผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะบ้าง คนที่ชนะเกินสองคน ก็ได้ป้ายผ่าน พอยอดเขาพระยูไลเปิดก็มีสิทธิ์ขึ้นไปได้เลย บนเวทีมีจอมพลังคนหนึ่งขึ้นมาท้าสู้ พอชนะไปสองคนแล้ว กลับไม่ยอมลง
ขอท้าสู้ศิษย์สำนักม่านกู่ ต่อ มีศิษย์สำนักม่านกู่ขึ้นไปต่อสู้ ได้สามคน ก็ถูกต่อยร่วงเวทีจนหมด เทียนทนไม่ไหวก็เลยขึ้นไปยืนบนเวทีบ้าง
“ ข้าหลี่เทียน เป็นศิษย์รับใช้ อาจารย์ของข้าคือท่านเซียงอี้ ขาใหญ่ของสำนักม่านกู่” เทียนขึ้นไปก็แนะนำตัว อาจารย์ควบคุมการจัดการต่อสู้ กำลังจะเอ่ยไล่เทียนให้ลงไปอย่ามาเกะกะ แต่ถูกชายจอมพลังหัวเราะ พูดแทรกออกมาก่อนว่า
“ ไอ้หนู ไปเล่นที่อื่นไป?” พูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกเทียนเตะเข้ากลางเป้า ลงไปคุกเข่าหน้าเขียว แล้วก็โดนแข้งขวาเข้าก้านคออีกที หน้าทิ่มสลบไปในทันที คนของสำนักจงเฉิง เห็นศิษย์สำนักเดียวกัน ถูกเตะอย่างไม่ทันตั้งตัวก็ โมโหจัด พุ่งตัวออกมาเพื่อจะ สู้กับเทียน แค่พอมายืน ยังไม่ทันตั้งท่า ก็ถูกเทียนใช้สันมือกระแทกเข้าที่ลูกกระเดือก ลงไปนอนดิ้นพล่านอีกคน เทียนเตะเปรี้ยงเดียว ร่างไปชนกับจอมพลังร่วงเวทีไปพร้อมกันทั้งสองคน
“ มีพลังแค่นี้เหรอ คิดจะมาท้าสู้กับศิษย์ของอาจารย์เซียงอี้ ยอดยุทธ์ไร้เทียมทาน ข้าว่า สำนักจงเฉิง ลงมากันให้หมดทีเดียวเลย จะได้ไม่เสียเวลา”
เทียนกล่าวออกมาเสียงดัง เหล่าอาจารย์ที่ควบคุมการแข่งขัน ตกใจไม่คิดว่าอาจารย์เซียงอี้กลับสอนศิษย์ให้พูดจาโอหังเช่นนี้ เสร็จเรื่องนี้คงต้องรายงานให้เจ้าสำนัก ตอนนี้คนของสำนักจงเฉิง ที่มากันเกือบยี่สิบคน กระโดดลงมาบนเวที
ทั้งหมด แต่ทำได้แค่นั้นก็ถูกเทียนใช้พลังปีกคุนเผิงฟาดร่วงเวทีไปพร้อมกันทั้งหมด หมดสภาพต่อสู้อีกไม่ได้สักคน
“ สำนักจงเฉิง มีพลังเท่านี้เอง แล้วอีกสี่สำนักล่ะ จะนั่งอยู่ทำไม ไม่ลงมาสู้กับข้าสักหน่อยหรือ” เทียนหันไปท้าสู้กับสี่สำนักที่เหลือต่ออีก...