ท่ามกลางฝูงชนเหล่านักศึกษาที่มุงดูเหตุการณ์ต่างก็มองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าหลี่ลั่วที่เข้ามาช่วยเหลือจะพาครูผู้ตรวจตรามาด้วย
“บ้าไปแล้วคุณชายน้อยผู้นี้ไม่รู้จักธรรมเนียมเลยหรือไง”
“ขี้ขลาดชะมัดแบบนี้ก็เท่ากับว่ามันกลัวจงฟู่น่ะสิ?”
“แค่เรื่องทะเลาะกันระหว่างนักศึกษาแต่กลับไปฟ้องครู หน้าไม่อายจริงๆ”
“ถูกของเจ้าแต่ว่า... เหมือนว่าการฟ้องครูต่างหากถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้องที่สุดไม่ใช่หรือ? การต่อสู้โดยพลการเดิมทีมันก็ผิดกฎอยู่แล้วนะ”
“เจ้า...ถึงจะเป็นอย่างที่เจ้าพูดก็จริง แต่ว่า... แต่ว่า...” มีคนอ้ำอึ้งอยู่นานแต่ก็ไม่สามารถโต้แย้งได้อยู่ดี เพราะหากว่ากันตามกฎแล้วการไปรายงานครูก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องผิดจริงๆ
แต่ทำไมถึงได้รู้สึกไม่ค่อยถูกต้องเลยนะ?
ในขณะที่นักศึกษาบางคนกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นจงฟู่ก็รีบปล่อยมือที่กำลังกดหลังจ้าวคั่วออกอย่างรวดเร็วหันไปยิ้มเจื่อนให้ครูผู้ตรวจตราที่มีสีหน้าเรียบเฉยแล้วกล่าวว่า “ครูพวกเราไม่ได้ต่อสู้กัน พวกเราแค่ล้อเล่นกันเฉยๆ”
“เมื่อครู่เจ้าคิดจะอัดข้าชัดๆ”จ้าวคั่วกล่าว
จงฟู่รีบปฏิเสธอย่างกระอักกระอ่วน“ใช่ที่ไหนเล่า เจ้าอย่าใส่ร้ายข้า”
หลี่ลั่วเดินเข้ามายิ้มกล่าว “ไม่เป็นไร บอกความจริงออกมาอย่างกล้าหาญเถอะ”
จงฟู่หัวเราะแห้งๆ“ไม่มี ไม่มี ไม่มีจริงๆ”
ครูผู้ตรวจตรามองดูสถานการณ์ครู่หนึ่งจากนั้นก็มองไปที่นักศึกษาหญิงที่ตัวใหญ่บึกบึนราวกับหมีจากวิทยาลัยจงหยางคนนั้นมุมปากกระตุกเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าจะโกหกก็ช่วยโกหกให้มันเนียนหน่อยไม่ได้รึไง?”
จงฟู่รู้สึกคับแค้นใจมากวิทยาลัยจงหยางเดิมทีก็เป็นวิทยาลัยที่มีความหยาง[1]สุดขั้วแทบจะไม่มีนักศึกษาหญิงเลย รุ่นน้องสาวร่างกำยำคนนี้ก็เป็นนักศึกษาหญิงเพียงคนเดียวที่หนึ่งในยี่สิบอันดับแรกของวิทยาลัยพวกเราแล้วด้วยปกติพวกเขาต่างก็ทะนุถนอมนางราวกับไข่ในหินเลยทีเดียว
“เจ้าโทษยืนสามชั่วโมง หากน้อยกว่านั้นแม้แต่นาทีเดียวข้าจะเชิญผู้อำนวยการของพวกเจ้ามารับตัวกลับไปเลย”ครูผู้ตรวจตรากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
อันที่จริงช่วงนี้มีเรื่องนักศึกษาทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นบ่อยมากเกินไปพวกเขาจึงได้แต่แกล้งหลับตาข้างหนึ่ง แต่ในเมื่อหลี่ลั่วมาแจ้งเรื่องแล้วพวกเขาก็จำเป็นต้องมาจัดการ มิฉะนั้นก็เท่ากับละเลยการปฏิบัติหน้าที่
หลังจากกล่าวจบครูผู้ตรวจตราก็หันหลังเดินจากไปทันที
ในหมู่ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบๆได้มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น ไม่รู้เหมือนกันว่ากำลังหัวเราะเยาะใครอยู่
จงฟู่ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมอย่างจนใจไม่กล้าขยับเขยื้อน ซึ่งหลี่ลั่วก็เดินเข้ามา ยิ้มกล่าวว่า“เจ้าอยากรู้เรื่องของข้ามากขนาดนั้นเลย? ถึงกับต้องลงทุนใช้จ้าวคั่วมาบีบบังคับให้ข้ามา”
จงฟู่จ้องมองหลี่ลั่วถอนหายใจกล่าว “เพราะคนอื่นๆ ต่างก็บอกว่าคุณชายน้อยอย่างเจ้าไม่มีอะไรน่ากลัวแต่ข้ากลับรู้สึกว่าเจ้าอาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดในการสอบใหญ่ครั้งนี้ดังนั้นข้าจึงต้องลองเชิงเจ้าดูสักหน่อย”
หลี่ลั่วกล่าวด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย“เจ้าประเมินข้าสูงขนาดนั้นเชียว?”
จงฟู่พยักหน้ากล่าวว่า “เพราะข้ารู้ถึงความน่ากลัวของเจียงชิงเอ๋อร์ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนที่หมั้นหมายกับนางจะเป็นคนที่ไร้ความสามารถจริงๆ”
“เจ้าเคยสู้กับเจียงชิงเอ๋อร์?” หลี่ลั่วยิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก
จงฟู่ถอนหายใจออกมาหนึ่งคำ“สู้บ้าอะไรล่ะ ครั้งนั้นนางแค่เหลือบมองข้าแวบเดียว ข้าก็ตกใจจนขาชาหมดแล้ว”
“แต่หลี่ลั่วที่เจ้าปิดบังตัวเองไม่อยากลงมือ ดูท่าเจ้าคงซ่อนอะไรบางอย่างเอาไว้จริงๆ สินะข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าในการสอบใหญ่ครั้งนี้เจ้าจะแสดงพลังการต่อสู้แบบใดออกมากันแน่”
“ไว้เจอกันในการสอบใหญ่เจ้าก็รู้เอง”
หลี่ลั่วยิ้มจากนั้นก็ตบไหล่จงฟู่ “เช่นนั้นเจ้าก็ยืนอยู่ตรงนี้ต่อไปเถอะข้าขอกลับไปนอนก่อนล่ะ”
กล่าวจบเขาก็พาจ้าวคั่วเดินจากไปท่ามกลางสายตาประหลาดใจของฝูงชน
จงฟู่มองตามพวกเขาไปอย่างจนใจจากนั้นเขาก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก สีหน้าพลันเปลี่ยนไป
“มารดามันเถอะถูกทำโทษให้ยืนแบบนี้ แล้วจะไปร่วมงานเลี้ยงของซือคงคืนนี้ได้อย่างไร? เขาคงไม่คิดว่าข้าทรยศเขาไม่ให้เกียรติเขาหรอกใช่ไหม?”
...
ที่ใดสักแห่งในสวนไป๋หลิงภายในห้องห้องหนึ่ง
ซือคงต้อนรับเซี่ยงเหลียงและฉือซูที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยนอีกทั้งยังรินชาให้กับทั้งสองด้วยตัวเอง พูดจาอย่างสุภาพ
ทั้งสามสนทนากันอยู่ครู่หนึ่งฉือซูก็ขมวดคิ้วกล่าว “ทำไมจงฟู่ยังไม่มาอีก?”
เซี่ยงเหลียงเองก็รู้สึกแปลกใจเพราะจงฟู่ก็ดูเหมือนจะสนใจข้อเสนอของซือคงเหมือนกัน ดังนั้นเขาน่าจะมา
ซือคงยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าแต่แววตาของเขากลับดูลึกลับ หรือว่าจงฟู่ไม่อยากไว้หน้าเขากันนะ?
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีคนเคาะประตูเข้ามา กระซิบบอกอะไรบางอย่างข้างหูเขาจากนั้นบนใบหน้าของเขาก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมา
ซือคงโบกมือไล่คนผู้นั้นออกไปจากนั้นจึงมองไปทางทั้งสองคน ยิ้มกล่าว “คืนนี้จงฟู่อาจจะมาไม่ได้แล้ว”
“เกิดอะไรขึ้น?” เซี่ยงเหลียงกับฉือซูถามอย่างประหลาดใจ
“เขาไปลองเชิงหลี่ลั่วผลสุดท้ายถูกหลี่ลั่วไปฟ้องครูผู้ตรวจตรา จนถูกทำโทษให้ยืนอยู่กับที่สามชั่วโมง”ในขณะที่ซือคงกำลังพูดอยู่นั้น สีหน้าของเขาก็ดูแปลกๆ เล็กน้อย
“หา?”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูร้องออกมาอย่างอดไม่ได้จากนั้นทั้งสองคนก็มองหน้ากันไปมา รู้สึกหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
“เจ้าหลี่ลั่วผู้นี้ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขาจริงๆ” เซี่ยงเหลียงยิ้มกล่าวอย่างอดไม่ได้
ไปฟ้องครูเจ้าหมอนี่มันคิดได้อย่างไรกันนะ ไม่กลัวคนอื่นหัวเราะเยาะเลยหรือไร?
“หรือว่าเขาไม่มีความสามารถพอที่จะรับมือกับจงฟู่ได้จริงถึงต้องใช้วิธีการแบบนี้” ฉือซูกล่าว
“ข้าก็บอกแล้วไม่เห็นต้องไปลองเชิงเจ้าหลี่ลั่วนั่นเลย มันก็แค่ตัวประกอบที่ไม่มีค่าให้สนใจไม่เห็นจำเป็นต้องระวังมันขนาดนั้นเลย” เซี่ยงเหลียงเบะปากกล่าว
ซือคงยิ้มกล่าว“การที่จงฟู่ระวังตัวเอาไว้ก็เป็นเรื่องดี หากต้องเจอกับหลี่ลั่วในการสอบใหญ่ค่อยลงมือจัดการทิ้งไปก่อนก็แล้วกัน จะได้ไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้น”
แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนักแต่กลับเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปยังเรื่องหลักในวันนี้แทน “ถึงแม้ว่าจงฟู่จะมาไม่ได้แต่จุดประสงค์ที่พวกเรามาพบกันในวันนี้ จะเลื่อนออกไปเพราะเรื่องนี้ไม่ได้”
“พวกเราล้วนมีเป้าหมายเดียวกันนั่นก็คือการดึงวิทยาลัยหนานเฟิงลงจากตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่”
“ส่วนคนที่แข็งแกร่งที่สุดของวิทยาลัยหนานเฟิงในปีนี้ก็คือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ตราบใดที่พวกเรากำจัดนางได้วิทยาลัยหนานเฟิงก็จะหมดสิทธิ์ในการแย่งชิงตำแหน่งอันดับหนึ่งและในปีนี้พวกเขาก็จะไม่มีทางมีนักศึกษาสอบติดมากที่สุดอย่างแน่นอน”
“ข้อเสนอของข้าเรียบง่ายมากในช่วงสุดท้าย พวกเราต้องร่วมมือกันเล่นงานหลี่ว์ชิงเอ๋อร์”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูมองหน้ากันต่างก็เห็นความกังวลในแววตาของอีกฝ่าย จากนั้นก็เอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกมา“การร่วมมือกันจัดการหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ใช่เรื่องง่ายถึงตอนนั้นต่อให้นางสู้ไม่ได้ แต่นางก็น่าจะมีความสามารถพอที่จะหนีออกไปได้อยู่ดีอีกทั้งในช่วงสุดท้ายย่อมต้องมีคู่แข่งที่แข็งแกร่งคนอื่นๆ อยู่อีกเป็นแน่หากพวกเราสู้กับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์รุนแรงเกินไป อาจถูกคนอื่นฉวยโอกาสได้”
ซือคงยิ้มบางๆ“ข้าจะเตรียมการทุกอย่างเองพวกเจ้าแค่ไปปรากฏตัวตามเวลาและสถานที่ที่ข้าจัดเตรียมเอาไว้ก็พอ”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายก็พยักหน้า
“เช่นนั้นก็ทำตามที่เจ้าบอกวิทยาลัยหนานเฟิงครองตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มานานเกินไปแล้วถึงเวลาเปลี่ยนคนบ้างแล้ว”
ซือคงยิ้มกว้างมากขึ้นจากนั้นก็ยกถ้วยชาขึ้น
ถ้วยชาของทั้งสามกระทบกันเบาๆ
“เช่นนั้นก็ขอให้แผนการราบรื่น”
----------------------
[1]ธาตุหยาง จากหยินหยาง สื่อถึงความเป็นชาย