จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 37 เส้นทางของการสังหาร

            ชายวัยกลางคนเหลือบมองไปยังเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนอนร้องขอความช่วยเหลืออยู่บนพื้นซึ่งห่างจากตัวเขาไปราวๆสิบกว่าเมตร โดยไม่มีท่าทีว่าจะเร่งรีบเข้าไปช่วยเลยแม้แต่น้อย

            “อา ท่านน้า ช่วยข้าด้วย ข้าหลบหนีมาจากอสูรร้ายตัวหนึ่งและขาของข้าก็หักในระหว่างที่กำลังหลบหนีได้โปรดช่วยข้าด้วย ข้ามีเงิน ข้าสามารถมอบเงินให้ท่านได้”

            เมื่อเด็กหนุ่มที่นอนอยู่บนพื้นมองเห็นว่าเบื้องหน้ามีคนเขาก็รีบร้องขอความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว

            “เจ้าหนุ่ม เจ้าเป็นใครสถานที่แห่งนี้คือส่วนลึกของเทือกเขาอันหนาน เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”

            ชายผู้นั้นไม่ได้เร่งรีบที่จะเข้ามาช่วยเหลือแต่เขากลับตั้งคำถามขึ้นมาแทน

            “ข้าเป็นคนตระกูลมู่แห่งเมืองอันหนาน เข้ามายังเทือกเขาอันหนานแห่งนี้เพื่อฝึกฝนวรยุทธ์ข้าได้พบกับโสมร้อยปีต้นหนึ่งแต่คิดไม่ถึงว่าในระหว่างทางข้าจะได้พบกับสัตว์อสูรด้วย ข้าพยายามหลบหนีจากการไล่ล่าของมันจนมาโผล่ที่นี่และขาของข้าก็หักในระหว่างที่ข้ากำลังหลบหนี ท่านน้า ข้าขอร้องท่านได้โปรดช่วยข้าเถิด บนตัวข้ามีต้นโสม นอกจากนี้ยังมีเงินด้วยหากท่านช่วยพาข้ากลับตระกูลมู่ ข้าย่อมมอบของกำนัลตอบแทนให้ท่าน”

            เด็กหนุ่มกล่าวขอร้อง ในขณะที่สีหน้าของเขายังคงแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวด

            “ว่าอย่างไรนะ บนตัวเจ้ามีโสมร้อยปีรึ!”

            ชายวัยกลางคนรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาของเขามีร่องรอยของความโลภแวบผ่าน โสมร้อยปีมีมูลค่าหลายพันเหรียญตำลึงทองนี่นับว่าเป็นโชคใหญ่แล้ว

            “ถูกต้องแล้ว หลังจากท่านช่วยข้ากลับไป ข้าจะนำโสมไปขายและแบ่งเงินให้กับท่านครึ่งหนึ่ง”

            “ฮ่าๆ ได้ ข้าจะช่วยเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าเอง เจ้าอย่าได้ขยับ!”

            ชายวัยกลางคนรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งขณะที่มีร่องรอยของจิตสังหารแวบผ่านทางสายตา เขาเดินถือกระบี่เข้าไปหาเด็กหนุ่มอย่างไม่รีบร้อน

            หลังจากเดินเข้ามาจนอยู่ห่างจากเด็กหนุ่มประมาณสามสี่เมตร ฉับพลันนั้นเขาก็ใช้กระบี่พุ่งหาอีกฝ่ายเตรียมจะสังหารเด็กหนุ่มผู้นั้นในกระบี่เดียว

            “เจ้าหนุ่มเจ้าจงอยู่เป็นอาหารของหมาป่าที่นี่เสียเถอะ! ส่วนโสมของเจ้าข้าจะช่วยขายให้เจ้าเอง”

            ชายผู้นั้นแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะตวัดกระบี่ออกมา

            “อึก!”

            แต่ทันใดนั้น เด็กหนุ่มผมยาวผู้หนึ่งก็ได้กระโจนลงมาจากหินก้อนใหญ่ที่มีความสูงหลายเมตรในมือของเขาคือดาบที่กำลังเล็งวิถีดาบมายังชายวัยกลางคน

            ชายผู้นั้นใบหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ แนวกระบี่ของเขาพลันหยุดอย่างกะทันหันเขารีบยกกระบี่ขึ้นเพื่อต้านดาบเล่มนั้นของอีกฝ่ายในทันที

            แกร๊ง!

            กระบี่เล่มนี้สามารถปิดกั้นการโจมตีจากดาบของเด็กหนุ่มได้อย่างสมบูรณ์ทำให้เด็กหนุ่มผมยาวต้องพลิกตัวกลางอากาศก่อนจะกลับลงสู่พื้น

            ชิ้ง!

            หลังมู่เฟิงหมุนตัวลงสู่พื้น มือข้างหนึ่งของเขาได้ดึงกริชออกมาจากขาด้านหลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็กระโจนร่างขึ้นใหม่อีกครั้ง คราวนี้เขาได้เล็งเป้าไปยังทรวงอกตรงตำแหน่งหัวใจของอีกฝ่าย

            ชายวัยกลางคนตกใจอย่างมาก การจู่โจมนี้กะทันหันเกินไปสำหรับเขาแน่นอนว่าเขาไม่อาจหลบหลีกมันได้ทัน ทว่ายังดีที่เขาสามารถเบี่ยงตัวออกได้เล็กน้อยแม้กริชเล่มนี้จะแทงลุทรวงอกของเขา แต่มันก็พลาดตำแหน่งหัวใจ

            “ย๊าก…!”

            ชายผู้นั้นคำรามออกมาด้วยความโกรธ ก่อนจะแกว่งกระบี่ไปทางมู่เฟิงในทันทีเด็กหนุ่มถอยหลังกรูดอย่างรวดเร็วเพื่อหลบเลี่ยงการโจมตี

            ครืด ครืด ครืด...!

            ชายวัยกลางคนก้าวถอยหลังไปอย่างต่อเนื่อง เขาจ้องมองเด็กหนุ่มทั้งสองด้วยความฉงนและเต็มไปด้วยความโกรธเคืองเขาเป็นทหารรับจ้างมานานนับสิบปี คาดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะต้องมาตกอยู่ในเงื้อมมือของเด็กหนุ่มสองคน

            อัก...!

            มือของเขายังคงถือกระบี่อย่างตั้งมั่น ทว่าปากของเขากลับกระอักเลือดออกมาแผลตรงทรวงอกก็มีเลือดไหลไม่หยุด เดิมทีเขาได้รับบาดเจ็บจากแขนที่ขาดอยู่แล้วดังนั้นเมื่อเพิ่มบาดแผลจากกริชนี้เข้าไป อาการของเขาจึงยิ่งแย่ลงไปอีก

            “เจ้าหนุ่ม เจ้ากล้าตลบหลังข้า...!”

            ชายวัยกลางคนคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด

            “แล้วอย่างไร เมื่อครู่ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็คิดจะสังหารข้าหรอกหรือ? ในเมื่อจิตใจของเจ้าละโมบโลภมาก ข้าจะตลบหลังเจ้าบ้างแล้วมันจะทำไม?”

            มู่เฟิงแสยะยิ้ม

            ชายวัยกลางคนทั้งตกใจทั้งมีโทสะ จากนั้นเขาก็ตวัดกระบี่ไปทางคนทั้งคู่ในทันที

            ปราณกระบี่สีทองพุ่งทะลวงผ่านอากาศกวาดโจมตีมาทางมู่เฟิงและมู่ขวงอย่างรวดเร็ว

            มู่เฟิงและมู่ขวงรีบหลบหลีกวิถีของปราณกระบี่ส่งผลให้ปราณกระบี่เล่มนั้นกระแทกไปยังหินก้อนใหญ่ด้านหลัง และทิ้งรอยลึกเอาไว้แทน

            เนื่องจากชายวัยกลางคนฝืนกระตุ้นพลังปราณออกมาโจมตีทำให้เขากระอักเลือดออกมาอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่รอช้าที่จะหันหลังกลับเพื่อวิ่งหนี

            เวลานี้ร่างกายของเขากำลังบาดเจ็บสาหัส สถานการณ์กำลังอยู่ในช่วงวิกฤติแม้วรยุทธ์ของเด็กหนุ่มทั้งสองจะอยู่เพียงระดับทงม่าย แต่มันก็สามารถเอาชีวิตเขาได้ดังนั้นการหลบหนีจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

            แต่แน่นอนว่ามู่เฟิงและมู่ขวงไม่มีทางยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้ มู่เฟิงง้างมือขึ้น ก่อนจะขว้างกริชไปยังชายวัยกลางคนที่กำลังวิ่งหนี

            ฉึก!

            กริชเล่มนั้นแทงเข้าที่ขาของอีกฝ่าย ทั้งยังเจาะลึกลงไปถึงกระดูก

            ชายวัยกลางคนล้มคว่ำในทันที เขาส่งเสียงร้องโอดโอยออกมาอย่างน่าสมเพชเด็กหนุ่มทั้งสองรีบไล่ตามไปอย่างรวดเร็ว มู่เฟิงฟันดาบลงไปอย่างดุดันเป็นผลให้แขนอีกข้างของชายวัยกลางคนถูกตัดขาด เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดราวกับสายน้ำ

            “อ๊าก…!”

            เมื่อชายผู้นั้นสูญเสียแขนอีกข้าง เขาก็เกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นพร้อมกรีดร้องออกมาอย่างโหยหวน

            เด็กหนุ่มทั้งสองยืนมองอีกฝ่ายด้วยแววตาเฉยชาราวกับยืนมองท่อนไม้ท่อนหนึ่งไร้ซึ่งความรู้สึกสงสาร ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกเห็นใจ

            ชายผู้นี้มีนิสัยที่โหดเหี้ยมและอำมหิตเกินไปเขาไม่ลังเลที่จะสังเวยชีวิตของสหายเพื่อเปิดทางรอดให้ตัวเองดังนั้นวิธีการจัดการกับคนประเภทนี้ คือต้องเหี้ยมโหดยิ่งกว่า

            “เสี่ยวขวง คนผู้นี้ให้เจ้าเป็นคนสังหาร”

            มู่เฟิงกล่าวกับมู่ขวงขณะที่สายตาของเขายังคงชำเลืองมองไปทางชายวัยกลางที่กำลังกรีดร้อง

            “อ่า ข้า เอ่อ... พี่เฟิง ข้า...”

            มู่ขวงเกิดลังเลขึ้นมา ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยสังหารคนมาก่อน

            “ทำไม ไม่กล้ารึ?”

            มู่เฟิงเลิกคิ้ว

            “ไม่ ข้ากล้า!”

            มู่ขวงสูดลมหายใจเข้าปอด เผยให้เห็นท่าทีที่มุ่งมั่นของเขาสายตาของเขาจดจ้องไปยังชายวัยกลางคนที่นอนกลิ้งอยู่บนพื้นก่อนจะเริ่มขยับเข้าหาอีกฝ่ายพร้อมกับดาบในมือ

            “เจ้าหนุ่ม หากเจ้าสังหารข้า ต่อให้เหล่าจือผู้นี้กลายเป็นผี ก็จะไม่มีทางปล่อยเจ้าไป!”

            ชายผู้นั้นจ้องมองมู่ขวงด้วยดวงตาแดงก่ำพร้อมกับคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว เมื่อเห็นท่าทีชิงชังของอีกฝ่าย มือของมู่ขวงก็เกิดสั่นขึ้นมาด้วยความตกใจดาบที่ง้างขึ้นกลางอากาศพลันหยุดชะงักลงเช่นกัน

            “เขาเป็นเพียงคนชั่วช้าที่ทรยศหักหลังผู้อื่น สันดานดิบเลวร้ายยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานไม่มีสิ่งใดให้ต้องเกรงกลัว สังหารเขาซะ!”

            มู่เฟิงตะโกนเสียงดัง

            คำพูดนี้ทำให้หัวใจของมู่ขวงพลันสั่นสะท้านดวงตาของเขาวาวโรจน์ด้วยความอาฆาต ก่อนจะคำรามออกมาเสียงดัง “จงตายเสีย!”

            ชิ้ง!

            ดาบเล่มนั้นฟันลงมาอย่างดุดัน

            “ไม่…!”

            ฉัวะ!

            เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูด ศีรษะของชายผู้นั้นกลิ้งไปด้านข้างใบหน้าของอีกฝ่ายยังคงมีร่องรอยของความตื่นตระหนกและไม่เต็มใจ

            หลังจากสังหารคนผู้นี้ มู่ขวงถึงกับหอบหายใจออกมาอย่างหนักราวกับว่าเขาเพิ่งไปสู้รบมาเขาจ้องมองศพที่เปื้อนเลือดด้วยสายตามึนงง 

            มู่เฟิงถอนหายใจในตอนที่เขาลงมือสังหารคนครั้งแรกท่าทางของเขาก็เป็นเช่นนี้เด็กหนุ่มเดินเข้าไปตบบ่าของมู่ขวงและสวมกอดอีกฝ่ายเอาไว้

            “เสี่ยวขวง บนโลกใบนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่เจ้าต้องเผชิญการสังหารไม่ใช่เพื่อความสนุก แต่เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะพวกคนสารเลวเช่นนี้หากเจ้าไม่สังหารเขา ในอนาคตเขาจะทำสารพัดวิธีเพื่อสังหารเจ้าฉะนั้นเจ้าอย่าได้โทษพี่เฟิงเลย”

            มู่เฟิงตบหลังมู่ขวงขณะกล่าวคำพูดเหล่านี้

            “ข้าเข้าใจ เพียงแต่ในตอนที่สายตาของเขามองมายังข้า ทำให้ข้าลงมือไม่ลงอย่างไรเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน”

            เสียงของมู่ขวงฟังดูแผ่วเบา แม้เขาจะบ้าบิ่นและกล้าหาญแต่เขาก็มีจิตใจที่ดีและซื่อสัตย์ต่อตัวเอง

            “ข้ารู้ แต่มนุษย์เช่นนี้ยังเทียบอะไรกับสัตว์เดรัจฉานไม่ได้ด้วยซ้ำเจ้าอย่าได้กังวลไปเลย เจ้าล้างแค้นเพื่อสหายของเขา เราสังหารคนก็จริงแต่เราไม่ได้สังหารคนบริสุทธิ์ มีเพียงคนชั่วช้าเท่านั้นที่เราจะสังหารและเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด”

            มู่เฟิงมองไปยังร่างไร้วิญญาณ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “เลือดในร่างของเขายังมีมากพอเจ้าใช้มันเพื่อฝึกฝนเถอะ ข้าจะช่วยดูแลความปลอดภัยให้เอง”

            เมื่อมองไปยังร่างไร้ศีรษะ มู่ขวงทำได้เพียงกล่าวด้วยรอยยิ้มขื่น “พี่เฟิงท่านฝึกเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียวสักพัก”

            มู่เฟิงทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในอารมณ์ที่สับสนไม่สามารถฝืนตัวเองให้มีสมาธิได้ เขาจึงไม่บังคับอีกฝ่ายอีกเด็กหนุ่มนั่งขัดสมาธิลงด้านข้างของร่างไร้ศีรษะ ก่อนจะเริ่มทำการฝึกในทันที

            ภายในร่างของชายผู้นี้มีแก่นโลหิตห้าหยดหลังจากทำการกลั่นมันให้เป็นพลังเลือดแล้ว มู่เฟิงก็รีบดูดซึมมันเข้าไปในร่างในทันทีเพียงไม่นานเส้นโลหิตวิญญาณในจุดที่สิบของเขาก็ถูกควบแน่นขึ้นมาอย่างสมบูรณ์ขณะที่เส้นโลหิตวิญญาณในจุดที่สิบเอ็ดเองก็ควบแน่นขึ้นมาได้ถึงครึ่งหนึ่งแล้วเช่นกันทำให้ความแข็งแกร่งของเขาพัฒนาขึ้นอย่างมาก

            เวลานี้เด็กหนุ่มสามารถทะลวงผ่านเส้นลมปราณได้ถึงสิบจุดแล้วดังนั้นเขาจึงมีจุดลมปราณมากกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้าทั่วไปหนึ่งจุด แม้จะไม่รู้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใดแต่อย่างไรเขาก็คงแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับทงม่ายขั้นเก้ามากทีเดียว

     

    คล้ายกับเรื่องจุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】 ที่คุณอ่าน