ตอนที่ 65 ภารกิจแรก
ร่างของฟลอเทนาตอนนี้กลายเป็นศพอยู่แทบเท้าของเขาซึ่งกว่าเขาจะจัดการมันได้เหงื่อตกเหมือนกันเพราะฟลอเทนาก็ดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดชีวิต และด้วยความถึกทนของมันทำให้มันมีชีวิตอยู่ต่อได้นานขึ้นเล็กน้อย
“ต้องยอมรับว่าพวกแกสามตัวแข็งแกร่งมากเฮ้อ...”
ราดิชล้มตัวนั่งพิงร่างของฟลอเทนาสภาพเขาตอนนี้ก็สะบักสะบอมดูไม่จืดเหมือนกันเพราะการโจมตีของพวกมังกรนั้นรุนแรงมากฝืนโดนไปไม่กี่ทีก็ทำให้พลังชีวิตของเขาหมดลงอย่างง่ายดาย ถ้าไม่มีสกิลขันติเขาคงไม่เสี่ยงสู้กับพวกมันพร้อมกันสามตัวหรอก
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 89 เพิ่มเป็น LV 90
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล ร่างพริบตา LV 9 เพิ่มเป็น LV 10
-เงื่อนไขครบถ้วน สกิล ร่างพริบตา LV 10 พัฒนาเป็นสกิล ความเร็วฟ้าประทาน LV 1
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลความอึด LV 9 เพิ่มเป็น LV 10
-เงื่อนไขครบถ้วน สกิล ความอึด LV 10 พัฒนาเป็นสกิล ลาภฟ้า LV 1
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลพลังจิตขั้นสูง LV 1 เพิ่มเป็น LV 2
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 90 เพิ่มเป็น LV 91
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล พลังเวทโจมตี LV 3 เพิ่มเป็น LV 4
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเพิ่มพลังทะลุทะลวงขั้นสูง LV 1เพิ่มเป็น LV 2
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเคลื่อนที่ความเร็วสูง LV 2เพิ่มเป็น LV 3
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิล ควบคุมพลังเวทอย่างแม่นยำ LV 3 เพิ่มเป็น LV 4
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
-ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 91 เพิ่มเป็น LV 92
-เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด
-ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล ผู้กล้า LV 4 เพิ่มเป็น LV 5
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิล จอมมารLV 4 เพิ่มเป็น LV 5
-ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิล ฟื้นฟูHP ความเร็วสูง LV 7 เพิ่มเป็น LV 8
-ได้รับสกิลพ๊อยท์
“หนึ่งตัวได้หนึ่งเลเวลถือว่ายังใช้ได้อยู่ แต่สกิลอัพขึ้นมาเพียบเลย เฮ้อ......”
ราดิชทอดถอนใจเล็กน้อยเพราะหลังจากนี้ถ้าอยากจะอัพเลเวลก็จำเป็นต้องสังหารตัวที่แข็งแกร่งมากอย่างน้อยก็ต้องเก่งกว่าเจ้าพวกนี้เป็นอย่างน้อยจนกว่าจะไปถึงเลเวลเก้าสิบแปดที่จะเป็นข้อขวดแรกที่ยากมากก่อนถึงเลเวลเก้าสิบเก้า
และถ้าเลเวลเก้าสิบเก้าจะขึ้นหนึ่งร้อยล่ะก็บอกได้คำเดียวว่าต้องฆ่าอีกมากมายหลายเท่าเลยดังนั้นในช่วงเวลานี้ต่างหากคือการฝึกฝนที่แท้จริงถ้าต้องการไปให้ถึงจุดหมายก็ต้องฝึกฝนสกิลให้แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ไปอีก
เขาเก็บซากศพของพวกมันทั้งสามตัวก่อนจะกลับไปยังห้องที่มีไข่มังกรอยู่แน่นอนว่าพวกร่างสองนั้นต่างกลัวเขาจนถอยหนี แต่ก็ไม่ยอมออกห่างจากไข่พวกมันมองเขาด้วยแววตาอาฆาต แต่ก็ไม่มีตัวไหนกล้าเข้ามาโจมตีเพราะถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับรนหาที่ตายนั่นเอง
“ไม่ต้องกลัวหรอกข้าแค่จะคอยปกป้องจนกว่าพวกแกจะฟักออกมาจนครบ”
ราดิชพยายามบอกพวกมันดูเหมือนพวกมันจะเข้าใจที่เขาพูดหรือเปล่าก็ไม่ทราบ พวกมันเลิกส่งสายตาอาฆาตให้เขาและออกไปหาอาหารตามปกติ ส่วนเขาก็ยึดแถวนั้นเป็นที่ฝึกฝน
“ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกไข่ที่เหลือนี่คงไม่ได้ฟักแน่ ก็ดันไปฆ่าพ่อแม่ของพวกมันจนตายหมดแบบนี้เฮ้อ...”
เขาเองก็รู้สึกผิดที่ทำให้พวกมันไม่มีคนปกป้องแต่ถ้าเขาไม่ฆ่าพวกมัน ก็เป็นตัวเขาเองที่ต้องตายเช่นกันมันคือสัจธรรมของชีวิตที่ต้องยอมรับและก้าวข้ามมันไปให้ได้
เขาฝึกฝนเวทมนตร์และร่างกายอยู่แถวนั้นคอยเฝ้าระวังจนไข่เริ่มฟักทีละตัว เขาเอาเนื้อสัตว์อสูรที่เก็บไว้ให้พวกมันกินตอนแรกพวกไทแรนเดอร์ก็หวาดระแวง แต่ก็ยอมให้ไทแรนเดลตัวจิ๋วกินอาหารจากเขาได้
แน่นอนว่าเขาส่งพวกมันไปชั้นหนึ่งหลังจากเห็นว่าพวกมันน่าจะเอาตัวรอดได้ระหว่างนี้เขาฝึกฝนจนเวทห้วงมิติเลื่อนไปถึงเลเวลสิบ และเกิดผลเป็นสกิลเวทมิติซึ่งเขาก็ฝึกฝนจนเลื่อนไปถึงเลเวลแปดแล้ว
เดิมทีในสมัยก่อนเขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมิติอยู่แล้วดังนั้นการฝึกฝนใหม่ในครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด แถมยังฝึกส่องทางไกลจนไปถึงเลเวลเก้าเลยด้วยซึ่งสกิลนี้ในอนาคตมีความจำเป็นต้องใช้มากขึ้น
สกิลอื่นก็มีการพัฒนาขึ้นไปเหมือนกันอย่างเวทไฟเขาก็ใช้มันยิงใส่ตัวเองได้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้รับดาเมจจากไฟแต่กลับทำให้ค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นได้เสียอย่างนั้นเขายิงใส่จนเวทไฟเลื่อนไปเป็นเลเวลเก้าได้เลย
ส่วนสกิลสายสเตตัสหรือฟื้นฟูอาจจะยังไม่เพิ่มระดับขึ้นมาแต่ก็ฝึกฝนร่างกายและเก็บผลของการฝึกนั้นเอาไว้เมื่อถึงคราวต้องต่อสู้มันจะได้แสดงผลออกมาอย่างแน่นอน
ระหว่างนี้มีสัตว์อสูรหลายตัวแวะเวียนกันมาเพื่อจะกินไข่มังกรกันแน่นอนว่าพวกมันถูกเขาจัดการอย่างไม่ลังเลยเขาใช้พวกมันเก็บค่าความเชี่ยวชาญไปในตัว
กว่าไข่จะฟักออกมาจนครบก็ใช้เวลาไปหลายวันเมื่อไทแรนเดลตัวสุดท้ายถูกส่งไปยังชั้นหนึ่งด้วยเวทมิติเขาก็ไม่มีธุระกับที่นี่แล้ว เขาออกเดินทางต่อไป ปล่อยให้พวกมันได้ผจญภัยและเติบโตเพื่อรอวันกลายร่างเป็นมังกรอย่างแท้จริงต่อไป...
ศาสนจักรอาเซอุส
“ทีมที่ส่งไปไม่มีใครรอดเลยขอรับ”
นั่นคือคำพูดที่นักบุญชราคนนั้นแจ้งกับจัสตินที่เจ็ดที่ตอนนี้นั่งหมดแรงเหมือนจะแก่ลงไปอีกหลายปี
“มันเกิดอะไรขึ้นอีก...”
“ทีมที่ส่งไปขาดการติดต่อในวันนี้ขอรับทั้งที่เมื่อวานตอนเดินทางไปยังติดต่อได้อยู่ คนที่ส่งไปคราวนี้มีฝีมือดีและข้ายังให้คนที่ใช้งานสกิลโทรจิตได้ไปด้วยต่อให้ติดต่อด้วยอุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลไม่ได้แต่ยังไงก็ติดต่อทางโทรจิตได้แน่นอน”
นักบุญชราเองก็มีสีหน้าย่ำแย่เช่นกันคนที่ส่งไปนั้นเป็นมือดีคนสนิทของเขาทั้งสิ้นและยังมีคนที่ใช้งานสกิลโทรจิตได้ด้วย
สกิลโทรจิตไม่ได้ส่งเสริมการต่อสู้แต่มันสามารถใช้สื่อสารได้อย่างอิสระ เงื่อนไขคือต้องเคยเจอหน้าพูดคุยหรือรู้จักอีกฝ่ายก่อน แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องมีสกิลโทรจิตเหมือนกันด้วยถึงจะติดต่อสื่อสารพูดคุยกันได้ หรือถ้าไม่มีสกิลโทรจิตก็จะได้แต่รับฟังอีกฝ่ายที่มีสกิลนี้พูดอยู่ฝ่ายเดียว
ด้วยเงื่อนไขที่ยุ่งยากแบบนี้ประกอบกับสกิลนี้ฝึกฝนได้ยากมาก ทำให้คนไม่นิยมเรียนและฝึกฝนกันเว้นบางคนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้ก็จะฝึกฝนและได้รับการสนับสนุนจากศาสนจักรเป็นอย่างดีดังนั้นผู้ใช้โทรจิตเกือบทั้งหมดจึงสังกัดศาสนจักรกันทั้งนั้น
พวกเขาไม่ได้ทำงานกันล่าช้าเลยวันแรกทีมนักบุญเจมส์หายตัวไป วันที่สองพวกเขาก็สืบสวนและพบว่าถูกส่งไปป่านูเมลอสวันที่สามก็ส่งทีมไปค้นหาทว่าพอตกวันที่สี่ก็ไม่สามารถติดต่อทีมช่วยเหลือได้อีกเลย
ข้อสันนิฐานเพียงอย่างเดียวคือพวกเขาน่าจะเสียชีวิตกันหมดแล้วหรืออาจจะยังอยู่แต่ไม่สามารถตอบกลับการโทรจิตได้
“จะให้ส่งทีมเข้าไปอีกไหมขอรับ”
นักบุญชราเอ่ยถามขึ้นมาหลังเห็นจัสตินที่เจ็ดนิ่งไป
“ถ้าลองทีมมือดียังไม่รอดส่งไปเพิ่มก็คงไม่ต่างกัน เฮ้อ....”
จัสตินที่เจ็ดเอามือกุมขมับด้วยสีหน้าย่ำแย่เขารู้สึกเหนื่อยล้ามากตอนนี้ เพราะปัญหาหลายเรื่องต่างรุมล้อมเข้ามาแทบจะพร้อมกันขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีนักบุญร่างอ้วนใบหน้าหล่อเหลาเดินเข้ามาหา
“ท่านจัสตินข้าได้ข่าวว่าท่านนักบุญเจมส์หายตัวไปหรือขอรับ”
นักบุญปีเตอร์เอ่ยถามขึ้นขณะเดินมาถึงม้านั่งที่ทั้งสองคนอยู่
“อืม...”
จัสตินขานรับและชำเลืองมองอีกฝ่าย
“ข้าส่งทีมช่วยเหลือไปแล้วแต่ตอนนี้ขาดการติดต่อกับทั้งทีม กำลังปรึกษาท่านจัสตินอยู่ว่าจะทำยังไงกันต่อ”
นักบุญชราท่านนั้นตอบแทนจัสตินนักบุญผู้นี้คือนักบุญโธมัส เป็นคนที่สนิทกับจัสตินที่สุดเพราะทั้งคู่มาจากโบสถ์เดียวกันนั่นเอง
ปัจจุบันศาสนจักรอาเซอุสมีนักบุญรวมทั้งสิ้นสิบสองคนหรือก็คือผู้ที่มีฉายานักบุญ ที่พวกเขาจะก้าวขึ้นเป็นนักบุญแห่งศาสนจักรได้ในนี้รวมอาลิเซียอยู่ด้วย ในฐานะนักบุญที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
ถ้าตัดจัสตินที่เป็นพระสันตะปาปาเจมส์และอาลิเซียที่หายไป ยังมีอีกเก้าคนนับรวมโธมัสและปีเตอร์ด้วย
“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะขอรับนักบุญหายตัวไปถึงสองคน แถมคนหนึ่งเป็นนักบุญที่อายุน้อยที่สุดด้วยข้าว่าเราควรเรียกประชุมทุกท่านเพื่อช่วยกันหาทางออกนะขอรับ”
นักบุญปีเตอร์เสนอขึ้นมาเพราะเขาคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่
“เอาตามนั้นก็ได้เจ้าจัดการเรียกประชุมทุกมา ขอด่วนเลย”
จัสตินโบกมือให้ปีเตอร์ไปจัดการเขาเห็นว่าเรื่องนี้คงปิดไม่มิดอีก คงได้แต่หาทางช่วยเหลือเจมส์ก่อน
“ข้าจะรีบไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ขอรับ”
นักบุญปีเตอร์โค้งตัวและรีบไปทันที
“จะดีหรือขอรับ”
นักบุญโธมัสถามขึ้นด้วยความเป็นกังวล
“โธมัสอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแล้วตอนนี้ ถึงยังไงเรื่องที่พวกนั้นหายตัวไปก็ต้องเปิดเผยอยู่ดีตอนนี้เราให้พวกเขามาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าจะช่วยเหลือเจมส์กับอาลิเซียยังไง”
“ขอรับ”
ทั้งสองนั่งข้างกันและเงียบไม่พูดอะไรกันต่อจนกระทั่งผู้ติดตามทั้งสองมาแจ้งว่าการประชุมพร้อมแล้วพวกเขาจึงพากันไปยังห้องประชุมที่ปีเตอร์เตรียมไว้
ภายในห้องมีเหล่านักบุญรออยู่แล้วแปดคนรวมปีเตอร์อีกเจ็ดคนนั้นมีเป็นผู้หญิงสามคน หนึ่งคนเป็นหญิงชราวัยเดียวกับจัสตินอีกสองคนเป็นหญิงสาววัยเลยสามสิบมาแล้ว
อีกสี่คนเป็นผู้ชายประกอบด้วยชายชราสามคน อีกคนเป็นชายวัยสี่สิบกว่าเช่นเดียวกับปีเตอร์เมื่อทุกคนเห็นจัสตินเข้ามา ก็ลุกขึ้นทำความเคารพรอจนจัสตินนั่งลงที่หัวโต๊ะในตำแหน่งประธานแล้ว พวกเขาที่เหลือก็นั่งลง
“ทุกท่านคงจะทราบกันแล้วใช่ไหมว่าคณะของเจมส์ได้หายตัวไป”
จัสตินเปิดประเด็นขึ้นมา
“ข้าก็เพิ่งทราบจากปีเตอร์นี่แหละ”
นักบุญชราท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นมาตอนนี้ทุกคนเริ่มคุยกันแล้วว่าจะเอาไงดี
“โธมัสช่วยเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังหน่อย”
จัสตินหันไปทางโธมัสที่กำลังพยายามจับสีหน้าทุกคนอยู่
“ได้ขอรับ”
โธมัสรับคำสั่งและเริ่มเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดแต่ตัดเรื่องที่พวกเขาสงสัยปีเตอร์ออกไป รอจนเล่าจบทุกคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
“ข้าคิดว่าควรส่งทีมช่วยเหลือไปสมทบทันที”
“ข้าเองก็เห็นด้วย”
“แต่จะส่งใครไปล่ะขนาดทีมมือดีของท่านโธมัสยังไม่รอดเลย...”
“นั่นสิ...ส่งใครไปดี”
เหล่านักบุญต่างเสนอความเห็นกันวุ่นวายไปหมดแต่ส่วนใหญ่เสนอให้ส่งทีมช่วยเหลือไปอีก แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะส่งใครไป
“ทำไมเราไม่ส่งผู้กล้าไปล่ะยังไงอาลิเซียก็เป็นน้องสาวของผู้กล้านี่และนางก็จะต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นคู่หูของผู้กล้าอยู่แล้ว”
นักบุญหญิงท่านหนึ่งเสนอขึ้นมานางมีใบหน้าหมดจนแม้ไม่ได้สวยสง่า แต่ก็ให้ความรู้สึกงดงามเรียบง่าย รวมถึงน้ำเสียงไพเราะนั้นทำให้ดูน่าเลื่อมใสมากยิ่งขึ้นไปอีก
“แต่ท่านก็รู้ตอนนี้ผู้กล้าไปฝึกฝนอยู่ หลังถูกลอบสังหารตอนนั้น”
เรื่องที่ผู้กล้าโดนลอบสังหารนั้นถูกปิดเป็นความลับอยู่นาน คนที่ทราบเรื่องนี้มีแค่นักบุญไม่กี่ท่านและเพิ่งจะมีการเปิดเผยให้นักบุญคนอื่นทราบเมื่อไม่นานมานี้
“ก็แค่ไปตามกลับมาสิเวลาผ่านไปนานขนาดนั้น ป่านนี้ผู้กล้าน่าจะแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว”
นักบุญหญิงท่านเดิมยังคงอยากให้ผู้กล้ารับงานนี้
“แต่ผู้กล้ายังเป็นแค่หนุ่มน้อยอยู่เลยนะ”
“แต่เขาก็เป็นผู้กล้านะสมัยผู้กล้ารุ่นสิบห้าที่รับตำแหน่งตอนอายุสิบสอง ไม่เด็กยิ่งกว่านี้หรือไง”
“แต่..”
ตอนนี้เหล่านักบุญเริ่มโต้เถียงกันแล้วด้วยเหตุผลแค่ว่าควรส่งผู้กล้าไปดีหรือไม่ คนที่ยังเงียบอยู่มีแค่จัสตินโธมัสและปีเตอร์เท่านั้น
“ข้าคิดว่างานนี้ควรให้ผู้กล้าไปขอรับเพราะผู้กล้าคือความหวังของมนุษย์ชาติ เขามีพลังที่สามารถทำได้อย่างแน่นอน”
คราวนี้เป็นปีเตอร์ที่เสนอความเห็นขึ้นมาบ้างซึ่งนักบุญหลายท่านก็เห็นด้วย และตอนนี้พวกเขาต่างเงียบเสียงลงและพากันมองไปยังจัสตินเพื่อรอฟังความเห็นจากท่าน
“ถ้าอย่างนั้นเรามาลงมติกันว่าจะให้ผู้กล้าไปงานนี้หรือไม่”
จัสตินที่ฟังทุกคนมาตลอดรู้แล้วว่าเรื่องนี้มันเกินที่เขาจะควบคุมได้แล้วคงได้แต่หวังว่าผู้กล้าจะแข็งแกร่งมากพอ
และผลการลงมติก็ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้กล้าทำภารกิจนี้ปกติคนที่ได้รับตำแหน่งผู้กล้าแต่เด็กจะไม่ถูกเรียกให้ไปทำภารกิจอันตรายโดยเด็ดขาด จนกว่าจะเติบโตและแข็งแกร่งพอ
แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้างอย่างผู้กล้ารุ่นที่สิบห้าที่ได้รับตำแหน่งตั้งแต่อายุสิบสอง ทว่าผู้กล้าคนนี้ก็อายุสั้นเพราะเขาสิ้นชีพหลังจากนั้นก่อนจะอายุครบยี่สิบเสียอีกดังนั้นศาสนจักรจึงพยายามหลีกเลี่ยงการส่งผู้กล้าที่เยาว์วัยไปทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป
“เดี๋ยวข้าจะแจ้งไปทางเคเดมให้เขาตามตัวผู้กล้ามาที่นี่ทันที แต่อาจต้องใช้เวลาบ้างเพราะผู้กล้าอยู่ที่มหาวงกตไดดาลอส”
จัสตินบอกทุกคนและนั่นก็ทำให้พวกเขาต่างโต้เถียงกันอีกเพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่ามหาวงกตไดดาลอสเป็นที่แบบไหน และถ้าลงไปที่นั่นแล้วการจะกลับขึ้นมาย่อมต้องใช้เวลาแน่นอน
จัสตินติดต่อไปทางเคเดมและแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้โรนัลด์ทราบอีกฝ่ายตกใจมากที่ลูกสาวหายตัวไป แต่ก็ใจเย็นลงได้เพราะคาตันคอยปลอบพวกเขารับปากจะรีบติดต่อผู้กล้าให้รีบเดินทางไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด
ทุกคนต่างเฝ้ารอการมาของผู้กล้าแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ระหว่างนี้โธมัสก็ส่งทีมช่วยเหลือไปอีกเพราะอย่างไรกว่าผู้กล้าจะมาคงต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว
ช่วงสายวันนั้น
“ท่านสันตะปาปาเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ”
บาทหลวงหนุ่มคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาจัสตินที่กำลังให้อาหารนกอยู่ที่ลานหน้าวิหาร
“เอะอะไรกันมีเรื่องอะไร”
จัสตินหันไปทางบาทหลวงหนุ่มและเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าตกใจมาก
“ดะ..ดาบขอรับ”
“ดาบอะไร”
“ดาบศักดิ์สิทธิ์กลับมาแล้วขอรับ!!!”
“อะไรนะ!!!”
คราวนี้เป็นจัสตินที่เสียงดังยิ่งกว่าชายชราแทบจะเขย่าตัวบาทหลวงหนุ่ม
“ตอนข้าเข้าไปทำความสะอาดที่แท่นเก็บดาบก็พบดาบศักดิ์สิทธิ์ปักอยู่แล้วขอรับ”
“รีบพาข้าไปเร็วเร็วเข้า!!!”
จัสตินแทบจะระงับความตื่นเต้นไม่อยู่
“ขอรับ..ขอรับ”
บาทหลวงหนุ่มรีบพาจัสตินไปยังห้องที่มีแท่นประทับดาบศักดิ์สิทธิ์อยู่ทั้งสองแทบจะวิ่งไปโดยไม่สนคนอื่นด้วยซ้ำ สร้างความแตกตื่นไปทั่วเพราะไม่เคยมีใครเห็นท่านสันตะปาปามีกริยาแบบนี้มาก่อน
“กลับมาแล้วจริงๆ”
ภายในห้องนี้มีแท่นประทับตั้งอยู่และบนแท่นนั้นในตอนนี้มีดาบสีทองเล่มหนึ่งปักอยู่ มันมีลักษณะเป็นดาบยาวสองคมกั่นดาบยาวทำให้ดาบมีลักษณะเหมือนไม้กางเขนทว่าตัวดาบยามนี้กลับมีสนิมเกาะอยู่เต็มไปหมดแต่ก็ไม่อาจกลบกลิ่นอายแข็งแกร่งของมันได้เลย เรื่องนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วและเป็นที่กล่าวขานกันอย่างมาก ว่านี่คือนิมิตหมายอันดีที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง