Chronicles Of Radish : Record Of Pride (จักรวาลราดิช ภาค บันทึกจอมอหังการ)

    ตอนที่ 65 ภารกิจแรก

    ตอนที่ 65 ภารกิจแรก



                ร่างของฟลอเทนาตอนนี้กลายเป็นศพอยู่แทบเท้าของเขาซึ่งกว่าเขาจะจัดการมันได้เหงื่อตกเหมือนกันเพราะฟลอเทนาก็ดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดชีวิต และด้วยความถึกทนของมันทำให้มันมีชีวิตอยู่ต่อได้นานขึ้นเล็กน้อย

                “ต้องยอมรับว่าพวกแกสามตัวแข็งแกร่งมากเฮ้อ...”

                ราดิชล้มตัวนั่งพิงร่างของฟลอเทนาสภาพเขาตอนนี้ก็สะบักสะบอมดูไม่จืดเหมือนกันเพราะการโจมตีของพวกมังกรนั้นรุนแรงมากฝืนโดนไปไม่กี่ทีก็ทำให้พลังชีวิตของเขาหมดลงอย่างง่ายดาย ถ้าไม่มีสกิลขันติเขาคงไม่เสี่ยงสู้กับพวกมันพร้อมกันสามตัวหรอก

                -ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 89 เพิ่มเป็น LV 90

                    -เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด

                -ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น

                -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล ร่างพริบตา LV 9 เพิ่มเป็น LV 10

                    -เงื่อนไขครบถ้วน สกิล ร่างพริบตา LV 10 พัฒนาเป็นสกิล ความเร็วฟ้าประทาน LV 1

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลความอึด LV 9 เพิ่มเป็น LV 10

                    -เงื่อนไขครบถ้วน สกิล ความอึด LV 10 พัฒนาเป็นสกิล ลาภฟ้า LV 1

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลพลังจิตขั้นสูง LV 1 เพิ่มเป็น LV 2

                    -ได้รับสกิลพ๊อยท์

     

                -ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 90 เพิ่มเป็น LV 91

                    -เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด

                -ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น

                -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล พลังเวทโจมตี LV 3 เพิ่มเป็น LV 4

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเพิ่มพลังทะลุทะลวงขั้นสูง LV 1เพิ่มเป็น LV 2

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิลเคลื่อนที่ความเร็วสูง LV 2เพิ่มเป็น LV 3

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิล ควบคุมพลังเวทอย่างแม่นยำ LV 3 เพิ่มเป็น LV 4

                    -ได้รับสกิลพ๊อยท์

     

                -ค่าประสบการณ์ถึงระดับที่กำหนดLV 91 เพิ่มเป็น LV 92

                    -เพิ่มค่าพลังพื้นฐานทั้งหมด

                -ได้รับโบนัสค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้น

                -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับสกิล ผู้กล้า LV 4 เพิ่มเป็น LV 5

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิล จอมมารLV 4 เพิ่มเป็น LV 5

                    -ค่าความเชี่ยวชาญถึงระดับ สกิล ฟื้นฟูHP ความเร็วสูง LV 7 เพิ่มเป็น LV 8

                    -ได้รับสกิลพ๊อยท์

     

                “หนึ่งตัวได้หนึ่งเลเวลถือว่ายังใช้ได้อยู่ แต่สกิลอัพขึ้นมาเพียบเลย  เฮ้อ......”

                ราดิชทอดถอนใจเล็กน้อยเพราะหลังจากนี้ถ้าอยากจะอัพเลเวลก็จำเป็นต้องสังหารตัวที่แข็งแกร่งมากอย่างน้อยก็ต้องเก่งกว่าเจ้าพวกนี้เป็นอย่างน้อยจนกว่าจะไปถึงเลเวลเก้าสิบแปดที่จะเป็นข้อขวดแรกที่ยากมากก่อนถึงเลเวลเก้าสิบเก้า

                และถ้าเลเวลเก้าสิบเก้าจะขึ้นหนึ่งร้อยล่ะก็บอกได้คำเดียวว่าต้องฆ่าอีกมากมายหลายเท่าเลยดังนั้นในช่วงเวลานี้ต่างหากคือการฝึกฝนที่แท้จริงถ้าต้องการไปให้ถึงจุดหมายก็ต้องฝึกฝนสกิลให้แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ไปอีก

                เขาเก็บซากศพของพวกมันทั้งสามตัวก่อนจะกลับไปยังห้องที่มีไข่มังกรอยู่แน่นอนว่าพวกร่างสองนั้นต่างกลัวเขาจนถอยหนี แต่ก็ไม่ยอมออกห่างจากไข่พวกมันมองเขาด้วยแววตาอาฆาต แต่ก็ไม่มีตัวไหนกล้าเข้ามาโจมตีเพราะถ้าทำแบบนั้นก็เท่ากับรนหาที่ตายนั่นเอง

                “ไม่ต้องกลัวหรอกข้าแค่จะคอยปกป้องจนกว่าพวกแกจะฟักออกมาจนครบ”

                ราดิชพยายามบอกพวกมันดูเหมือนพวกมันจะเข้าใจที่เขาพูดหรือเปล่าก็ไม่ทราบ พวกมันเลิกส่งสายตาอาฆาตให้เขาและออกไปหาอาหารตามปกติ ส่วนเขาก็ยึดแถวนั้นเป็นที่ฝึกฝน

                “ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกไข่ที่เหลือนี่คงไม่ได้ฟักแน่ ก็ดันไปฆ่าพ่อแม่ของพวกมันจนตายหมดแบบนี้เฮ้อ...”

                เขาเองก็รู้สึกผิดที่ทำให้พวกมันไม่มีคนปกป้องแต่ถ้าเขาไม่ฆ่าพวกมัน ก็เป็นตัวเขาเองที่ต้องตายเช่นกันมันคือสัจธรรมของชีวิตที่ต้องยอมรับและก้าวข้ามมันไปให้ได้

     

                เขาฝึกฝนเวทมนตร์และร่างกายอยู่แถวนั้นคอยเฝ้าระวังจนไข่เริ่มฟักทีละตัว เขาเอาเนื้อสัตว์อสูรที่เก็บไว้ให้พวกมันกินตอนแรกพวกไทแรนเดอร์ก็หวาดระแวง แต่ก็ยอมให้ไทแรนเดลตัวจิ๋วกินอาหารจากเขาได้

                แน่นอนว่าเขาส่งพวกมันไปชั้นหนึ่งหลังจากเห็นว่าพวกมันน่าจะเอาตัวรอดได้ระหว่างนี้เขาฝึกฝนจนเวทห้วงมิติเลื่อนไปถึงเลเวลสิบ และเกิดผลเป็นสกิลเวทมิติซึ่งเขาก็ฝึกฝนจนเลื่อนไปถึงเลเวลแปดแล้ว

            เดิมทีในสมัยก่อนเขาก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมิติอยู่แล้วดังนั้นการฝึกฝนใหม่ในครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด แถมยังฝึกส่องทางไกลจนไปถึงเลเวลเก้าเลยด้วยซึ่งสกิลนี้ในอนาคตมีความจำเป็นต้องใช้มากขึ้น

                สกิลอื่นก็มีการพัฒนาขึ้นไปเหมือนกันอย่างเวทไฟเขาก็ใช้มันยิงใส่ตัวเองได้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้รับดาเมจจากไฟแต่กลับทำให้ค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นได้เสียอย่างนั้นเขายิงใส่จนเวทไฟเลื่อนไปเป็นเลเวลเก้าได้เลย

                ส่วนสกิลสายสเตตัสหรือฟื้นฟูอาจจะยังไม่เพิ่มระดับขึ้นมาแต่ก็ฝึกฝนร่างกายและเก็บผลของการฝึกนั้นเอาไว้เมื่อถึงคราวต้องต่อสู้มันจะได้แสดงผลออกมาอย่างแน่นอน

                ระหว่างนี้มีสัตว์อสูรหลายตัวแวะเวียนกันมาเพื่อจะกินไข่มังกรกันแน่นอนว่าพวกมันถูกเขาจัดการอย่างไม่ลังเลยเขาใช้พวกมันเก็บค่าความเชี่ยวชาญไปในตัว

                กว่าไข่จะฟักออกมาจนครบก็ใช้เวลาไปหลายวันเมื่อไทแรนเดลตัวสุดท้ายถูกส่งไปยังชั้นหนึ่งด้วยเวทมิติเขาก็ไม่มีธุระกับที่นี่แล้ว เขาออกเดินทางต่อไป ปล่อยให้พวกมันได้ผจญภัยและเติบโตเพื่อรอวันกลายร่างเป็นมังกรอย่างแท้จริงต่อไป...

     

     

    ศาสนจักรอาเซอุส

                “ทีมที่ส่งไปไม่มีใครรอดเลยขอรับ”

                นั่นคือคำพูดที่นักบุญชราคนนั้นแจ้งกับจัสตินที่เจ็ดที่ตอนนี้นั่งหมดแรงเหมือนจะแก่ลงไปอีกหลายปี

                “มันเกิดอะไรขึ้นอีก...”

                “ทีมที่ส่งไปขาดการติดต่อในวันนี้ขอรับทั้งที่เมื่อวานตอนเดินทางไปยังติดต่อได้อยู่ คนที่ส่งไปคราวนี้มีฝีมือดีและข้ายังให้คนที่ใช้งานสกิลโทรจิตได้ไปด้วยต่อให้ติดต่อด้วยอุปกรณ์เวทสื่อสารทางไกลไม่ได้แต่ยังไงก็ติดต่อทางโทรจิตได้แน่นอน”

                นักบุญชราเองก็มีสีหน้าย่ำแย่เช่นกันคนที่ส่งไปนั้นเป็นมือดีคนสนิทของเขาทั้งสิ้นและยังมีคนที่ใช้งานสกิลโทรจิตได้ด้วย

                สกิลโทรจิตไม่ได้ส่งเสริมการต่อสู้แต่มันสามารถใช้สื่อสารได้อย่างอิสระ เงื่อนไขคือต้องเคยเจอหน้าพูดคุยหรือรู้จักอีกฝ่ายก่อน แน่นอนว่าอีกฝ่ายต้องมีสกิลโทรจิตเหมือนกันด้วยถึงจะติดต่อสื่อสารพูดคุยกันได้ หรือถ้าไม่มีสกิลโทรจิตก็จะได้แต่รับฟังอีกฝ่ายที่มีสกิลนี้พูดอยู่ฝ่ายเดียว

                ด้วยเงื่อนไขที่ยุ่งยากแบบนี้ประกอบกับสกิลนี้ฝึกฝนได้ยากมาก ทำให้คนไม่นิยมเรียนและฝึกฝนกันเว้นบางคนที่มีพรสวรรค์ด้านนี้ก็จะฝึกฝนและได้รับการสนับสนุนจากศาสนจักรเป็นอย่างดีดังนั้นผู้ใช้โทรจิตเกือบทั้งหมดจึงสังกัดศาสนจักรกันทั้งนั้น

                พวกเขาไม่ได้ทำงานกันล่าช้าเลยวันแรกทีมนักบุญเจมส์หายตัวไป วันที่สองพวกเขาก็สืบสวนและพบว่าถูกส่งไปป่านูเมลอสวันที่สามก็ส่งทีมไปค้นหาทว่าพอตกวันที่สี่ก็ไม่สามารถติดต่อทีมช่วยเหลือได้อีกเลย

                ข้อสันนิฐานเพียงอย่างเดียวคือพวกเขาน่าจะเสียชีวิตกันหมดแล้วหรืออาจจะยังอยู่แต่ไม่สามารถตอบกลับการโทรจิตได้

                “จะให้ส่งทีมเข้าไปอีกไหมขอรับ”

                นักบุญชราเอ่ยถามขึ้นมาหลังเห็นจัสตินที่เจ็ดนิ่งไป

                “ถ้าลองทีมมือดียังไม่รอดส่งไปเพิ่มก็คงไม่ต่างกัน เฮ้อ....”

                จัสตินที่เจ็ดเอามือกุมขมับด้วยสีหน้าย่ำแย่เขารู้สึกเหนื่อยล้ามากตอนนี้ เพราะปัญหาหลายเรื่องต่างรุมล้อมเข้ามาแทบจะพร้อมกันขณะที่ทั้งสองคนกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีนักบุญร่างอ้วนใบหน้าหล่อเหลาเดินเข้ามาหา

                “ท่านจัสตินข้าได้ข่าวว่าท่านนักบุญเจมส์หายตัวไปหรือขอรับ”

                นักบุญปีเตอร์เอ่ยถามขึ้นขณะเดินมาถึงม้านั่งที่ทั้งสองคนอยู่

                “อืม...”

                จัสตินขานรับและชำเลืองมองอีกฝ่าย

                “ข้าส่งทีมช่วยเหลือไปแล้วแต่ตอนนี้ขาดการติดต่อกับทั้งทีม กำลังปรึกษาท่านจัสตินอยู่ว่าจะทำยังไงกันต่อ”

                นักบุญชราท่านนั้นตอบแทนจัสตินนักบุญผู้นี้คือนักบุญโธมัส เป็นคนที่สนิทกับจัสตินที่สุดเพราะทั้งคู่มาจากโบสถ์เดียวกันนั่นเอง

                ปัจจุบันศาสนจักรอาเซอุสมีนักบุญรวมทั้งสิ้นสิบสองคนหรือก็คือผู้ที่มีฉายานักบุญ ที่พวกเขาจะก้าวขึ้นเป็นนักบุญแห่งศาสนจักรได้ในนี้รวมอาลิเซียอยู่ด้วย ในฐานะนักบุญที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์

                ถ้าตัดจัสตินที่เป็นพระสันตะปาปาเจมส์และอาลิเซียที่หายไป ยังมีอีกเก้าคนนับรวมโธมัสและปีเตอร์ด้วย

                “เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากนะขอรับนักบุญหายตัวไปถึงสองคน แถมคนหนึ่งเป็นนักบุญที่อายุน้อยที่สุดด้วยข้าว่าเราควรเรียกประชุมทุกท่านเพื่อช่วยกันหาทางออกนะขอรับ”

                นักบุญปีเตอร์เสนอขึ้นมาเพราะเขาคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องใหญ่

                “เอาตามนั้นก็ได้เจ้าจัดการเรียกประชุมทุกมา ขอด่วนเลย”

                จัสตินโบกมือให้ปีเตอร์ไปจัดการเขาเห็นว่าเรื่องนี้คงปิดไม่มิดอีก คงได้แต่หาทางช่วยเหลือเจมส์ก่อน

                “ข้าจะรีบไปดำเนินการเดี๋ยวนี้ขอรับ”

                นักบุญปีเตอร์โค้งตัวและรีบไปทันที

                “จะดีหรือขอรับ”

                นักบุญโธมัสถามขึ้นด้วยความเป็นกังวล

                “โธมัสอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแล้วตอนนี้ ถึงยังไงเรื่องที่พวกนั้นหายตัวไปก็ต้องเปิดเผยอยู่ดีตอนนี้เราให้พวกเขามาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าจะช่วยเหลือเจมส์กับอาลิเซียยังไง”

                “ขอรับ”

                ทั้งสองนั่งข้างกันและเงียบไม่พูดอะไรกันต่อจนกระทั่งผู้ติดตามทั้งสองมาแจ้งว่าการประชุมพร้อมแล้วพวกเขาจึงพากันไปยังห้องประชุมที่ปีเตอร์เตรียมไว้

                ภายในห้องมีเหล่านักบุญรออยู่แล้วแปดคนรวมปีเตอร์อีกเจ็ดคนนั้นมีเป็นผู้หญิงสามคน หนึ่งคนเป็นหญิงชราวัยเดียวกับจัสตินอีกสองคนเป็นหญิงสาววัยเลยสามสิบมาแล้ว

                อีกสี่คนเป็นผู้ชายประกอบด้วยชายชราสามคน อีกคนเป็นชายวัยสี่สิบกว่าเช่นเดียวกับปีเตอร์เมื่อทุกคนเห็นจัสตินเข้ามา ก็ลุกขึ้นทำความเคารพรอจนจัสตินนั่งลงที่หัวโต๊ะในตำแหน่งประธานแล้ว พวกเขาที่เหลือก็นั่งลง

                “ทุกท่านคงจะทราบกันแล้วใช่ไหมว่าคณะของเจมส์ได้หายตัวไป”

                จัสตินเปิดประเด็นขึ้นมา

                “ข้าก็เพิ่งทราบจากปีเตอร์นี่แหละ”

                นักบุญชราท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นมาตอนนี้ทุกคนเริ่มคุยกันแล้วว่าจะเอาไงดี

                “โธมัสช่วยเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังหน่อย”

                จัสตินหันไปทางโธมัสที่กำลังพยายามจับสีหน้าทุกคนอยู่

                “ได้ขอรับ”

                โธมัสรับคำสั่งและเริ่มเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดแต่ตัดเรื่องที่พวกเขาสงสัยปีเตอร์ออกไป รอจนเล่าจบทุกคนก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป

                “ข้าคิดว่าควรส่งทีมช่วยเหลือไปสมทบทันที”

                “ข้าเองก็เห็นด้วย”

                “แต่จะส่งใครไปล่ะขนาดทีมมือดีของท่านโธมัสยังไม่รอดเลย...”

                “นั่นสิ...ส่งใครไปดี”

                เหล่านักบุญต่างเสนอความเห็นกันวุ่นวายไปหมดแต่ส่วนใหญ่เสนอให้ส่งทีมช่วยเหลือไปอีก แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะส่งใครไป

                “ทำไมเราไม่ส่งผู้กล้าไปล่ะยังไงอาลิเซียก็เป็นน้องสาวของผู้กล้านี่และนางก็จะต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นคู่หูของผู้กล้าอยู่แล้ว”

                นักบุญหญิงท่านหนึ่งเสนอขึ้นมานางมีใบหน้าหมดจนแม้ไม่ได้สวยสง่า แต่ก็ให้ความรู้สึกงดงามเรียบง่าย รวมถึงน้ำเสียงไพเราะนั้นทำให้ดูน่าเลื่อมใสมากยิ่งขึ้นไปอีก

                “แต่ท่านก็รู้ตอนนี้ผู้กล้าไปฝึกฝนอยู่ หลังถูกลอบสังหารตอนนั้น”

                เรื่องที่ผู้กล้าโดนลอบสังหารนั้นถูกปิดเป็นความลับอยู่นาน คนที่ทราบเรื่องนี้มีแค่นักบุญไม่กี่ท่านและเพิ่งจะมีการเปิดเผยให้นักบุญคนอื่นทราบเมื่อไม่นานมานี้

                “ก็แค่ไปตามกลับมาสิเวลาผ่านไปนานขนาดนั้น ป่านนี้ผู้กล้าน่าจะแข็งแกร่งขึ้นมากแล้ว”

                นักบุญหญิงท่านเดิมยังคงอยากให้ผู้กล้ารับงานนี้

                “แต่ผู้กล้ายังเป็นแค่หนุ่มน้อยอยู่เลยนะ”

                “แต่เขาก็เป็นผู้กล้านะสมัยผู้กล้ารุ่นสิบห้าที่รับตำแหน่งตอนอายุสิบสอง ไม่เด็กยิ่งกว่านี้หรือไง”

                “แต่..”

                ตอนนี้เหล่านักบุญเริ่มโต้เถียงกันแล้วด้วยเหตุผลแค่ว่าควรส่งผู้กล้าไปดีหรือไม่ คนที่ยังเงียบอยู่มีแค่จัสตินโธมัสและปีเตอร์เท่านั้น

                “ข้าคิดว่างานนี้ควรให้ผู้กล้าไปขอรับเพราะผู้กล้าคือความหวังของมนุษย์ชาติ เขามีพลังที่สามารถทำได้อย่างแน่นอน”

                คราวนี้เป็นปีเตอร์ที่เสนอความเห็นขึ้นมาบ้างซึ่งนักบุญหลายท่านก็เห็นด้วย และตอนนี้พวกเขาต่างเงียบเสียงลงและพากันมองไปยังจัสตินเพื่อรอฟังความเห็นจากท่าน

                “ถ้าอย่างนั้นเรามาลงมติกันว่าจะให้ผู้กล้าไปงานนี้หรือไม่”

                จัสตินที่ฟังทุกคนมาตลอดรู้แล้วว่าเรื่องนี้มันเกินที่เขาจะควบคุมได้แล้วคงได้แต่หวังว่าผู้กล้าจะแข็งแกร่งมากพอ

                และผลการลงมติก็ชัดเจนว่าเสียงส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้กล้าทำภารกิจนี้ปกติคนที่ได้รับตำแหน่งผู้กล้าแต่เด็กจะไม่ถูกเรียกให้ไปทำภารกิจอันตรายโดยเด็ดขาด จนกว่าจะเติบโตและแข็งแกร่งพอ

                แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้างอย่างผู้กล้ารุ่นที่สิบห้าที่ได้รับตำแหน่งตั้งแต่อายุสิบสอง ทว่าผู้กล้าคนนี้ก็อายุสั้นเพราะเขาสิ้นชีพหลังจากนั้นก่อนจะอายุครบยี่สิบเสียอีกดังนั้นศาสนจักรจึงพยายามหลีกเลี่ยงการส่งผู้กล้าที่เยาว์วัยไปทำอะไรที่เสี่ยงเกินไป

                “เดี๋ยวข้าจะแจ้งไปทางเคเดมให้เขาตามตัวผู้กล้ามาที่นี่ทันที แต่อาจต้องใช้เวลาบ้างเพราะผู้กล้าอยู่ที่มหาวงกตไดดาลอส”

                จัสตินบอกทุกคนและนั่นก็ทำให้พวกเขาต่างโต้เถียงกันอีกเพราะพวกเขาต่างรู้ดีว่ามหาวงกตไดดาลอสเป็นที่แบบไหน และถ้าลงไปที่นั่นแล้วการจะกลับขึ้นมาย่อมต้องใช้เวลาแน่นอน

                จัสตินติดต่อไปทางเคเดมและแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้โรนัลด์ทราบอีกฝ่ายตกใจมากที่ลูกสาวหายตัวไป แต่ก็ใจเย็นลงได้เพราะคาตันคอยปลอบพวกเขารับปากจะรีบติดต่อผู้กล้าให้รีบเดินทางไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด

                ทุกคนต่างเฝ้ารอการมาของผู้กล้าแต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ระหว่างนี้โธมัสก็ส่งทีมช่วยเหลือไปอีกเพราะอย่างไรกว่าผู้กล้าจะมาคงต้องใช้เวลาอีกนานทีเดียว

     

    ช่วงสายวันนั้น

                “ท่านสันตะปาปาเกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ”

                บาทหลวงหนุ่มคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาจัสตินที่กำลังให้อาหารนกอยู่ที่ลานหน้าวิหาร

                “เอะอะไรกันมีเรื่องอะไร”

                จัสตินหันไปทางบาทหลวงหนุ่มและเห็นอีกฝ่ายทำสีหน้าตกใจมาก

                “ดะ..ดาบขอรับ”

                “ดาบอะไร”

                “ดาบศักดิ์สิทธิ์กลับมาแล้วขอรับ!!!”

                “อะไรนะ!!!”

                คราวนี้เป็นจัสตินที่เสียงดังยิ่งกว่าชายชราแทบจะเขย่าตัวบาทหลวงหนุ่ม

                “ตอนข้าเข้าไปทำความสะอาดที่แท่นเก็บดาบก็พบดาบศักดิ์สิทธิ์ปักอยู่แล้วขอรับ”

                “รีบพาข้าไปเร็วเร็วเข้า!!!”

                จัสตินแทบจะระงับความตื่นเต้นไม่อยู่

                “ขอรับ..ขอรับ”

                บาทหลวงหนุ่มรีบพาจัสตินไปยังห้องที่มีแท่นประทับดาบศักดิ์สิทธิ์อยู่ทั้งสองแทบจะวิ่งไปโดยไม่สนคนอื่นด้วยซ้ำ สร้างความแตกตื่นไปทั่วเพราะไม่เคยมีใครเห็นท่านสันตะปาปามีกริยาแบบนี้มาก่อน

                “กลับมาแล้วจริงๆ”

                ภายในห้องนี้มีแท่นประทับตั้งอยู่และบนแท่นนั้นในตอนนี้มีดาบสีทองเล่มหนึ่งปักอยู่ มันมีลักษณะเป็นดาบยาวสองคมกั่นดาบยาวทำให้ดาบมีลักษณะเหมือนไม้กางเขนทว่าตัวดาบยามนี้กลับมีสนิมเกาะอยู่เต็มไปหมดแต่ก็ไม่อาจกลบกลิ่นอายแข็งแกร่งของมันได้เลย เรื่องนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วและเป็นที่กล่าวขานกันอย่างมาก ว่านี่คือนิมิตหมายอันดีที่กำลังจะเกิดขึ้นนั่นเอง

    คล้ายกับเรื่องChronicles Of Radish : Record Of Pride (จักรวาลราดิช ภาค บันทึกจอมอหังการ) ที่คุณอ่าน