ประตูเส้นทางโบราณ

    บทที่ 100 เอาชีวิตรอด (1)

    บทที่ 100 เอาชีวิตรอด (1)


       ‘โชคดีที่โครงกระดูกพวกนี้ไม่สามารถใช้สัมผัสรับรู้ได้ เฮ้ออ~’ สายฝนถอนหายใจอย่างโล่งอก ถ้าพวกโครงกระดูกสามารถใช้สัมผัสรับรู้ได้ ตัวเขาคงต้องลำบากกว่าเดิม


       ‘โครงกระดูกเข้ามาใกล้ฉันแล้วตัวหนึ่ง!’ สายฝนคิดขึ้นเมื่อตรวจสอบรอบข้างด้วยสัมผัสรับรู้ตนเอง หายใจเข้าลึกๆ กำดาบเพลิงโลกันตร์ในมือแน่น เข้าสู่สภาวะสงบนิ่ง


       แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก!


       โครงกระดูกค่อยๆเดินเข้าใกล้จุดที่สายฝนซ่อนตัวอยู่ เป็นตอนที่มันใกล้ถึงจุดที่เขาซ่อนตัว สายฝนโผล่ขึ้นออกจากที่ซ่อนกะทันหัน ไม่ทันให้โครงกระดูกป้องกัน ดาบเพลิงโลกันตร์ปลดปล่อยไฟขุมนรกอันรุนแรงออกมา


       วินาทีต่อมา ร่างกายโครงกระดูกพลันสลายหายไป จังหวะเดียวกันสายฝนรีบวิ่งไปยังบ้านอีกหลัง เขากระโดดผ่านหน้าต่างเข้าไปข้างใน หาที่ซ่อนตัวที่ใหม่ รอลอบโจมตีโครงกระดูกตัวถัดไป


       เสียงการปลดปล่อยเพลิงโลกันตร์ดึงดูดความสนใจของโครงกระดูกตัวอื่น พวกมันเดินมารวมตัวกันตรงจุดที่สายฝนเพิ่งฆ่าโครงกระดูกไป เดินวนเวียนอยู่ตรงจุดนั้นหลายวินาที สุดท้ายไม่พบสายฝน พวกมันก็แยกย้ายไปหาที่อื่น


       “แฮ่กๆ การปลดปล่อยเพลิงโลกันตร์เมื่อกี้มันกินแรงฉันเยอะเกินไป” สายฝนหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เมื่อครู่เขาได้ปลดปล่อยเพลิงโลกันตร์ที่รุนแรงที่สุดเท่าที่ดาบเพลิงโลกันตร์ในตอนนี้จะปลดปล่อยได้แล้ว เป็นโชคดี ถึงโครงกระดูกจะเป็นระดับหนึ่ง แต่มันก็ไม่ได้ฆ่ายากเท่ากับราชาวัวครึ่งปลาหรือหนอนโคตรยักษ์


       อาจเป็นเพราะโครงกระดูกมีพลังป้องกันตํ่ากว่าระดับหนึ่งและเพลิงโลกันตร์ความรุนแรงสูงสุดสามารถสังหารอันเดธได้อย่างง่ายๆ โครงกระดูกจึงสลายหายไปด้วยการใช้ความสามารถครั้งเดียว


       ‘พวกมันไม่ได้ฉลาดเท่าไหร่ ตราบใดที่ฉันไม่ได้สู้กับพวกมันตรงๆและคอยลอบสังหารทีละตัว บางทีฉันอาจสามารถผ่านแบบทดสอบของราตรีก็ได้’ ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่สายฝนก็ไม่ได้ผ่อนคลายแม้แต่น้อย หากผ่อนคลายเขาอาจต้องตาย ความตายเป็นสิ่งที่สายฝนกลัวที่สุด เขาจะไม่มีวันยอมตายตอนนี้เด็ดขาด


       “พักอีกครึ่งนาทีฉันก็น่าจะสามารถใช้เพลิงโลกันตร์ความรุนแรงสูงสุดได้อีกครั้ง” สายฝนพึมพำเบาๆกับตนเอง พร้อมกันนั้นก็ตรวจสอบรอบข้าง พวกโครงกระดูกยังไม่เข้าใกล้เขามากนัก ยังเหลือเวลาให้เขาพักอยู่

       แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก!


       เวลานั้นเรื่องน่าเหลือเชื่อพลันเกิดขึ้น โครงกระดูกทุกตัวปลดปล่อยออร่าความบ้าคลั่งและความกระหายเลือดออกมา เหนือเศษซากสิ่งก่อสร้างมากมายปรากฏวงแหวนขนาดใหญ่หลายชั้น เมื่อวงแหวนปรากฏ ดวงอาทิตย์ก็หายไปจากท้องฟ้า เปลี่ยนกลายเป็นพระจันทร์โลหิต


       ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น?’ เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น สายฝนก็ตกตะลึง จู่ๆทำไมถึงมีวงแหวนสีแดงสดคล้ายเลือดเกิดขึ้นบนท้องฟ้า? หรือนี่คือวงแหวนที่ผีเสื้อเทพธิดาราตรีสร้างขึ้นเพื่อทำให้แบบทดสอบยากกว่าก่อน?


       ‘ฉันไม่ได้ทำ! วงแหวนบนท้องฟ้าไม่ใช่ฉันที่สร้างขึ้น’ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีเหมือนจะรู้ความคิดสายฝน เธอรีบปฏิเสธ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีไม่ได้เป็นคนสร้างวงแหวนสีแดงเลือดขึ้นมาจริงๆ สิ่งมีชีวิตซึ่งสามารถสร้างวงแหวนเลือดได้ภายในมิติแห่งนี้ เธอนึกออกแค่ตนเดียว


       “แล้วใครทำล่ะ?” สายฝนถามเสียงเบา เขาไม่สามารถพูดเสียงดังได้ หากพูดเสียงดัง พวกโครงกระดูกจะได้ยินและมารวมตัวกันตรงที่เขาอยู่


       ผีเสื้อเทพธิดาราตรีไม่ตอบคำสายฝน เธอเงียบ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา สายฝนไม่อาจบังคับให้เธอตอบได้ เขาไม่มีความแข็งแกร่งพอจะบังคับระดับสิบสาม


       เงียบอยู่หลายวินาที ฉับพลันผีเสื้อเทพธิดาราตรีกล่าวขึ้นด้วยนํ้าเสียงจริงจัง ‘คล้ายกับว่าเจ้าจะไม่สามารถลอบโจมตีทีละตัวได้อีกแล้วล่ะ ข้าขอแนะนำ เจ้าควรวิ่งหนีออกนอกอาณาเขตวงแหวนเลือดให้เร็วที่สุด วิ่งอย่างเดียว พยายามไม่ต่อสู้’


       “อืม” แม้จะงงงงอยู่แต่สายฝนก็ทำตามที่ผีเสื้อเทพธิดาราตรีแนะนำ เขารีบวิ่งออกจากที่ซ่อน ขณะวิ่งก็พยายามหลบโครงกระดูก แปลกมาก! ไม่ว่าสายฝนจะหลบได้ดีแค่ไหน พวกโครงกระดูกกลับรู้ตำแหน่งของเขาตลอดเวลา


       ‘หรืออาจเป็นเพราะวงแหวนเลือดบนท้องฟ้า?’ สายฝนคาดเดาพลางวิ่ง สามวินาทีต่อมา เขาก็ต้องหยุดวิ่งอย่างไม่มีทางเลือก เป็นโครงกระดูกสามตัวกำลังขวางทางเขาอยู่ สายฝนต้องการวิ่งไปทิศทางอื่นแต่ปรากฏว่าเขากำลังโดนพวกโครงกระดูกล้อมรอบ


       “สุดท้ายแล้วมันก็เป็นแบบที่ฉันคิดจนได้!” สายฝนหัวเสีย ใครจะคาดคิดว่าแผนผ่านแบบทดสอบของเขาจะถูกขัดขวางโดยวงแหวนเลือดบนท้องฟ้า เป็นตอนนี้ที่สายฝนเข้าใจคำพูดผีเสื้อเทพธิดาราตรี ทำไมเธอถึงบอกให้เขาวิ่งน่ะหรือ? นั่นก็เพราะถ้าเขายังหลบอยู่ในสิ่งก่อสร้าง เขาจะโดนโครงกระดูกจำนวนมากล้อมและจะไม่มีทางหนี 


        ‘ตอนนี้ทางเดียวที่ฉันจะสามารถหลุดออกจากการล้อมรอบของโครงกระดูกได้คือการกระโดดขึ้นไปบนฟ้า แต่ฉันไม่อยากกระโดดไปบนฟ้าเท่าไหร่ ฉันควรลองสู้กับพวกนี้ก่อนดีมั้ย?’ มองโครงกระดูกจำนวนมากกำลังเคลื่อนที่เขาใกล้ สายฝนส่ายหัวกับความคิดลองสู้ทันที


       ‘บ้าเอ้ย!’ คิดเช่นนั้น สายฝนพลันเสริมแกร่งทั้งขาด้วยพลังออร่า ต่อจากนั้นก็เตะพื้นส่งตัวขึ้นสูง ก่อนที่ร่างเขาเขาจะตกลงบนหลังคาสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่ง สายฝนรีบลุกขึ้นและมองลงไปด้านล่าง เห็นโครงกระดูกจำนวนมากกำลังเดินมาทางสิ่งก่อสร้างที่เขาอยู่


       “เจ้าพวกนี้มันจะจัดการฉันที่อยู่ข้างบนได้ยังไง? คงไม่ใช่ว่าพวกมันสามารถกระโดดสูงเหมือนฉันได้หรอกนะ?” สายฝนพูดเบาๆกับตนเอง จับดาบเพลิงโลกันตร์แน่นยิ่งขึ้น เขาจะฟันดาบออกไปทันทีถ้ามีโครงกระดูกสามารถขึ้นมาบนหลังคาที่เขาอยู่ได้


       แกร็ก! แกร็ก! แกร็ก!


       เพราะท่าทางเดินแบบแปลกๆโครงกระดูกจึงถึงสิ่งก่อสร้างที่สายฝนอยู่ได้ด้วยความรวดเร็ว ผิดจากที่สายฝนคาด โครงกระดูกไม่ได้กระโดดขึ้นมาบนหลังคา พวกมันยืนมองเขาอยู่สองสามวินาที ต่อมาธนูพลังงานสีดำพลันปรากฏจากอากาศว่างเปล่า ตามด้วยลูกธนูพลังงาน


       ฟิ้ว~ ฟิ้ว~ ฟิ้ว~


       ลูกธนูจำนวนมากถูกยิงออกไป เป้าหมายพวกมันคือร่างสายฝน ความเร็วลูกธนูนั้นเร็ว กระทั่งสายตาระดับหนึ่งของสายฝนยังยากที่จะตามทัน ฉึก! ฉึก! ฉึก! มีลูกธนูสามดอกที่สายฝนไม่สามารถหลบพ้น


       “แม่ง! โคตรเจ็บ” สายฝนกัดริมฝีปากตัวเอง ภายในหนึ่งวินาที ลูกธนูที่ปักร่างกายเขาอยู่ก็ถูกดึงออก เลือดไหลออกจากบาดแผล เป็นผลให้เสื้อสายฝนเปรอะเปื้อน


       เปร้ง! เปร้ง! เปร้ง!


       ไม่ทันให้สายฝนได้พักหายใจ เหล่าโครงกระดูกก็ยิงลูกธนูใส่เขาอีกรอบ ร่างกายเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดาบเพลิงโลกันตร์ปัดป้องลูกธนูนับสิบดอก ขณะป้องกันก็ใช้สัมผัสรับรู้ตรวจสอบรอบข้าง


       ‘บ้านหลังข้างๆยังมีหลังคาอยู่ ฉันสามารถกระโดดไปหลังคาบ้านนั้นได้’ สิ่งก่อสร้างที่สายฝนอยู่หลังคาพังไปครึ่งหนึ่ง แรงของลูกธนูแต่ละดอกทำให้เขาต้องก้าวถอยหลัง หากสายฝนยังคงป้องกันลูกธนูจากพวกโครงกระดูกต่อไป เขาจะต้องตกลงไปข้างในสิ่งก่อสร้างแน่นอน


    ---


    จบบทที่ 100 เอาชีวิตรอด (1)


    คล้ายกับเรื่องประตูเส้นทางโบราณ ที่คุณอ่าน