ยามเช้าของอีกวันมาถึงแล้ว หิมะเริ่มต้นโปรยปรายลงมาอีกรอบหลังจากหยุดไปหนึ่งวัน อากาศเย็นจัดจนมือแดงก่ำ แต่ยังไงก็ละไปจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ได้ กู้เลี่ยงรุ่ยยกขวานขึ้นมาจามลงไปยังต้นไม้แห้งๆ เพื่อทำเป็เชื้อเพลิงกันหนาว เด็กน้อยสองคนยืนห่อตัวอยู่ภายในผ้าห่มผืนเก่า
อาจื่อโผล่ออกมาแค่หน้า ส่วนปันน่าใกล้จะเหมือนดักแด้เข้าไปทุกทีแล้ว มีเพียงดวงตากลมโตเท่านั้นที่โผล่ออกมา บางครั้งก็เหมือนยืนหลับ กู้เลี่ยงรุ่ยใช้มือยันต้นไม้ให้เอียง ก่อนจะโค่นล้มลงมากระแทกพื้นขาวโพลน พลางได้ยินเสียงปรบมืออย่างยินดีจากเด็กทั้งสองเป็กำลังใจให้ ก่อนที่กู้เลี่ยงรุ่ยจะลากต้นไม้ทั้งต้นกลับไป
ส่วนเด็กทั้งสองกระดึบตามมาอยู่ด้านหลังคล้ายตัวอะไรสักอย่างจนถึงกระท่อม วันนั้นทั้งวันกู้เลี่ยงรุ่ยยุ่งอยู่กับซ่อมกระท่อมซ่อมซ่อให้กันลมกันหิมะ เริ่มจากการขอแรงอาจื่อให้ช่วยจับกระไดยามที่ปีนขึ้นไปใช้หญ้าแห้งซ้อนทับเข้าไปในส่วนที่แตกหรือว่างโหว่ง เป็งานที่สิ้นเปลืองพลังอย่างมาก
ส่วน่บ่ายก็หาอุปกรณ์ไปตัดต้นไผ่มากั้นผนังให้ลมผ่านเข้ามาน้อยๆ หน่อย กลางคืนที่มีลมโกรกหนาวจนต้องงอตัวเป็กุ้ง หนาวจนปันน่านอนนิ่วหน้าและอาจื่อก็หน้าแตกผิวแตกเหมือนแผ่นดินยามหน้าแล้ง ทั้งสามไม่ออกไปไหนเลย ถ้าไม่จำเป็จริงๆ อย่างต้องออกไปตัดฟืนตักน้ำ ทั้งสามต่างหมกตัวอยู่ในกระท่อม
ทุกคืนก่อนจะนอนอาจื่อและปันน่าจะมานั่งอ้อนให้กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งเล่านิทานให้ฟัง ด้วยความที่กู้เลี่ยงรุ่ยไม่ใช่เ้าสำนักกู้ สิ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยเล่าจึงเป็นิทานสโนว์ไวท์บ้างล่ะ ซินเดอเรลล่าบ้างล่ะ ทว่าก็ดีที่เด็กทั้งสองไม่มีระแคะระคาย ต่างนอนฟังอย่างตั้งใจและมักจะตื่นเต้นขอให้เล่าคืนแล้วคืนเล่า ่เวลาเหล่านี้ผ่านไปอย่างเชื่องช้า กู้เลี่ยงรุ่ยเหมือนกลายเป็พี่เลี้ยงเด็กสองคน คนหนึ่งกินอาหารธรรมดา แต่อีกคนกินน้ำหวานจากดอกไม้สดๆ แต่ทั้งสามก็อยู่ร่วมกันได้เป็อย่างดี รอเวลาที่เด็กทั้งสองหลับกันหมดแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยจึงจุดตะเกียงแล้วเดินออกไปหาเศษฝ้ายจากไร่ของชาวบ้านที่ทิ้งไว้บ้าง ได้คืนละเล็กละน้อยแต่ก็ไม่มากพอที่จะเอามาบุใส่ชุดให้หนาขึ้นเพื่อกันหนาว กู้เลี่ยงรุ่ยยังคงเก็บต่อไปจนได้จำนวนมากพอ ใช้เวลาประมาณสองวันลองผิดลงถูกและสนเข็มปั่นด้ายอย่างมุ่งมั่นจนสามารถเย็บเสื้อกันหนาวจากฝ้ายออกมาได้สองตัว ตัวหนึ่งให้อาจื่อ ตัวหนึ่งให้ปันน่า โดยออกแบบให้ชุดของปันน่ามีหมวกคลุมศีรษะด้วยเพื่อจะได้ปกปิดใบหน้าได้
วันที่สี่แล้วที่ป๋อหยวนจากไป
การที่ไม่มีข่าวสารก็นับเป็ข่าวดีอย่างหนึ่ง เพราะนั้นหมายถึงว่าป๋อหยวนยังคงปลอดภัยและอาจจะเตรียมแผนการหลบหนีสำหรับคนทั้งสามอยู่
กู้เลี่ยงรุ่ยหลังจากฟื้นขึ้นมาหนนี้รู้สึกว่าอาการป่วยของตัวเองดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ แม้จะยังรู้สึกแปลบๆ เป็บางครั้ง โดยรวมแล้วไม่ได้ทรมานเหมือน่เวลาที่ผ่านมา กู้เลี่ยงรุ่ยคิดเองเออเองว่าที่เป็เช่นนี้เพราะอาจจะผูกิญญากับปันน่า การเพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากผูกิญญากับปันน่า เช่นแผลของกู้เลี่ยงรุ่ยหายเร็วเช่นเดียวกับปันน่า ก็นับเป็เื่ที่ดีมาก ่เวลาส่วนใหญ่นั้นกู้เลี่ยงรุ่ยจะทำงานจิปาถะทั่วไปเพื่อเอาตัวรอดไปในแต่ละวันอย่างยากลำบากในสภาพอากาศที่ยังคงเต็มไปด้วยหิมะ บางวันหิมะก็มากน้อยจนถมทับหลังคากระท่อมจนหนาเตอะ บางวันอากาศก็อุ่นขึ้นมาเล็กน้อย อย่างเช่นนี้วันนี้ กู้เลี่ยงรุ่ยที่ผูกเชือกเข้ากับข้อต่อสุดท้ายสำเร็จก่อให้เห็นว่ารองเท้าสเก็ตไม้ไผ่แบบประยุกต์ที่พอดีเท้าของเด็กสองคน ซึ่งทำหน้างงงันและตื่นเต้นกับของเล่นชิ้นใหม่ที่กู้เลี่ยงรุ่ยทำมาทั้งวันแบบมีเหตุผล
ในมืออาจื่อถือรองเท้า พลิกไปพลิกมาอย่างใคร่รู้ “พี่รุ่ย สิ่งนี้เอาไว้ทำอะไรหรือขอรับแล้วทำไมต้องทำเช่นนี้ด้วย”
“เื่นี้พี่จะอธิบายทีหลัง พวกเรามาที่ริมน้ำก่อน พี่จะสาธิตวิธีการใช้งานรองเท้าให้ดู ต้องจำให้ดีพี่จะโชว์ให้เห็นว่ารองเท้าสามารถเล่นสนุกได้อย่างไรบ้าง มาอาจื่อ เ้าก่อนเลยส่วนปันน่าเ้าคอยก่อน”
กู้เลี่ยงรุ่ยรูดชายเสื้อขึ้น ขยับมือเรียกอาจื่อก่อนจะยิ้มน้อยๆ ให้ปันน่าที่ดูไม่เข้าใจเช่นกัน
“ขอรับ” อาจื่อว่าง่ายก็เดินเข้ามาหากู้เลี่ยงรุ่ย ภายหลังจากสวมรองเท้าให้ทั้งตัวเองและอาจื่อแล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยก็ยื่นมือจับอาจื่อที่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับด้วยรู้สึกว่าพื้นใต้เท้าทั้งลื่นและไม่อาจจะขยับได้เลย “พี่รุ่ย สิ่งนี้ทำให้ข้ารู้สึกไม่ดีเลย สิ่งนี้ใช้ได้หรือขอรับ”
“สิ่งนี้ที่บ้านเกิดพี่เรียกว่ารองเท้าสเก็ต จะเอาไว้ไถเล่นไปบนลานน้ำแข็งเช่นนี้แหละ สิ่งสำคัญคือการทรงตัว หากว่าเ้าทั้งสองคนไม่อยากหกล้มหรือหงายหลังก็ต้องพยายามจดจำการเคลื่อนไหวของพี่ให้ดี ควบคุมกับทรงจำและจัดสมดุลของร่างกายและขา ต้องทำเหมือนกับว่ารองเท้ากับร่างกายเป็ส่วนเดียวกันแล้ว เช่นนี้”
กู้เลี่ยงรุ่ยลองสาธิตให้ดูเป็ตัวอย่างโดยการลองขยับขึ้นหน้าและถอยหลังอย่างช้าๆ อาจื่อและปันน่าปรบมือชมกันใหญ่ ยิ่งตอนที่กู้เลี่ยงรุ่ยไถออกไปไกลและหมุนวนกลับมาก็ยิ่งกรีดร้องกันอย่างชื่นชม จนกู้เลี่ยงรุ่ยรู้สึกเหมือนกลายเป็คนดังทั้งๆ ที่ฝีมือการสเก็ตของตัวเองนั้นไม่ค่อยดีนัก
“พี่รุ่ย ท่านช่างเก่งนัก สิ่งนี้เล่นเช่นนี้เองรึ” อาจื่อตื่นเต้น ลืมความหนาวเย็นไปชั่วครู่พลางหันไปสบตากับปันน่าและยิ้มให้กันอย่างซุกซน
“ข้า...อยากลอง” ปันน่าพูดอย่างเอียงอายก่อนจะยื่นมือมาให้กู้เลี่ยงรุ่ยจับ
ตอนนี้ทั้งสามจับมือกันเป็วงกลมน้อยๆ ขาของเด็กทั้งสองสั่นทั้งยังเองแต่มองเท้าจนกู้เลี่ยงรุ่ยต้องบอกห้ามมองทาง มองตรงไปข้างหน้าและค่อยๆ ออกตัวอย่างช้าๆ เดินหน้าก้าวหนึ่ง ถอยหลังก้าวหนึ่ง ระหว่างนั้นก็มีล้มลุกคุกคลานบ้างแต่ก็มีแต่เสียงหัวเราะและลุกขึ้นสู้ใหม่อีกหน จนแน่ใจว่าทั้งอาจื่อและปันน่าการทรงตัวไม่มีปัญหาแล้วก็แสร้งปล่อยมีจากเด็กทั้งสองและออกตัวไถสเก็ตไปไกลทั้งยังจงใจสเก็ตไปแบบถอยหลังและร้องเรียกให้เด็กทั้งสองตามมา
“ผู้ใดมาถึงตัวพี่รุ่ยก่อนผู้นั้นจะได้รับรางวัลเ้าแห่งไอสเก็ต เร็วเข้า รางวัลใหญ่มีเพียงรางวัลเดียวแล้วนะ”
“ข้าๆ ต้องเป็ข้าที่ได้รางวัล พี่ปันน่าท่านชนะข้าไม่ได้หรอก” อาจื่อว่าก่อนจะออกตัว เด็กน้อยไถรองเท้าสเก็ตมาอย่างสนุกสนานในขณะที่ปันน่าก็ไล่ตามมาติดๆ ด้วยท่วงท่าลื่นไหลและปราดเปรียวกว่า
ปันน่าใกล้จะแซงอาจื่อได้อยู่แล้วเชียวหากว่าไม่เห็นว่าอาจื่อสะดุดตัวและเกือบจะหงายหลัง จึงเอือมมือไปดันที่ด้านหลังเพื่อไม่ให้อาจื่อล้ม แต่อาจื่อที่กลับมาทรงตัวได้อีกครั้งก็หันมาแลบลิ้นใส่ปันน่าและเริ่มไถต่อไปจนถึงตัวกู้เลี่ยงรุ่ยก่อนได้ในที่สุด
ปันน่าหน้ามุ่ยเตรียมฟ้องกู้เลี่ยงรุ่ย “เ้าโกง”
“ข้าเปล่าสักหน่อย เมื่อกี้ลื่นไปจริงๆ นะ ดีที่พี่ปันน่ามาช่วยข้าไว้ได้ทันไม่งั้นอาจื่อคงหงายหลังไปแล้ว” ก่อนจะเงยหน้ามองกู้เลี่ยงรุ่ย “พี่รุ่ยอาจื่อมาถึงก่อน ได้รับรางวัลใหญ่ใช่หรือไม่”
“เ้ามาถึงก่อนก็จริงแต่พี่รุ่ยเห็นหมดแล้วว่าเ้าใช้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวตัดกำลังผู้อื่น เช่นนี้ไม่สมควรได้รางวัล แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว พี่รุ่ยจะทดสอบพวกเ้าอีกรอบ คราวนี้ไล่จับพี่รุ่ยให้ทันล่ะ”
กู้เลี่ยงรุ่ยพูดเสร็จก็เริ่มออกตัวสเก็ต อาจื่อและปันน่าไถตามาอย่างสนุกสนาน วางแผนล้อมจับและวิ่งไล่ไปทั่วทะเลสาบคืนวันที่จับตัวแข็งเป็ชั้นหนา เสียงหัวเราะเคล้าเสียงสายลมวี้ดวิ้วในอากาศ เล่นจนแทบหมดแรงก็พากันกลับกระท่อมและพูดคุยเื่การเล่นแปลกใหม่ในวันนี้จนหลับไปอีกวัน
พายุหิมะยังคงพัดกระหน่ำอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน หลังผ่านไปเจ็ดวันที่ป๋อหยวนยังไม่กลับมา เสบียงกรังที่เตรียมไว้ก็หมดลง กู้เลี่ยงรุ่ยนั้นไม่กินก็อดได้ แต่อาจื่อและปันน่าเป็เด็ก ทนหิวได้ไม่เท่าไหร่ทั้งยังดูน่าสงสารเกินไปที่จะให้เด็กสองคนต้องมาทนหิวในสภาพอากาศเลวร้ายแบบนี้ หลังจากรอให้ฟ้ามืดลงและกล่อมให้อาจื่อกับปันน่าที่เหมือนต้องจำศีลเข้านอนเรียบร้อย
กู้เลี่ยงรุ่ยก็อาศัยตะเกียงพร้อมกับชุดกันหนาวตัวบางออกไปนอกทะเลสาบเพื่อหาอาหาร อาหารของอาจื่อนั้นง่ายต่อการจัดหา แต่ของปันน่านั้นต้องเป็ดอกไม้ ซึ่งหาไม่ได้ง่ายๆ ใน่นี้ที่อากาศหนาวจัดนอกจากดอกอิงฮวาแล้วก็ไม่มีดอกไม้อื่นอีก กู้เลี่ยงรุ่ยต้องปีนขึ้นไปยังต้นไม้เพื่อเก็บดอกไม้ลงมาใส่ตะกร้า ต้องเก็บให้มากพอเพื่อให้เพียงพอต่อความ้าของปันน่าในระหว่างวันสองวัน ทว่าขากลับกู้เลี่ยงรุ่ยดันไปเห็นกลุ่มคนจากสำนักคุ้มภัยพยัคเมฆที่กำลังถือคบเพลิงออกมาลาดตระเวน กู้เลี่ยงรุ่ยหมอบลงไปบนเนินที่มีหิมะขาวโพลนปกคลุม
ในใจเต้นตึกตักเหมือนจะกระดอนออกมาจากหัวใจแล้ว คนกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณเจ็ดแปดคน ทั้งหมดเดินสำรวจหาไปตามพื้นที่ มีจังหวะหนึ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยเท้าลื่นไถลไปกับพื้น ก่อเกิดเสียงดังขึ้นครั้งหนึ่ง กลุ่มคนที่ประสาทหูดีเ่าั้หยุดเคลื่อนที่ลงในพลัน
“เมื่อครู่เสียงอะไร ผู้ใดได้ยินบ้าง”
คนที่เดินนำหน้าและยกมือห้ามเคลื่อนไหวคงเป็หัวหน้ากลุ่ม กู้เลี่ยงรุ่ยไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำ โชคดีที่มีคนผู้หนึ่งยกมือขึ้นอย่างเขินๆ และประกาศตัวว่าเป็ตน
“เรียนหัวหน้า พอดีเมื่อครู่ข้าเท้าลื่น อาจจะเป็เสียงของข้าเองขอรับ”
“เช่นนั้นก็แล้วไป ตั้งใจหาหน่อย เ้าสำนักตู้เจาะจงมาแล้วว่าพวกมันยังคงซ่อนตัวอยู่แถวทะเลสาบคืนวัน นี่หากว่าไม่มีเ้าคนใบ้คนนั้นมาก่อเื่ พวกเราคงจับเ้าเด็กปีศาจและเ้าสำนักตกอับแซ่กู้ได้ไปนานแล้ว”
“หัวหน้า แต่พวกเราวนหาแถวทะเลสาบมาหลายวันแล้วนะขอรับ อากาศหนาวขนาดนี้พวกมันคงต้องหาที่ซ่อนตัวแบบลับๆ แน่ ถ้าพวกมันซ่อนตัวอยู่แถวทะเลสาบจริงเกรงว่าคงต้องอยู่ในจุดที่ลับสายตาและมีสถานที่สามารถซ่อนตัวได้ด้วย หัวหน้าขอรับ หรือว่าพวกมันจะไปซ่อนตัวอยู่ตรงกระท่อมของชาวประมง”
“กระท่อมชาวประมงอะไร หรือจะเป็กระท่อมหลังนั้นของตำนานเหลวไหลของตำบลอู่เสวียน”
“ใช่แล้วขอรับ กระท่อมหลังนั้นแหละ ข้าเป็คนตำบลอู่เสวียนแต่กำเนิด ข้าพาไปได้ขอรับอยู่ไม่ไกลจากที่นี้แล้ว แค่เดินเท้าต่อไปอีกหน่อย ผ่านทุ่งไผ่ก็จะเจอแล้วขอรับ”
กู้เลี่ยงรุ่ยที่ฟังอยู่หัวใจหล่นตุบ เมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นกำลังจะเคลื่อนพลไปยังกระท่อมที่อาจื่อและปันน่านอนหลับอยู่ กู้เลี่ยงรุ่ยครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อเบี่ยงเบนไม่ให้คนเ่าั้ไปที่นั้นก็เห็นทีจะมีเพียงเขาต้องปรากฏตัวออกไปถึงจะสามารถทำให้คนพวกนี้เลิกสนใจกระท่อมได้ชั่วครู่ แต่หากจะพรวดพราดออกไปก็ตายหมู่ ทางที่ดีกู้เลี่ยงรุ่ยควรจะมีแผนรองรับที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเื่ผิดพลาด
กู้เลี่ยงรุ่ยหยิบมีดสั้นที่เหน็บไว้ก่อนจะกลั้นใจแล้วกรีดลงไปกลางฝ่ามือแล้วรีบพันด้วยผ้าเพื่อห้ามเื ที่ทำเช่นนี้ก็เพื่อส่งสัญญาณให้ปันน่าและอาจื่อรู้ตัวว่ากำลังจะมีเื่ร้ายเกิดขึ้น สองสามวันก่อนกู้เลี่ยงรุ่ยได้สอนสัญญาลักษณ์ของการสื่อสารให้เด็กสองคนนั้นแล้ว เผื่อจะมีเื่อะไรเกิดขึ้น ทั้งยังตกลงและคุยกับเื่เคลื่อนที่ทันทีว่าจะไปหลบซ่อนตรงไหนได้อีกบ้าง ดังนั้นสิ่งที่กู้เลี่ยงรุ่ยต้องทำต่อหลังจากนี้ก็คือล่อคนพวกนี้เพื่อถ่วงเวลาให้เด็กสองคนจัดการกระท่อมให้เอี่ยมเหมือนไม่เคยมีคนอยู่ และหนีไปยังอีกฟากของทะเลสาบคืนวันโดยอาศัยรองเท้าสเก็ตที่เคยเล่นกัน
ซ้ายมือของกู้เลี่ยงรุ่ยเป็หลุมดักสัตว์ที่นายพรานเคยขุดไว้ พอหิมะตกลงมาก็ปกคลุมปากหลุมจนมิด เื่นี้กู้เลี่ยงรุ่ยไม่รู้แต่เป็ปันน่าบอก เพราะเคยตกหลุมพรางกับดักสิ่งนี้เข้าให้ ดังนั้นเมื่อไหร่ก็ตามที่กู้เลี่ยงรุ่ยและเด็กทั้งสองออกมาเดินหาลู่ทางหรือแม้กระทั่งหาฟืน ปันน่าจะคอยระวังพวกกับดักให้ตลอด จนบริเวณแถบนี้ตรงไหนมีกับดัก ก็ล้วนรู้หมด
“เฮ้ พวกเ้า ข้าอยู่นี่”
“มันอยู่นั้น จับมัน!”
ตอนโพลงออกไปกู้เลี่ยงรุ่ยคิดไว้อยู่แล้วว่าพวกมันต้องสนใจและไล่ตามาแน่ๆ แต่ไม่คิดว่าจะได้ผลจริงๆ แบบเกินคาด คนทั้งเจ็ดแปดคนหันความสนใจกลับมาและพุ่งกระโจนมายังกู้เลี่ยงรุ่ยราวกับสัตว์ป่าผู้หิวกระหาย ไม่ทันระวังตกลงไปในกับดักสัตว์เกือบทั้งหมด จะมีก็แค่หัวหน้าและคนอีกสามสี่คนที่มีวรยุทธ์หน่อยรู้ตัวทันและเหินตัวหนี
“แน่จริงก็จับให้ได้สิไอ้พวกเวรเอ้ย” ขอด่าหน่อยเพื่อระบายอารมณ์ที่ต้องถูกไล่ล่าไม่เลิกรา กู้เลี่ยงรุ่ยวิ่งซอกแซกไปมาพลางคิดอย่างกระหยิ่มใจว่าพื้นที่แถวนี้ถูกกู้เลี่ยงรุ่ยสำรวจมาหมดแล้ว ทั้งยังรู้อีกด้วยว่าพื้นที่ตรงไหนมีที่ให้หลบซ่อน กู้เลี่ยงรุ่ยโยนของที่ถือในมือทิ้งก่อนจะคลานเข้าไปซ่อนยังช่องดินที่สามารถซ่อนได้ ช่องขนาดกลางเพียงพอให้ซ่อนได้คนเดียว กู้เลี่ยงรุ่ยควบคุมเสียงหายใจไม่ให้ดังเกินไปก่อนจะลอบฟังเสียงฝีเท้าที่วิ่งย้ำตามมาข้างหลังและหัวเสียเมื่อไม่เห็นกู้เลี่ยงรุ่ย
“ส่งสัญญาณหาเ้าสำนักตู้เดี๋ยวนี้ ส่วนเ้าไปทางนั้น ข้าจะไปทางนี้”
หลังสิ้นเสียงและพลุกระจ่างบนฟ้า เสียงย้ำเท้าห่างไกลไปเรื่อยๆ กู้เลี่ยงรุ่ยคลานออกมาจากที่ซ่อน ปัดเศษดินเศษทรายทิ้งอย่างลวกๆ ก่อนจะสับตีนผีวิ่งกลับกระท่อมอย่างรีบเร่งที่สุด ความรู้สึกตึงเครียดเมื่อเห็นว่าพลุสัญญาณจากอีกฟากได้ถูกจุดถึงกัน กู้เลี่ยงรุ่ยวิ่งไม่คิดชีวิตผ่านป่าไผ่ที่เคยเดินเล่นมาเป็สัปดาห์ กิ่งก้านที่ยื่นยาวเกี่ยวกับชุดและแขนจนได้รับาเ็ กู้เลี่ยงรุ่ยหาได้ใส่ใจ ตั้งหน้าตั้งตาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตจนมาถึงกระท่อมได้ในเวลาอันรวดเร็ว เห็นร่างเล็กๆ สองร่างโผล่ออกมาจากที่ซ่อนทันทีที่เห็นว่าเป็กู้เลี่ยงรุ่ยเช่นกัน เสื้อผ้ากันหนาวสวมอยู่บนตัว บนหลังสะพายของนิดหน่อย
“พวกเ้าเตรียมตัวหรือยัง ต้องหนีแล้ว”