บทที่ 15 เช็ดน้ำลายหน่อย (รีไรต์)
เื่โหดร้ายแบบนั้น เธอไม่ได้ทำเสียหน่อย
แต่น่าแปลกที่เมิ่งว่านถังไม่สามารถโต้กลับได้ ทำได้เพียงยอมรับไปทั้ง ๆ ที่ขัดใจ
“น้องสะใภ้ อยู่บ้านหรือเปล่า?”
เสียงของเหมียวอิ๋นฮวาไม่รู้เป็อะไร ถึงได้ะโดังปานนั้น
เมิ่งว่านถังลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว “ฉันจะออกไปดูข้องนอกว่าใครมา”
เธอลุกขึ้นยืนพลางก้าวเท้าออกไปอย่างคล่องแคล่ว เพิ่งออกไปจากบ้าน ก็ได้ยินเสียงโกวเซิงพูดจาไม่เกรงใจว่า “พ่อ เมื่อกี้แม่พูดแบบนั้นหมายความว่าให้พ่อต้มบะหมี่กินต่อได้ใช่ไหม? นี่ไม่เหมือนแม่เลย! แม่น่ะเป็คนที่ชอบแอบกินของอร่อยที่สุดในหมู่บ้านเลยนะ”
“ลู่ซุ่ยเหอ ห้ามพูดถึงแม่แบบนั้น ได้ยินไหม?” ลู่ชิงเหยี่ยตำหนิลูกชายด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
โกวเซิงยังไม่ยอมแพ้ “ผมก็แค่พูดความจริง คนข้างนอกเขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าแม่เป็คนแบบไหน”
“อยากโดนตีก้นรึไง? หรือว่าอยากกินเนื้อผัดกับไม้เรียวใช่ไหม?” ลู่ชิงเหยี่ยไม่ชอบที่ลูกพูดจาไร้มารยาท “ถึงแม่จะมีข้อเสียมากมาย แต่เขาก็เป็แม่ของลูก ก็ไม่ใช่เื่ที่เด็กอย่างลูกจะเอามาพูดได้ พูดครั้งแรกยังยกโทษให้ได้ ครั้งที่สองก็ยังตักเตือนได้ แต่ครั้งที่สามจะไม่มีการละเว้นอีก ต่อไปอย่าให้ได้ยินว่าพูดถึงแม่แบบนี้อีก
โกวเซิงไม่ได้ตั้งใจอยากจะพูดจริง ๆ เพียงแต่เขาเคยชินไปแล้วก็เท่านั้น
เมิ่งว่านถังเดินมาถึงข้างนอก เห็นเหมียวอิ๋นฮวา ถึงนึกขึ้นได้ว่าตัวเองต้องเขียนใบสั่งยาเพื่อให้เธอไปซื้อยา
“พี่สะใภ้ รอก่อนนะ เดี๋ยวฉันจะไปเขียนใบสั่งยาให้”
เหมียวอิ๋นฮวารีบเรียกเธอไว้ “เขียนอะไรกัน ไม่ต้องเขียนแล้ว วันนี้ฉันไม่ได้ปวดมากขนาดนั้น พรุ่งนี้ก็คงหายสนิทแล้ว ฉันมาถามเธอว่า พรุ่งนี้เธอสนใจไปตลาดกับฉันไหม?”
“ไปตลาด?”
เมิ่งว่านถังกะพริบตา
“ใช่แล้ว ไปตลาด เธอจะไปด้วยไหม?” เหมียวอิ๋นฮวายังคงปวดท้องอยู่ แต่ไม่รุนแรงเท่าเมื่อวาน ตอนนี้สีหน้าเธอก็ยัวไม่ค่อยดีนัก “สามีฉันเขาจะขับรถไปพรุ่งนี้ ฉันเลยมาถามเธอว่า อยากไปด้วยกันไหม”
“ไปกี่โมง?”
เมิ่งว่านถังอยากไปดูที่ตลาดว่ามีใครขายเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้าง
ถ้าซื้อกลับมาแล้ว ก็จะได้รีบปลูกแต่เนิ่น ๆ
ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเธอคนนี้ เธอก็ไม่รู้จะไปขอแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์จากใคร
“พวกเราจะออกเดินทางตอนตีห้า” เหมียวอิ๋นฮวานึกถึงเด็กสองคนที่ยังป่วยอยู่ จึงพูดว่า “แต่ถ้าเธอไม่สะดวก เธออยากได้อะไร เดี๋ยวฉันจะช่วยซื้อกลับมาให้ก็ได้นะ”
“ไข้ของเด็ก ๆ ลดลงแล้วค่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง พรุ่งนี้ฉันขอไปด้วย”
“งั้นก็ตกลง ตอนตีห้าฉันจะมารับนะ”
“ได้ค่ะ”
เมิ่งว่านถังเดินกลับเข้าไป เห็นต้นไม้สีเขียวชอุ่มอยู่ที่มุมกำแพง เมื่อวานไม่ได้สังเกต วันนี้มองดูถึงได้พบว่าที่แท้เป็ต้นกุยช่าย
กุยช่ายค่อนข้างอ่อน แต่กลับส่งกลิ่มหอมเป็พิเศษ
แป้งที่แลกมาเมื่อวานมีตั้งสี่สิบจิน ตอนนี้ยังเหลืออีกมาก อากาศร้อนแบบนี้ ถ้จะนึ่งซาลาเปาก็คงไม่ดีนัก อาจจะลองทำเป็เกี๊ยวซ่าแทน
ที่บ้านไม่มีเนื้อ แต่มีไข่
เ้าของร่างเดิมเป็คนแสนเกียจคร้าน ทั้งยังเ้าเล่ห์ และชอบกินเป็ที่สุด แม้บ้านจะไฟไหม้ก็ไม่อาจขัดขวางการซื้อของกินของเธอได้ ตอนนี้ที่บ้านมีกุ้งแห้ง สาหร่าย และขนมกระจุกกระจิกอยู่ไม่น้อย
ตอนนี้ยังกินเกี๊ยวไม่ได้ แต่เกี๊ยวไส้กุยช่ายไข่ สามารถทำให้เด็ก ๆ กินจนอิ่มท้องแทนได้
เมิ่งว่านถังไปที่ห้องเก็บของ แล้วหยิบเคียวออกมา
เก็บกุยช่ายมาพอประมาณ แล้วนั่งบนม้านั่งเล็ก ๆ ใต้ชายคาบ้าน
ลู่ชิงเหยี่ยถือชามออกมาล้าง เด็ก ๆ ก็เดินตามหลังมาด้วย
เมิ่งว่านถังโบกมือเรียกเด็ก ๆ ทั้งสาม “มานี่สิ มาช่วยแม่หน่อย เด็ดกุยช่ายเสร็จแล้ว ตอนเที่ยงแม่จะทำเกี๊ยวให้กิน”
“ทำเกี๊ยวเหรอ?” ปฏิกิริยาแรกของโกวเซิงคือไม่เชื่อ
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าแม่ของเขากลับตัวกลับใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว ก็ลังเลขึ้นมา
“แม่จะทำเกี๊ยวให้พวกเรากินจริง ๆ เหรอ?” โกวเซิงน้ำลายไหล พลางคิดว่าตัวเองโตมาขนาดนี้ กลับเคยกินเกี๊ยวเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“จริง”
เมิ่งว่านถังพูดเพียงคำเดียว จากนั้นก็ไม่พูดอะไรต่ออีก
แต่กลับเป็ว่าโกวเซิงเชื่อจริง ๆ
เขาวิ่งมาอย่างกระตือรือร้น ไม่ลืมที่จะหยิบม้านั่งมาสองตัว
โกวต้านไม่พูดอะไร จูงมือเสี่ยวพ่างเดินเข้ามาด้วย ให้เสี่ยวพ่างนั่งลงข้าง ๆ ส่วนตัวเองก็หยิบกุยช่ายขึ้นมา พลางสังเกตเมิ่งว่านถังอยู่พักหนึ่ง ถึงได้เริ่มเด็ดกุยช่ายอย่างเชื่องช้า แล้วค่อย ๆ วางไว้ตรงหน้าเมิ่งว่านถัง
เห็นเมิ่งว่านถังไม่พูดอะไร เขาก็รู้ว่าตัวเองทำถูกแล้ว จึงเริ่มเด็ดกุยช่ายอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
ความเร็วของเขาก็นับว่าเร็วพอสมควร
เมิ่งว่านถังเองก็ถือว่าเป็คนที่ทำงานเก่ง ส่วนโกวต้านก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย
ทั้ง ๆ ที่เด็กคนนี้ อายุเพียงแค่ 5-6 ขวบก็เท่านั้น
ลู่ชิงเหยี่ยล้างจานไปพลาง ฟังบทสนทนาของแม่ลูกคู่นี้ไปพลาง พบว่าเมิ่งว่านถังเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ทั้งยังไม่ได้รังเกียจเขาเหมือนเมื่อก่อน และยังยินดีที่จะดูแลเอาใจใส่ลูก แม้กระทั่งยอมทำอาหารให้พวกเด็ก ๆ กิน
เขาไม่รู้ว่าเธอจะแสดงละครเื่นี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ ในใจก็หวาดระแวง ไม่อยากให้เธอรู้เื่ที่เขาได้งานแล้ว
ลู่ชิงเหยี่ยกำลังคิดว่าจะพูดกับเมิ่งว่านถังอย่างไร ถึงจะไม่ให้แผนแตก
เขาวางชาม แล้วเดินมาช่วยเด็ดกุยช่าย
ขณะกำลังจะอ้าปากพูด เมิ่งว่านถังก็พูดแทรกขึ้นมาก่อน “จริงสิ พรุ่งนี้ฉันจะไปตลาด คุณมีอะไรอยากได้ไหม”
“ไม่มี”
“งั้นคุณอยู่บ้าน้ลี้ยงลูก ๆ นะ ฉันจะรีบกลับมา ถ้าคุณว่าง ๆ ก็ไปจัดการที่ดินหลังบ้าน พรุ่งนี้เอาเมล็ดพันธุ์ข้าวกับเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างไปปลูก ปีนี้น่าจะยังเก็บเกี่ยวข้าวกับข้าวฟ่างได้ทัน ไม่งั้นครอบครัวเราคงได้กินลมแทนข้าวแน่”
เมิ่งว่านถังนึกถึงหนี้สินที่บ้านติดค้างกับทีมผลิตในปีที่ผ่านมา ทั้งหมดล้วนต้องชำระด้วยเงินสด
ปีนี้ไม่มีเงิน คาดว่าต้องเป็หนี้หน่วยผลิตอีกเยอะแน่
พอคิดว่าพวกเขาจะต้องซื้ออาหารกินตลอดทั้งปี เมิ่งว่านถังก็รู้สึกแย่ไปหมด
ลู่ชิงเหยี่ยเห็นสีหน้าของเธอสลับไปมา ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“พรุ่งนี้ผมจะไปรายงานตัวที่ฟาร์ม ต้องไปไถดินที่หุบเขา อาจจะไม่ได้กลับมาสิบวันหรือครึ่งเดือน” ลู่ชิงเหยี่ยสังเกตเห็นดวงตาของเมิ่งว่านถังเป็ประกาย
“คุณไม่ได้บอกว่าจะรออีกสักพักเหรอ?” เมิ่งว่านถังค่อนข้างประหลาดใจ
อย่างที่คิด รถถึงเชิงเขา ย่อมมีทางไป
“ฉันก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้”
ลู่ชิงเหยี่ยคิดว่าพอกลับมาแล้ว ก็จะหย่ากับเมิ่งว่านถัง พอถึงตอนนั้นก็ค่อยส่งลูก ๆ ไปให้พ่อแม่เลี้ยง จากนั้นเขาก็จะได้ไปทำงานที่ตัวเมือง ตอนนั้นที่พูดถึงที่ฟาร์มกับเงินเดือน ก็เป็เพียงคำพูดลอย ๆ
เมิ่งว่านถังถาม “แล้วเดือนหนึ่งได้เท่าไหร่?”
“สามสิบแปดหยวน”
“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เมิ่งว่านถังใ
ก็จริงนะ เงินเดือนที่ดูเยอะในตอนนี้ พอผ่านไปสองปีหลังการปฏิรูปและเปิดประเทศก็คงจะไม่พอกินแล้ว ฮั่วตงเซิงรับ่ต่อฟาร์มเลี้ยงหมูของหมู่บ้าน ภายในปีเดียวก็กลายเป็เศรษฐีหมื่นหยวน
งานที่มั่นคงของลู่ชิงเหยี่ยในตอนนี้ ต่อไปในอนาคตก็คงจะไม่มั่นคงอีกต่อไป ทางฟาร์มจะค้างค่าแรง ชีวิตก็คงลำบากยิ่งกว่าเดิม
แบบนั้นจะไปสู้ชีวิตที่สุขสบายของครอบครัวเศรษฐีอย่างฮั่วตงเซิงได้ยังไง
ไม่แปลกใจเลยที่เ้าของร่างเดิมถึงได้ดิ้นรนขนาดนั้น
เมิ่งว่านถังอารมณ์ดี ตอนปรุงไส้เกี๊ยว จึงใส่ไข่ไก่ลงไปตั้งแปดฟอง
โกวเซิงกระซิบบอกโกวต้านเบา ๆ ว่า “พี่ แม่เหมือนคนโง่เลย! ใส่ไข่ลงไปตั้งห้าฟองแล้ว”
โกวต้านถามเขาว่า “นายไม่ชอบกินไข่เหรอ?”
“ชอบสิ ชอบมากเลยด้วย” โกวเซิงจ้องมองไข่เจียวจนน้ำลายสอ “พี่ เกี๊ยวไส้ไข่กุยช่ายรสชาติเป็ยังไงเหรอ?”
เขาโตมาขนาดนี้ ยังไม่เคยกินเลย
โกวต้านเองก็ไม่เคยกินเหมือนกัน “เดี๋ยวนายก็รู้เอง”
เสี่ยวพ่างถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยพูด ดูเหม่อลอยและเซ่อซ่า แต่พอนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็ก ดวงตากลมโตก็จ้องไข่เจียวในมือของเมิ่งว่านถังอย่างไม่วางตา จนตอนนี้ได้กินสมใจ
โกวเซิงอิจฉาแทบตาย
“ใครบอกว่าน้องสามโง่ ฉันจะต่อยให้ตายเลย! ไอ้เด็กนี่มันฉลาดจะตาย!”
โกวต้านมองโกวเซิง แล้วยกมือขึ้นเช็ดน้ำลายที่มุมปากให้เขา “น่าอายที่สุด”