ยามค่ำคืนในวังหลวงเงียบงันผิดปกติ ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยอยู่เหนือยอดตำหนัก ราวกับกำลังเฝ้ามองความลับที่กำลังจะเกิดขึ้น
ภายในตำหนักตะวันออก หลี่เหยียนยืนอยู่หน้าหน้าต่างไม้แกะสลัก มองออกไปยังท้องฟ้าอย่างครุ่นคิด
“ข้าไม่อาจปล่อยให้เ้าอยู่ในวังหลวงอีกต่อไป” เขาหันไปพูดกับหลี่เซ่าหนิงที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“แต่ข้าไม่อยากหนี...” เธอตอบเสียงเบา “ข้าไม่อยากให้ใครคิดว่าข้ากลัว”
“นี่ไม่ใช่การหนี” เขาสบตาเธอ “แต่เป็การถอยเพื่อรุก—ข้าจะพาเ้าไปยังหุบเขาหยุนหลง ที่นั่นไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ และข้าจะหาหลักฐานล้างมลทินให้เ้า”
หลี่เซ่าหนิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ข้าเชื่อท่าน”
คืนนั้น ทั้งสองออกเดินทางอย่างลับ ๆ โดยมีหน่วยเงาคอยคุ้มกันตลอดเส้นทาง
หุบเขาหยุนหลงตั้งอยู่ทางเหนือของวังหลวง เป็สถานที่ที่เคยใช้ฝึกทหารในอดีต แต่ถูกทิ้งร้างมานานเพราะหมอกหนาทึบที่ปกคลุมตลอดปี
เมื่อมาถึง ทั้งสองตั้งค่ายเล็ก ๆ ริมลำธารใสที่ไหลผ่านกลางหุบเขา
หลี่เหยียนก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว ใช้หินและไม้แห้งสร้างเตาอบแบบง่าย ๆ
“ท่านเคยทำเช่นนี้มาก่อนหรือ?” หลี่เซ่าหนิงถามขณะนั่งมองเขา
“ข้าเคยใช้ชีวิตในป่า ที่นั่นไม่มีตำหนัก ไม่มีขันที ไม่มีใครคอยปรนนิบัติ” เขายิ้มบาง “มีแต่ข้า กับภารกิจที่ต้องรอดให้ได้”
เธอมองเขาอย่างเงียบงัน “ข้าไม่เคยรู้จักองค์ชายเช่นนี้มาก่อนเลย”
“นั่นเพราะข้าไม่ใช่คนเดิม” เขาตอบเสียงเบา
หมอกเริ่มหนาขึ้นในยามดึก ล้อมรอบค่ายเล็ก ๆ ราวกับม่านลับที่ปกป้องพวกเขาจากโลกภายนอก
หลี่เซ่าหนิงนั่งข้างกองไฟ ดวงตาเธอสะท้อนแสงเปลวไฟอย่างอ่อนโยน
“ข้าเคยคิดว่า...ชีวิตข้าจะจบลงในวังหลวง ถูกใส่ร้าย ถูกลืมเลือน” เธอพูดเสียงแ่ “แต่ท่าน...ทำให้ข้ารู้สึกว่าข้ายังมีค่า”
หลี่เหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เ้ามีค่ามากกว่าที่เ้ารู้...เ้ามีสายตาเฉียบคม มีจิตใจเข้มแข็ง และมีความกล