Ethereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด

    93 ฆ่าไม่ได้

    “ อีก 10 นาทีเขาก็น่าจะฟื้นจากฤทธิ์ของยา ”


    เจ้าหน้าที่หญิงเก็บเอกสารทั้งหมด ไม่มีสิ่งใดจำเป็นต้องสอบสวนอีกต่อไป เหลือเพียงแค่ให้แอ็กเซลแสดงวิธีการรับมือกับอาชญากรหมายเลข 9 ออกมาเพียงเท่านี้ทุกอย่างก็จบลง


    เสียงพูดของเจ้าหน้าที่ปลุกแอ็กเซลให้กลับมาได้สติ เขากลับไม่ได้สะดุ้งตกใจตื่นหรือแสดงท่าทางใดออกมา ดวงตายังคงปิดสนิท ร่างกายไม่มีการกระตุกแต่อย่างใด ทุกอย่างยังคงเหมือนเขากำลังนอนหลับฝัน เพียงแต่ว่าสกิลดวงตารู้แจ้งกลับเปิดทำงาน มันคือสิ่งที่แอ็กเซลเรียกใช้งานตลอดเวลาเพราะอยากรู้ว่าหลังจากที่ตนเองไม่ได้สติจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่


    หลังจากที่ความทรงจำในช่วงที่เขาหมดสตินำออกมาฉาย ต่อให้เขาจะมองไม่เห็นสิ่งใดเพราะส่วนดวงตาถูกคลุมเอาไว้ด้วยหมวก เขากลับได้ยินเสียงของตนเองและเจ้าหน้าที่พูดคุยกัน ซึ่งมันมีช่วงเวลาที่เสียงเงียบหาย ไม่นานต่อจากนั้นก็มีการพูดคุยดังขึ้นอีก แอ็กเซลจึงรู้ได้ว่าช่วงที่เจ้าหน้าที่ปรึกษากันได้ใช้เครื่องมือบางอย่างปิดกั้นเสียงทำให้เขาได้ยินแค่เสียงตอบคำถามของตนเอง


    อาการไอดังขึ้นเล็กน้อย ไม่นานร่างที่นอนอยู่บนพื้นก็เริ่มลืมตาตื่นแล้วกวาดตามองดูทุกอย่างรอบๆตัว  สิ่งที่แอ็กเซลเห็นคือห้องเดิมที่เขาอยู่ก่อนหน้า เพียงแต่ว่าเก้าอี้และโต๊ะนำออกไปทั้งหมดแล้ว เก้าอี้ที่ใช้รมยาถูกนำออกไปเช่นเดียวกัน


    เจ้าหน้าที่ภายในห้องที่เห็นว่าแอ็กเซลได้สติแล้วพวกเขาไม่คิดปล่อยเวลาให้เสียเปล่าถามเข้าประเด็นในทันที


    “ การสอบสวนจบลงแล้ว ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ ”


    “ พวกคุณทำอะไรกับผมเนี่ย ” แอ็กเซลจับไปยังศีรษะ สกิลโกหกยังคงเปิดใช้งานอยู่ ถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถหลบเครื่องตรวจจับจากอีกฝ่ายที่เหมือนจะมีพลังมากกว่าสกิลก็ตามแอ็กเซลกลับใช้งานเพื่อให้ตนเองเสแสร้งแกล้งทำเนียนมากที่สุด


    “ มันคืออาการหลังจากถูกสอบสวน อีก 10 นาทีนายจะกลับมาเป็นปกติ เอาล่ะ มีบางอย่างที่เราต้องการจากนายเป็นอย่างสุดท้าย นายบอกว่าโจมตีอาชญากรหมายเลข 9 แล้ววิ่งหนีมาได้ ช่วยสาธิตสิ่งที่นายทำให้เราดูหน่อย ”


    “ ให้ผมใช้สกิลอย่างนั้นเหรอ ”


    “ ใช่ เราอยากเห็นสกิลที่นายใช้งาน ”


    แอ็กเซลยิงสกิลใส่เจ้าหน้าที่ที่ยกโล่ขึ้นมาป้องกันรอเอาไว้แล้ว หอกเพลิงและหอกสายฟ้าคือสิ่งที่เขาเรียกออกมาโจมตี ตามด้วยการใช้หอกน้ำแข็ง สามสกิลนี้คือเวทมนตร์ที่เขาใช้ในช่วงเริ่มต้น


    “ ตอนนั้นพลังโจมตีน่าจะน้อยกว่านี้เพราะผมเป็นระดับ 1 ดาว ”


    “ แล้วฝ่ามือของนายที่ซัดอาชญากรหมายเลข 9 นายใช้อะไรร่วมด้วย แค่ฝ่ามือธรรมดาของนายคงไม่สามารถกระแทกให้อาชญากรหมายเลข 9 แสดงอาการบาดเจ็บออกมาได้ ”


    แอ็กเซลแกล้งไม่รู้ว่าเขาถูกสอบสวนอะไรไปบ้าง จากนั้นเขาก็เริ่มวาดวงเวทใส่ลงไปบนฝ่ามือ ต่อให้อีกฝ่ายจะรู้ว่าเขาวาดวงเวทเช่นไร การจะลอกเลียนแบบกลับไม่สามารถทำได้เพราะภายในใจของเขาเก็บวงเวทส่วนหนึ่งเอาไว้เพื่อร่ายประกอบกับวงเวทที่แสดงออกมา


    “ มันคืออะไร ”


    “ สิ่งนี้คือสกิลของผมที่มีไว้ใช้ในการขัดขวางพลังงานศัตรู  แต่ต้องเป็นศัตรูที่บาดเจ็บหนักถึงจะใช้ได้ผลดี หากผมใช้งานกับพวกคุณไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากมัน ”


    “ ถ้าใช้กับหนึ่งในพวกเราสกิลมันจะทำงานอยู่ไหม ”


    “ ยังทำงานอยู่ แต่ก็สามารถถูกทำลายได้ง่ายๆเพราะมันมีไว้ใช้กับคนที่บาดเจ็บหนัก ”


    “ มันคือสกิลอะไร ”


    “ เวทขัดขวางพลังงานจากอาชีพจอมเวท ”


    เรื่องอาชีพที่ 2 ของเขาแอ็กเซลเชื่อว่าคนตรงหน้ารู้จักแล้วเพราะเจ้าหน้าที่จากฐานโนวาเขียนรายงานเกี่ยวกับพลังของเขาเพื่อขอรางวัลจากสหพันธ์ 


    เจ้าหน้าที่ชายถือโล่คนเดิมจึงเดินเข้ามาใกล้แอ็กเซลรอให้เขาซัดฝ่ามือเพื่อทดสอบ แอ็กเซลจึงตบฝ่ามือตนเองลงไปบนอกของอีกฝ่าย


    ด้วยแรงกระแทกของระดับ 4 ดาวเช่นเขาไม่สามารถทำสิ่งใดเจ้าหน้าที่ได้ แต่วงเวทที่เขาส่งเข้าไปกลับต่างกัน มันกำลังแตกตัวไปตามท่อพลังของเจ้าหน้าที่จนอีกฝ่ายแสดงรอยย่นกลางหน้าผากเพราะสิ่งที่แอ็กเซลส่งเข้ามากำลังกระจายไปตามท่อพลังจนเขาต้องรีบโคจรพลังเข้าต้าน


    ซึ่งการโคจรพลังกลับทำลายเวทที่ส่งเข้าไปในร่างได้เป็นอย่างดี เพียง 1 นาทีเวทที่แอ็กเซลส่งเข้าสู่ร่างกายก็ถูกทำลาย


    “ เป็นยังไง ”


    “ เป็นอย่างที่เขาอธิบาย สกิลของเขาใช้สำหรับขัดขวางการโคจรพลังคอสมิก ด้วยการส่งบางอย่างวิ่งไปตามท่อพลังงาน หากผมตกอยู่ในอาการบาดเจ็บสาหัสคงถูกมันเล่นงาน แต่ผมในสภาพตอนนี้ปกติ จึงสามารถดึงสมาธิมาใช้จัดการกับมันได้ ”


    “ ลองกับฉันได้ไหม ” เจ้าหน้าที่หญิงต้องการทดสอบสกิลของแอ็กเซล เขาจึงซัดฝ่ามือเข้ากลางหน้าอกของเธอแล้วมองดูอีกฝ่ายแสดงสีหน้า เวทที่แอ็กเซลซัดเข้ากลางหน้าอกกำลังแผ่กระจายไปตามท่อพลังงานด้วยความรวดเร็วจนเธอต้องนำสมาธิทั้งหมดออกมาทำลายพวกมัน  การดึงสมาธิมาใช้งานทำให้เธอเข้าใจสถานการณ์ของอาชญากรหมายเลข 9 ในช่วงเวลานั้น เขาที่มีอาการบาดเจ็บสาหัสคงตกใจกับสิ่งนี้ไม่น้อยจนต้องดึงสมาธิมาใช้จัดการ  ซึ่งการที่เขานำสมาธิมาใช้จัดการพลังที่กำลังวิ่งไปทั่วร่าง น่าจะทำให้บาดแผลปริแตกจนแอ็กเซลซื้อเวลาในการวิ่งหนีได้


    “ เอาล่ะ สุดท้าย ช่วยเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดซ้ำอีกครั้งแล้วเราจะไปส่งที่หน้าสถาบัน ”


    แอ็กเซลพูดเหตุการณ์ในวันที่เจอกับอาชญากรหมายเลข 9 เช่นเดิม โดยเขายังคงไม่ได้พูดถึงการรับศิษย์และอาจารย์เหมือนตอนที่ตนเองได้สติ การที่เขาไม่เอ่ยเรื่องนี้ออกมาก็เพราะว่าถ้าเขาพูด มันจะทำให้เจ้าหน้าที่เริ่มสอบสวนเขาใหม่ เรื่องศิษย์และอาจารย์แอ็กเซลเล่าออกมาในตอนที่เขาตกอยู่ในฤทธิ์ยา ถ้าเขาเล่าออกมาหมายความว่าตลอดเวลาที่เขารับยาเข้าสู่ร่าง ยาไม่ได้มีผลต่อเขาเลย


    “ เอาล่ะ ทั้งหมดตรงตามข้อมูลที่เราได้รับมา เราจะส่งนายกลับสถาบัน ”


    “ ว่าแต่เรียกผมมาทำไมเหรอครับ ”


    แอ็กเซลเป็นฝ่ายสอบถาม เขาอยากรู้เรื่องราวมากกว่านี้ เผื่อเจ้าหน้าที่จะยอมบอกรายละเอียดเพิ่มเติม เขารู้เพียงแค่ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในวันนี้เกี่ยวกับหมายเลข 9


    “ ตั้งแต่อาชญากรหมายเลข 9 เสียชีวิต เขาได้ใช้ทักษะลับบางอย่างในการแยกวิญญาณออกเป็น 9 ดวง ทางเราจึงพยายามตามหาวิญญาณนั้น นายคือหนึ่งในเป้าหมายที่ทางกองทัพจับตามอง เราจึงเรียกนายกลับมาสอบถามเผื่อจิตของอาชญากรหมายเลข 9 จะตื่นขึ้นมาแล้ว ”


    “ แล้วผมเป็นยังไงบ้างเหรอครับ ”


    “ สบายใจได้ ภายในร่างของนายไม่มีจิตของอาชญากรหมายเลข 9 ”   


    “ แล้วคนอื่นๆล่ะ ”


    “ ทางเราไม่สามารถบอกข้อมูลของคนอื่นให้ได้เพราะทุกคนได้รับสิทธิในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ”


    แอ็กเซลพยักหน้าให้เจ้าหน้าที่พลางแสดงท่าทางโล่งใจให้ทุกคนเห็น ราวกับว่าเขารู้สึกดีที่ตนเองไม่มีจิตของอาชญากรหมายเลข 9 อยู่ภายในร่าง   แอ็กเซลกลับยังไม่ได้รับแหวนเก็บของและโทรศัพท์คืน เขาจึงทำได้เพียงเดินตามเจ้าหน้าที่ขึ้นรถเพื่อไปส่งตนเองที่สถาบันโนวาไพร์ม ซึ่งการปกปิดข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทำให้เขารู้ว่าทางการยังไม่พบจิตของอาชญากรหมายเลข 9


    “ คุณเจ้าหน้าที่ครับ ผมขอถามบางอย่างหน่อยได้ไหม ”


    “ ว่ามาสิ ” ขณะที่รถวิ่งไปเรื่อยๆตามถนนมุ่งหน้าไปยังสถาบันโนวาไพร์ม แอ็กเซลเกิดความสงสัยว่าทางกองทัพหรือสหพันธ์จะจัดการอย่างไรกับคนที่มีจิตวิญญาณอาชญากรหมายเลข 9  เขารู้สึกได้ราวกับว่าการสอบสวนนี้จะยังไม่เสร็จสิ้น ทางการคงจะจับตามองเขาไปอีกสักระยะหนึ่ง เขาจึงต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนเอง


    “ จะเกิดอะไรขึ้นกับคนที่มีจิตวิญญาณของอาชญากรหมายเลข 9 ”


    “ ร้ายแรงที่สุด เขาคนนั้นจะถูกฆ่า รองลงมาคือขังคุก  เอาล่ะ เรามาถึงแล้ว ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ”


    แอ็กเซลยิ้มให้เจ้าหน้าที่แล้วรับแหวนเก็บของและโทรศัพท์ จากนั้นจึงเดินลงจากรถ ทันทีที่รถวิ่งจากไปแอ็กเซลสัมผัสได้ถึงสายตาของคนจำนวนมากหันมองตนเองที่ยืนอยู่หน้าทางเข้าสถาบัน  จากสายตาทั้งหมดของผู้คนที่มองมานั้น มันเต็มไปด้วยความวิตกและความรู้สึกหวาดกลัวต่อตัวของเขา ซึ่งมีแม้กระทั่งความรู้สึกโกรธแค้นชิงชัง ที่มากกว่าตอนที่เขาเป็นหัวขโมยแห่งแสง


    จากท่าทางของคนรอบข้าง แอ็กเซลจึงรู้ได้เลยว่ามีบางอย่างร้ายแรงเกิดขึ้นกับตนเอง เขาจึงติดต่อเพื่อนสนิทเพราะทุกอย่างชายคนนี้สามารถสรุปให้เขาฟังได้ในเวลาไม่ถึง 10 นาที


    ---------------------------------------------------------------


    “ ฉันไม่คิดว่านายจะมาทำงานนี้ด้วยตนเอง ”


    แซทเทิร์นมองไปยังชายร่างสูงสวมแว่นตาดำ เขาคือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหพันธ์ที่เข้าแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่พิเศษที่ถูกส่งมาสอบสวนผู้ใกล้ชิดกับอาชญากรหมายเลข 9


    “ ฉันก็ไม่คิดจะยุ่งหรอก แต่หลังจากเห็นรายชื่อคนที่เกี่ยวข้อง ถ้าฉันไม่เข้ามายุ่งมีหวังได้ตายแน่ๆ เอาเป็นว่าฉันสามารถยืดระยะเวลาในการจับตามองออกไปได้ 1 ปีเท่านั้น ในระหว่างนี้หวังว่านายจะตรวจสอบเป้าหมายทั้งหมดให้ดี  ข้อมูลภารกิจลับที่กระจายออกไป มันคงจะกระตุ้นให้คนที่มีจิตของอาชญากรหมายเลข 9 พัฒนาฝีมือแน่ๆ ไม่อย่างนั้นมันจะต้องถูกกำจัดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ”


    “ สหพันธ์ได้กำชับอะไรมาเป็นพิเศษไหม ”


    “ พวกเขายังคงมองว่าจิตของอาชญากรหมายเลข 9 ไม่ปลอดภัย จึงไม่ได้กำชับอะไร แต่ก็ขีดเส้นตายให้รีบๆหาอาชญากรระดับ 9 ให้ได้ภายใน 1 ปี ”


    “ แล้วถ้าหากว่ามันไม่ยอมเปิดเผยตัวออกมาล่ะ พวกเขาจะทำยังไง  ”


    “ นายเสียดายเด็กที่ชื่อแอ็กเซลใช่ไหม ”


    “ ใช่ เขาเป็นคนที่มี 2 อาชีพแล้วสกิลของเขายังเหมาะกับสงคราม ถ้าหากตำแหน่งที่ทหารบนดาวของเรารับดูแลได้เขาไปยืนอยู่ด้วย การต่อสู้จะง่ายดายยิ่งขึ้น ”


    “ ไม่ต้องห่วง  ไม่มีคำสั่งจากสหพันธ์ที่สามารฆ่าเขาได้ ยกเว้นว่าเขาจะถูกคนอื่นๆฆ่าตาย ”


    “ สหพันธ์ออกคำสั่งฆ่าเขาไม่ได้ หมายความว่ายังไง ”


    “ ในข้อมูลของเขาไม่มีการระบุบิดาใช่ไหม มีแต่มารดา ”


    “ ถูกต้อง เราตรวจสอบเขาแล้ว ตายายของเขาเป็นผู้อพยพที่ลงมาตั้งถิ่นฐานที่ดาวโนวา พลเมืองชั้น 2 จะไม่มีนามสกุลในฐานข้อมูล เราจึงไม่เห็นนามสกุลและรายชื่อพ่อของเขาเพราะข้อมูลของกลุ่มผู้อพยพไม่สามารถเก็บได้มากกว่านี้ ”


    “ งั้นฉันจะบอกอะไรให้ก็แล้วกัน นายอย่าไปบอกใครล่ะ ”


    ชายร่างสูงเข้ามากระซิบข้างหูของนายพลแซทเทิร์น เมื่อเขาได้ยินชื่อผู้เป็นพ่อบนใบหน้าก็เกิดความรู้สึกตื่นตระหนกในทันที อย่างไรก็ตามเขากลับไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่ใส่ชื่อผู้เป็นพ่อลงในข้อมูลของแอ็กเซล 


    “ นายกำลังสงสัยเกี่ยวกับการปกปิดข้อมูลใช่ไหม เป็นพ่อของเขาเองที่ไม่ยอมระบุชื่อเพื่อแสดงตนว่าเป็นบิดา นั่นก็เพราะว่าเขาแข็งแกร่งเกินไป ส่วนลูกชายไร้พลัง นายคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าทุกคนรู้ว่าแอ็กเซลเป็นลูกใคร ”


    นายพลแซทเทิร์นเข้าใจการตัดสินใจของครอบครัวแอ็กเซล พวกเขาปกปิดชื่อพ่อก็เพราะว่ามันจะนำมาซึ่งปัญหาที่จะวนเวียนเข้ามารอบตัวของลูกชาย การปกปิดข้อมูลจึงเป็นหนึ่งในทางออกที่ดีที่สุด


    อย่างไรก็ตามเขายังคงรู้สึกตกใจไม่หายเช่นเดิม เมื่อรู้ว่าคนที่แข็งแกร่งจนไม่กล้าเอ่ยชื่อ ลบตัวตนเพื่อมาใช้ชีวิตในดาวโนวาเป็นระยะๆกับลูกเมีย โดยที่เขาไม่ทันได้สังเกต.




    คล้ายกับเรื่องEthereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด ที่คุณอ่าน