เต็มเดือนเดินเรื่อยๆผ่านบ้านหลังน้อยใหญ่ไปจนเกือบถึงท้ายหมู่บ้าน ไม่ไกลจากบ้านของหญิงสาวนัก ก็มาถึงเรือนทรงไทยหลังใหญ่ดูแปลกแยกจากบ้านหลังอื่นๆ รอบบ้านมีต้นไม้นานาชนิดปลูกเรียงรายซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็ไม้มงคลตามความเชื่อเ้าของบ้าน
เต็มเดือนค่อยๆเดินขึ้นบันไดบ้านไป หล่อนยังจำได้ดีเมื่อสมัยยังเป็เด็กตัวเล็กๆหล่อนชอบวิ่งตึงตังเสียจนเ้าของบ้านเอ็ดตะโรยกใหญ่ เต็มเดือนยิ้มขำเดินไปชานเรือนที่ยื่นเป็ระเบียงออกไป ซึ่งมีหญิงสูงวัยนอนหลับตานิ่งอยู่บนเก้าอี้มาโยก หญิงสาวค่อยๆย่องเข้าไปตั้งใจจะไม่รบกวนให้อีกฝ่ายต้องตื่น
“มาแล้วหรอเดือน”
“ค่ะ” หญิงสาวว่าพลางส่งยิ้มให้อีกฝ่ายที่พึ่งเปิดเปลือกตาขึ้น
“วันนี้คุณหญิงอยากทานอะไรคะ”
“อืม แล้วแต่เราแล้วกัน อยากกินอะไรก็ทำมา ฉันกินได้หมดละ” หญิงสูงวัยว่าพลางลูบศีรษะอีกฝ่าย
“แขนเขียวๆ โดนเขาตีมาอีกแล้วหรือเรา”
“ไม่ตีค่ะ แต่หยิก” หญิงสาวว่า พลางยิ้มให้น้อยๆ
“ยิ้มอยู่ได้ ไม่เจ็บหรือไง”
“คุณป้าเคยบอกว่า อะฮึ่ม ...เวลาเจอคุณหญิงต้องยิ้มหวานๆ ถ้าแกไปบีบน้ำตาต่อหน้าท่านละ น่าดู!” หญิงสาวทำท่ากระซิบกระซาบสลับกับล้อเลียนท่าทางของโฉมสะคราญอย่างน่าหยิก หากแต่หญิงชรามองอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะว่า
“เอาเถอะ ไปทำอาหารเย็นได้แล้ว ฉันเริ่มหิวแล้วละ”
“ได้ค่ะ”
เต็มเดือนลุกขึ้นเดินลงบันไดไปเดินลัดใต้ถุนเรือน เปิดดูของสดของแห้งที่อัดแน่นอยู่เต็มตู้ จัดการเลือกของบางอย่างที่ใช้ได้ออกมา และคัดบางอย่างที่ทิ้งค้างอยู่ในตู้นานเกินไปออกทิ้งบ้าง ก่อนจะลงมือจับผัดจับปิ้งอย่างที่ทำที่บ้านนี้จนเคยชินมานานหลายปี
คุณโฉมมาขอกู้เงินจากคุณหญิงชวาลาที่ทุกคนรู้จักกันดีว่าเป็ผู้ดีเก่าร่ำรวย มีที่ดินทำตลาดกว้างขวางใหญ่โต หากแต่อยู่ตัวคนเดียวที่เรือนไทยโบราณหลังท้ายสุดของหมู่บ้าน ซึ่งคุณหญิงก็ให้หยิบยืมเงินจำนวนหลักล้านอย่างง่ายดาย นอกจากนี้ท่านยังเป็ผู้ให้การศึกษาบางส่วนแก่เด็กหญิงทั้งสี่ คือ กรวี กัลยา กุลปรียา และเต็มเดือนอีกด้วย
โดยมีข้อแม้แค่ต้องมีคนคอยมาดูแลท่านทุกๆวัน มานอนค้างด้วยในวันเสาร์- อาทิตย์ หรือตามแต่ที่ท่าน้า ซึ่งหน้าที่นั้นก็ตกเป็ของเต็มเดือนอย่างไม่ต้องสงสัย แม้จะนึกแปลกใจในการยื่นมือเข้ามาช่วยของหญิงชราคนนี้ หากแต่ไม่มีใครปฏิเสธน้ำใจจากท่าน คิดเอาว่าคงเป็คนแก่ใจบุญที่มีเงินเหลือ
เอาจริงๆแล้วงานที่ว่าไม่ได้หนักหนาสำหรับเต็มเดือนเลย เธอออกจะแปลกใจที่คุณหญิงชวาลาไม่ได้ใช้ให้เธอทำงานอะไรมากมายนัก มีแค่การทำกับข้าวกับงานบ้านเล็กๆน้อยๆเท่านั้น งานจริงๆของเต็มเดือนดูเหมือนจะเป็การมาอยู่เป็เพื่อนคุยให้กับหญิงชราเสียมากกว่า
“เห็นคราวก่อนบอกว่าเรียนปีนี้ปีสุดท้ายแล้วนี่ จะจบเมื่อไหร่ล่ะ” คุณหญิงชวาลาเอ่ยถามเมื่อเต็มเดือนเริ่มนำกับข้าวสองสามอย่างมาวางเรียงบนโต๊ะ
“อีกสองเดือนคะ”
“เร็วจริง วันก่อนยังเป็เด็กตัวกระเปี๊ยก เดี๋ยวเดียวก็จะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ถ้าพ่อแม่เราอยู่เขาก็คงดีใจนะ” หญิงชราว่าพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้มานั่ง เต็มเดือนรีบเข้าไปประคองอีกฝ่ายพานั่งลงที่โต๊ะอาหาร
เต็มเดือนยิ้มน้อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ข้างคุณหญิงชวาลา ท่านจะให้เต็มเดือนมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยทุกครั้ง อยู่ที่นี่คุณหญิงปฏิบัติกับหล่อนเสมอเหมือนเป็คนในครอบครัว เป็ลูกเป็หลานหาใช่เด็กรับใช้
คุณหญิงชวาลาคือผู้ที่อบรมสั่งสอนหล่อนมาั้แ่เด็ก หลายครั้งที่เด็กไร้ที่ยึดเหนี่ยวอย่างหล่อนเกือบจะออกนอกลู่นอกทาง แต่ท่านก็รั้งเธอไว้ได้ทุกครั้ง ดังนั้นสำหรับเต็มเดือนแล้ว คุณหญิงชวาลาจึงเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่หล่อนไว้วางใจ รักเคารพ และเทิดทูลอยู่เสมอในความรู้สึก
“แล้วทำไมวันนี้ถึงมาช้านัก”
“ถึงบ้านช้าค่ะ พอดี..” เต็มเดือนว่า แล้วนิ่งไป คล้ายคิดอะไรบางอย่าง ก่อนเอ่ยต่อ
“วันนี้ตอนที่เดินกลับบ้าน เดือนได้เจอคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ”
“ใคร?”
“เพื่อนสมัยเด็กค่ะ ...เป็เพื่อนคนแรก และคนเดียวเลยละมั้งคะ” หญิงสาวพยักหน้ารับกับตัวเอง เพราะั้แ่เล็กจนโตหล่อนต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วยทำให้ไม่ได้มีเวลาไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนในวัยเดียวกันนัก จะมีก็เพียงคบกันแค่ผิวเผินเท่านั้น
“แล้วไม่ดีหรือ ทำไมถึงทำหน้าประหลาดแบบนั้นละ”
“อืม... จะว่าดีใจก็พูดได้ไม่เต็มปากหรอกค่ะ”
“ทำไม เขาทำไม่ดีกับเราไว้หรือ”
“ก็ไม่หรอกค่ะ เขาก็แค่.. ไปเรียนต่อต่างประเทศ โดยที่ไม่บอกลาสักคำ” เต็มเดือนเอ่ยช้าๆ... น้ำเสียงแ่เบาหากแต่หนักแน่นนั้นราวกับกำลังตอกย้ำเื่ราวในอดีตอีกครั้ง…
‘3... 4... 5... จะไปแล้วน้า’
‘อย่าพึ่งนะ’
เด็กหญิงะโตอบ เท้าเล็กๆก้าวขึ้นบันไดอย่างทุลักทุเล เดินด้อมๆมองหาที่ที่พอจะเป็ที่ซ่อนได้ แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นประตูห้องหนึ่งที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย
‘มาแล้วนะ’
เด็กชายเอ่ยเสียงใส เสียงฝีเท้าเล็กๆเดินขึ้นบันไดมา เด็กหญิงเผลออุทานอย่างใ มองซ้ายขวา ก่อนจะหันหลังวิ่งกระหย่องกระแหย่งผ่านบานประตูที่เปิดแง้มไว้
เมื่อเข้ามาภายในห้องที่ค่อนข้างมืดทึบนั้น เสียงคล้ายคนกำลังร้องไห้ก็ดังขึ้นกระทบโสตประสาทแทบจะทันที เด็กหญิงหันมองตามเสียงอย่างแปลกใจ ด้วยความอยากรู้จึงเดินตามเสียงไปอย่างลืมตัว
ภาพตรงหน้าคือหญิงสาวร่างบางที่กำลังนอนถอนสะอื้นอยู่บนพื้น เืสีแดงฉานอาบไปทั่วบริเวณ เด็กหญิงเบิกตาโพล่งอย่างใ จำได้ว่าคนตรงหน้าคือคุณน้าทักษพร น้าสาวของเด็กชายวี
‘คุณน้า...’
‘ฮึก ฮือ... เจ็บเหลือเกิน’
‘คุณน้าเป็อะไรคะ’ เต็มเดือนถามเสียงแ่ ใจเด็กน้อยทั้งสั่น ทั้งกลัวกับภาพตรงหน้าอย่างบอกไม่ถูก
‘...’
ไม่มีเสียงตอบรับจากหญิงสาวตรงหน้า ด้วยความกลัวเด็กหญิงตัดสินใจหันหลังทำท่าจะวิ่งออกจากห้องไป หากแต่มือเรียวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเืเอื้อมมาคว้าต้นแขนของหล่อนไว้เสียก่อน เต็มเดือนเสียหลักหงายหลังล้มลง มืออีกฝ่ายตะปบเข้าที่ข้างเอวเด็กหญิง เมื่อหันมาก็พบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายห่างออกไปเพียงแค่คืบ
‘หนูน้อย’
‘คะ...’
‘หนูก็น่าสงสาร’ หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็ป
‘ถ้าโตขึ้น เธอก็คงไม่ต่างจากฉัน... เพราะอย่างนั้น’
‘...’
‘อย่ามีชีวิตอยู่ต่ออีกเลย!’
‘กรี๊ดดดดดด’
หลังจากนั้นภาพทุกอย่างก็ดับวูบไป... เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองกลับมาที่บ้านเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าถมึงทึงของโฉมสะคราญจดจ้องมาที่เด็กหญิงอยู่ก่อนแล้ว
‘แกไปที่นั่นได้ยังไง’
‘คะ?’
‘อีโง่! ฉันถามว่าแกไปที่บ้านเ้าสัวได้ยังไง แถมยังไปอยู่ในห้องนั้นอีก!’ เสียงแหลมตวาดแหวขึ้นอย่างสุดทน มือเหี่ยวๆของผู้เป็ป้าจิกลงบนเนื้อเต็มเดือนอย่างไร้ความปราณี พร้อมกับเขย่าร่างเล็กๆของเด็กหญิงจนหัวสั่นหัวคลอน
‘แกเห็นอะไร นังนั่นมันบอกอะไรแกบ้าง!’
‘ไม่รู้... เดือนไม่รู้’ เด็กหญิงปฏิเสธเสียงสั่น น้ำตาใสๆไหลอาบแก้มทั้งสองข้างด้วยความหวาดกลัว ยิ่งนึกย้อนไปถึงภาพก่อนหน้าน้ำตาก็ยิ่งพลั่งพรูราวกับเขื่อนแตก
‘แต่ฉันเห็นแกอยู่ที่นั่น อยู่ในห้องนั้น!’ โฉมสะคราญตวาดอย่างระงับอารมณ์ไม่อยู่ยิ่งเห็นอีกฝ่ายร้องไห้สะอึกสะอื้นก็ยิ่งหงุดหงิด ...ทั้งที่หล่อนตั้งใจจะไปคุยกับทักษพร เพื่อนของหล่อนให้รู้เื่ แต่ทำไมเื่ถึงกลับเป็แบบนี้ไปได้!
‘เงียบ! แล้วตอบ จะร้องไห้หาพระแสงอะไรของแก’
‘คะ คุณน้าร้องไห้... ฮึก ไม่ได้พูด คุณน้า มะ ไม่ได้พูด’
‘อย่าคิดโกหกฉันนะ’ ผู้เป็ป้าว่าพลางหรี่ตามอง เด็กหญิงพยักหน้ารับเร็วๆ
‘แล้วแกไปเป็เพื่อนกับเด็กบ้านนั้นได้ยังไง’
‘...’
‘คนที่บ้านนั้นบอกว่าแกไปเล่นที่นั่นหลายหนแล้ว มันจริงใช่มั้ย’ โฉมสะคราญว่า พร้อมกับบิดเนื้ออ่อนๆนั้นอย่างไม่สบอารมณ์
‘...ค่ะ’
‘ฉันอนุญาตแกตอนไหน ฮึ!’ ว่าจบก็เหวี่ยงร่างเล็กๆนั้นลงบนพื้นเต็มแรง เสียงเนื้อกระทบพื้นดังลั่น เรียกให้เด็กหญิงสองคนวิ่งมาตามเสียง ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้าเด็กหญิงที่โตกว่าก็ถอนใจแรงๆ
‘ว่าละ...’
เด็กหญิงอีกคนที่วิ่งมาถึงเกือบจะพร้อมๆกัน ยืนแอบอยู่ด้านหลังผู้เป็พี่ ยื่นหน้าออกมามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น
‘ต่อไปอย่าสะเออะไปยุ่งกับเขาอีก น้ำหน้าอย่างแกมันไม่สมควรจะไปคบค้าสมาคมกับเขา จำไว้!’
โฉมสะคราญใช้นิ้วชี้ดันแรงๆลงบนศีรษะของเด็กหญิง จนหัวเล็กๆนั้นหงายไปด้านหลัง พอตั้งหลักได้เต็มเดือนก็รีบพยักหน้าหงึกหงักโดยไม่กล้าเงยหน้ามองอีกฝ่าย หญิงสูงวัยจ้องเด็กหญิงอีกครู่หนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าก้าวฉับๆออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
เด็กหญิงคนโตที่ยืนมองเหตุการณ์อยู่ก่อนแล้ว เดินเข้ามาหาคนที่นั่งจุมปุกอยู่กับพื้น ก่อนจะย่อตัวนั่งยองข้างๆ ส่วนเด็กหญิงกัลยาที่อยู่ด้านหลังยังคงยืนนิ่ง เหลือบมองซ้ายขวาอย่างกระวนกระวาย
‘ทำไมชอบหาเื่ให้โดนตีอยู่เรื่อย’
‘เปล่านะคะ’ เด็กหญิงว่าพลางใช้ท่อนแขนปาดน้ำตาอย่างลวกๆ
‘ช่างเถอะ เจ็บก็ไปเอายาบนโต๊ะมาทาละกัน’ เด็กหญิงกรวีว่าอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะโยนปั้นกระดาษก้อนกลมๆให้อีกฝ่าย ปากก็ว่า
‘เด็กบ้านนู้นนะ เพื่อนเธอใช่มั้ย... เขาฝากมาให้’
เสร็จธุระที่รับฝากมาเด็กหญิงกรวีก็ลุกขึ้นเดินกลับขึ้นบ้านไป กัลยามองพี่สาวสลับกับลูกพี่ลูกน้องสาวอย่างชั่งใจ หากแต่เสียงโฉมสะคราญที่แว่วมาจากทางหลังบ้าน ทำให้เด็กหญิงตัดสินใจวิ่งตามพี่สาวขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เต็มเดือนมองตามหลังทั้งคู่ แล้วคลี่ปั้นกระดาษนั้นอย่างเบามือ ก็พบตัวอักษรขยุกขยิกสั้นๆ
‘มาหาหน่อย’
เต็มเดือนจะมุดออกมาทางพุ่มไม้ทางเดิมก็จะได้เจอเด็กชายยืนรอหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ก่อนแล้ว
‘ป้าดุหรือเปล่า’
‘ก็เหมือนปกติแหละ’
‘โหย คงเจ็บแย่’ ว่าพลางยื่นหน้ามองซ้ายทีขวาที เด็กชายหน้าเหยเกทันทีที่เห็นรอยจ้ำเขียวๆม่วงๆบนตัวอีกฝ่าย
‘ยายป้าใจั์’ เด็กชายว่า พลางยื่นถุงกระดาษที่เต็มเดือนพึ่งสังเกตเห็นว่าเขาถือติดมือมาด้วย
‘กินขนมอร่อยๆจะได้หายเจ็บ’
‘อะไร’
‘ขนมตังเมไม้’ เด็กชายว่าพลางหยิบขึ้นมาอันหนึ่งมีลักษะเป็แท่งยาวคล้ายแท่งไม่ สีน้ำตาลอ่อน นั่นทำให้เต็มเดือนยิ่งขมวดคิ้วเข้าไปอีก
‘กินได้หรอ’
‘ได้สิ ดูนะ’ ว่าแล้วก็ส่งเข้าปากเสียงฟันขบขลุกๆก่อนจะหักเข้าปาก เด็กชายยิ้มอย่างภูมิใจก่อนส่งที่เหลือทั้งถุงให้
เด็กหญิงรับมา ลองหยิบขึ้นมากัดดูบ้างเสียงฟันขบดังกึก ทั้งใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก ทำเอาเด็กชายหัวเราะลั่น
‘ฟันจะหัก’
‘อร่อยออก ตอนแรกว่าจะเอามาแบ่งกันกิน แต่เปลี่ยนใจแล้ว เราให้ทั้งถุงเลย เราเอามาให้แค่นี้แหละ ต้องรีบไปแล้ว’
‘รีบไปไหน’
‘แม่บอกว่า วันนี้ป้าจะมาจากอังกฤษ ให้รีบไปหา’
‘อังกฤษ?’
‘ใช่ เป็... ที่ที่ไกลมากๆ ต้องนั่งเครื่องบินไป แบบนี้... หวืออออ’ เด็กชายอธิบายตามความเข้าใจแบบเด็กๆ พร้อมกับทำท่าเครื่องบินประกอบ
‘โห’
‘อืม เลยต้องรีบไปหา ...แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ’ เด็กชายว่า แล้วหันหลังวิ่งกลับไป
เด็กหญิงเต็มเดือนมองตามหลังที่วิ่งลิ่วๆไป ก้มลงมองขนมตังเมไม้เต็มถุงที่อยู่ในมือ ...เฮ้อ ก็บอกแล้ว ว่าไม่ชอบกิน ไว้พรุ่งนี้ค่อยเอาคืนให้ละกัน…
และนั่นคือวันสุดท้ายที่เด็กหญิงเต็มเดือนได้เจอกับเขา หลังจากนั้นสองอาทิตย์เธอจึงได้รู้จากแม่บ้านของบ้านหลังใหญ่ว่าเด็กชายย้ายไปอยู่ประเทศอังกฤษกับผู้เป็ป้าแล้ว
...เฮ้อ
เด็กหญิงได้แต่ตั้งคำถามกับตัวเอง ...ทำไมนะ ทำไมทุกคนถึงชอบบอกให้เธอรอ แต่ก็ไม่มีใครเคยกลับมา...
หลายสัปดาห์ต่อมาเต็มเดือนไปทำงานพิเศษที่ร้านอาหารเช่นที่ทำทุกวันหลังเลิกเรียน ร้านที่เต็มเดือนทำงานนั้นเป็ร้านอาหารเล็กๆ แต่รสชาติอร่อย การตกแต่งร้านที่สดใสดูสบายตา ทำให้เป็ที่ถูกอกถูกใจของลูกค้า จึงไม่แปลกที่จะมีลูกค้านั่งกันแน่นร้านโดยเฉพาะในเวลาเลิกงานแบบนี้
ั้แ่มารับเปลี่ยนเวรเต็มเดือนก็แทบไม่ได้นั่งพัก เพราะลูกค้าที่ผลัดกันเดินเข้า-ออกกันแทบจะตลอด จนเริ่มเข้า่สองทุ่มเกือบสามทุ่มลูกค้าที่เห็นแน่นร้านจึงค่อยดูบางตาลงได้
“ขอโทษนะครับ” เสียงหนึ่งทักขึ้นเป็ภาษาอังกฤษ เต็มเดือนหันไปตามเสียงจึงพบชายหนุ่มชาวต่างชาติคนหนึ่ง หน้าตาค่อนข้างดี อีกฝ่ายส่งยิ้มมาให้อย่างเป็มิตร หญิงสาวจึงเดินเข้าไปเอ่ยด้วยภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน
“มีอะไรให้ดิฉันช่วยคะ”
“ผมกำลังจะไปโรงแรม...” ชายต่างชาติเอ่ยชื่อโรงแรมดังในแถบนั้นอย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก “...คุณพอจะบอกทางผมได้มั้ย เพื่อนผมรออยู่ที่นั่น ผมติดต่อเขาไม่ได้เสียด้วย”
“ได้ค่ะ โรงแรมที่คุณว่าอยู่ไม่ไกล...” เต็มเดือนบอกเส้นทางที่ใกล้ และง่ายที่สุดให้ ชายต่างชาติพยักหน้ารับ ก่อนส่งยิ้มให้
“ขอบคุณพระเ้าที่ส่งคุณมา ขอบคุณคุณด้วย คุณคือนางฟ้าใจดีของผมจริงๆ”
“ด้วยความยินดีค่ะ คุณดูไม่เหมือนนักท่องเที่ยวเท่าไหร่”
“ผมอยู่ประเทศอังกฤษ เป็นักจิตวิทยาอยู่ที่นั่น แต่ผมก็มาเมืองไทยบ่อยเพราะมีเพื่อนเป็คนไทยหลายคน และผมก็ชอบเมืองไทยมาก”
“ดีใจที่ได้ยินแบบนี้นะคะ”
“คุณรู้มั้ย นอกจากจะพยายามติดต่อเพื่อนแล้ว วันนี้ผมยังพยายามอย่างมากในการถามทางคนที่ผมเดินผ่าน”
“ไม่มีใครบอกทางคุณได้เลยหรือคะ”
“ถูกครึ่งหนึ่ง แต่ที่แย่คือ ผมเดินเข้าไปหา แค่เขาเห็นผมสีทองกับตาสีฟ้าของผมเขาก็เดินหนีแล้ว ไม่มีใครยอมพูดกับผมสักคน ผมไม่เข้าใจ ทำไมคนไทยมักจะกลัวการพูดกับชาวต่างชาติ”
“คนไทยบางคนก็มีพื้นฐานด้านภาษาที่ไม่ดีนักนะคะ”
“ผมถึงดีใจที่ได้เจอคุณ คุณเหมือนนางฟ้ามาโปรดผมจริงๆ คุณคงไม่รู้ ผมตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าคุณหรือใครสักคนในร้านบอกทางไปโรงแรมให้ผมไม่ได้ ผมก็นั่งอยู่อย่างนี้ไม่ยอมให้คุณปิดร้านจริงๆ” ชายผมทองพูดอย่างแน่วแน่
ชายคนหนึ่งที่นั่งหันหลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่หัวเราะออกมาเบาๆ เต็มเดือนหันไปมองอย่างแปลกใจ แล้วก็ต้องเปลี่ยนเป็ใเมื่ออีกฝ่ายเก็บหนังสือพิมพ์วางลงบนโต๊ะ ก่อนหันกลับมาหาทั้งคู่
“คุณวี!”
“เฮ้ วี!”
ทั้งสองคนทักขึ้นแทบจะพร้อมๆกัน ก่อนจะหันมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ปาณปวีร์ยิ้มให้ เลือกที่จะตอบชายชาวต่างชาติก่อนด้วยภาษาของอีกฝ่าย
“ดีใจที่นายจำฉันได้นะนิค”
“คิดอยู่ว่ามาถึงแล้วจะไปหานาย แต่ไม่คิดว่าจะได้เจอกันเร็วขนาดนี้”
“ฉันก็เหมือนกัน แต่ได้ยินเสียงนายแล้วคิดว่าน่าจะใช่ จะไปหาอนลหรือ”
ชายผมทองไม่ตอบ แต่ยิ้มรับ ก่อนหันไปทางหญิงสาวที่เหมือนจะถูกลืมไปชั่วครู่
“คุณก็รู้จักวูฟด้วยหรือนางฟ้า”
“วูฟ?”
“อ้อ คนที่นี่เรียกคุณว่าอะไรนะ ชื่อจริงๆของคุณนะ..” ชายผมทองนิ่งคิดไปนิด
“ปาณปวีร์” ชายหนุ่มชิงตอบเสียเอง สายตาจับจ้องไปที่หญิงสาวตรงหน้า หนุ่มผมทองพยักหน้ารับรู้ หันไปหาหญิงสาวส่งยิ้มให้อีกครั้งเป็รอยยิ้มสดใสจนเต็มเดือนเผลอยิ้มตาม พ่อหนุ่มผมทองเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนฝาผนัง ก่อนอุทานออกมา
“โอ้ ผมคงต้องไปแล้วละ ผมเลยเวลานัดมามาก แล้วผมจะติดต่อไปนะวูฟ” นิคหันไปบอกกับปาณปวีร์ ก่อนจะหันไปหาเต็มเดือน
“ยินดีที่ได้พบคุณนะนางฟ้า หวังว่าเราจะได้เจอกันอีก”
“เช่นกัน นิค”
นิคส่งยิ้มให้ทั้งคู่อีกครั้งก่อนจะเดินกึ่งวิ่งออกจากร้านไป เต็มเดือนเหลือบมองผู้ชายอีกคนที่ยังนั่งอยู่ ก็เห็นเขากำลังมองมาอยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวตัดสินใจหมุนตัวจะเดินกลับไปหากอีกฝ่ายรั้งไว้ก่อน
“จะไปไหน”
“ไปทำงานค่ะ” เต็มเดือนกันมาตอบเรียบๆ
“เมื่อกี้ยังยิ้มหวานเจี๊ยบอยู่เลย ทำไมพออยู่กับฉันหน้าถึงได้ตึงอีกแล้ว” ชายหนุ่มพูดน้ำเสียงเยาะ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“อะไรของคุณ”
“ช่างเถอะ” ชายหนุ่มตัดบทพลางเหลือบสายตาไปมองหญิงวัยกลางคนท่าทางมีจริตที่ดูเหมือนจะเป็ผู้จัดการร้าน จิกตาเขม็งมายังทั้งคู่
“ท่าทางผู้จัดการร้าน คงคิดว่าเธอกำลังอู้งาน” ชายหนุ่มก้มลงมากระซิบ พลางเดาะลิ้นเบาๆ เต็มเดือนหันกลับไปมองอย่างใ กำลังจะเดินกลับไปหากชายหนุ่มเรียกไว้อีกครั้ง หญิงสาวหันกลับมาตอบรับเนือยๆ
...สมมตินะ สมมติถ้าหล่อนต้องโดนไล่ออก เอาถาดฟาดหัวแขกสักทีก่อนไปก็คงไม่เป็ไร…
“มีอะไรอีกคะ”
“ร้านปิดกี่โมง”
“สามทุ่มค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับรู้ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนลุกขึ้นก้าวเท้ายาวๆไปถึงเคาน์เตอร์คิดเงิน ก่อนหยอดทิปเป็ธนบัตรใบสีแดงสองใบลงในกล่อง พร้อมทั้งส่งยิ้มสดใสให้ ทำเอาทั้งสาวน้อยสาวใหญ่หน้าแดง เต็มเดือนได้แต่มองตามร่างสูงที่เดินออกจากร้านไปอย่างไม่เข้าใจ