นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 334 โอฟีเลียและโรซาเลีย

        ตอนที่ 334 โอฟีเลียและโรซาเลีย

         

         

        สรรพเสียงเงียบลง ไม่เหลือจิ้งจอกทะเลทรายตัวใดที่เคลื่อนไหวได้อีกต่อไป พวกมันทั้งมวลล้วนกลายสภาพไปเป็นพุ่มไม้เตี้ย รากไม้มหาศาลชอนไชทะลุออกมาจากร่างของพวกมัน เสียบทะลุ เบียดรัด และทำลายอวัยวะภายในทั้งมวล

         

        ที่น่ากลัวเสียยิ่งกว่าคือตลอดกระบวนการนี้ ไม่มีโลหิตแม้แต่หยดเดียวที่กระเด็นเปรอะเปื้อน ทั้งมวลถูกดูดซับไปโดยพฤกษาหิวกระหายเหล่านั้น

         

        การโจมตีรูปแบบวงกว้าง สิ่งที่ทั้งนิทานและคีตาไม่มี โฟเรลผู้นี้นั้นมี และเป็นการโจมตีที่ทั้งแข็งแกร่งและน่าหวาดกลัว สองนักผจญภัยหญิงราวกับได้พบกับผู้มาโปรด หลั่งน้ำตาออกมาพร้อมสีหน้าเหม่อลอย

         

        ดนตรีที่ทั้งโจมตีได้และมีผลต่อจิต? อันตราย นิทานจดจำความสามารถนี้ไว้ในหัวอย่างว่องไว ไม่มีทางที่นักผจญภัยระดับนักสลักโททั้งสองคนที่มีจิตแข็งแกร่งจะซาบซึ้งกับอะไรเช่นนี้แน่

         

        คีตาเองก็สัมผัสถึงความผันผวนในจิตใจได้ระดับหนึ่ง หากก็ไม่มากนักจนส่งผลกระทบใด ๆ ที่นักผจญภัยทั้งสองมีท่าทีเช่นนั้นสมควรเป็นเพราะความเครียดและสถานการณ์เสียมากกว่า

         

        โฟเรลถอนขลุ่ยออกจากปาก นักผจญภัยทั้งสองกลับกลายเป็นได้สติ สีหน้าลุ่มหลงหายไปอย่างรวดเร็ว แม้กระนั้นพวกเธอก็ยังคงมีความซาบซึ้งอยู่ในนั้น

         

        นักผจญภัยเผ่าจิตวิญญาณคนนี้ช่วยชีวิตพวกเธอเอาไว้ นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แม้กระนั้นในฐานะของนักผจญภัยระดับบุษราคัมผู้โชกโชนพวกเธอย่อมยังไม่คลายความระมัดระวัง

         

        ก่อนคำขอบคุณจะออกจากปาก เผ่าครึ่งสัตว์หันหน้ามามองทางฝั่งของเซเรนเซ่และเรนเดล แม้พวกเธอจะปลอดภัยแล้วแต่การที่โดนล้อมหน้าหลังจากผู้ขีดเขียนชะตาระดับนี้ก็ไม่ใช่อะไรที่น่าพิสมัยเลยแม้แต่น้อย

         

        เรนเดลเป็นคนแรกที่เข้าใจภาษากายของสองนักผจญภัย เธอลงจากหลังของเซเรนเซ่ โค้งน้อย ๆ พร้อมทั้งโยนสมุดประจำตัวของนักบวชให้ทั้งสอง ทางด้านโฟเรลก็ไม่ได้เชื่องช้ากว่ากันนัก สำหรับนักผจญภัย การยืนยันตัวตนไม่ต่างอะไรกับธรรมเนียม

         

        บัตรประจำตัวนักผจญภัยของโฟเรลถูกโยนตามไป เมื่อทั้งสองตรวจสอบคร่าว ๆ แล้วจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก้มหัวลงโค้งตัวกล่าวขอบคุณทั้งสอง

         

        “ขอบคุณมากนะคะ คุณโฟเรล คุณเรนเดล” นักผจญภัยหญิงเผ่าไร้หางกล่าว ทางด้านโฟเรลพยักหน้ารับน้อย ๆ ใบหน้าของเขายังคงชืดชาเช่นเดิม ไม่ต่างอะไรกันกับครั้งที่โฟเรลจัดการพวกลักลอบ

         

        “ฉันโอฟีเลียค่ะ ส่วนนี่โรซาเลีย ขอบคุณอีกครั้งนะคะ” ทั้งสองนำบัตรนักผจญภัยสีเหลืองอ่อนของพวกตนและใบคำร้องออกมาโยนให้ทางด้านของเรนเดลและโฟเรลคนละหนึ่งใบ

         

        ภารกิจสังหารกลุ่มโจรในทะเลทราย? ไม่ใช่ง่าย ๆ เลยแต่มากันแค่สองคน? นิทานหรี่ตาลงน้อย ๆ จับจ้องไปที่นักผจญภัยทั้งสอง กลุ่มโจรที่เขาเจอนั้นมีจำนวนเกือบสิบคน เกือบทั้งหมดเป็นนักสลักและมีคนที่เป็นถึงนักสลักโท ไม่ใช่จำนวนที่นักสลักโทเพียงสองคนจะจัดการได้ง่าย ๆ

         

        “ภารกิจของพวกเราเสร็จสิ้นแล้วค่ะ เพียงแค่กำจัดไปส่วนหนึ่งเท่านั้น กลุ่มที่พวกเราเล็งเป้าหมายคือกลุ่มโจรทะเลทราย 5คนที่มีแค่นักสลักเอก” โรซาเลียไม่ใช่คนโง่ เธอเป็นนักผจญภัยเช่นเดียวกัน เธอย่อมรู้ว่าอีกฝั่งต้องเกิดข้อสงสัย เธอจึงรีบนำศพ 5ร่างออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังของเธอ ศพเหล่านั้นถูกแช่แข็งไว้ในน้ำแข็งสีเขียวอ่อน

         

        เรนเดลพยักหน้าน้อย ๆ โยนบัตรประจำตัวกลับไปให้เธอ เธอทำภาษามือที่มีความหมายว่าเป็นคนจากอาณาจักรไฟกัลป์หรือเปล่า แต่ดูเหมือนทั้งสองจะไม่เข้าใจภาษามือ ระหว่างที่เรนเดลพยายามควานหากระดาษในกระเป๋าโฟเรลก็เอ่ยขึ้นก่อน

         

        “เธอถามว่าพวกคุณเป็นคนไฟกัลป์หรือเปล่าครับ” โฟเรลเอ่ยเสียงนุ่ม คำแห่งพลังเกี่ยวกับเสียงของเขาแม้จะมีผลลัพธ์ที่น่าหวาดกลัวหากเสียงของเขาเองนั้นกลับอ่อนโยนยิ่ง

         

        “อ้อ พวกฉันเป็นคนไฟกัลป์ค่ะ เกิดและเติบโตที่นครรัตนะ” โอฟีเลียเป็นผู้ตอบ เธอดูจะสงสัยไม่น้อยที่ชายหนุ่มเผ่าจิตวิญญาณผู้นี้เข้าใจภาษามือ เรนเดลเมื่อได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ขยับไม้ขยับมืออย่างต่อเนื่อง

         

        โอฟีเลียและโรซาเลียย่อมไม่เข้าใจแม้แต่คำเดียว พวกเธอจึงหันไปมองโฟเรลเพื่อขอความช่วยเหลือ โฟเรลถอนหายใจน้อย ๆ เมื่อเห็นว่านักบวชหญิงคนนี้ใช้งานเขาเป็นเครื่องแปลภาษาไปเสียแล้ว

         

        “เธอถามว่าพวกคุณนับถือองค์เดรฟัสมั้ยครับ หรือศรัทธาในองค์ราชินี” โฟเรลเอ่ยถาม สำหรับชาวไฟกัลป์แล้วคนส่วนมากนับถือในองค์เดรฟัส แต่กับบางคนพวกเขานับถือองค์ราชินีเสียมากกว่า

         

        ความศรัทธาเป็นสิ่งที่ไร้การบังคับในไฟกัลป์ ต่างกันกับบางประเทศที่แกมบังคับ อย่างจักรวรรดิมาลาไคนั้นประชาชนส่วนมากมักนับถือจอมจักรพรรดิกัสตารัส

         

        “พวกเราศรัทธาในองค์เทวะเดรฟัสค่ะ แน่นอนว่ากับองค์ราชินีเองพวกเราก็นับถือสุดหัวใจเช่นกัน” โอฟีเลียเอ่ยตอบ เธอใช้นิ้วมือขวาจิ้มลงกลางฝ่ามือซ้าย หลังจากนั้นจึงชูมือขวาขึ้นแตะอก ยกออกมาด้านหน้า กำมันแน่นแล้วแบออก เป็นท่าทีแสดงความเคารพต่อองค์ราชินี สื่อถึงเปลวเพลิงกัลป์ที่ลุกโชนออกมาจากจิตใจ

         

        นิทานแปลกใจเล็กน้อย เขาไม่ได้เห็นท่าทีแสดงความเคารพเช่นนี้นานมากแล้ว ในสมัยเด็กเขายังเห็นเหล่าทหารแสดงท่าทีเช่นนี้อยู่บ้าง แต่เมื่อโตขึ้นศาสนาปฐมมันตราก็ดูจะกลายเป็นความเชื่อหลักในอาณาจักรไฟกัลป์

         

        องค์ราชินีดูจะไม่ใส่ใจเรื่องเช่นนี้แม้แต่น้อย ครั้งล่าสุดที่นิทานเห็นสมควรเป็นตอนที่ทหารบางคนทำความเคารพไพลินและอริยะแปลงเพลิงด้วยท่านี้

         

        แม้ในใจจะสงสัยหากการแสดงยังต้องดำเนินต่อไป สองตาสีม่วงของเรนเดลกลายเป็นสดใสยิ้มแย้ม เธอลุกลี้ลุกลนหยิบหนังสือหนังออกมาจากเสื้อสองเล่ม วิ่งเตาะแตะเข้าไปมอบให้นักผจญภัยหญิงทั้งสอง

         

        เมื่อทั้งสองรับไปงง ๆ เธอจึงเริ่มเปิดหน้าหนังสือ ยิ้มอ่อนโยน ชี้ไปยังเนื้อหาของคัมภีร์เปลือกไม้ชำระทีละบรรทัด ๆ ท่วงท่านุ่มนวลอบอุ่น

         

        โอฟีเลียและโรซาเลียนิ่งอึ้งไป นักบวชหญิงคนนี้อยู่ ๆ ก็เผยแพร่พระคำสอนให้พวกเธอฟัง (ดู)?

         

        ทั้งสองย่อมไม่สะดวกจะปฏิเสธ จะอย่างไรนักบวชหญิงคนนี้ก็ช่วยชีวิตเธอเอาไว้ พวกเธอทำได้แต่ตั้งใจฟัง (ดู) พร้อมทั้งส่งสายตาหากัน หลังจากผ่านไปเกือบสิบนาทีนักบวชหญิงตรงหน้าก็ยังไม่มีท่าทีจะหยุดแม้แต่น้อย โอฟีเลียหันไปมองโฟเรลพร้อมทั้งขยิบตารัว ๆ

         

        “คุณเรนเดลครับ ที่แห่งนี้ดูจะไม่เหมาะเท่าไหร่สำหรับการเรียนรู้มันตราเลอค่านะครับ” โฟเรลกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าที่พยายามปั้นให้ดูนุ่มนวลที่สุด

         

        เรนเดลได้ยินดังนั้นก็แสดงท่าทีตกอกตกใจ ก่อนจะพองแก้มด้วยความเสียดาย ปิดคัมภีร์ชำระของตนอย่างเศร้าสร้อย เรนเดลแสดงภาษามืออีกครั้ง ในครั้งนี้โฟเรลรีบแปลให้โดยไม่ต้องถามแต่อย่างใด

         

        “เธอบอกว่าไว้กลับเมืองศิลาลัยแล้วเธอจะพาทั้งสองไปพบกับเหล่าผู้ทรงปัญญาที่วิหารครับ” คำแปลของโฟเรลทำให้เรนเดลยิ้มหวาน เธอพยักหน้ารับรัวเร็วจับมือของสองนักผจญภัยหญิงไว้มั่น

         

        เซเรนเซ่ทางด้านหลังลอบหัวเราะอยู่ภายใน นิทานนั้นไม่มีความรู้ด้านมันตราสักนิด เขาอาศัยท่าทางชี้ไปชี้มาเพื่อให้ดูราวกับว่าตนนั้นต้องการจะแบ่งปันความรู้อันแสนงดงามเท่านั้น

         

        “เอ่อ..เป็นเกียรติอย่างยิ่งค่ะ เพียงแต่พวกเราอาจจะต้องขอเวลาสักครู่ก่อนจะแวะไปกราบกรานองค์เดรฟัส” โอฟีเลียสะดุดเว้นช่วงไปเล็กน้อยก่อนที่เธอจะตอบรับคำเชิญอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ

         

        “พวกเราต้องแวะไปที่เมืองสามเมฆาก่อนค่ะ ดังนั้นคงไม่ได้ร่วมทางกับคุณนักบวชกลับเมืองศิลาลัย” โรซาเลียรีบเอ่ยช่วยอย่างรวดเร็ว

         

        พวกเธอเป็นนักผจญภัยนะ แม้จะบอกว่าศรัทธาแต่ก็แค่ในนามเท่านั้น! ชีวิตนี้พวกเธอเคยเข้าวิหารไม่ถึง 5ครั้งด้วยซ้ำไป!

         

        สายตาของนักบวชหญิงกลายเป็นเศร้าสุดแสน พาให้คนมองลอบปวดใจตาม เรนเดลนั้นตัวเตี้ยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยามที่เธอมองช้อนขึ้นมาจึงทำให้ทั้งสองเอ่ยปฏิเสธได้ยากยิ่ง

         

        ถึงอย่างนั้นพวกเธอก็ทำใจแข็ง มอบถุงเงินก้อนโตก้อนหนึ่งให้แก่เรนเดล “ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือมากนะคะ ถ้ามีโอกาสพวกฉันจะต้องแวะไปกราบกรานที่วิหารแน่นอนค่ะ”

         

        เรนเดลพองปากอย่างไม่พอใจนัก เธอส่ายหน้าไม่รับถุงเงินก้อนนั้น “เธอบอกว่าให้นำไปบริจาคให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าได้เลยครับ” โฟเรลแปลอย่างว่องไว เป็นการแปลก่อนที่นิทานจะทำมือเสร็จเสียด้วยซ้ำ

         

        โอฟีเลียและโรซาเลียปวดใจกว่าเดิมไม่น้อยเมื่อนักบวชผู้ที่มาช่วยพวกเธอไว้นั้นเป็นคนดีอย่างแท้จริง แม้กระนั้นพวกเธอก็ไม่สะดวกจะเดินทางกลับพร้อมกันและไปนั่งฟังคำสอนต่อจริง ๆ

         

        ถุงเงินอีกก้อนหนึ่งถูกมอบให้โฟเรลพร้อมคำขอบคุณ กับโฟเรลแล้วเขานั้นเป็นนักผจญภัยเช่นกัน การช่วยเหลือระหว่างนักผจญภัยนั้นตรงไปตรงมากว่ามาก เพียงพูดคุยกันไม่กี่คำก็จบเรื่องลงด้วยดี

         

        ทั้งสองโบกมือลาอย่างรีบร้อน เดินทางจากไปในอีกทิศทางหนึ่ง ระหว่างที่พวกเธอพูดคุยกับเรนเดลพวกเธอนั้นฟื้นตัวด้วยโอสถต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว หากไม่เกิดเหตุไม่คาดฝันอีกการที่สองนักผจญภัยระดับนักสลักโทเช่นพวกเธอจะกลับถึงเมืองได้นั้นไม่ยากแต่อย่างใด

         

        เรนเดลกระโดดเหยง ๆ โบกมือให้ทั้งสองอย่างร่าเริง ส่งสัญญาณมือจากระยะไกล ครู่ต่อมาจึงนึกขึ้นได้ว่าพวกเธออยู่ไกลเกินกว่าจะสังเกตจึงรีบหยิบกระดาษขึ้นมา เสียงนุ่มนวลจากทางด้านข้างดังขึ้นอีกครั้ง

         

        “เธอบอกว่า ขอให้องค์เดรฟัสคุ้มครองครับ” เป็นโฟเรลอีกครั้งที่แปลให้เธอ


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน