ก่อนหน้าที่ความเงียบงันประดุจป่าช้าจะเข้าปกคลุมรังโจร สถานการณ์ทางด้านของ เฉินอี้ หัวหน้ามือปราบนั้นเรียกได้ว่าเข้าขั้น "วิกฤตจนแทบจะถวายชีวิต" บรรดมือปราบหนุ่มจากเมืองตงหยางต่างอยู่ในสภาพสะบักสะบอม ชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มขาดกะรุ่งกะริ่งราวกับถูกฝูงสุนัขป่ารุมทึ้ง แขนขาที่เคยกำยำแข็งแรงกลับสั่นเทาและอ่อนแรงจากการรับมือโจรป่าที่บ้าคลั่ง ทว่าในเสี้ยววินาทีมรณะที่คมดาบสนิมเขรอะของโจรคนหนึ่งกำลังจะสับลงบนร่างมือปราบที่ล้มลงจนสิ้นท่า เสียงฝีเท้าม้านับร้อยก็ดังสนั่นหวั่นไหวประดุจเสียงกัมปนาทจนพื้นดินะเืเลื่อนลั่น
"กุบกับ! กุบกับ! ฮี้ววววว!"
ฝุ่นตลบอบอวลเป็ม่านหนาไปทั่วชายป่าพร้อมกับการปรากฏตัวของ กองกำลังเสริมจากเมืองตงหยาง ในชุดเกราะเหล็กแวววับสะท้อนแสงแดด ซึ่งเดิมทีพวกเขากำลังเดินทางไปผลัดเปลี่ยนเวรยามที่เมืองชั้นนอกตามตารางปกติ แต่เมื่อได้ยินข่าวจากนกส่งสารว่ากลุ่มมือปราบของเฉินอี้กำลังจะกลายเป็ลาบเือยู่ในพงหญ้า จึงรีบเปลี่ยนทิศทางเร่งรุดมาช่วยประดุจเทวดาขี่ม้าขาวมาโปรดในยามยาก
หลังจากกวาดล้างกลุ่มโจรกลุ่มแรกจนราบคาบ เฉินอี้ที่เนื้อตัวอาบไปด้วยเืและเขม่าควันหนาเตอะจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ ไม่แม้แต่จะหยุดพักหายใจหรือเช็ดหน้าตา เขาใจหายวาบเมื่อนึกถึงบัณฑิตหนุ่มหน้ามนที่อุ้มเด็กวิ่งหายเข้าไปในรังโจรใหญ่
"บัณฑิตผู้นั้นคงถูกสับเป็ชิ้นๆ ไปแล้ว!" เฉินอี้สบถพลางรีบนำกำลังส่วนหนึ่งดิ่งไปตามรอยเท้าทันที ในหัวของเขานึกภาพสยดสยองประดุจนิยายสยองขวัญเล่มละสลึงที่ลู่ชิงอาจจะเหลือเพียงเศษผ้าใบ
แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเฉินอี้และกองกำลังเสริมเมื่อไปถึงใจกลางรังโจร... กลับทำให้พวกเขาแทบจะตกจากหลังม้าขากรรไกรค้างจนเกือบถึงดิน!
ภาพเบื้องหน้าคือความเงียบสงบที่พิลึกพิลั่นจนชวนขนลุก โจรป่านับสิบลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นในท่าทางที่แม้แต่นักยุทธขั้นสูงยังยากจะเลียนแบบ บ้างก็หัวปักลงในหลุมดินโชว์ก้นชี้ฟ้าประดุจท่าปักเป้า บ้างก็ตัวปลิวไปพาดอยู่บนกิ่งไม้สูงลิ่วราวกับถูกลมพายุหอบมาทิ้งไว้ในท่าผึ่งผ้า และที่น่าตะลึงที่สุดคือ หัวหน้าใหญ่ ผู้เก่งกาจระดับเปิดจุดรวมปราณขั้นสูงสุด บัดนี้กลับนอนหงายหลังจมหายเข้าไปในกองซากผ้าใบกระโจมที่ขาดวิ่นกระจุยกระจายประดุจโดนะเิลง ตาเหลือกค้าง ปากหวอค้างประดุจเห็นเทพเ้าลงมาจุติกลางวงเหล้าโดยมี ลู่ชิง ยืนตัวสั่นเทาประดุจลูกนกตกน้ำอยู่ใจกลางซากปรักหักพังนั้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดขาวโพลนประดุจกระดาษที่ยังไม่ได้ลงน้ำหมึก มือข้างหนึ่งยังคงยกค้างไว้ในอากาศในท่าแปลกๆ ราวกับกำลังจะร่ายมนต์ แต่สายตาที่ลอกแลกไปมาด้วยความตระหนกกลับบ่งบอกว่าเขากำลัง "เหวอ" สุดขีดจนิญญาแทบจะหลุดออกจากร่าง เขาทำหน้าตาประหลาดเหมือนคนเพิ่งเดินไปตกหลุมส้วมแล้วพบว่าตัวเองบินได้เสียอย่างนั้น!
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายสิ้นสุดลง กองกำลังเสริมได้รับตัวโจรที่เหลือ (ซึ่งตอนนี้สภาพจิตใจแตกสลายไปหมดแล้ว นั่งบ่นพึมพำถึงบัณฑิตปีศาจ) กลับไปล่วงหน้า
ตัดภาพมาที่ศาลากลางหมู่บ้านอันสงบสุข แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าชาวบ้านที่มารวมตัวกัน เด็กชายทั้งสองถูกส่งถึงมือพ่อแม่ด้วยความปลอดภัย ท่ามกลางเสียงโห่ร้องขอบคุณและน้ำตาแห่งความดีใจ แต่สำหรับลู่ชิง... เขากลับต้องเผชิญกับศึกที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่ารังโจรป่าร้อยแห่งรวมกัน นั่นคือ "มารดา" ของเขาเอง!
"ลู่ชิง! เ้าลูกโง่! เ้าทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างไหม!" เสียงมารดาแผดลั่นพร้อมกับที่นางโผเข้ามากระชากไหล่บุตรชายสำรวจไปทั่วร่างด้วยมือที่สั่นเทา
"เ้ามันบัณฑิตตัวบางร่างน้อย แค่ลมพัดแรงๆ แม่ยังกลัวเ้าจะปลิวหายไป แล้วนี่เ้ากล้าดีอย่างไรถึงวิ่งฝ่าดงดาบเข้าไปในรังโจรแบบนั้น! หากพวกมันสับเ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร หากแม่ต้องเห็นเ้าถูกแบกกลับมาเป็ร่างที่ไร้ิญญา... เ้าจะให้แม่มีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อใคร!"
"ท่านแม่... ข้าก็กลับมาครบทุกส่วนนี่อย่างไรเล่าขอรับ ดูสิ แขนยังอยู่ ขาก็ยังอยู่" ลู่ชิงพยายามส่งยิ้มแหยๆ หวังให้บรรยากาศคลายความตึงเครียด แต่กลับโดนสายตาดุระคนอาวรณ์ของมารดาจ้องจนต้องก้มหน้า"หัวใจแม่แทบหยุดเต้นตอนที่ชาวบ้านบอกว่าเ้าหายไปในป่า! เ้าคิดว่าตัวเองเป็ใคร? เป็เทพเซียนมาจากไหนถึงคิดว่าจะรอดพ้นจากดาบพวกโจรใจโฉดพวกนั้นได้? แม่ไม่ได้้าลูกที่เป็วีรบุรุษ แม่้าแค่ลูกชายที่ยังมีลมหายใจอยู่กินข้าวกับแม่ที่บ้านเท่านั้น!" มารดาบ่นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ตบไหล่เขาแรงๆ ราวกับจะเรียกขวัญที่หลุดลอยไปกลับคืนมา
"อย่าทำแบบนี้อีก... อย่าทำให้แม่ต้องมารอรับศพเ้าเลยนะลู่ชิง ใจแม่รับมันไม่ไหวหรอก"
น้องสาวที่แสนดีทำได้เพียงยืนกุมมือส่งสายตาเวทนาพี่ชายอยู่ห่างๆ แต่สุดท้ายกำแพงความดุของมารดาก็ใจอ่อนยวบ นางซบหน้าลงกับบ่าบุตรชายพลางสะอื้นออกมาเบาๆ
"แต่แม่ก็ภูมิใจในตัวเ้านะ... ที่เ้ากล้าหาญเพื่อคนอื่นถึงเพียงนี้ ลู่ชิงของแม่โตเป็ผู้ใหญ่แล้วจริงๆ"
ณ ม้านั่งยาวหน้าศาลากลางที่ลมเย็นพัดผ่าน ลู่ชิงนั่งนิ่งเหม่อลอย สายตาว่างเปล่าประดุจคนไม่ได้นอนมาเจ็ดวัน ในหัวเขายังคงวนเวียนอยู่กับความอัศจรรย์ใจที่หาคำตอบไม่ได้ ‘มือข้า... มันมีะเิซ่อนอยู่หรืออย่างไร? หรือตำรานั่นมันจะเป็ของจริง?’ จนกระทั่งเฉินอี้เดินเข้ามาหาด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป จากที่เคยเขม่นดูแคลน บัดนี้กลับดูนอบน้อมถล่มตัวอย่างยิ่ง“ท่านบัณฑิตลู่ ข้าขอคารวะท่านจากใจจริงในฐานะยอดยุทธ” เฉินอี้ประสานมือคำนับอย่างลึกซึ้งจนหลังแทบขนานกับพื้น
“โจรพวกนั้นไม่ใช่พวกกระจอกเลย ฝีมือพวกมันสูงส่งผิดปกติจนน่ากลัว หากไม่ได้ท่านช่วยกวาดล้างรังใหญ่เพียงพริบตาประดุจพายุซัดเช่นนี้ ลำพังกองปราบของข้าต่อให้มีกำลังเสริมมาเพิ่มอีกเท่าตัว ก็อาจจะต้องสูญเสียอย่างหนักจนกลายเป็ตำนานเศร้าสลดไปแล้ว”
ลู่ชิงพยักหน้าตอบแบบเหวอๆ ตาปริบๆ
“เอ่อ... ไม่เป็ไรขอรับท่านเฉินอี้ ข้าเองก็ยัง... อธิบายความรู้สึกไม่ถูกเหมือนกัน รู้สึกเหมือนโลกมันหมุนเร็วกว่าปกติไปนิดหน่อย และความจำ่นั้นมันก็ดูเบลอๆ ไปหมดเลยขอรับ”
เฉินอี้ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียดลงทันทีด้วยสัญชาตญาณมือปราบ
“เื่นี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล กลุ่มโจรกลุ่มนี้มีฝีมือดีเกินกว่าโจรป่าทั่วไปมากนัก แถมอาวุธที่พวกมันใช้ยังเป็เหล็กเนื้อดีชั้นยอดที่แม้แต่ทหารรักษาพระองค์ยังต้องเหลียวมอง การที่พวกมันมาตั้งค่ายใกล้เมืองโดยไม่มีใครระแคะระคาย ย่อมแสดงว่าต้องมีเื้ัที่ดำมืด ข้าจำเป็ต้องกลับไปรายงานเื่นี้ต่อท่านเ้าเมืองที่ เมืองตงหยาง โดยเร็วที่สุด”
เฉินอี้เว้นจังหวะพลางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของลู่ชิง
“ข้าอยากเชิญท่านเดินทางไปเมืองตงหยางด้วยกัน ท่านเ้าเมืองต้องอยากพบผู้กล้าที่ล้มหัวหน้าโจรเมฆาดำได้เพียงลำพังแน่”
ลู่ชิงรีบส่ายหัวดิกจนคอแทบเคล็ด
"ปัดโถ่! ไม่ได้หรอกขอรับท่านมือปราบ ข้าเสียเวลาสอนหนังสือเด็กๆ มามากแล้ว ป่านนี้พวกเขาคงลืมวิธีเขียนชื่อตัวเองไปหมดแล้ว อีกอย่างข้าไม่ได้้าคำชมหรือชื่อเสียงใดๆ ข้าขออยู่อย่างเงียบๆ ปลูกผักกินในหมู่บ้านนี้ต่อไปจะดีกว่า..."
เฉินอี้มองออกว่าลู่ชิงไม่ใช่คนทะเยอทะยาน เขาจึงงัด "ไม้ตายสุดท้าย" ที่จะสั่นะเืไปถึงจิติญญาของบัณฑิตตกยากออกมา
“ท่านบัณฑิต... โจรพวกนั้นมีค่าหัวรวมกันมหาศาล และตามกฎเหล็กของตงหยาง ผู้ที่มีผลงานมากที่สุดจะได้รับเงินรางวัล 7 ส่วนจากทั้งหมด ซึ่งข้าลองดีดลูกคิดในใจดูคร่าวๆ แล้ว... เงินรางวัลนั้นมันมากพอที่จะทำให้ครอบครัวของท่านอยู่อย่างาาได้ถึง สามปีครึ่ง โดยไม่ต้องกังวลเื่ข้าวสารกรอกหม้อหรือเสื้อผ้าชุดใหม่เลยแม้แต่นิดเดียว ท่านจะปล่อยโอกาสนี้ไปจริงๆ หรือ?”
“สามปีครึ่ง?!” ลู่ชิงหูผึ่ง ดวงตาที่เคยเลื่อนลอยกลับเบิกกว้างวาววับเป็ประกายเงินทองวิบวับประดุจดวงดาว ภาพที่เขาแอบเอาเงินเก็บมื้อเย็นของมารดาไปผลาญกับตำราเก่าๆ จนที่บ้านต้องกินข้าวต้มใสๆ ที่เห็นแต่เงาตัวเองลอยเข้ามาในหัวทันที ความยากจนมันน่ากลัวกว่าหัวหน้าโจรหลายเท่า!
“ไปขอรับ! ท่านมือปราบเฉินอี้พูดได้มีเหตุผลที่สุดเท่าที่ข้าเคยได้ยินมาในรอบปี!” ลู่ชิงเปลี่ยนท่าทีฉับพลันจากบัณฑิตผู้สมถะกลายเป็ผู้มีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองขึ้นมาทันที
“การไปรายงานตัวต่อท่านเ้าเมืองถือเป็หน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ของพลเมืองดีตงหยาง ข้าจะละเลยหน้าที่ที่มีต่อบ้านเกิดเมืองนอนได้อย่างไร! เราจะออกเดินทางกันตอนไหนดีขอรับ? ข้าพร้อมแล้ว!”
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ลู่ชิงก็รีบวิ่งหน้าตั้งกลับไปยังบ้านไม้หลังเล็กของเขาเพื่อบอกลาครอบครัว เขาเห็นมารดากำลังนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ที่ชานบ้านด้วยความกังวล ส่วนน้องสาวกำลังก้มๆ เงยๆ ต้มน้ำแกงอยู่ด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยเพราะนึกว่าพี่ชายจะอยู่บ้านถาวรแล้ว
"ท่านแม่! น้องเล็ก! ข้าต้องเดินทางไป เมืองตงหยาง กับกองปราบเดี๋ยวนี้เลยขอรับ!" ลู่ชิงะโบอกเสียงดังฟังชัดั้แ่ยังไม่ถึงรั้วบ้าน
มารดาของเขาใจนเกือบทำผ้าเช็ดหน้าหลุดมือปลิวหายไปกับลม
"อะไรนะ! เ้าเพิ่งจะรอดตายกลับมาได้หมาดๆ ก้นยังไม่ทันแตะพื้นบ้านเลย จะไปที่ไหนอีก!"
ลู่ชิงรีบเข้าไปกุมมือนุ่มๆ ของมารดา
"ท่านแม่ฟังข้าก่อน... ทางการจะมอบเงินรางวัลให้ข้า เงินก้อนนี้จะทำให้ท่านแม่กับน้องไม่ต้องอดมื้อกินมื้ออีกต่อไป เราจะมีข้าวสารพูนถัง มีเนื้อปลากินไปอีกสามสี่ปี ข้าต้องไปรับมันด้วยตัวเองที่เมืองตงหยางขอรับ"
พอมารดาได้ยินเื่เงินรางวัลที่จะช่วยให้ครอบครัวพ้นความลำบากอย่างยั่งยืน นางก็นิ่งไปครู่ใหญ่ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความยินดีปนห่วงใยอย่างที่สุด
"ในเมื่อเ้าตัดสินใจเพื่ออนาคตของพวกเรา แม่ก็คงห้ามไม่ได้... ดูแลตัวเองดีๆ นะลู่ชิง เมืองใหญ่คนลวงมันเยอะ หน้าเนื้อใจเสือก็มาก อย่าไปหลงเชื่อใครง่ายๆ ล่ะ"
"ข้าจะระวังตัวแจเลยขอรับท่านแม่" ลู่ชิงยิ้มกว้างก่อนจะรีบะโเข้าห้องนอนแคบๆ ของเขา เขาคว้าห่อผ้าเก่าๆ ที่มีรอยชุนมาบรรจุข้าวของจำเป็เพียงไม่กี่ชิ้น แต่สิ่งสุดท้ายที่เขาหยิบขึ้นมาด้วยแววตาครุ่นคิดหนักหน่วงคือ หนังสือเล่มนั้น เล่มที่ได้มาจากชายชราขอทาน หนังสือปกหนังเก่าๆ ที่ดูไม่มีราคาแต่กลับสร้างปาฏิหาริย์ที่เขาเริ่มเอะใจว่ามันไม่ใช่เื่บังเอิญเขาลูบหน้าปกที่สลักคำว่า 'เซียนา' เบาๆ ด้วยปลายนิ้วที่สั่นน้อยๆ ก่อนจะสอดมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของห่อผ้าอย่างมิดชิด 'ไม่ว่าเ้าจะเป็ของจริงหรือความบังเอิญ ข้าจะทิ้งเ้าไว้ไม่ได้เด็ดขาด เ้าคือทางรอดของข้า'
ลู่ชิงเดินออกมาหน้าบ้าน น้องสาวเดินเข้ามาหาพร้อมกับยัดห่อเสบียงเล็กๆ ที่มีแป้งจี่และหัวมันใส่ในมือ
"พี่ใหญ่... ดูแลตัวเองด้วยนะ ข้าจะคอยมองดูถนนรอพี่กลับมาทุกวัน"
ลู่ชิงลูบหัวน้องสาวเบาๆ ด้วยความรัก
"พี่จะรีบกลับมาพร้อมเงินรางวัลห่อใหญ่เบ้อเริ่ม รอพี่นะ"
บัณฑิตหนุ่มแบกห่อผ้าขึ้นบ่า เดินออกไปรวมกลุ่มกับขบวนม้าของเฉินอี้ที่รออยู่หน้าหมู่บ้าน แสงอาทิตย์ยามบ่ายร่างของเขาจนเงาถูกบดบังหาย ขณะที่ม้าศึกนับร้อยเริ่มขยับฝีเท้ามุ่งหน้าสู่ตงหยาง