ในห้วงขณะนั้นที่บรรยากาศแห่งความเงียบงันปกคลุมทั่วห้องโถงใหญ่ของวิหารแห่งการเริ่มต้น
สายตาของจินเกอที่ทอดมองไปยังชายวัยกลางคนจากวิหารแห่งการสังหาร
และหญิงสาวผู้เย็นชาจากวิหารแห่งนักฆ่าไร้เงานั้น ล้วนแฝงไปด้วยอารมณ์ดุจปีศาจเก่าแก่ที่กำลังเฝ้ารอเหยื่อ
แววตาทั้งสามเปล่งประกายราวกับจะกัดกินกันในทุกลมหายใจ หากไม่ติดว่ากฎของวิหารห้ามการปะทะกันอย่างเปิดเผยภายในวิหารแห่งการเริ่มต้นแล้วละก็ เป็นไปได้สูงว่าเลือดอาจจะไหลรินนองพื้นวิหารแห่งนี้ไปนานแล้ว
เมื่อเบื้องหน้านั้นมีเพียงชายหนุ่มผู้เดียวซึ่งมีสายเลือดฮาฟเอลฟ์และศักยภาพระดับเทพเจ้า ยืนอยู่ในจุดศูนย์กลางราวกับเขาคือคำตอบของโชคชะตาแห่งยุคสมัย ผู้ใดจะยอมปล่อยให้ชายหนุ่มคนนี้หลุดลอยไปจากอาณัติตนกันเล่า
ขณะเดียวกัน โอเกอร์หนุ่มอย่างไคจินก็ได้เข้ามาชักชวนอีกครั้ง
“โอดิน! เจ้ามาร่วมเดินทางและสร้างทีมกับข้าเถอะ พวกเราสองคนจะเป็นทีมต่อสู้ที่ไร้เทียมทาน!”
ท่าทางของไคจินเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและความตั้งใจอันบริสุทธิ์ เขาไม่ได้มองโอดินเป็นเครื่องมือ แต่มองว่าอีกฝ่ายคือพี่น้องร่วมทางที่สามารถฝากชีวิตไว้ด้วยกันได้จริงๆ
“เทพธิดาจักรพรรดิสิบปีก? ชื่ออะไรฟังดูบอบบางชะมัด ไม่เหมาะกับเจ้าที่เปล่งประกายด้วยพลังเวทอันยิ่งใหญ่นี่เลย”
“ถ้าข้าเป็นแนวหน้า แล้วเจ้าโจมตีจากแนวหลัง ข้าสาบานได้เลยว่ากระทั่งเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งก็ไม่มีวันต้านทานพวกเราได้แน่!”
ไคจินพูดพลางทุบกำปั้นลงที่หน้าอกตนเองเสียงดัง
ปลุกเร้าให้บรรยากาศโดยรอบสั่นไหวเล็กน้อยด้วยพลังธรรมชาติที่แท้จริงของสายเลือดโอเกอร์
โอดินเพียงถอนหายใจพลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขาโดยตรง
“ไว้วันหลังละกันนะไคจิน ข้าไปยังดินแดนทรินิตี้เซเว่นไม่ได้ในตอนนี้ เพราะข้าถือกำเนิดขึ้นบนโลกมนุษย์แห่งนี้ มันแตกต่างจากเจ้าที่กำเนิดในทรินิตี้และผ่านหอคอยศักดิ์สิทธิ์เข้ามา ข้าจึงถูกผูกพันด้วยเงื่อนไขที่ระบบแห่งโลกได้กำหนดไว้!”
“เงื่อนไขที่ว่าหากยังไม่สามารถเป็นผู้วิวัฒน์ที่บรรลุระดับ1 แล้ว ก็ไม่สามารถผ่านหอคอยศักดิ์สิทธิ์เพื่อไปยังดินแดนทรินิตี้เซเว่นได้”
ไคจินเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างจนปัญญา
“แย่จริงๆ ข้าเองก็ลืมไปเลย เจ้าเป็นฮาฟเอลฟ์ที่กำเนิดในโลกมนุษย์นี่เนอะ มันต่างจากข้าที่กำเนิดในดินแดนทรินิตี้เซเว่นโดยตรง”
“ต่อให้ข้าไม่ได้เกิดจากเผ่าพันธุ์โอเกอร์บริสุทธิ์เต็มตัว แต่ข้าก็มีสิทธิ์เดินทางข้ามมิติโดยไม่ต้องรับเงื่อนไขจากระบบแห่งโลกแบบเจ้า”
จากนั้นโอเกอร์หนุ่มก็หัวเราะเบาๆ พร้อมตบบ่าของโอดินอย่างไม่เบามือเท่าใดนัก
“แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเป็นเจ้า ผู้มีศักยภาพระดับเทพเจ้า ข้ากล้าพูดเลยว่าเจ้าจะบรรลุระดับวิวัฒน์ตื่นรู้ภายในไม่ถึงสองเดือนแน่ๆ”
“พอถึงตอนนั้นเจ้าต้องมาเยี่ยมข้าที่เผ่าพันธุ์โอเกอร์ให้ได้ ข้าจะให้การต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จนเจ้าลืมไม่ลงเลยล่ะ!”
ความจริงจังที่ซ่อนอยู่ในแววตาและน้ำเสียงของไคจิน มันกลับเปี่ยมไปด้วยความจริงใจที่แผ่ซ่านออกมา
รอยยิ้มบางๆจึงผุดขึ้นบนริมฝีปากของโอดินอย่างไม่ทันรู้ตัว
“เข้าใจแล้ว ข้าสัญญาไว้ที่นี้เลย ว่าเมื่อข้าบรรลุระดับวิวัฒน์ ข้าจะไปเยี่ยมเยียนเจ้าที่เผ่าพันธุ์โอเกอร์บริสุทธิ์แน่นอน!”
ตัวของโอดินเองก็ไม่ปฏิเสธถึงโอเกอร์หนุ่มตนนี้ เพราะเขาไม่ใช่มนุษย์ยังไงละ
ก่อนที่ในตอนนั้น ม่านหมอกสีดำทมิฬที่ไหลเอื่อยออกมาจากมุมหนึ่งของห้องโถงอันกว้างใหญ่ก็ได้ก่อตัวขึ้นราวกับหมึกอเวจีที่ถูกวาดด้วยพู่กันแห่งความตาย มันเป็นพลังวิญญาณอันหนาแน่นที่ก่อตัวจากเจตจำนงของผู้ก้าวข้ามขอบเขตมนุษย์
พลังที่ห่อหุ้มด้วยความเงียบงันของสุสานและจิตสังหารที่หนาวเหน็บยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี
กระแสวิญญาณนี้แทรกซึมไปทั่วพื้นที่ ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนเล็กๆในอากาศ แม้จะไม่มีสายลมพัดผ่าน แต่บรรดาผู้วิวัฒน์รุ่นเยาว์ที่อยู่ในห้องโถงต่างก็รู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้าใส่จิตใจของตนอย่างไม่ทันตั้งตัว
“กะ.. เกิดอะไรขึ้นอีก?!”
ใบหน้าของพวกเขาเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน บางคนกุมอกแน่นเพราะพลังจิตวิญญาณภายในร่างเกิดความสั่นคลอนทันทีที่หมอกสีดำทมิฬปรากฏ ส่วนอีกหลายคนก็ได้แต่ยืนนิ่งอยู่กับที่โดยไม่กล้าขยับตัวเพียงน้อยนิด
เพราะหวาดกลัวว่าแค่ลมหายใจก็อาจปลุกอสูรลี้ลับในม่านหมอกให้ตื่นขึ้น
จนกระทั่งเมื่อม่านหมอกเริ่มจางหายไปช้าๆ ร่างของชายชราคนหนึ่งก็ค่อยๆปรากฏออกมาจากม่านหมอกนั้นอย่างสง่างามโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า เขาก้าวเดินด้วยจังหวะราวกับวิญญาณที่ไร้เงา ร่างกายของเขาเล็กกระชับแต่เปี่ยมด้วยความมั่นคงในทุกอิริยาบถ
เส้นผมสีขาวโพลนตั้งชันเฉกเช่นยอดเขาน้ำแข็ง ใบหน้าของเขาคมเข้มและได้รับการตกแต่งอย่างพิถีพิถันด้วยหนวดเคราที่ได้รับการตัดแต่งอย่างบรรจง อาภรณ์ที่เขาสวมใส่นั้นคือชุดคลุมยาวสีม่วงเข้มที่ประดับด้วยลายวิหครัตติกาลสลักสีเงิน
มือของเขาถูกไพร่ไว้ด้านหลังราวกับไม่ต้องอาศัยอาวุธใดก็สามารถสังหารศัตรูได้ภายในเสี้ยววินาที
“เยว่ฉาน ไหนล่ะ เจ้าเด็กฮาฟเอลฟ์ที่มีศักยภาพระดับเทพเจ้า!”
บรรดาหนุ่มสาวผู้ยังไม่บรรลุระดับวิวัฒน์ขั้นสูงต่างก็หน้าซีดเผือดในทันที
และเมื่อสายตาของชายชรานั้นกวาดมองไปทั่วห้อง มันก็เจาะทะลุทะลวงผู้คนหลายสิบที่ยืนเรียงรายอยู่ด้วยประกายดวงตาที่แหลมคมราวกับมีดสั้นแห่งนักฆ่า กระทั่งเมื่อสายตานั้นหยุดอยู่ที่ฮาฟเอลฟ์หนุ่มผู้มีเส้นผมสีขาวทองที่โดดเด่นดุจแสงจันทร์
แววตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นในทันทีโดยไม่มีการปกปิดความพึงพอใจแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกัน เมื่อรับรู้ว่าใครคือบุคคลที่ปรากฏตัวตรงหน้า ชายชราที่ยืนอยู่ในไม่ไกลอย่างจินเกอก็ถึงกับหน้าซีดเผือดไปในทันที
“ฉินหมิงเค่อ? ท่านฉินหมิงเค่อ ผู้นำวิหารแห่งนักฆ่าสาขาเมืองหยางหมิง?!”