Pioneer Era

    ตอนที่ 57 จ่าฝูงของถ้ำดอกบัวเฮเดส

    ***แม่สาวนมติดลบ [ลิลลี่ ออฟซิเดียน]

    "หลังจากที่ช่วยสองคนนี้มาได้ พวกเราก็รีบวิ่งลัดเลาะออกไปข้างนอกทันที"

    "แล้วระหว่างนั้นโฮปที่แบกไฮเจนก็สะดุดขาตัวเองล้มจนแขนหักข้างหนึ่งค่ะ"

    "เดียวสิพรุน! ตอนนั้นถ้าผมไม่พลิกตัวรับเอาไว้ละก็ มีหวังไฮเจนหน้าแหกไปแล้วนะ! "

    "ถ้าคนที่แบกเป็นผู้หญิง สงสัยคงได้คะแนนความหล่อเต็ม ๆ ไปแล้วค่ะ"

    พวกโฮปกับพรุนเริ่มเล่าเรื่องราวต่อจากเยลโล่กันอย่างออกรสชาติ

    "พวกเราไปเจอทางออกตรงกำแพงที่อีกฟากของสวนสนุกกันนะ"

    "แต่บังเอิญว่ามีพวกเฮเดสขนาดสองถึงสามเมตรอยู่เพียบ เลยวิ่งหนีวุ่นวายกันใหญ่เลยค่ะ"

    "แถมทางเดินยังกลายเป็นผิวธรรมชาติมากขึ้น ทางเดินเลยขรุขระ มืด แถมอับชื้นอีก เส้นทางลาดชันก็เยอะ"

    "พวกเราเลยเดินสะดุดล้มหัวทิ่มกันถี่มากค่ะ"

    “สรุปคือที่ได้บาดแผลกันเต็มตัวนี่… เกิดจากสะดุดล้มกันเองสินะ? ดอง…”

    พรุนกับโฮปนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับว่าคำพูดของฉันมันไปทิ่มแทงใจของพวกเขาเข้า

    “... เอาเป็นว่าเส้นทางหนีมันเริ่มเป็นถ้ำธรรมชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ซากอารยะธรรมเหมือนแต่แรกแล้ว เลยเข้าใจได้ว่ากำลังใกล้ถึงทางออกกันละ”

    “ระหว่างนั้นก็มีไปเจอกับบ่อกรดตามที่แฟตเล่าให้ฟัง ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้โนอาร์พังละลายหายไปกับบ่อกรดค่ะ”

    “หลังจากข้ามมาได้ กลัทโทนี่ย์ก็อาสาอยู่รั้งท้ายเพื่อหยุดพวกเฮเดสที่ไล่ตามมาด้วยตัวคนเดียว ผลลัพธ์คือยังไม่กลับมาจนถึงวันนี้... ก็เดากันว่าคงพังยับไปอีกคนแล้วนะ…”

    โฮปกับพรุนเล่าเหตุการณ์ช่วงนี้ด้วยสีหน้าที่โศกเศร้า

    พวกเธอทั้งสองคนเป็นหุ่นยนต์

    แต่เป็นหุ่นยนต์ที่ผูกพันธ์กับพวกเรามากระดับหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะรู้สึกเศร้า

    ถึงสวนใหญ่จะเป็นฝ่ายเราเปิดปากคุยก่อนก็เถอะนะ…

    เอาเถอะ ครั้งนี้คงเหมือนกับครั้งที่แล้วนั่นละ เดียวอีกไม่กี่วันพวกเธอก็กลับมาแล้วมั้งดอง~



    หลังจากฟังเหตุการณ์ทั้งหมดจบลง พวกเราก็เริ่มลงมือทานอาหารเช้าตรงหน้ากันต่อ

    "พอพูดถึงอุบัติเหตุแล้ว มีอยู่ช่วงหนึ่งที่พี่หมีสะดุดขาล้มมาจับหน้าอกของพรุนเต็มสองมือเลยนี่? ถามจริง ตอนนั้นแกจงใจหรือว่าเป็นอุบัติเหตุจริง? "

    เสียงของโฮปดังขึ้นในช่วงระหว่างที่พวกเรากำลังทานข้าว

    พวกผู้ชายจับกลุ่มคุยกันโดยใช้เสียงที่เบามาก

    ฟังดูก็รู้ว่าจงใจให้เบา เพราะไม่อยากให้พวกผู้หญิงได้ยินกัน

    แต่… ขอโทษทีที่หูฉันมันดีนะดอง~

    "อย่าบอกเธอนะ… ความจริงคือข้า [จงใจ] นะ จะว่ายังไงดี… มันเป็นคำสั่งจากท่านแม่นะ ต้องสำรวจร่างกายเธอ เพราะแม่ที่ดีนั้น ต้องมี [นม] กับ [ตูด] ใหญ่ ใช่หรือเปล่าละ? "

    "นี่แกจับตูดเธอด้วยหรือฟะ… เห็นเงียบแบบนี้แต่ร้ายไม่เลานะเอ็ง~"

    "วานาดิไนท์ คิดว่าของพรุนเป็นยังไง ปิว~? "

    "ระดับสุดยอดเลยละ ข้าไม่เคยคิดว่าเผ่าอสูรกายจะมีหุ่นระดับนี้ได้เลยนะ [นม] ของเธอให้สัมผัสราวกับหมอนสวรรค์ [ตูด] ของเธอได้ทรวดทรงงดงามราวกับการรังสรรค์ของเทพเจ้า เป็นหุ่นของสาวงามที่ควรค่าเอามาเป็นของตัวเองให้ได้เลยละ! "

    เยลโล่กับพี่หมีวานาดิไนท์ทำหน้าตาน่ารังเกียจตอบโต้กันอย่างสนุกปาก

    "นายอยากสนิทกับพรุนของพวกเราใช่ไหม? ถ้านายช่วนแนะนำสาว ๆ ชนเผ่าให้ เดียวเราคนนี้จะช่วยนายเอง ปิว~"

    "จริง ๆ นะ! "

    ฉันชำเลืองไปทางพรุน

    เธอกำลังมองไปทางพวกเขาด้วยด้วยสายตาที่กำลังจ้องมองเศษขยะอยู่

    ลาก่อนพี่หมี ความรักของนายคงไม่มีทางสมหวังได้แล้วละดอง…



    "จริงสิ แล้วหอคอยแสงตรงนั้นมันคืออะไรละดอง? "

    ฉันชี้ออกไปทางกระจกของโรงอาหาร

    หอคอยที่สูงเหยียดฟ้าตรงเส้นขอบฟ้าด้านนอก มันมีด้วยกันถึงสี่แท่ง

    ถ้าให้ฉันเดา หอคอยพวกนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับซากโบราณสถานที่พวกเราไปผจญภัยกันมานั่นละดอง

    "ไม่รู้สิ พอออกมาจากถ้ำ ก็พบว่ามีหอคอยแห่งเทพผุดขึ้นเหนือดินแดนถ้ำดอกบัวเฮเดสไปแล้ว"

    "บางทีอาจจะเป็นตอนที่คุณซุนไกท์บอกชื่อเพื่อเปิดระบบสวนสนุกตอนนั้นก็ได้นะคะคุณไพไรต์"

    แฟตลองวิเคราะห์ถึงเป็นไปได้ขึ้นมา

    สำหรับชนเผ่าท้องถิ่นที่มองว่าหอคอยพวกนั้นคือที่พำนักของเทพ จึงไม่แปลกที่มองอย่างซับซ้อนว่าต้องผ่านเงื่อนไขบางอย่าง พวกท่านจึงจะปรากฏตัวขึ้นมา

    แต่ถ้าคิดว่ามันคือซากโบราณที่สาบสูญ และมีระดับเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ บางทีก็อาจเป็นไปได้แค่ว่าระบบมันปิดตัวลงเพื่อรอวันที่มีคนมาเปิดอีกครั้งหรือเปล่า?

    นั่นคือสิ่งที่แฟตจะพยายามอธิบายออกไปให้พวกไพไรต์ฟัง

    "จะบอกว่าทำแค่นั้นก็ผ่านเงื่อนไขของเทพ---"

    ไพไรต์หยุดพูดกลางคันพร้อมกับที่ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น

    "... ขอตัวก่อน! "

    "เดียวสิไพไรต์ นั่นนายจะไปไหน!? เออ… งั้นพวกเราขอตัวก่อนเช่นกันนะ! "

    ก่อนจะพากันออกไปจากโรงอาหารอย่างร้อนรนเช่นนั้น

    น่าสงสัยมาก…

    อืม~

    ดอง~



    ***

    ในเวลาเดียวกัน

    ณ ส่วนลึกสุดของถ้ำดอกบัวเฮเดส

    สวนสนุกเพียงแห่งเดียวของโนอาร์ อารยธรรมโบราณแห่งนั้นได้กลายเป็นสมบัติของเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้เป็นที่เรียบร้อยไปแล้ว

    เจ้าผู้ปกครองตนนี้ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม และกระหายที่จะครอบครองทุกสิ่งทุกอย่าง

    ผืนทะเลสาบขนาดใหญ่ ดอกบัวกลีบสีดำที่งดงาม เหล่าลูกน้องและลูกหลานที่คืบคลานออกหาอาหาร

    ทุกสิ่งทุกอย่างตรงหน้าล้วนแต่เป็นของมันเพียงผู้เดียว

    ใช่ เป็นของมันเท่านั้น



    "ข้า… ยิ่งใหญ่"

    มันพ่นลมหายใจจนผิวน้ำทะเลสาบกระเพื่อมเป็นคลื่นสูงราวหนึ่งเมตร

    ผิวน้ำทะเลสาบที่ท่วมไปด้วยเลือดสีฟ้า...

    ขนาดตัวของมันใหญ่โตมาก ใหญ่จนเกือบชิดเพดานที่สูงถึง 60 เมตรได้อย่างสบาย

    หัวที่เต็มไปด้วยผิวหนังตะปุ่มหนาสีเขียว กำลังยืดออกมาจากกระดองเพื่อหันไปมองดูความภาคภูมิใจของมัน

    "นี่ข้าตัวใหญ่ถึงขนาดนี้แล้วหรือ? "

    มันคิดเช่นนั้น



    หากเป็นเมื่อไม่กี่วันก่อน มันยังมีขนาดตัวเพียงแค่ 15 เมตรเท่านั้น

    มันเริ่มต้นจากตอนที่มันยังตัวเล็กจิ๋ว

    พ่อของมันมักเล่าให้ฟังถึงตำนานเทพเจ้าตัวเล็ก ที่มักเลี้ยงดูป้อนอาหารให้พวกมันทุกวันไม่ขาด

    มันเป็นชีวิตที่แสนสุข ดลบันดาลให้ทุกสิ่ง ปลอดภัยจากภัยร้ายต่าง ๆ

    อาจกล่าวได้ว่านั่นคือสวรรค์สำหรับพวกมัน

    ตามตำนานที่พ่อของมันเล่าให้ฟังนั้น ยังว่ากันว่ายิ่งตัวใหญ่ ก็จะยิ่งได้รับความเอ็นดูจากเทพเจ้าตัวจิ๋วพวกนั้นเพิ่มขึ้นตามลำดับด้วย

    ดังนั้นพวกเฮเดสจึงมีความเชื่อ ว่ายิ่งตัวใหญ่ก็ยิ่งมีชีวิตที่สุขสบาย

    ตำนานที่สืบทอดกันมานับพันปีได้จารึกลงไปในเต่าไร้ขาตัวน้อยเช่นนั้น

    "อยากพบเทพเจ้าตัวจิ๋วจัง"

    มันคิดอย่างบริสุทธิ์ใจเช่นนั้น



    ด้วยความคิดอันบริสุทธิ์นี้ มันจึงเริ่มออกล่าสินแร่เร็วกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เอาแต่รอพ่อแม่ของมันมาป้อนให้ทาน

    มันใช้เวลาทั้งวันไปกับการขุดดิน หาสินแร่ทอประกายแสง นำมันไปบดขยี้ ฟอกบนกระดองซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย

    ฟอกไม่ทัน ก็ใช่วิธีกินมันลงไป แล้วกลืนกินให้หลอมรวมเป็นเลือดเนื้อของมัน

    มันกินมากกว่าเพื่อนของมัน กินมากกว่าคนในครอบครัว เพื่อเพิ่มพลังงานให้มากพอจะลอกคราบตัวเองให้เติบโตขึ้น

    ทุกครั้งที่ลอกคราบ กระดองกับร่างกายของมันก็จะใหญ่โตมากยิ่งขึ้น

    พอรู้ตัวอีกที ในขณะที่เพื่อนร่วมรุ่นของมันมีขนาดแค่ครึ่งเมตร มันก็มีขนาดใหญ่ถึงสามเมตรไปแล้ว



    แต่นั่นยังไม่ใช่เป้าหมายที่มันพอใจ

    ในเวลานั้น ตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของฝูง คืออยู่ที่ขนาด 10 เมตร

    "ถ้ายังใหญ่ขนาดนั้นไม่ได้ เทพจิ๋วในตำนานคงไม่มาหาข้า…"

    ด้วยความคิดเช่นนั้น มันจึงออกล่าอาหารกับขุดสินแร่อย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม

    ยิ่งตัวใหญ่ก็ยิ่งต้องการสินแร่กับอาหารเพื่อเพิ่มขนาดตัวมากขึ้นกว่าเดิม

    ดังนั้นขอบเขตที่มันล่าปกติจึงเริ่มมีไม่เพียงพอ

    จากความต้องการอันบริสุทธิ์ ได้บิดเบี้ยวเป็น [ความละโมบ] อันไร้ที่สิ้นสุด

    มันเริ่มจากแย่งอาหารของพ่อมัน ของแม่มัน แย่งทุกสิ่งจากครอบครัวมาเป็นของตัวเอง

    มันฆ่าครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของตัวเองทิ้ง แย่งชิงทุกสิ่งมาเพื่อความฝันของมัน

    ด้วยเลือดเนื้อกับสินแร่บนกระดองของครอบครัว จึงทำให้มันตัวใหญ่ขึ้นมาถึง 5 เมตร



    แต่นั่นยังไม่พอสำหรับมัน

    คราวนี้มันจึงเล็งไปคนที่มีตำแหน่งสูงกว่า

    นั่นคือ [จ่าฝูง]

    จ่าฝูงเป็นตำแหน่งที่ดี เพราะทุกตัวจะเกรงใจ และยอมมอบทำเลที่ดีที่สุดให้จ่าฝูงเสมออย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

    “ข้าอยากได้ตำแหน่งนั้น... เพื่อความฝันของข้า”

    แต่มันรู้ตัวดี ว่าไม่อาจเอาชนะจ่าฝูงขนาด 10 เมตรในตอนนี้ได้

    ดังนั้นมันจึงใช้แผนการ

    มันใช้ช่วงเวลาที่จ่าฝูงเหนื่อยล้าจากการผลิตลูกกับภรรยาของมัน บุกเข้าไปในช่วงเวลานั้น แล้วทำการสังหารทิ้งอย่างเลือดเย็น

    มันกินเนื้อของจ่าฝูง กัดเทะเศษเนื้อที่ติดกระดองจนสะอาด แล้วใช้ร่างกายที่หนักและแข็งทุบกระดองเปล่าสีขาวจนแหลกละเอียดเพื่อกินเข้าไปจนหมดไม่มีเหลือ

    มันใช้สินแร่ที่จ่าฝูงเก็บสะสมทั้งหมด มาเพิ่มพูนความหนาของกระดองตัวเอง

    จงใหญ่ขึ้นอีก จงใหญ่มากกว่านี้อีก

    มันคิดเช่นนั้น

    มันลอกคราบอีกครั้ง แต่ก็ทำได้แค่ขนาด 7 เมตร

    ดังนั้นมันจึงโจมตีภรรยากับลูก ๆ ที่ยังตัวเล็กของจ่าฝูง เพื่อเติมเต็มความต้องการของมัน

    แล้วมันก็มีขนาด 10 เมตร สมใจปราถนาในท้ายที่สุด



    มันได้ตำแหน่งของจ่าฝูง ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในดินแดนส่วนลึกของถ้ำมาในท้ายที่สุด

    ที่นี่คือดินแดนของมัน

    เฮเดสทุกตัวคือลูกน้องของมัน

    มันสามารถเข้าถึงสินแร่ในทุกพื้นที่ของถ้ำได้

    ดอกบัวเฮเดสที่บานใหญ่ที่สุดต้องเป็นของมัน

    ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของมัน

    แต่ทว่าหัวใจของมันกลับรู้สึกว่างเปล่า

    เพราะว่าความต้องการในสมัยเด็กของมันไม่อาจถูกเติมเต็มได้ด้วยสิ่งเหล่านี้

    เทพเจ้าตัวจิ๋วในตำนานยังไม่ยอมปรากฏตัวออกมาต่อหน้ามัน

    “หรือว่าข้าจะยังตัวใหญ่ไม่พอ? ”

    “หรือว่าสินแร่กับอาหารที่ข้ากินตอนนี้ยังมีไม่พอ”

    มันตั้งคำถามให้กับตัวเอง

    “… แก้ปัญหาได้ง่ายนิดเดียวมิใช่หรือยังไง? ”

    ของทุกอย่างคือของ ของข้าแล้วนี่?

    “ดังนั้น หลังจากนี้เป็นต้นไป สินแร่ทุกอย่างที่หามาได้ จะต้องเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว พวกเจ้าคอยกินเศษเหลือจากข้าไปแล้วกัน”

    คำพูดของมันในฐานะจ่าฝูงตนใหม่ ทำให้ทุกตัวในเวลานั้นโกรธจนแทบคลั่ง

    เกิดการต่อสู้เป็นสงครามขนาดย่อม ทะเลสาบถูกย้อมไปด้วยเลือดเหลวสีฟ้าของพวกมัน

    มีเฮเดสน้อยใหญ่จำนวนเกือบหนึ่งร้อยตัวที่ต้องตายลงในเวลานั้น

    แน่นอนว่าผู้ที่รอดเป็นตัวสุดท้ายคือ [มัน]

    “ยังมีใครจะกล้าอีกไหม? ”

    เฮเดสที่เหลืออยู่เพียงยี่สิบตัวในเวลานั้น ล้วนแต่ไม่มีใครกล้าที่จะต่อกรกับมันเลย

    “งั้นเป็นอันตกลงตามนี้”



    หลังจากนั้นเป็นระยะเวลาอีกสามสิบปี

    มันตัวใหญ่ขึ้นจากการกินสินแร่และอาหารในปริมาณที่มากยิ่งกว่าใคร

    เฮเดสตัวอื่นทำได้เพียงแต่จ้องมองจ่าฝูงตัวใหม่ด้วยสายตาที่ชิงชังเท่านั้น

    มันโตขึ้นจนกระทั้งมีขนาดได้ 15 เมตร

    “ข้าตัวใหญ่ยิ่งกว่าเฮเดสตัวใดในประวัติศาสตร์ไปแล้ว! ”

    มันรู้สึกดีใจมาก

    แต่ทว่าเทพตัวจิ๋วในตำนานก็ยังไม่ยอมปรากฏตัวขึ้นมา

    แถมอัตราการเติบโตของมันยังหยุดชะงักลงอยู่เพียงแค่นี้

    “ข้า… ควรทำเช่นไรดี? ”

    ในตอนนั้นเองที่มันเหลือบไปเห็นเฮเดสตัวเมียขนาด 3 เมตร

    แล้วมันก็นึกขึ้นมาได้

    ว่าช่วงเวลาที่มันกลืนกินครอบครัว หรือจ่าฝูงที่มีขนาดตัวใหญ่กว่านั้น สามารถทำให้มันเติบโตได้มากแค่ไหน

    “ใช้วิธีนี้ได้ไม่ใช่หรือยังไง? ”

    ด้วยความคิดเช่นนี้ การปกครองของมันจึงเปลี่ยนไป

    มันเริ่มแบ่งอาหารกับสินแร่ที่หามาได้ให้กับฝูงของมัน

    พวกมันต่างดีใจที่จ่าฝูงผู้โหดเหี้ยมมีนิสัยเปลี่ยนไป

    แต่พวกมันไม่รู้เลย ว่ากำลังถูกขุนให้อ้วนเพื่อจับกินในภายหลังต่างหาก

    ทว่าแผนของมันกลับต้องหยุดชะงักลงเมื่อราวไม่กี่วันก่อน

    “นั่นมัน…”

    มีสิ่งมีชีวิตแปลกตาขนาดเล็กเหยียบย่างเข้ามาในพื้นที่ของมัน

    แต่มันมองว่าตัวเล็กแค่นั้นคงให้สารอาหารน้อย เลยไม่สนใจแล้วหันไปทำงานของมันต่อ

    นั่นคือการขุดดินใต้ทะเลสาบให้ลึกมากขึ้น เพื่อหาสินแร่มาเติมเต็มร่างกายของมันกับบรรดาฝูงของมัน



    แล้วมันก็เกิดขึ้น

    “แสงนี้มัน! ”

    สวนสนุกที่ถูกปิดตายมานานนับพันปี ได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นโดยกลุ่มผู้รุกรานเมื่อกี้

    แสงสีที่บาดตา สิ่งก่อสร้างที่มันไม่เคยสนใจมาทั้งชีวิต ล้วนแต่กำลังทอประกายแสงเจิกจ้าอยู่ในดวงตาของมัน

    ในวินาทีนั้นมันลืมซึ่งทุกสิ่งที่ตัวเองทำมาทั้งหมด

    “ถ้าเป็นของพวกนี้ ต้องทำให้มันตัวใหญ่ขึ้นได้อีกแน่นอน! ”

    “ข้าอยากได้…”

    “ข้าอยากได้พวกมัน…”

    “ของพวกนั้นทั้งหมด คือของข้า! ”

    ว่าแล้วมันก็กระโจนออกจากทะเลสาบ พุ่งเข้าไปกัดกินสิ่งก่อสร้างตรงหน้า

    พฤติกรรมอันบ้าคลั่งของจ่าฝูง ทำให้บรรดาลูกน้องเกิดความคุ้มคลั่งตามไปด้วย

    เพราะแสงที่บาดตานั้น สำหรับพวกมันก็ไม่ต่างไปจาก [สินแร่ชั้นเลิศ]

    อาจกล่าวได้ว่าสวนสนุกตรงหน้าของพวกมัน คืองานเลี้ยงบุฟเฟ่ต์ของพวกมัน

    “ห้ามมาแย่งของข้า! ”

    แต่จ่าฝูงตัวนี้ไม่คิดยอมยกอาหารแสนโอชะตรงหน้าให้กับใคร

    เพราะมันเข้าใจไปว่าของพวกนี้คือสินแร่ชั้นเลิศยิ่งกว่าที่เคยขุดขึ้นมากินเป็นเท่าตัว

    ซึ่งเป็นมันเรื่องบังเอิญที่น่าขัน

    เพราะสิ่งก่อสร้างพวกนี้ ล้วนแต่ถูกผลิตด้วยกรรมวิธีชั้นสูง จึงไม่แปลกที่ระดับของแร่ธาตุ จะอยู่สูงกว่าแร่ดิบเปื้อนโคลนที่พวกมันเคยกินหรือนำมาพอกกระดองมาก่อนหน้านี้

    “ไม่แม้แต่เจ้า! ”

    มันใช้หางฟาดใส่กระดองของภรรยาที่มีขนาดตัว 14 เมตร จนกระเด็นหงายหลัง

    แต่ทว่าความคุ้มคลั่งได้เกิดขึ้นไปแล้ว เลยทำให้ไม่มีลูกน้องตัวไหนคิดจะเชื่อฟังมัน

    ดังนั้นมันจึงทำการไล่ฆ่าลูกน้องทุกตัวจนไม่เหลือ เพื่อไม่ให้ใครมาแย่งของ ของมันไป…

    และผลลัพธ์นั้นก็ทำให้---



    “นี่ข้า… ตัวใหญ่ถึงขนาดนี้แล้วหรือ? ”

    ---ทำให้มันมีขนาดตัวถึง 60 เมตร

    ร่างกายของมันลอกคราบหลายต่อหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่วันนี้ เพราะการกินสินแร่และเนื้อเข้าไปจนเกินขนาดอย่างที่ไม่เคยเป็น

    แถมสิ่งที่มันกินเข้าไป ยังมีคุณภาพดีอย่างที่ไม่เคยกินมาก่อนอีกด้วย

    มันโตขึ้น โตจนโบราณสถานแห่งนี้ไม่อาจใช้เป็นบ้านของมันได้อีกต่อไป

    เพราะเพียงแค่มันขยับตัวเล็กน้อย ก็น่าหวั่นวิตกแล้วว่าทุกสิ่งจะพังทลายลงมา

    แต่ถึงจะตัวใหญ่ขนาดนี้แล้ว

    “ทำไมเทพตัวจิ๋วถึงยังไม่มาหาข้า…”

    มันก็ยังไม่อาจพบกับความต้องการสูงสุดของมันได้อยู่ดี



    ในตอนนั้นเอง

    “ [เฮเดสสำหรับสวนน้ำทะเลสาบเริ่มอยู่นอกเหนือการควบคุม ขอคำสั่งปราบปรามด้วย] ”

    “เสียงอะไร? ”

    มันเงียหูฟังเสียงลึกลับที่ดังขึ้นมาในสวนสนุกแห่งนี้

    “ [เฮเดสสำหรับสวนน้ำทะเลสาบเริ่มอยู่นอกเหนือการควบคุม ขอคำสั่งปราบปรามด้วย] ”

    มันไม่เข้าใจว่าเสียงนั้นพูดว่าอะไ และมีความหมายอะไร

    แต่ที่มันเข้าใจอย่างหนึ่ง คือมันเป็นเสียงที่มันไม่รู้จัก

    ช่างแปลกประหลาดนัก

    แล้วมันก็เริ่มคิดทบทวนถึงสิ่งที่เกิดในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่กี่วันนี้

    สิ่งมีชีวิตแปลก ๆ ขนาดเล็กรุกรานเข้ามา แล้วหายไปอย่างลึกลับ?

    ความวุ่นวายที่มาพร้อมกับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ พวกนั้น?

    เทพตัวจิ๋ว?

    สิ่งเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกัน?

    สมองของมันเริ่มทำงานอย่างหนัก

    จนกระทั้งได้คำตอบอย่างหนึ่งขึ้นมา

    “หรือว่าข้างนอกนี้จะมีบางอย่างที่ยิ่งใหญ่อยู่? ”

    ในสมัยที่มันเป็นจ่าฝูงนั้น มันไม่เคยสนใจเรื่องพื้นที่นอกรังเลยแม้แต่น้อย

    เพราะมันได้ยินมา ว่าเป็นพื้นที่สำหรับพวกตัวเล็กที่มีขนาดต่ำกว่า 3 เมตร อยู่อาศัยกัน มันเลยคิดว่าข้างนอกนี้คงไม่มีสินแร่ล้ำค่าให้มันครอบครองเอาไว้

    แต่ถ้าหากว่ามันไม่ใช่เช่นนั้นละ?

    ถ้าหากว่าลูกน้องของตัวเองโกหกมาตลอดเวลาละ?

    ถ้าหากว่าพวกฝูงย่อยที่อาศัยอยู่ข้างนอกนั้น แท้ที่จริงแล้วมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์มากกว่านี้ละ?

    “... ออกไปข้างนอกดีกว่า”

    เพราะคิดเช่นนั้น มันจึงเริ่มเคลื่อนตัวออกไป

    ใช้ร่างกายขนาด 60 เมตรเคลื่อนไปใต้ดิน ขุดกำแพงตรงหน้าจนเป็นรูกว้าง แล้วมุ่งหน้าต่อไป

    ขุดขึ้นไป

    ขึ้นไปเรื่อย ๆ

    ขึ้นไปสู่เบื้องบน

    เพื่อหาอาหารใหม่

    เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ

    เพื่อให้ร่างกายของข้าใหญ่โตมากยิ่งขึ้น

    เพื่อ… พบกับเทพตัวจิ๋วในตำนานของมัน