“ท่าไม่ดีแล้ว รีบหนีเร็วเข้า!”
เมื่อหวังต้งได้ยินเสียงกรีดร้องของหวังเยวี่ยเขาก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น แล้วรีบชักจูงพรรคพวกให้หนีไป
“เจ้าเด็กหน้าเหม็น! กล้าทำร้ายญาติผู้น้องของข้าแล้วยังไม่คุกเข่ารอรับความตายอีก!” หวังต้งเป็นยอดฝีมือเก้าเส้นลมปราณอายุยี่สิบห้าปี ปัจจุบันอยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหก
“ญาติผู้พี่เขาทำลายรากจิตวิญญาณของข้า ท่านต้องสังหารเขาเพื่อล้างแค้นให้ข้านะ!” น้ำเสียงของหวังเยวี่ยเต็มไปด้วยความเกลียดชังใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทั้งยังส่งเสียงร้องคร่ำครวญอย่างสิ้นหวัง
“อะไรนะ? ทำลายรากจิตวิญญาณ เจ้าเด็กนี่ชั่วร้ายเกินไปแล้ว!” หลี่ซือกล่าวขึ้น เขาอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าและค่อนข้างสนิทสนมกับหวังต้ง
หวังเยวี่ยจ้องหนิงเทียนแล้วพูดอย่างโกรธเคือง“บังอาจทำลายรากจิตวิญญาณของข้า แม้แต่ราชาสวรรค์ก็ไม่อาจช่วยเจ้าได้วันนี้เจ้าต้องตาย! ต้องตายอย่างอนาถยิ่ง!”
“ไร้สาระเสียจริง” หนิงเทียนไม่สนใจเขาเลยสักนิดและเพ่งสายตาไปทางหวังต้ง
ความผันผวนที่ปล่อยออกมาจากจิตหยั่งลึกขั้นหกทำให้หนิงเทียนกังวลเล็กน้อย
“เจ้าหูหนวกหรือ? คุกเข่าลงเดี๋ยวนี้!”
ศิษย์ฝ่ายในสองคนตะโกนขู่หนิงเทียนอย่างเกรี้ยวโกรธเพื่อเอาใจหวังต้ง
หลี่ซือคำราม“ไม่ต้องเสียเวลาพูดกับมัน! รีบลงมือเสียเถิด”
“ศิษย์พี่หลี่โปรดวางใจท่านรอชมได้เลย”
พลันศิษย์ฝ่ายในสองคนผู้อยู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสี่ปรากฏตัวขึ้นต้นไม้สี่ต้นลอยอยู่ข้างกายและดูดพลังฟ้าดิน เพื่อก่อตัวเป็นกระแสน้ำวนแห่งพลังวิญญาณซึ่งเป็นที่สะดุดตาอย่างยิ่ง
“คุกเข่าลงเสียเจ้าหนู!” ทั้งสองคนมีใบหน้าที่น่ากลัว ทั้งยังแสดงท่าทางโหดร้าย
หนิงเทียนเลิกคิ้วกระบี่ บงกชสีมรกตลอยอยู่นอกร่างแผนที่จิตวิญญาณแปรปรวนอย่างคาดเดาไม่ได้ และด้วยความช่วยเหลือของยุทธศาสตร์ครองสวรรค์พลังทั่วร่างจึงมหาศาลท่วมท้นภูเขาและแม่น้ำ ทั้งยังเฉียบคมราวกับสายรุ้ง[1]
“ทะลวงพันชั้น!” หนิงเทียนเคลื่อนไหวฉับไวดุจกระต่ายป่ามือทั้งสองข้างประสานกัน พร้อมขยับฝีเท้าอย่างไม่อาจคาดเดาได้ เหมือนแม่น้ำเชี่ยวกรากที่ซัดสาดคลื่นยักษ์นับพันลูก
“นะ...นั่นอะไร?” หวังต้งและหลี่ซือต่างตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดว่าเด็กคนนี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้
หนิงเทียนสามารถคว้ากำปั้นของศัตรูไว้ได้ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์หยั่งรากลึกในทุกสิ่ง ช่างเผด็จการเสียจริง
ศิษย์ฝ่ายในทั้งสองคนต่อต้านอย่างสิ้นหวังพวกเขาพยายามสร้างเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งให้เส้นลมปราณ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถต่อกรกับทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ของหนิงเทียนได้
กระบวนท่าทั้งเก้าของบงกชสีมรกตในแผนที่จิตวิญญาณนับเป็นสิ่งที่มีพลังแก่กล้าในการไล่ล่าฝ่ายตรงข้าม
ร่างของคู่ต่อสู้ทั้งสองคนลอยออกไปในชั่วพริบตาพร้อมเสียงร้องโหยหวนอย่างสิ้นหวังและรากจิตวิญญาณทั้งสี่ของพวกเขาก็ถูกหนิงเทียนพรากไปด้วย
ลมพายุแห่งความพิโรธโหมกระหน่ำผ่านร่างหนิงเทียนเสื้อผ้าของเขาปลิวไสว บงกชสีมรกตข้างกายผุดผ่องราวกับเป็นอิสระจากเศษธุลี
“บ้าเอ๊ย!” หลี่ซือคำรามด้วยความฉุนเฉียวก่อนจะแผ่คลื่นฝ่ามือทรงอานุภาพดุจฟ้าคะนองที่อัดแน่นไปด้วยพลังแห่งอัสนี
ดวงตาของหนิงเทียนกระตุกพร้อมปล่อยดอกไม้บินพุ่งออกไปทว่าแรงมืออันหนักหน่วงกลับทำให้คมมีดแตกกระจาย จนหนิงเทียนต้องจำใจเคลื่อนตัวหลบ
หนิงเทียนตกใจเล็กน้อยกับความแข็งแกร่งของหลี่ซือชายผู้นี้อาจไม่ใช่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าธรรมดา เพราะเขาเชี่ยวชาญทักษะการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวทั้งยังสามารถปล่อยสายฟ้าจากฝ่ามือได้ ช่างเป็นพลังที่น่าทึ่งมาก
หนิงเทียนยกแขนพลางหมุนกายดอกไม้บินปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมพลังที่ส่งจากยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ดอกไม้สิบหกดอกบานสะพรั่งและเคลื่อนไหวสลับไปมาเพื่อรบกวนการมองเห็น
หลี่ซือหัวเราะเยาะก่อนจะสร้างการป้องกันห้าชั้นซึ่งสามารถต้านทานการรุกรานของยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ได้ชั่วคราว
“ตายเสียเถอะ!” หลี่ซือคำราม แสงแห่งจิตวิญญาณส่องสว่างไปทั่วร่าง รากบ่มเพาะปรากฏขึ้นเบื้องหลังซึ่งแสดงให้เห็นว่ามันคือกล้วยไม้ห้าสี
สิ่งนี้คือรากบ่มเพาะระดับนิลกาฬที่มีความสามารถทรงพลังอย่างยิ่ง
ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ของหนิงเทียนถูกปะทะอย่างรุนแรงขณะที่เขากำลังบุกทะลวงก็ถูกฝ่ามือฟ้าคำรามของหลี่ซือกระแทกกลับ
จื๋อซิวคนอื่นๆ ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าไม่สามารถทำอะไรหนิงเทียนได้แม้แต่ปลายเล็บทว่าหลี่ซือผู้นี้ต่างออกไป เขาค่อนข้างมีพลังอันแข็งแกร่ง
หลังจากหวังต้งตรวจสอบอาการบาดเจ็บของศิษย์น้องทั้งสองแล้วกลิ่นอายสังหารก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“จงตายไปเสียเถอะหนิงเทียน!”หวังต้งแผดเสียงอันดุร้ายและป่าเถื่อน พร้อมเคลื่อนไหวปานสายฟ้ากระแสน้ำวนทั้งหกรอบกายกระจายไปทุกทิศทาง จนเกิดร่องรอยการเคลื่อนย้ายมวลสารที่รวดเร็วเหนือจินตนาการ
หนิงเทียนสัมผัสได้ถึงอันตรายจึงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดราวกับสัตว์ร้ายโบราณที่เผยให้เห็นเพียงสัญชาตญาณอันโหดเหี้ยม
“ทะลวงพันชั้น!” ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้แขนของหนิงเทียนเปรียบเสมือนเทพพันกรที่พุ่งโจมตีหลี่ซือและหวังต้ง จนพวกเขากระเด็นออกจากกัน
ตูม!
เกิดเสียงดังสนั่นหนิงเทียนถูกคลื่นอากาศอันน่าสะพรึงกลัวพัดปลิวไปไกลหลายจั้ง หลังจากลงถึงพื้นแล้วเขาก็รีบย่อตัวและวิ่งไปหากลุ่มพืชวิญญาณตามไหล่เขา
“ทิ้งชีวิตไว้ตรงนี้เถอะ!” หวังต้งปล่อยหมัดขวาพร้อมใช้ทักษะเงาผกาตามติดเมื่อพลังหมัดหลอมรวมเข้ากับเงาวิญญาณดอกไม้ ทักษะนี้ก็แข็งแกร่งราวปีศาจ ดอกไม้ทั้งหกไล่ตามดวงจิตและพยายามกลืนกินชีวิตของหนิงเทียน
การโจมตีของเหล่าจื๋อซิวมีเอกลักษณ์อย่างยิ่งทั้งยังมีรูปแบบที่ชวนให้สับสน
เส้นลมปราณทั้งเก้าของหนิงเทียนสั่นสะเทือนแผนที่จิตวิญญาณปั่นป่วน บงกชสีมรกตหยั่งรากลงในดิน จนเหล่าปีศาจดอกไม้และต้นไม้โดยรอบตื่นตระหนกก่อนจะพุ่งกิ่งก้านเถาวัลย์ออกมา แล้วพัฒนาเป็นหอกและกระบี่วิญญาณเข้าขวางหวังต้ง
นี่คือการประยุกต์ใช้ทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์เขาสามารถกดขี่ข่มเหงดวงวิญญาณที่อ่อนแอกว่าให้เชื่อฟังคำสั่งของตนได้
แม้เขาจะไม่สามารถทำให้พลังคงอยู่นานกว่านี้ได้แต่ผลของการก่อกวนก็มีประสิทธิภาพอย่างไม่ต้องสงสัย
บริเวณรอบบ่อน้ำทิพย์มีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่นศิษย์จากสำนักเชียนเฉ่ากว่าสิบคนได้รับบาดเจ็บสาหัส หนิงเทียนจึงใช้โอกาสนี้รีบวิ่งเข้าไป
หวังต้งและหลี่ซือไล่ตามมาด้วยความอาฆาตแค้นต่อหนิงเทียนแต่เมื่อเข้ามาใกล้ตีนเขา ทั้งสองคนก็เห็นว่ามีบ่อน้ำทิพย์อยู่ไม่ไกล
“โอกาสมาแล้ว! เร็วเข้า!”
พวกเขาสบตากันอย่างเข้าใจ การไล่ล่าหนิงเทียนกลายเป็นเรื่องรองไปโดยปริยายเวลานี้การยึดครองบ่อน้ำทิพย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ต้นไม้ใหญ่โบกกิ่งก้านโจมตีหนิงเทียนหวังต้ง และหลี่ซือ
กิ่งก้านเหล่านั้นไม่ต่างจากแส้ศักดิ์สิทธิ์พวกมันเปี่ยมไปด้วยพลังอันยิ่งใหญ่จนทำให้คมมีดของหนิงเทียนแตกร้าว
หวังต้งและหลี่ซือร่วมมือกันหักกิ่งก้านและมุ่งเข้าป่าอย่างรวดเร็วซึ่งดึงดูดความสนใจของศิษย์จากสำนักเชียนเฉ่าเป็นอย่างมาก
“รีบไปขวางไว้! อย่าปล่อยให้พวกเขาเข้าใกล้บ่อน้ำทิพย์”
นี่เป็นการค้นพบของบรรดาศิษย์สำนักเชียนเฉ่าแล้วจะปล่อยให้สำนักร้อยบุปผาช่วงชิงไปได้อย่างไร?
หนิงเทียนถอยไปตั้งหลักเงียบๆและเฝ้าดูอยู่รอบนอกพักหนึ่ง จากนั้นจึงกลับมาหาหวังเยวี่ยและศิษย์ฝ่ายในอีกสองคน
“เจ้าหนู เจ้าจะทำอะไร?ลูกพี่ลูกน้องของข้าจะต้อง... อ๊าก!”
“ไร้สาระจริงๆ ข้าเพียงแต่ปล้นเจ้าไม่ได้คิดจะเอาชีวิตเสียหน่อย”
ศิษย์ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสี่ถูกปล้นจำนวนหินวิญญาณทั้งหมดในมือของพวกเขามีมากกว่าหนึ่งพันก้อน
หนิงเทียนย้อนกลับมาบริเวณบ่อน้ำทิพย์บงกชสีมรกตหยั่งรากลงดิน หินวิญญาณลอยว่อนรอบกาย เขากำลังผสานพลังหินวิญญาณเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของตน
หลังจากประลองพลังกับหลี่ซือและหวังต้งไปสองกระบวนท่าหนิงเทียนก็ตระหนักได้ว่า ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกไม่ได้เก่งกาจมากนักเมื่อเทียบกับขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นห้าและหก
จากการวิเคราะห์ของหนิงเทียนหลี่ซือกับหวังต้งค่อนข้างเชี่ยวชาญทักษะการต่อสู้และมีพลังที่น่าสนใจ
จื๋อซิวและหยวนซิวมีความแตกต่างกันบางประการตัวอย่างเช่น ในช่วงปลายของขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าจื๋อซิวสามารถปลุกทักษะโดยกำเนิดได้ หากไปถึงขอบเขตผนึกดาราก็จะได้รับทักษะต่อสู้ และหลังจากเข้าสู่ขอบเขตเหนือเมฆาแล้วว่ากันว่าจะได้รับทักษะศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย
ทักษะโดยกำเนิด ทักษะต่อสู้และทักษะศักดิ์สิทธิ์ล้วนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นพลังที่ไร้ผู้เปรียบเทียบ
แม้ผู้บำเพ็ญขอบเขตจิตหยั่งลึกจะยังไม่สามารถเข้าใจทักษะต่อสู้จากรากบ่มเพาะของตนทว่าพวกเขาก็สามารถฝึกฝนวิชาต่อสู้ที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ได้
นี่เป็นกรณีของหวังต้งและหลี่ซือวิชาทะยานหลงเงาตัดผกาของหนิงเทียนก็นับเป็นทักษะต่อสู้เช่นกันขณะที่ทะลวงพันชั้นถือเป็นทักษะศักดิ์สิทธิ์
ระหว่างใช้ทักษะยุทธศาสตร์ครองสวรรค์หนิงเทียนก็ให้ความสนใจกับสถานการณ์การต่อสู้บริเวณบ่อน้ำทิพย์ไปด้วยพร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแกร่งในการบำเพ็ญของตนอย่างระมัดระวัง
เขากลายเป็นผู้บำเพ็ญยังไม่ถึงหนึ่งเดือนดังนั้น เขาจึงยังไม่เข้าใจความรู้พื้นฐานบางอย่าง
นอกจากนี้เส้นลมปราณฟ้าประทานทั้งเก้าของเขายังแตกต่างจากผู้บำเพ็ญคนอื่นวิธีการตัดสินความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญทั่วไปจึงไม่เหมาะกับเขา
ขอบเขตจิตหยั่งลึกมีเก้าขั้นแต่ละขั้นแบ่งออกเป็นสี่ช่วง ได้แก่ ช่วงต้น ช่วงกลาง ช่วงปลาย และช่วงสมบูรณ์
ตอนนี้หนิงเทียนอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกและมีเพียงเส้นลมปราณแรกเท่านั้นที่รวมเข้ากับแผนที่จิตวิญญาณ ซึ่งนั่นทำให้เขาโดดเด่นกว่าผู้อื่น
แผนที่จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายพลังวิญญาณที่เข้าสู่เส้นลมปราณแรกได้รับการบ่มเพาะอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพทะยานสูงขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนสามารถดำเนินมาถึงระดับที่น่าอัศจรรย์
หนิงเทียนตรวจสอบอย่างระมัดระวังก่อนจะพบว่าหลังจากพลังวิญญาณเข้าสู่เส้นลมปราณแรกแล้วมันจะค่อยๆ เย็นตัวลงและถูกบีบอัดทั้งหมดเก้าครั้งการบีบอัดแต่ละครั้งจะมีการหลอมรวมอีกสองครั้ง และหลังจากการบีบอัดครั้งที่เก้าเสร็จสิ้นก็จะถูกบีบเพิ่มอีกห้าร้อยสิบสองครั้งซึ่งสิ่งนี้สร้างความตกใจให้หนิงเทียนอย่างมาก
“ข้าก็ว่ามันแปลกๆ ข้าขัดเกลาหินวิญญาณนับพันก้อนและดูดซับรากจิตวิญญาณอีกนับสิบชิ้นทว่ากลับอยู่เพียงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรก ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้เองหรือ?”
หนิงเทียนไม่รู้ว่าเขาควรหัวเราะหรือร้องไห้ดีเส้นลมปราณฟ้าประทานทั้งเก้าทำให้เส้นลมปราณของเขาใหญ่กว่าคนอื่นหลายพันเท่า อีกทั้งแผนที่จิตวิญญาณยังมีความลับสุดยอดอย่างกระบวนท่าทั้งเก้าของบงกชสีมรกตซึ่งกว่าจะบีบอัดได้ห้าร้อยสิบสองครั้ง เวลาก็ล่วงไปหนึ่งสัปดาห์แล้ว
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นข้อได้เปรียบอันใหญ่หลวงทว่า เขาต้องกลืนพลังวิญญาณอีกเพียงใดจึงจะพัฒนาขอบเขตของตนได้?
หนิงเทียนรู้สึกอับจนหนทางเขามาถึงขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นแรกได้อย่างง่ายดาย แต่เขาไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลาอีกกี่เดือนหรือกี่ปีถึงจะเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นสอง
“เราควรจะยึดถือการปล้นเป็นบรรทัดฐานสินะ?และการปล้นก็คือสิ่งที่ข้ารักเสียด้วย”
ทันทีที่ก้าวขาออกไปดวงตาของหนิงเทียนก็ลุกเป็นประกาย
เขาอยากต่อสู้ เขาอยากปล้น และเขาก็อยากพัฒนาตนเอง
หนิงเทียนเริ่มใช้วิชาทะลวงพันชั้นทักษะศักดิ์สิทธิ์นี้แบ่งออกเป็นสิบระดับ ซึ่งยามนี้วิชาของเขาอยู่เพียงระดับแรกเท่านั้นมันมีหนึ่งพันยี่สิบสี่กระบวนท่า ทั้งยังมีรูปแบบที่หลากหลายอย่างยิ่ง
บงกชสีมรกตเคลื่อนตัวเหนือพื้นดินเล็กน้อยพร้อมโอบร่างของหนิงเทียนตรงไปยังบ่อน้ำทิพย์ ซึ่งถูกขัดขวางโดยปีศาจดอกไม้และหญ้าวิญญาณตลอดทาง
“ทะยานหลงเงาตัดผกา!” หนิงเทียนคำรามอย่างดุดันดอกไม้บินสิบหกดอกปรากฏบนปลายนิ้ว ทุกดอกล้วนเป็นเงาที่แท้จริง ดอกไม้แต่ละดอกมีกลีบมากกว่าสิบกลีบทั้งหมดประกอบด้วยปราณกระบี่ ก่อนจะกลายเป็นกงล้อกระบี่ที่สว่างไสวด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณแล้วระเบิดใส่ต้นไม้วิญญาณเหล่านั้น
ต้นไม้ใบหญ้าในป่ากระเจิดกระเจิงเสียงกรีดร้องโหยหวนดังไปทั่วทุกแห่งหน พลังวิญญาณทุกชนิดอยู่ในความสับสนวุ่นวายใบไม้แห้งเหี่ยวปลิดปลิวว่อนนภา
จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของหนิงเทียนนั้นสูงเสียดฟ้าเขาถือว่านี่คือการฝึกฝนทักษะ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้หรือดอกไม้วิญญาณศิษย์จากสำนักเชียนเฉ่า แม้แต่หวังต้งหรือหลี่ซือ ก็ล้วนเป็นศัตรูของเขาทั้งสิ้น
“เจ้าเด็กบ้านั่นมาจากที่ใด?จงไปเสียให้พ้น”
ศิษย์สำนักเชียนเฉ่าโกรธจัดทันใดนั้นก็มีคนสองคนวิ่งเข้าไปหาหนิงเทียน ทว่ากลับถูกเขาปัดกระเด็นในพริบตา
“ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์!”
หนิงเทียนคำรามลั่น ผมยาวสลวยตั้งตรงบงกชสีมรกตแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังดูพลิ้วไหวด้วยแสงและเงาของปราณกระบี่
“ฆ่ามัน!”
ต้นไม้วิญญาณยึดครองอาณาเขตไปจนหมดสิ้นเหล่าลูกศิษย์จากสำนักเชียนเฉ่า รวมถึงหวังต้งและหลี่ซือจากสำนักร้อยบุปผาต่างก็พยายามอย่างหนักเพื่อบ่อน้ำทิพย์พวกเขาต้องการครอบครองและดื่มกินมันเข้าไป
ทันใดนั้นปราณกระบี่ก็พุ่งจู่โจมหนิงเทียนอย่างรุนแรงจนกระบี่ของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆก่อนจะทรุดตัวลงไปและอาเจียนเป็นเลือด
“จะ...จิตหยั่งลึกขั้นเจ็ด!” สีหน้าของหนิงเทียนมืดมน อีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือจากสำนักเชียนเฉ่า และตนเองยังไม่สามารถเทียบเคียงได้
หนิงเทียนตัดสินใจหลีกหนี ดอกไม้บินและทะลวงพันชั้นถูกใช้อย่างต่อเนื่องจนสามารถชนะจิตหยั่งลึกขั้นห้าจากสำนักเชียนเฉ่าได้ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้หลี่ซือเป็นอย่างมาก
“เราเก็บเด็กนี่ไว้ไม่ได้เขาจะกลายเป็นปัญหาร้ายแรงในภายภาคหน้า”
หวังต้งพึมพำ “วางใจได้ เขาจะไม่มีวันได้ออกจากแดนลับ”
ทุกฝ่ายต่างดิ้นรนต่อสู้ และเสียงกรีดร้องก็ยังคงดำเนินต่อไป
เหล่าพืชวิญญาณและลูกศิษย์สำนักเชียนเฉ่าค่อยๆล้มตายในสนามรบไปทีละร่าง
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามบริเวณโดยรอบเหลือผู้รอดชีวิตเพียงเจ็ดคนเท่านั้น และทั้งหมดก็ล้วนมุ่งหน้าไปยังบ่อน้ำทิพย์
---------------------------------------
[1] ราวกับสายรุ้ง (如虹) หมายถึง ทรงพลังหรือแข็งแกร่งอย่างมาก