จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 112 เคล็ดแปรโฉม

                “ข้อตกลง?”ไป๋หยุนเฟยเลิกคิ้วพลางเหยียดยิ้ม “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

                “ข้าจะสอนวิชาเร้นลับของตระกูลแลกกับเครื่องประดับที่ช่วยเริ่มความเร็วได้ของเจ้า!แต่ทว่า ข้าไม่ต้องการชิ้นที่เจ้าหยิบยื่นออกมาได้โดยไม่นำพา เจ้าคงมีชิ้นที่เหนือกว่านั้นกระมัง?ข้าเพียงต้องการเครื่องประดับที่ช่วยให้ยกระดับความเร็วให้เหนือล้ำยิ่งขึ้น!” จิ้งหมิงเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง

                “โอ?เจ้าต้องการเครื่องประดับที่ช่วยยกระดับความเร็วเจ้าให้เหนือล้ำยิ่งขึ้น?” รอยยิ้มไป๋หยุนเฟยยังคงประดับบนใบหน้าราวกับไม่ประหลาดใจแม้แต่น้อย“เจ้าคิดจริงๆหรือว่าข้าจะยอมแลกเปลี่ยนกับเจ้า?”

                “อย่าได้ปฏิเสธ!ข้าทราบดีว่าเจ้าสนใจต่อวิชาเร้นลับของตระกูลข้า อีกทั้งข้าเห็นเจ้าไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเครื่องประดับเหล่านั้นเท่าใดนักหรืออย่างน้อยพวกมันก็ไม่ล้ำค่าจนไม่อาจนำมาแลกเปลี่ยนได้ ว่าอย่างไร?ตกลงหรือไม่?”

                “ทั้งวิชาแปลงโฉมและวิชาซ่อนพลังวิญญาณเป็นอย่างไร?”

                “ไสหัวไป! เพ้อฝันไปแล้ว! เลิกหวังต่อวิชาเร้นวิญญาณเถอะข้าไม่คิดจะมอบวิชานี้ให้แก่เจ้า!ข้าให้ได้เพียงเคล็ดแปรโฉมฉบับสมบูรณ์แก่เจ้าแลกกับเครื่องประดับที่มีพลังเหนือล้ำของเจ้าสี่ชิ้นขอย้ำอีกครั้ง จะต้องเป็นเครื่องประดับที่ช่วยยกระดับความเร็วของข้าขึ้น! หากไม่ใช่ก็ลืมข้อเสนอข้าไปเถอะ!”

                รอยยิ้มไป๋หยุนเฟยหุบลงอย่างแช่มช้าพร้อมกับดวงตาส่องประกายแวววับหลังจากแสร้งต่อรองกับจิ้งหมิงเฟิงอยู่ชั่วครู่ ในที่สุดมันก็พยักหน้า “ตกลงข้ายอมรับข้อเสนอ แต่กระนั้นข้าจำต้องใคร่ครวญให้ดีสักคืนว่าจะมอบเครื่องประดับชิ้นใดแก่เจ้า”

                จิ้งหมิงเฟิงเบิกตากว้างด้วยสีหน้าตื่นตะลึง“ฮ้า... เจ้าถึงกับ‘เลือก’ได้ว่าจะมอบชิ้นใด!? สิ่งของที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้เทียบได้กับวัตถุวิญญาณ หรือเจ้าจะยังมีอีกมากมาย?แต่เป็นไปได้อย่างไร...ของเช่นนี้แม้แต่ท่านปู่ของข้ายังมีในครอบครองเพียงสองชิ้น...”

                ขณะที่จิ้งหมิงเฟิงหลุดปากไป๋หยุนเฟยพลันรู้สึกราวหัวใจเต้นผิดจังหวะจิ้งหมิงเฟิงกลับเปิดเผยว่ามีเครื่องประดับที่ช่วยเสริมพลังให้แก่ผู้สวมใส่ได้อยู่อีก!

                “ยังมีเครื่องประดับที่สามารถเสริม‘คุณลักษณะเพิ่มเติม’ได้? อา ในเมื่ออาวุธวิญญาณสามารถยกระดับด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่กระบวนการอัพเกรดแต่ยังให้ผลลัพธ์เช่นเดียวกันได้เครื่องประดับก็ต้องสามารถเสริมพลังแก่เจ้าของได้เช่นกัน... นี่ก็หมายความว่าข้าไม่สมควรต้องกังวลเรื่องที่ต้องอธิบายความพิเศษของเครื่องประดับเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว”ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดหัวหมุน มันไม่อาจให้จิ้งหมิงเฟิงรับรู้ความคิดของตนได้ไม่เช่นนั้น คงยากจะอธิบายได้

                “ข้าเพียงได้รับมาด้วยวาสนาเท่านั้นแผ่นดินเทียนหุนมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเสมอไม่ใช่หรือ?” ไป๋หยุนเฟยยิ้ม“เครื่องประดับทั้งหลายของข้าช่วยเพิ่มพลังขึ้นเพียงน้อยนิดเท่านั้นแต่กระนั้นที่จะแลกเปลี่ยนกับเจ้ายังต้องพิจารณาให้ดีนั่นเป็นเหตุผลว่าไฉนข้าจึงต้องใช้เวลาใคร่ครวญ”

                จิ้งหมิงเฟิงมองดูอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก“ช่างเถอะ ข้าจะสนใจไปใยว่าเจ้าคิดอย่างไร? ขอเพียงตกลงกันอย่างยุติธรรมก็พอ”

                มันขยับมือขวาม้วนคัมภีร์สีเทาก็ปรากฏในมือ หลังจากโยนให้ไป๋หยุนเฟย จิ้งหมิงเฟิงก็กล่าวว่า“เจ้ารับไปก่อน ให้เวลาเจ้าเรียนรู้หนึ่งคืนแล้วนำมาคืนข้าวันพรุ่งนี้”

                “ว่ากระไร?เจ้ากลับมอบให้ข้าง่ายดายเช่นนี้? หรือเจ้าไม่เกรงว่าข้าจะไม่รักษาคำพูด?”ไป๋หยุนเฟยรับม้วนคัมภีร์มาด้วยสีหน้าประหลาดใจ

                “ช่างเถอะหากว่าเจ้านำมันหลบหนีไป เช่นนั้นก็ถือว่าข้าตาบอดเชื่อคนง่ายเอง อีกอย่าง ข้าก็ยังติดค้างเจ้าอยู่ถือว่าได้ชดใช้แก่เจ้าเถอะ” จิ้งหมิงเฟิงโบกมือกล่าวาจาอันแหลมคม“หรือเจ้าจะไม่ยอมทำตามข้อตกลง?”

                “ฮ่าฮ่า แน่นอนว่าไม่ ข้ายังคิดจะแลกเปลี่ยนวิชาเร้นลับที่เหลือของเจ้าอยู่แล้วจะให้ข้าตัดหนทางตนเองได้อย่างไร?” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะพลางเก็บม้วนคัมภีร์

                “เจ้ายังหวังจะได้วิชาเร้นวิญญาณอยู่อีก?ล้มเลิกความหวังเถอะ วิชานี้แตกต่างจากเคล็ดแปรโฉมอย่างใหญ่หลวงต่อให้ของที่เจ้านำมาแลกวิเศษเพียงใด ก็ไม่คู่ควรกับวิชานี้แม้แต่น้อย” จิ้งหมิงเฟิงแค่นเสียงใส่ไป๋หยุนเฟย

                “วิชาเร้นวิญญาณ...สำคัญปานนี้? การแปลงโฉมและการปิดซ่อนพลังวิญญาณมีพื้นฐานที่แตกต่างกัน คาดว่า...”ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดในใจ ยามมองไปที่ไกลตาก็เห็นเทียนหมิงโบกมือให้ไป๋หยุนเฟยจึงลุกขึ้นปัดฝุ่นบนตัว “รับประทานอาหารค่ำก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยสนทนาเรื่องนี้กันใหม่”

                เพียงเงาหลังไป๋หยุนเฟยลับตาไปจิ้งหมิงเฟิงก็หุบยิ้มขณะแหงนมองดวงจันทร์ ดวงตาจิ้งหมิงเฟิงก็แปรเปลี่ยนเป็นว่างเปล่า

                “บิดาท่านปู่ ข้า... ใช้เคล็ดแปรโฉมเป็นข้อแลกเปลี่ยน พวกท่านโทษว่าข้าหรือไม่?แต่ว่าเมื่อตระกูลเราถูกล้มล้างไป... หรือยังจำต้องปิดบังวิชาทั้งสองอยู่อีก?ข้าต้องการเพียงแค่พลัง ข้าหวังจะมีพลังฝีมือที่เข้มแข็งการใช้วิชาของตระกูลแลกเปลี่ยนให้ได้พลังมา... นี่เป็นเรื่องอับจนปัญญาข้ายอมตายดีกว่าจะส่งมอบวิชาแก่ศัตรูของเรา แต่ไป๋หยุนเฟยไม่เหมือนกับพวกมันอีกอย่าง นั่นเป็นแค่เคล็ดแปรโฉม สมควรจะไม่เป็นปัญหาอันใด...”

                “บิดามารดา ท่านปู่ ท่านพี่ ทุกคน... รอจนข้ามีฝีมือเข้มแข็งพอจะเลิกเป็นเต่าที่ซุกหัวหดหางอยู่ในกระดอง  ข้าขอสาบานว่าต้องมีสักวันที่หนี้โลหิตของพวกเราจะได้รับการชดใช้ด้วยโลหิตพวกมัน”

                ด้วยความคิดหลากหลายที่พลุ่งพล่านในความคิดจิ้งหมิงเฟิงจึงได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียดเพื่อระงับอารมณ์ลงหลังจากแทนที่สีหน้าเปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกด้วยรอยยิ้มหม่นหมองมันก็สาวเท้าเดินไปรวมกลุ่มกับผู้อื่น...

                แม้ป้าจ้าวจะมีท่าทีไม่ยินดียามจิ้งหมิงเฟิงเข้าร่วมขบวนแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากว่าอะไรท่าทีระวังภัยของนางย้ายจากไป๋หยุนเฟยไปยังจิ้งหมิงเฟิง หวงว่านยินดียิ่งที่ทราบว่าจิ้งหมิงเฟิงก็เป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณจึงเตรียมที่นอนแก่มันในกระโจมอย่างดี

                …….

                ภายในกระโจมยามดึกคืนนั้นเทียนหมิงนอนหลับสุขสบายไปแต่แรกบนเสื่อถัดจากตัวมันเป็นไป๋หยุนเฟยที่นั่งถือม้วนคัมภีร์ไว้ในมือพร้อมกับแสดงสีหน้าครุ่นคิด

                “เคล็ดแปรโฉม...ช่วยให้สามารถควบคุมกล้ามเนื้อและกระดูกบนใบหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปโฉมเมื่อควบคุมโครงกระดูกและกล้ามเนื้อบนร่างจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างเมื่อควบคุมลำคอจะสามารถดัดเสียงได้... ไม่ทราบว่ามีผู้สามารถบัญญัติวิชาที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ได้อย่างไร?ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าจะมีหนทางควบคุมบังคับรูขุมขนบนร่างได้เช่นนี้...”

                ยามที่ผู้ฝึกปรือวิญญาณบรรลุถึงด่านปัจเจกวิญญาณจะเชี่ยวชาญการควบคุมผิวหนังและกล้ามเนื้อจนมีความเข้าใจเบื้องต้นต่อการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกแต่กระนั้นการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีข้อจำกัดและไม่อาจคงสภาพเอาไว้ได้นานเพราะต้องอาศัยสมาธิและพลังควบคุมอย่างต่อเนื่องแต่สำหรับเคล็ดแปรโฉม กลับมีวิธีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ได้อย่างสมบูรณ์ เพียงไป๋หยุนเฟยอ่านผ่านตาก็สมองหมุนตาลายจากความซับซ้อนและพิสดารในการเปลี่ยนแปลงรูปโฉม

                โดยสรุปแล้วหากไป๋หยุนเฟยเชี่ยวชาญเคล็ดวิญญาณนี้แล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงรูปโฉมได้ตามปรารถนา ทั้งไม่จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณเพื่อคงสภาพการแปลงโฉมอีกต่อให้เสียชีวิตไปโฉมหน้าที่ผ่านการแปลงโฉมก็ยังคงอยู่มิหนำซ้ำยังสามารถแปรเปลี่ยนได้หลากหลายตามใจนึก แต่แน่นอนว่าการแปลงกายเป็นยักษ์สูงสองวาหรือคนแคระสูงสามเชียะย่อมเป็นไปไม่ได้

                หลังจากหลับตาเพื่อทบทวนเนื้อหาในคัมภีร์ให้ขึ้นใจไป๋หยุนเฟยก็เก็บคัมภีร์เอาไว้ มันปรับลมหายใจให้สงบก่อนจะทดลองใช้เคล็ดแปรโฉมกับตนเอง

                ภายในไม่กี่อึดใจกล้ามเนื้อบนใบหน้าไป๋หยุนเฟยก็เริ่มกระตุกสั่น อย่างแช่มช้าจมูกมันเริ่มขยายใหญ่ขึ้นทั้งหน้าผากมันก็แผ่กว้างออกคางของมันเรียวลงขณะที่ใบหน้าขยายออกเล็กน้อย

                ไป๋หยุนเฟยไม่นำพาว่าตนเองจะเปลี่ยนไปอย่างไรมันเพียงทดลองพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงลักษณ์ใบหน้าดูเท่านั้น หากมีคนธรรมดามาพบเห็นใบหน้ามันยามนี้คงสาบานด้วยถ้อยคำสาหัสยืนยันว่าตนได้พบพานปีศาจภายใต้การทดลองเปลี่ยนแปลงใบหน้าของไป๋หยุนเฟยกลับทำให้ใบหน้าของมันกลายเป็นประหลาดพิกล

                ครึ่งชั่วยามต่อมาในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็หยุดการทดลองเปลี่ยนใบหน้าลง มันสงบใจลงชั่วครู่ จากนั้นใบหน้ามันเริ่มสั่นระริกอีกครั้งไม่ถึงชั่วน้ำเดือดมันก็กลับคืนสู่ใบหน้าเดิมของตน

                ไป๋หยุนเฟยลืมตาขึ้นพร้อมกับสัมผัสใบหน้าตนเองด้วยสีหน้าทอแววสงสัย“ขั้นพื้นฐานนับว่าฝึกสำเร็จโดยไม่ลำบากยากเย็น แต่ทว่า...หากข้าคิดจะแปลงโฉมให้ละม้ายผู้อื่น ยังต้องฝึกฝนอีกมาก...”

                “เอาล่ะฝึกฝนเพียงเท่านี้ก่อน...” ไป๋หยุนเฟยสะบัดมือขวาก็เผยให้เห็นกำไลสีขาวที่อยู่ในมือ“ข้าต้องเตรียมของที่จะใช้แลกเปลี่ยนในวันพรุ่งนี้แม้จะมีเครื่องประดับเหล่านี้อยู่มากมายแต่ที่ตรงความต้องการกลับไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียว...”

                “อัพเกรด...”