"ได้ฤกษ์ยามที่กำหนดแล้ว กฎของการเลือกคู่ครองให้บุตรสาวข้าคือข้าจะเลือกชายหนุ่มที่มีสินสอดราคาสูงสุด 2 คนออกมาและให้บุตรสาวข้าเป็ผู้เลือกคู่ครองเองจากหนึ่งในนั้น"
หม่าต้านหน้าถอดสีเขารู้ว่านางจางแอบชอบพอกับคุณชายโจว เขากลัวขึ้นมาทันที ผิดกับคุณชายโจวที่ตื่นเต้นดีใจหนักเข้าไปอีกใจคุณชายโจวเต้นแรงมากขึ้นไปอีกขั้นจนแดงไปทั้งตัวแล้ว
นางจางยิ้มส่งให้คุณชายโจว"ข้าเลือก คุณชายโจว" พูดจบนางยิ้มยั่วยวนและกระพริบตาให้หนุ่มน้อยหน้าหยกตรงหน้า
คุณชายโจวดีใจสุดขีดหัวใจที่เต้นรุนแรงมาก เต้นแรงเหมือนมันจะหลุดออกมาจากอกให้ได้และแล้วมันก็หลุดออกมาจริงๆ คุณชายโจวล้มลงกับพื้นหน้าซีดปากเขียวร่างกายกระตุกทำให้ผู้คนแตกตื่นกันไปหมด ไม่นานร่างคุณชายโจวก็หยุดนิ่งมีเสียงคนที่เข้าไปดูอาการคนหนึ่งพูดขึ้น "เขาไม่หายใจแล้ว"
นางจางหน้ามืดขึ้นมาทันทีนางเกือบประคองสติไม่อยู่ในนิมิตนางจำได้ว่าคุณชายโจวต้องมีชีวิตยืนยาวประสบความสำเร็จสินี่นางทำให้คุณชายโจวตายหรือเปล่า นางเริ่มกังวลขึ้นมา ไม่ทันที่นางจะได้คิดต่อเสียงบุรุษที่คุ้นเคยก็พูดขึ้น "ดูเหมือนข้าจะเป็ผู้ชนะใช่ไหม"หม่าต้านทวงความขึ้นมา
นางจางและนางหลี่พูดไม่ออกวาจาก็ประกาศไปแล้วจะเปลี่ยนได้อย่างไรชาวบ้านได้นินทาด่าทอกันทั่วหมู่บ้านแน่ถ้าพวกนางกลับคำพวกนางจึงขอให้หม่าต้านส่งร่างคุณชายโจวกลับบ้านของเขาก่อนแล้วค่อยว่ากันแต่หม่าต้านมีหรือจะยอม เขาถูกนางปฏิเสธไปแล้วหนหนึ่งทำให้ความมั่นใจของเขาถดถอยไปมากหากวันนี้ไม่ได้กราบไหว้ฟ้าดินกับนาง เขาจะไม่ไปไหนทั้งนั้นใครจะนินทาอะไรก็นินทาไป เขาเกือบพลาดโอกาสเป็สามีนางจางแล้วเขาทำใจไม่ได้ที่จะส่งนางให้ชายอื่น
นางจางยิ้มบางๆแล้วมองชายหนุ่มที่โตแต่ตัวแต่จิตใจนั่นเหมือนเด็ก นางเกือบใจอ่อนขึ้นมาบ้างแล้วหม่าต้านในตอนนี้ยังมีกลิ่นน้ำส้มแรงถึงเพียงนี้ ถ้านางไม่ทำอะไรเลย เขาคงไม่ต่างไปจากในนิมิตหลังแต่งนางต้องเชื่อฟังสามีตามหลักสามเชื่อฟังมิต้องกลับไปเหมือนเดิมหรือแล้วนางก็หาทางออกได้ 'ข้าต้องทำสัญญาก่อนแต่งงาน'
"ข้าจะแต่งกับเ้าก็ต่อเมื่อเ้ายอมทำตามสัญญา 2 ข้อของข้า"นางถามลองเชิงดูก่อน
"สัญญาอะไรกัน เ้าว่ามาเถอะถ้าข้าได้แต่ง ข้าก็ทำได้" หม่าต้านติดกับนางจางเข้าเต็มเปา
"ข้าขอเชิญผู้ใหญ่บ้านมาเป็สักขีพยานในการร่างสัญญา" ผู้ใหญ่จงที่มาร่วมงานด้วยลุกขึ้นมาตามคำเรียกร้องของนางจางด้วยความมึนงง 'จะแต่งงานกันเดี๋ยวนี้ต้องทำสัญญาก่อนแต่งกันด้วยหรือ เกิดมาข้าไม่เคยเจอ'แต่เขาก็พยายามเก็บอาการไว้
''ข้อแรก พี่หม่าต้านห้ามมายุ่งวุ่นวายเื่การแต่งกายของข้า" หม่าต้านฟังแล้วข้อนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไรจึงยอมตกลงอย่างง่ายดาย
"ข้อสอง พี่หม่าต้านห้ามหลับนอนกับข้าเกิน 1 ครั้งต่อวัน"พอนางพูดจบเสียงฮือฮาของคนในงานก็ดังขึ้น 'สตรีนางนี้ช่างหน้าหนานัก'ทุกคนคิดกันในใจ
"แล้ว ถ้าข้า้ามากกว่านั้น ข้าจะทำอย่างไรกันล่ะ" เสียงของหม่าต้านดังขึ้นกลบเสียงของทุกคน ทำให้แขกในงานเงียบอึ้งกันไปหมด 'เ้าหนุ่มคนนี้มันคึกเกินไปแล้ว'
"ก่อนแต่งท่านทำอย่างไร หลังแต่งท่านก็ทำอย่างนั้นสิจะมาถามเอาความอะไรกับข้า" ตอนนี้ทุกคนในงานคิดขึ้นมาในใจพร้อมกัน'กิ่งทองใบหยกกันแท้ๆ'
สุดท้ายหม่าต้านก็ต้องยอมลงนามทำสัญญาแล้วทั้งสองก็กราบไหว้ฟ้าดินกัน จากนั้นหม่าต้านก็ไปส่งศพคุณชายโจวกลับบ้านตระกูลโจวหลังจากหมอโจวเห็นร่างไร้ิญญาของบุตรชายก็ร้องไห้ฟูมฟายเขาน้อยใจในโชคชะตาของตัวเองที่เป็หมอแต่ไม่มีโอกาสได้ช่วยบุตรชายยามเจ็บป่วยวันรุ่งขึ้นหมอโจวก็ไม่สบาย เขาล้มป่วยไปหลายเดือนกว่าจะอาการดีขึ้น
หลังจากจัดการเก็บกวาดทุกอย่างแล้วนางจางก็นึกขึ้นได้ว่าถ้านิมิตเป็จริงพรุ่งนี้มารดาของนางอาจต้องตาย นางจึงให้หม่าต้านขี่ลาเทียมเกวียนไปรับน้องชายด้วยกันกับนางอย่างน้อยต้องให้น้องชายนางอยู่ดูใจมารดา
โรงเรียนที่เสี่ยวซูเรียนอยู่นั่นอยู่ในตัวเมืองต้องเดินทางเกือบ1ชั่วยาม (2ชั่วโมง)
เมื่อไปถึงหน้าโรงเรียน นางจางรีบเข้าไปข้างในแล้วทิ้งให้หม่าต้านเอาเกวียนไปฝากกับร้านค้าแถวนั้นพอถึงโรงเรียนสิ่งที่นางเห็นกลับทำให้นางโมโหยิ่งนักเหล่าบัญฑิตต่างร่วมกันกลั่นแกล้งน้องชายนางคาตามีคนขี่หลังเสี่ยวซูเหมือนขี่วัวควาย มีอีกคนไล่ตีก้นเขาอีกด้วยพวกนั้นเรียกเสี่ยวซูของนางว่า 'ขอทานซู' นางเข้าไปไล่ตะเพิดพวกบัญฑิตอันธพาลพวกนั้นแต่สตรีเช่นนางมีหรือคนพวกนั้นจะเกรงกลัว
"แม่เ้ามาหาแน่ะ ขอทานซู" เสี่ยวซูยิ่งก้มหน้าด้วยความอายเข้าไปอีกนางจางโกรธอันธพาลพวกนี้นัก นางคว้าท่อนไม้แถวนั้นได้ก็ฟาดใส่คนที่ขี่หลังน้องชายนางบัญฑิตน้อยที่มัวแต่หัวเราะและประมาทไม่ทันระวังตัวต้องเจ็บจนร้องเสียงหลงทันทีและมีรอยปูดที่หัวเขา บัณฑิตคนนี้ชื่อ ‘สือเหวินเจิ้ง’เป็บุตรชายของนายอำเภอสือเหวินไถ
"หญิงสารเลว เ้ากล้าตีหัวข้าเหรอ ข้าจะจับเ้ามาแก้ผ้าห้อยกับต้นไม้"สือเหวินเจิ้งทั้งโมโหทั้งอายจนควันออกหูที่เสียท่าโดนสตรีตีหัวแต่ไม่ทันที่จะได้ทำตามปากว่าก็มีฝ่าเท้าขนาดใหญ่เท่าอุ้งตีนหมีถีบมาที่หน้าของเขาทันที
"ฟันของข้า เ้ากล้าถีบข้าจนฟันหัก เ้าไม่ได้ตายดีแน่ข้าจะให้พ่อของข้าจับเ้าไปทรมานจนเ้าจำชื่อพ่อตัวเองไม่ได้เลย" พูดจบสือเหวินเจิ้งก็โดนตบอีกฉาดนึง ฟันเขาร่วงไปอีกหนึ่งซี่คราวนี้บุรุษตัวใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเขายกมือค้างเหมือนเป็สัญญาณว่าถ้าพูดอีกโดนอีกแน่สือเหวินเจิ้งสงบปากสงบคำทันที 'บุรุษผู้นี้เป็ใคร ตัวใหญ่ยังกะหมีมือเท้าหนักยิ่งนัก' เขาค่อยๆถอยไปช้าๆทางฝั่งเพื่อนๆของเขา
เป็หม่าต้านที่เข้ามาจัดการกับพวกบัณฑิตอันธพาลนางจางรู้สึกอบอุ่นในใจ สามีนางยังคงเป็ภูผาที่แข็งแกร่งให้นางพึ่งพาเสมอ
"พวกเ้าเอะอะอะไรกันตรงนั้น" ชายชราที่ดูภูมิฐานเดินปรี่เข้ามาเขาคืออาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนนี้ชื่อ ‘เว่ยฮุ่ยฟู’ อาจารย์เว่ยผู้นี้เป็คนมีชื่อเสียงคนหนึ่งและเขาสนิทกับนายอำเภอสือจึงเอ็นดูสือเหวินเจิ้งเป็พิเศษ เมื่อเห็นหน้าศิษย์รักเขามีเืกลบปากเขาก็โกรธขึ้นมาทันที
"เกิดเื่อะไรขึ้น ทำไมหน้าตาเ้าเป็แบบนี้"
"ท่านอาจารย์ใหญ่ ท่านต้องช่วยข้านะครับ อันธพาลผู้นี้เข้ามาทำร้ายข้าถึงในโรงเรียน"เขารีบชี้ไปทางหม่าต้าน
"เ้าหนุ่มเ้าอธิบายมาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะส่งเ้าไปที่ว่าการอำเภอ"อาจารย์เว่ยแสร้งทำเป็ผู้มีเหตุผล
"อาจารย์เว่ย เป็ข้ามากกว่าที่จะต้องขอคำอธิบายจากพวกท่านบ้านข้าส่งน้องชายมาเรียนโรงเรียนท่าน แต่ท่านดูสิ่งที่พวกท่านทำกับเขาสิ"พูดเสร็จนางก็ชี้ไปที่หน้าบวมดั่งสุกรของน้องชาย
อาจารย์เว่ยเห็นหน้าเสี่ยวซูก็แสร้งทำเป็ใจริงๆแล้วเขารู้เื่การกลั่นแกล้งทั้งหมดแต่เสี่ยวซูเป็เพียงลูกชาวบ้านชนบทเท่านั้น มีหรือเขาจะต้องใส่ใจ แต่ภาพลักษณ์ก็อีกเื่หนึ่ง"เกิดอะไรขึ้นกับเ้ากัน เ้าเด็กน้อย"
ไม่มีเสียงอะไรออกมาจากปากเสี่ยวซูเขากลัวว่าพูดไปแล้วจะโดนกลั่นแกล้งหนักไปอีก เป็นางจางที่ร้อนตัวคนเดียวก็ว่าได้
นางจางจำได้ว่าในนิมิตนั้น หลังจากน้องชายนางผูกคอตายที่ต้นสนต้นที่อยู่ข้างหลังนาง ไม่มีแม้แต่คำขอโทษหรือความเห็นใจใดๆจากคนโรงเรียนนี้นางเคยไปถามเอาความกับอาจารย์ใหญ่ผู้นี้ แต่โดนเขาสั่งให้ผู้ดูแลโยนนางออกไปนางจึงรู้ถึงความจอมปลอมของอาจารย์เว่ยดีกว่าใครหลังนางโดนโยนออกไปนอกโรงเรียนแล้ว เป็สือเหวินเจิ้งศิษย์อันธพาลผู้นี้ที่มาข่มขู่นางให้หุบปากไว้ไม่งั้นจะส่งคนมาปิดปากนางตอนนั้นนางกลัวมาก
"น้องชายข้าโดนรังแกแบบนี้ทุกวัน เขาเคยบอกแม่ข้าตอนกลับบ้านแต่แม่ข้าก็ไม่เชื่อวันนี้ข้ามาเห็นกับตาว่าที่แท้โรงเรียนที่โด่งดังแห่งนี้มีสองมาตรฐานพวกท่านดูแลลูกเศรษฐีแบบหนึ่ง และกระทำกับลูกชาวบ้านอีกแบบหนึ่งข้าจะดูสิว่าถ้าข้าเอาเื่นี้ไปพูดกับชาวบ้านและร้องเรียนกับทางการพวกเขาจะว่ายังไง" นางมองหน้าอาจารย์เว่ยอย่างไม่มีความเกรงกลัวส่วนเสี่ยวซูก็ดูใมากเช่นกัน 'วันนี้พี่สาวข้าไปกินดีหมีหัวใจเสือมาหรือเปล่าทำไมนางถึงดุจัง'
อาจารย์เว่ยเห็นท่าไม่ดีจึงรีบไกล่เกลี่ย "แม่นางน้อยเ้าอย่าได้เข้าใจผิดเป็เื่ทะเลาะทั่วไปของเด็ก เ้าจะเอาความไปทำไมกันถือว่าเื่ไม่เกิดก็แล้วกัน" อาจารย์เว่ยทำเป็ถอนหายใจทำเหมือนเื่เด็กเล่นกัน เ้าจะสนใจมันทำไม
"ข้าไม่มีความศรัทธาในโรงเรียนแห่งนี้แล้ว ข้าจะเอาตัวน้องชายกลับบ้านพวกท่านต้องคืนค่าเล่าเรียนของเขามา ไม่งั้นเื่ต้องถึงทางการ" นางถือโอกาสที่ได้เปรียบต่อรองทันที
"เ้าจะเอาเงินคืนอย่างไร เรียนก็เรียนไปแล้ว" อาจารย์เว่ยเป็บัณฑิตที่ขึ้นชื่อเื่ความตระหนี่คนหนึ่งก็ว่าได้เงินเข้ามาในกระเป๋าเขาแล้วอย่าหวังออกไปได้เลย แต่เขาก็ประเมินนางจางต่ำไปแล้ว
นางจางหยิบลูกคิดสีทองเหลืองขนาดเล็กรางหนึ่งขึ้นมาดีดคำนวณ"ถ้าคิดตามจำนวนวันแล้ว ท่านต้องคืนค่าเล่าเรียนมา 55 ตำลึง ไม่ขาดไม่เกิน"
นางจางคิดเลขเป็ นางมี ‘ลูกคิดทองประจำตระกูล’ นางมีสมญาที่คนในตลาดตั้งให้ว่า'ไซซีลูกคิดทอง' ในนิมิตของนางทุกครั้งที่หม่าต้านเอาสัตว์ที่ล่าได้ไปขายนางจะตามไปด้วยเพราะสามีนางไม่รู้หนังสือและคิดเลขไม่เป็นางจึงต้องไปรักษาผลประโยชน์ของครอบครัว นางคิดเลขได้ว่องไวมากจนได้สมญานามนั้นมา
แต่นางไม่รู้ว่าจริงๆแล้วลูกคิดรางนั้นไม่ใช่สมบัติประจำตระกูลมันเป็ลูกคิดที่นางหลี่แม่ของนางซื้อมาจากร้านข้างทางในตลาด ในวันที่นางไปรับหยกประจำตระกูลที่สั่งทำให้เสี่ยวซูบุตรชายสุดที่รักของนางนางกลัวว่าบุตรสาวจะน้อยใจจึงบอกว่าลูกคิดรางนี้เป็ลูกคิดประจำตระกูล ให้นางจางรักษาไว้ให้ดี
อาจารย์เว่ยจำใจต้องคืนเงินให้นางจางและแสร้งทำเป็ขอโทษขอโพยที่ดูแลลูกศิษย์ไม่ดี ขอให้นางจางอย่าเอาความเลย ปากคนนั้นยาวกว่าปากกาชื่อเสียงเป็สิ่งสำคัญของบัณฑิต เขาจึงต้องสร้างภาพให้ดีพร้อม แต่ในใจเขานั้นเจ็บแค้นมากไม่เคยมีใครมาเอาเงินออกจากระเป๋าผู้เฒ่าคนนี้ได้มาก่อนนางจางจึงกลายเป็ศัตรูกับอาจารย์เว่ยนับจากวันนี้