เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 48 รายามรณะจุติ

    บทที่48รายามรณะจุติ

             คลื่นพลังญาณสองสาย ฉีกกระชากพลังธรรมชาติโดยรอบจนเกิดการปั่นป่วนฝ่ามือของบุรุษทั้งสองประกบกันแน่น ส่งพลังญาณภายในหักล้างกันอย่างดุเดือด แต่ด้วยการที่กู่เชวี่ยเทียนตี้มีระดับด่านญาณที่สูงกว่าถึงสองขั้นใหญ่ส่งให้มันมีเปรียบเหนือเฟยหลงที่พึ่งก้าวขาข้างหนึ่งเหยียบลงในระดับที่เรียกว่าเหนือธรรมชาติเช่นเฟยหลงจึงถูกพลังภายในของกู่เชวี่ยเทียนตี้สะท้อนกลับ คนกระเด็นถอยหลังไปสามก้าวด้านกู่เชวี่ยเทียนตี้แม้จะดูมีเปรียบ แต่มันกลับตื่นตะลึง เมื่อพลังญาณที่มันปลดปล่อยออกมาเต็มสิบส่วนกลับสามารถทำได้เพียงผลักดันให้เฟยหลงถอยกลับไปสามก้าวเท่านั้น

              “บ้าน่า เพียงสองวันมันจะแข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้เป็นไม่ได้…ย่าห์”

              กู่เชวี่ยเทียนตี้คำรามก้องด้วยโทสะ ก่อนคนจะยกเหยียดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าพลังธรรมชาติที่รายล้อมฝ่ามือของมัน พลันบังเกิดความปั่นป่วนราวบ้าคลั่ง ก่อนก่อเกิดเป็นคลื่นพลังสีเหลืองอ่อนขึ้นแล้วคลื่นพลังสีเหลืองอ่อนก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูปร่างคล้ายจันทราที่เต็มดวง

              “สะเก็ดจันทราถล่มใต้หล้า”

              พลังรูปดาวหางสีเหลืองนับมิถ้วนพุ่งออกจากคลื่นพลังรูปจันทราเข้าหาเฟยหลงเพียงพลังที่อยู่ห่างออกไปไกลยังส่งผลคุกคามกดดันถึงเพียงนี้ เฟยหลงมิรอช้าชายหนุ่มตวัดนิ้วชี้ไปมาอย่างรวดเร็วจนมือกลายเป็นพล่าพลายนับครั้งมิถ้วนเช่นกัน

               “เอกดรรชนีผลาญสุริยัน”

               เปรี้ยงง เปรี้ยงง เปรี้ยงง เปรี้ยงง ลำแสงสีทองเจิดจรัสกับพลังรูปดาวตกสีเหลืองอ่อนเมื่อปะทะถูกซึ่งกันพลันบังเกิดเสียงดังสนั่นลั่นและเลือนหายไป เป็นกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่โจมตีเข้ามาอย่างต่อเนื่องพลังรูปจันทร์เสี้ยวนับหลายสิบดวง หมุนวนราวจักรผันพุ่งเข้าหาเฟยหลงอย่างมืดฟ้ามัวดิน

               ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม ตูม เฟยหลงใช้ออกด้วยดาราเคลื่อนคล้อยจนปรากฏเป็นเงาร่างวิบไหวไปมาหลบรอดได้อย่างไม่กินแรงนัก ส่งผลให้โทสะของกู่เชวี่ยเทียนตี้ยิ่งเพิ่มพูนขึ้น มันกัดฟันกรอดตวัดฟาดฟันฝ่ามือส่งพลังญาณอันหยุนเยียบกระหน่ำซัดใส่เฟยหลงมิขาดสาย

               การต่อสู้สัประยุทธ์ของบุคคลทั้งสองยิ่งมายิ่งรุนแรง บรรยากาศในรัศมีโดยรอบยิ่งมายิ่งปั่นป่วนเป็นเหตุให้ทุกผู้ที่รายล้อมอยู่ในเหตุการณ์ต่างต้องถอยร่นไปไกล หัวหน้าองครักษ์ อวี้จงหวินคิดอาศัยช่วงชุลมุลพาบุตรี ซึ่งก็คืออวี้หลันหลบหนี แต่เป็นแม่ทัพใหญ่ จางหว่างจิ้งและรองแม่ทัพฝ่ายซ้าย ต้าจงเหรินเข้ามาคุมเชิง และคอยขัดขวางมันไว้จนไม่มีทางให้หลบหนีได้แม้แต่น้อยเช่นนั้นความหวังสุดท้ายของพวกมันย่อมเป็นกู่เชวี่ยเทียนตี้แล้ว

              กู่เชวี่ยเทียนตี้ยืนหอบหายใจหนักด้วยโทสะที่อัดอั้น  มันคือยอดคนระดับปรมาญาณ ขั้นปลาย (เบิกนภา) ผู้ที่ยืนอยู่ในจุดที่เหนือกว่าธรรมชาติ แต่วันนี้กลับถูกปั่นหัวด้วยขยะที่แม้แต่ระดับเหนือธรรมชาติก็ยังมิบรรลุถึงจะให้มันทำใจยอมรับได้เช่นไร ทั้งมันผู้นั้นยังเป็นตัวบัดซบ ที่ทำลายแผนการของตนซึ่งเหลืออีกเพียงน้อยนิดก็จะสัมฤทธิ์ผลและสุดท้ายทุกอย่างก็ต้องพังครืนลงมาไม่เหลือแม้แต่ชิ้นดี

              “ไปลงนรกซะ!!!!”

              คลื่นพลังสีเหลืองอ่อนที่เอ่อล้นไปด้วยพลังอันมหาศาล ฉีกกระชากห้วงบรรยากาศเข้าหาเฟยหลงพลังรุนแรงสายนี้นับได้ว่าน่าหวาดหวั่นกว่าทุกการโจมตีของกู่เชวี่ยนเทียนตี้ กดดันจนเฟยหลงมิอาจรวมรั้งพลังธรรมชาติรอบกายมาต้านทานให้ทันท่วงทีได้ตูมมมม คลื่นพลังส่งให้เฟยหลงปลิวถอยหลังไปไกล ที่มุมปากมีโลหิตไหลออกมาเล็กน้อย กูเชวี่ยเทียนตี้ยิ่งเห็นว่าการโจมตีเต็มกำลังของตนมิอาจจะพรากชีวิตบุรุษเบื้องหน้าได้คนยิ่งเดือดดาลเข้าไปใหญ่ มันจึงปลดอาวุธที่พันอยู่รอบเอวออกมา เมื่ออาวุธปรากฏขึ้นแม่ทัพใหญ่ จางหว่างจิ้งก็ได้อุทานขึ้นมาทันที “แส้จันทกาล”

               แส้จันทกาล ถูกจัดให้อยู่ในประเภทอาวุธ ชั้นตำนานซึ่งมีเพียงร้อยชิ้นบนโลกมันมีพลังทำลายล้างน่าหวาดหวั่น พลังธรรมชาติที่ปลดปล่อยมาจากแส้ก็ดูมหาศาลยากหยั่งถึงยิ่งเมื่ออยู่ในมือของกู่เชวี่ยเทียนตี้ด้วยแล้ว ยิ่งให้ความรู้สึกว่ามันเป็นดั่งเช่นพยัคฆ์ที่ได้รับการติดปีก

               ควับ เฟี้ยว เสียงแส้จันทกาลในมือของกู่เชวี่ยเทียนตี้ ถูกสะบัดเป็นจังหวะก่อนที่มันจะตวาดลั่น พร้อมสะบัดฟาดแส้จันทกาลเข้าหาเฟยหลง เสียงเปรี้ยงดังสนั่นขึ้นทั่วบริเวณและบังเกิดเสียงดังกระหน่ำติดต่อกันมิขาดสาย แส้จันทกาลก่อเกิดเป็นเส้นสายสีเหลืองอ่อนละมุนจากพลังญาณห่อหุ้มแม้ดูงดงามแต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่มิอาจมองข้ามได้

               เฟยหลงสลายรังสีกระบี่เล่มใหญ่ยักษ์ให้กลายเป็นรังสีกระบี่ขนาดปกติจำนวนห้าสิบเล่มก่อนเรียกรังสีกระบี่สองเล่มมากำชับไว้ในมือ และตวัดฟันต้านทานแส้จันทกาลที่จู่โจมเข้ามาเปรี้ยงง เปรี้ยงง ด้วยอานุภาพของแส้จันทกาลส่งให้รังสีกระบี่ในมือเฟยหลงต้องแตกสลายไปทันทีเมื่อปะทะถูก ทั้งปลายแส้ยังสะบัดถูกลำตัวของชายหนุ่มจนเกิดบาดแผลเป็นทางยาวหลายแห่งเฟยหลงต้องวาดมือเป็นพัลวัลส่งรังสีกระบี่นับสิบเล่มลอยฉวัดเฉวียนเข้าต้านรับ แต่สุดท้ายกลับถูกแส้จันทกาลสะบัดฟาดสูญสลายไปสิ้นเฟยหลงเองก็มิได้ดีไปกว่ากัน แม้ชายหนุ่มจะใช้ดาราเคลื่อนคล้อยหลบหลีก แต่ด้วยท่าร่างที่ใช้ออกนั้นยังไม่สมบูรณ์นักจึงมิอาจหลบรอดพลังโจมตีของแส้ได้หมดสิ้น บนร่างจึงเพิ่มรอยบาดแผลหลายจุดขึ้น โลหิตของชายหนุ่มก็เริ่มชโลมไปทั้งตัว

               “เฟยหลง” เหยียนจินอวี้เห็นสภาพของเฟยหลงนางคิดวิ่งเข้าไปช่วย แต่เป็นเหยียนโจวหยวนที่ดึงรั้งนางไว้ ก่อนกล่าว “เจ้าเข้าไป มีแต่จะเป็นภาระของมัน” เช่นนั้นเหยียนจินอวี้จึงทำได้เพียงเป็นห่วงกังวลอยู่ในจุดที่ห่างไกลออกไป

               

                “ฮ่าฮ่าฮ่า” กู่เชวี่ยเทียนตี้หัวเราะอย่างบ้าคลั่งคล้ายคนที่กำลังทั้งสาสมใจ และเดือดดาลอยู่ ส่วนปากของมันก็กล่าวขึ้น “เจ้าตัวบัดซบ วันนี้ข้าจะฉีกกระชากร่างของเจ้าให้เป็นชิ้นๆ พร้อมส่งเจ้าไปยังปรโลก”

                เฟยหลงสาดสายตาคมกล้ามาที่กู่เชวี่ยเทียนตี้ ปากก็เผยอขึ้นตอบกลับทันควัน“ปรโลก.... ที่นั่นไม่ต้อนรับข้าอีกแล้ว….. แต่ถึงแม้ต้อนรับข้าก็ไม่คิดกลับไปอีกกกกกกก” เฟยหลงตะโกนก้อง “ย่าาาาาาห์”

                กู่เชวี่ยเทียนตี้ก็ตะโกนก้องตอบรับ “มดปลวกอย่างเจ้าอย่าริหวังต่อต้านข้าาาา”กล่าวจบมันพลันเค้นพลังญาณจากแก่นญาณชีพจรฟ้าอย่างเต็มกำลัง พลังธรรมชาติรอบกายกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่แสดงออกมาจึงปั่นป่วนฉีกกระชากบรรยากาศโดยรอบตัดเฉือนจิตใจคนยิ่งกว่าคมมีดคมกระบี่ แส้จันทกาลในมือมันพลิ้วไหวดีดตัวไปมาดั่งมังกรที่บินทะยานครอบคลุมแผ่นฟ้าผู้ที่อยู่ภายใต้พลังคุกคามของแส้จันทกาลนี้ ต่างรู้สึกว่าตนเป็นดั่งหมอนแมลงตัวเล็กๆที่กำลังจ้องมองราชันย์มังกรทองที่ครอบฟ้าตนนี้

                 “ตายยยย” ใต้เสียงคำราม กู่เชวี่ยเทียนตี้พลันสะบัดแส้จันทกาลจู่โจมใส่เฟยหลง

                 “หนึ่งมังกรจันทกาล”    

                 เปรี้ยงงงงงงงง มังกรสีเหลืองอ่อนครอบฟ้า ทะยานร่างเข้าใส่เฟยหลงมังกรตัวนี้ก็คือแส้จันทกาลนั่นเอง ด้วยความรวดเร็ว และอานุภาพที่น่าหวาดหวั่น ไหนเลยดาราเคลื่อนคล้อยอันไม่สมบูรณ์ของเฟยหลงจะหลบรอดได้

                 เหยียนจินอวี้เห็นเช่นนั้น นางต้องร้องเสียงหลงออกมา“เฟยหลงงงง”

              

                 ตูมมมมมมมมมมมม!!

                 หนึ่งมังกรจันทกาล ทะยานร่างผ่านปฐพี ทุกสรรพสิ่งต้องหลบลี้ไร้ต่อต้าน

                  การโจมตีของกู่เชวี่ยเทียนตี้บวกกลับแส้จันทกาลเมื่อครู่ ส่งให้เกิดคลื่นลมปั่นป่วนระลอกใหญ่กระแทกใส่เหล่าทหารที่รอบล้อมอยู่ให้กระเด็นล้มกลิ้งออกไปไกลมากขึ้น จุดศูนย์กลางของพลังดังกล่าวที่ถูกโจมตีไปเมื่อครู่ยังคงไว้ด้วยพลังธรรมชาติอันปั่นป่วนยากสงบลงได้ฝุ่นผงเองก็ปลิวคละคลุ้งเมื่อรวมเข้ากับยามราตรีกาลแล้วยิ่งบดบังทัศนียภาพมิให้เห็นเหตุการณ์ภายในนั้นได้แต่ทุกผู้ย่อมทราบแก่ใจดีว่าพลังอันรุนแรงเหนือกว่าพลังธรรมชาติเมื่อครู่ บุคคลที่อยู่ต่ำกว่าระดับธรรมชาติย่อมมิอาจจะต่อต้านได้เช่นนั้นคงมิต้องนึกถึงสภาพของเฟยหลงแล้ว

     

                  เหยียนจินอวี้ร่างแข็งทื่อคนคล้ายไร้เรี่ยวแรงแทบทิ้งตัวลงยังพื้นปฐพีเป็นเหยียนโจวหยวนที่เข้าประคองนางไว้ ก่อนกล่าวขึ้น

                    “น้องหญิงเจ้าเป็นอะไรหรือไม่”

                    เหยียนจินอวี้ยังคงนิ่งค้างมิกล่าววาจาอันใดออกมา

                    แม่ทัพใหญ่ จางหว่างจิ้งเมื่อเห็นเหตุการณ์เริ่มเลวร้ายลงบุคคลที่เป็นความหวังหนึ่งเดียวบัดนี้เป็นตายร้ายดียังมิทราบชัด แต่คงหนักไปทางร้ายถึงเก้าส่วนเช่นนั้นมันจึงสั่งทหารด้วยเสียงอันกึกก้อง

                     “ทหาร คุ้มกันองค์จักรพรรดิองค์ชาย และองค์หญิง”

                     เหล่าทหารชุดเกราะรับคำเสียงแข็งก่อนเคลื่อนขบวนตั้งค่ายกลล้อมรอบองค์จักรพรรดิ องค์ชาย และองค์หญิงของพวกตน พวกมันเตรียมปกป้องคุ้มกันเหล่าราชวงศ์เหยียนด้วยชีวิต

                      แม่ทัพใหญ่ จางหว่างจิ้งหันหน้าไปจ้องมองรองแม่ทัพซ้าย ต้าจงเหริน โดยมิได้กล่าววาจา ต้าจงเหรินก็พยักหน้าตอบรับราวกับรู้ใจจากนั้นมันก็ล้วงเอาพลุสัญญาณที่ด้านหลังออกมา ก่อนยิงขึ้นสู่บนท้องนภา พลุสีแดงเพลิงสาดส่องไปทั่วแผ่นฟ้าเป็นสัญญาณบอกให้เหล่าทหารหาญที่อยู่ระแวกใกล้เคียงมารวมพลกัน ณ ที่แห่งนี้

     

                      “ฮ่าฮ่าฮ่า”กู่เชวี่ยเทียนตี้ยังหัวเราะราวบ้าคลั่งไม่หยุดยั้ง บัดนี้มันสัมผัสพลังชีวิตและพลังธรรมชาติของเฟยหลงไม่ได้อีกแล้ว นั่นย่อมกล่าวได้ว่าตัวบัดซบผู้นั้นได้ตกตายเป็นร่างอันไร้วิญญาณไปแล้วแต่เสียงหัวเราะนี้แท้จริงกลับแฝงไปด้วยความเดือดดาล ความโกรธขึงที่แผนการอันแยบยลของมันได้พังลงไม่เหลือชิ้นดีนับแต่นี้ไปมันคงไม่มีหวังที่จะได้ครอบครองราชวงศ์เหยียนได้อีกแล้ว เพราะเมื่อเรื่องราวในครั้งนี้ของมันเปิดเผยแน่นอนทางตระกูลสายหลักของนิกายสุริยันจันทราต้องขัดขวางและหาทางเล่นงานมันเป็นแน่อีกทั้งเรื่องราวย่อมมิอาจรอดพ้นจากหูตาของผู้เป็นปู่มัน เช่นนั้นมันจะยังมีหวังได้ไต่เต้าขึ้นครองความเป็นหนึ่งในนิกายได้อย่างไรคิดเช่นนี้โทสะของมันก็ยิ่งเพิ่มพูนและระเบิดออกมามากขึ้น เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนสบถด่าพลังรอบกายของมันยิ่งมายิ่งปั่นป่วน คนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันจนฟันแทบแหลกละเอียด จากนั้นมันก็ยกแส้จันทกาลขึ้นเตรียมอาละวาดเพื่อบันดาลโทสะแต่ทว่า….

                        ณ จุดที่ฝุ่นผงกำลังปลิวคละคลุ้งอยู่และมีพลังธรรมชาติอันปั่นป่วนเนื่องจากการโจมตีของกระบวนท่า หนึ่งมังกรจันทกาลเมื่อครู่ พลันมีร่างของบุคคลผู้หนึ่งเดินออกมา มันก้าวย่างออกมาอย่างมิช้ามิเร็วเข้าหากู่เชวี่ยเทียนตี้เหยียนจินอวี้เห็นเช่นนั้นก็กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “เฟยหลง”

                        กู่เชวี่ยเทียนตี้ชะงักค้างคนพึมพรำออกมาแผ่วเบา “เป็นไปไม่ได้ มดปลวกเช่นมันจะรอดพ้นจากหนึ่งมังกรจันทกาลเมื่อครู่ได้อย่างไร”

                         ขณะที่กู่เชวี่ยเทียนตี้กำลังนึกคิดมันพลันสัมผัสได้ว่าบุรุษเบื้องหน้าไม่มีแม้แต่พลังชีวิต ไม่มีแม้กระทั่งพลังธรรมชาติซึ่งเป็นแก่นฐานตามธรรมชาติอันมนุษย์ทุกผู้ควรจะมี เช่นนั้นมันจึงตะโกนก้องขึ้น

                        “ดี มาให้ข้าได้บันดาลโทสะอย่างพอดีต่อให้เจ้าจะเป็นผีดิบ ข้าก็จะเลาะกระดูกเจ้าออกมาเป็นชิ้นๆ”

     

                        เฟยหลงก้าวเดินเข้าหากู่เชวี่ยเทียนตี้ด้วยท่าทีที่ไม่รีบไม่ร้อนตอนนี้ชายหนุ่มเปรียบดั่งผีดิบในสายตาผู้อื่น เนื่องเพราะพลังชีวิต และพลังธรรมชาติจากตัวมันหาได้มีดั่งคนทั่วไปไม่แต่ใครจะรู้ว่านี้คือผลจากการเปิดใช้ของสิ่งหนึ่งหรือก็คือพรจากพญามัจจุราชที่มันได้รับตอนที่ไปเยือนแดนปรโลก

                        “รายามรณะจุติ”