ทั้งสองเดินออกจากบ้านตระกูลหลินโดยเลียบกลับทางเดิมพลางมุ่งหน้าไปยังสำนักเทียนซิง
“จากนี้เจ้าวางแผนจะทำอะไร?” จู่ๆ เหลิงอู่เหยียนก็เอ่ยปากขึ้น
“หากมีโอกาสล่ะก็ ข้าอยากรู้เรื่องภูมิหลังชีวิตของข้าให้ชัดเจน” หลินโม่กล่าว
วินาทีที่รู้เรื่องราวชีวิตของตนนั้นชั่วขณะหนึ่งหลินโม่ไม่รู้เลยว่าควรจะเผชิญหน้ากับความจริงเช่นไร แต่ถึงอย่างนั้นเขากลับปรับตัวได้อย่างรวดเร็วอย่างไรเสียนี่ก็เป็นความจริง หากมิยอมรับก็หมดสิ้นหนทาง หากมีโอกาสล่ะก็หลินโม่จะต้องรู้เรื่องราวภูมิหลังของตนให้ได้อย่างแน่นอน
“อืม!”
เหลิงอู่เหยียนพยักหน้าเขาเข้าใจความคิดของหลินโม่ เพราะตัวเขาเองก็กำพร้ามาตั้งแต่วัยเยาว์ นับตั้งแต่เริ่มจำความได้ก็เอาแต่คุ้ยหาเศษอาหารในกองขยะที่เมืองหลินโจวแล้วเขาอยากค้นหาภูมิหลังของชีวิตตัวเองเช่นกัน ทว่าผ่านมานานหลายปีแล้วก็ยังคงไร้ซึ่งความทรงจำใดๆ
กระทั่งถึงปัจจุบันเหลิงอู่เหยียนจึงชินชาไปแล้ว เหมือนกับที่หลินโม่บอกไว้ หากมีโอกาสล่ะก็ เขาก็จะต้องรู้เรื่องภูมิหลังของตนให้ได้เช่นกัน
ยามนี้สายลมบางเบาพัดผ่าน
ท่าทางของทั้งสองเคร่งขรึมขึ้นในทันทีนี่มิใช่สายลมบางเบาจากธรรมชาติ ทว่าเกิดจากการสั่นสะเทือนอันรุนแรงของพลังเจินหยวนร่างของคนกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นในระยะไกล คนเหล่านี้กำลังมุ่งมายังบ้านตระกูลหลินด้วยความเร็วสูง
กลิ่นอายของผู้ฝึกตนเหล่านี้แข็งแกร่งมากในนั้นมีกลิ่นอายแปลกประหลาดของใครคนหนึ่งต่างออกไป พลังเจินหยวนที่เอ่อล้นนั้นราวกับกระแสน้ำ
พลังเจินหยวนเหมือนคลื่น...
นี่คือผู้ฝึกตนระดับสร้างฐานรากที่มีเค้าลางของการบำเพ็ญอันพิเศษ
ระดับหลอมปราณเป็นเพียงขาข้างเดียวที่ใช้ในการก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกแต่มีเพียงการบรรลุถึงระดับสร้างฐานรากเท่านั้นที่จะถือได้ว่าเป็นการเข้าสู่วิถีแห่งการฝึกอย่างแท้จริงหลังจากระดับสร้างฐานราก ผู้ฝึกตนจะผ่านการเปลี่ยนแปลงหนึ่งครั้ง ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังทางกายภาพหรือพลังเจินหยวนต่างก็ล้วนแต่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น
ในเวลาอันรวดเร็วเหล่าผู้ฝึกตนกลุ่มนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้แล้ว
“คนของตระกูลเลี่ยว...” หลินโม่รู้ที่มาของอีกฝ่ายได้ในทันทีที่เห็นชุดฝึกของเหล่าผู้ฝึกตนที่สวมใส่
ผู้ฝึกตนของตระกูลเลี่ยวเป็นอันดับหนึ่งของเมืองหลินโจวพวกเขาไม่เพียงควบคุมเมืองหลินโจวได้เกือบครึ่ง หากแต่ยังมีผลต่อสาขาลัวซาแห่งสำนักเทียนซิงเป็นอย่างมากอีกด้วย
ยามนี้พลังอำนาจและการควบคุมของตระกูลเลี่ยวในเมืองหลินโจวนั้นใช้คำว่าล้นมือจนปิดฟ้าได้ด้วยมือเดียวก็แทบไม่เกินจริง
ครั้นนึกถึงเรื่องที่ประสบในบ้านตระกูลหลินก่อนหน้านี้ทันใดนั้นหลินโม่พลันตระหนักได้ว่าคนของตระกูลเลี่ยวกลุ่มนี้อาจมาเพื่อโจมตีเขาก็เป็นได้ชายหนุ่มรีบหันหน้าส่งสัญญาณทางสายตาให้เหลิงอู่เหยียน เมื่อเข้าใจทั้งสองจึงรีบหันกายเตรียมหนีอย่างรวดเร็ว
ชั่ววินาที เหล่าผู้ฝึกตนอีกกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้นด้านหลังปิดทางหนีทีไล่ของทั้งสองให้กลายเป็นทางตัน
ร่างของชายชุดฝึกสีดำที่เป็นผู้นำอบอวลไปด้วยพลังเจินหยวนเข้มข้นถึงขีดสุดทับซ้อนเป็นชั้นราวกับระลอกคลื่น
สีหน้าของเหลิงอู่เหยียนเยือกเย็นยิ่งขึ้นนัยน์ตาคมฉายแววแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แรงกดดันที่เหล่าฝีมือสูงของระดับสร้างฐานรากนำพามานั้นมากเกินไปแล้วจริงๆต่อให้การบำเพ็ญจะบรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นกลาง แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนกลุ่มนี้แล้วเหลิงอู่เหยียนก็มิอาจมั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะสามารถจัดการอีกฝ่ายลงได้
ทิศทางการโอบล้อมหน้าหลังทำให้เห็นได้ว่าต้องการกักขังพวกเขาหลินโม่และเหลิงอู่เหยียนยืนขนาบเคียงข้าง พร้อมกระตุ้นรวมพลังเจินหยวนตลอดเวลา
วี้ด!
ทันใดนั้น เสียงหวีดแหลมของนกพลันดังขึ้นกลางอากาศพญานกยูงสีทองขนาดมหึมาบินโฉบลงจากท้องนภา พลังที่แผ่จากร่างของมันช่างแข็งแกร่ง แม้แต่สีหน้าของชายฉกรรจ์ชุดฝึกดำยังเปลี่ยนไปอย่างมิอาจควบคุมได้แล้วรีบทะยานถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว
ตูม!
พญานกยูงสีทองพุ่งตัวลงสู่ปฐพีอย่างรุนแรงพื้นถูกทะลวงกลายเป็นหลุมขนาดยักษ์ เหล่าผู้ฝึกตนของตระกูลเลี่ยวที่อยู่ในรัศมีต่างถูกแรงสะเทือนรุนแรงกระแทกล้มลงพื้น
ทว่าหลินโม่และเหลิงอู่เหยียนที่ถูกพญานกยูงพุ่งเข้าชนโดยตรงกลับไม่เป็นไร
“ยังนิ่งอยู่ทำอันใด รีบตามข้ามา” หนานหมิงอู่ปรากฏขึ้นข้างกายชายหนุ่มทั้งสองครั้นกวาดมือขึ้น พญานกยูงสีทองตัวหนึ่งพลันปรากฏใต้ฝ่าเท้า ภายใต้แรงดึงดูดพลังมหาศาลทั้งสามถูกรวบเข้าในร่างของพญานกยูงทอง
คล้อยหลังเสียงนกหวีดร้องพญานกยูงทองรำแพนทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า บินออกห่างบริเวณไปไกลนับสิบจั้ง
ประมาณสิบลมหายใจหลังจากบินห่างออกเป็นระยะเกือบพันจั้ง ทั้งสามจึงร่อนกายลงสู่ผืนดิน หนานหมิงอู่กวาดมือรวบเข้าตัวพญานกยูงทองพลันแปรสภาพกลายเป็นลำแสงสีทอง หลินโม่เพิ่งเห็นอย่างชัดเจนว่านั่นคือปิ่นปักผมทองอันหนึ่งเพียงแต่บนปิ่นปักผมทองนั้นกลับมีลายเวทย์พิเศษแผ่คลุมไปทั่วทั้งชิ้น หลังจากผสานเข้าด้วยกันจึงกลายเป็นวงเวทย์ลวดลายพิเศษหลินโม่รู้ได้ในทันทีนี่คือเครื่องมือวิญญาณอันหายากยิ่งชนิดหนึ่ง
หลังจากปราณวิญญาณได้รับการหลอมกายาจากโลหิตอสูรแล้วจะไม่สามารถปลดปล่อยร่างออกมาทั้งหมดได้ มีเพียงการแสดงกายผ่านเครื่องมือวิญญาณเท่านั้นถึงจะทำให้รูปร่างของปราณวิญญาณหลังหลอมกายาปรากฏแก่สายตาได้ ทว่ายิ่งอานุภาพของเครื่องมือวิญญาณแข็งแกร่งพลังวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาก็ยิ่งน่าสะพรึงตาม เครื่องมือวิญญาณในตำนานเหล่านั้น สามารถกลายร่างดั้งเดิมของอสูรและพลังเหนือธรรมชาติที่แฝงเร้นของมันได้
เฉกเช่นอสูรจูเยี่ยนรุ่ยจินในร่างของหลินโม่หากมีเครื่องมือวิญญาณที่เหมาะสม ก็จะสามารถแสดงร่างทั้งหมดของอสูรจูเยี่ยนรุ่ยจินออกมาได้อย่างสมบูรณ์กระทั่งแสดงพลังเหนือธรรมชาติอันแข็งแกร่งในตัวมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์
หากแต่เครื่องมือวิญญาณพบเจอได้ยากยิ่งอีกทั้งยังเป็นเรื่องยากที่จะหาได้มาสักชิ้น
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าถูกคนของตระกูลเลี่ยวสกัดตัวไว้?” หลินโม่ว่าพลางมองหนานหมิงอู่
“ข้าไปหาเจ้าที่สาขาเทียนซิง แต่พบกับท่านเจ้าสาขา ท่านเจ้าสาขาพยากรณ์ว่าพวกเจ้าอาจเจอกับอันตรายทั้งยังบอกที่ตั้งของบ้านตระกูลหลินให้ ยังดีที่ข้ามาได้ทันเวลา”
ครั้นหนานหมิงอู่เอ่ยถึงตรงนี้สายตาตำหนิของหญิงสาวจดจ้องไปยังหลินโม่พลางเอ่ย “เจ้าทำร้ายเลี่ยวเจว๋ ทั้งยังเอาชนะเลี่ยวฉ่าวหลงได้เรื่องนี้สร้างผลกระทบใหญ่หลวงต่อสำนักเทียนซิง ทางตระกูลเลี่ยวกำลังคอยให้พวกเจ้าออกมาข้างนอกคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะวิ่งออกมาเองโดยพลการ หากพวกเจ้าตกไปอยู่ในมือของตระกูลเลี่ยวแล้วแม้นข้าจะอยากช่วยพวกเจ้าแค่ไหน อย่างไรก็คงไม่ทันการณ์”
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่าตระกูลเลี่ยวจะเหี้ยมโหดเช่นนี้” หลินโม่บอก
“หลังจากนี้ระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน ตระกูลเลี่ยวไม่มีทางรามือกับเจ้าไปง่ายๆแน่” หนานหมิงอู่เตือน
“คงไม่มีคราต่อไปแล้ว” หลินโม่ตอบกลับ
แม้ว่าเมื่อครู่คนของตระกูลเลี่ยวจะไม่ทันลงมือทว่าในสถานการณ์เช่นนั้น หลินโม่รู้แก่ใจว่าโอกาสรอดชีวิตของตัวเองและเหลิงอู่เหยียนนั้นมีไม่มากหลังจากได้บทเรียนมาคราหนึ่งแล้ว หลินโม่ไม่มีทางให้มันเกิดขึ้นอีกเป็นคราที่สองแน่
“ไปกันเถอะ” หนานหมิงอู่บอก
“ไปไหน?” ชายหนุ่มถามกลับอย่างนึกสงสัย
“มีใครคนหนึ่งอยากยืนยันสักหน่อย ว่าเจ้าสามารถพาพวกเราเข้าไปยังส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวได้จริงหรือไม่น่ะ”หนานหมิงอู่เอ่ยจบก็เดินนำหน้าไปก่อน
หลินโม่พาเหลิงอู่เหยียนตามหญิงสาวไป
เขตเหนือของเมืองหลินโจวเดิมเป็นพื้นที่ที่สร้างขึ้นเป็นส่วนแรกสุดของเมืองหลินโจว ทว่าเป็นเพราะคลื่นขบวนทัพอสูรมหาศาลในเวลาต่อมาทำให้เขตเหนือถูกกวาดล้างจนราบเรียบเป็นหน้ากลอง หลังจากนั้นที่นี่จึงกลายเป็นซากเมืองปรักหักพังในที่สุดแม้นว่าซากเมืองจะเต็มไปด้วยแมกไม้พืชพันธุ์และหญ้ารกร้าง ทว่าร่องรอยของสงครามในอดีตยังคงมีอยู่หลุมลึกและเศษซากกระดูกอสูรยังมีให้เห็นประปรายตามพื้น
“คนนั้นที่ว่าล่ะ?” หลินโม่เอ่ยถาม
“มาแล้วล่ะ” หนานหมิงอู่ชี้ไปยังเบื้องหน้า
“เจ้าคือคนที่คุณหนูหามาอย่างนั้นหรือ?”
ชายชราหัวโล้นในชุดสีดำคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ไม่ไกลสายตาเฉียบแหลมกวาดมองหลินโม่ พลันรู้สึก...เต็มไปด้วย... “คุณหนู ข้ามิกล้าสงสัยในสายตาของท่านหากแต่เจ้าเด็กผู้นี้ขนบนร่างยังขึ้นไม่สุดเสียด้วยซ้ำ เขาจะปลด...ส่วนลึกของเทือกเขาซวนโยวได้จริงหรือ?”
“ท่านลุง ข้าเห็นมาเองกับตาว่าเขาปรึกษาเรื่องศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งกับท่านอาวุโสเฟิง”หนานหมิงอู่โต้กลับ
“การเข้าใจในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งนั้น มิได้หมายความว่าจะเชี่ยวชาญในวิชาใครก็ตามที่เชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งทั้งหมดได้นั้น ล้วนแต่เป็นผู้ที่หมกมุ่นจมปลักอยู่กับมันมานานกว่าห้าสิบปีขึ้นไปถึงแม้เจ้าหนุ่มนี่จะเริ่มเรียนรู้ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ก็มิอาจเชี่ยวชาญได้มากมายนัก คุณหนู เขตเวทย์ของเทือกเขาซวนโยวเกิดจากการแปรเปลี่ยนของชัยภูมิพื้นที่ที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังแห่งโลกและสวรรค์หากประมาทแม้เล็กน้อยก็อาจเกิดอันตรายอันใหญ่หลวงได้ ในความคิดของข้า คิดว่าควรปลอดภัยไว้ก่อนเป็นดีกว่าอย่างมากก็แค่เสียเวลาในการเดินทางเข้านิดหน่อย ไม่จำเป็นต้องบุ่มบ่ามให้เกิดอันตรายขอรับ”ขณะพูด หลงโป๋ไม่ปรายตามองหลินโม่แม้แต่น้อย
“หากพลาดโอกาสรอบนี้ก็ต้องรออีกยี่สิบปี เจ้าน่าจะรู้ดีว่าเหตุใดข้าถึงได้อยู่ที่นี่มานานถึงสองปี”หนานหมิงอู่ส่ายหน้าแล้วเอ่ยต่อ “ในเมื่อหลงโป๋ยังสงสัยในความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของเขาเช่นนั้นมิสู้ให้เขาลองดูสักตั้ง”
“เจ้าเด็กนี่ยังเยาว์วัยนักจะมีความเชี่ยวชาญด้านศาสตร์วิชาเวทย์โบราณสักเท่าไรกันคุณหนู ข้ารู้ว่าท่านจิตใจดี หากแต่จิตใจดีเกินไปนั้นมักถูกหลอกง่ายนะขอรับ”หลงโป๋เหลือบมองเด็กหนุ่มพลางเอ่ยเสียงเข้ม “เจ้าเด็กน้อยในเมื่อคุณหนูพูดขนาดนี้แล้ว ก็ให้เจ้าลองสักตั้งก็แล้วกัน”