เช้าตรู่หน้าเรือนสือซาน โม่หยางยืนรอทั้งสองหนุ่มหน้าเรือนกว่าชั่วยามแล้ว ชุดขาวผุดผ่อง รัดผมครึ่งหัวมีปิ่นไม้ปักไว้ มองคล้ายนักบัณฑิตลูกหลานขุนนาง สีหน้าดูง่วงนอน ถึงจะยืนรอศิษย์น้องนาน เขากลับนิ่งไม่มีท่าทีหงุดหงิด
“ท่านไม่คิดจะเตรียมสิ่งใดไปเลยหรือ อาจารย์คาดการณ์ไว้พวกเราต้องอยู่นานเป็ปี หรืออาจหลายปี”
ไป๊จิงเดินออกมาจากเรือนพร้อมแบกของไว้บนหลัง
หลิงชีเดินตามเขาออกมามือมีแค่พัด แต่งกายชุดสีดำขัดกับใบหน้าอ่อน สวมหมวกปีกกว้าง
โม่หยางกล่าว “ที่เมืองหลวง พวกเ้า้าสิ่งใด เพียงแค่มีหินเงินหรือทองแผ่นจากนั้นก็ได้สิ่งที่้า” เขาปรายตามองหัวจรดเท้า “หลิงชีเ้าจะไปลอบฆ่าผู้ใด? เราฝึกเป็เซียน ควรทำตัวเยี่ยงเซียน” กล่าวจบสะบักแขนไล่ลมให้ผ้าขาวพลิ้วไหว
หนุ่มน้อยได้แต่เบาะปาก เขาจำได้ในหนังสือพวกคนในยุทธภพสวมสีชุดดำหรือสีเข้มมีหมวกไว้ปิดบังหน้าตา
“ข้ามองว่าแต่งเช่นนี้ สุขุมสมเป็ชายยิ่งนัก”
ไป๊จิ่งได้แต่ส่ายหัวให้ศิษย์พี่
ท่านสง่างาม หากแต่ปากร้ายแต่เขาก็ชินเสียแล้ว
เป็ครั้งแรกที่หลิงชีได้เดินทางร่วมกันกับพวกเขา ทุกทีโม่หยางจะเดินทางผู้เดียว ด้วยความไม่ชอบยุ่งยาก ยุ่งเกี่ยวผู้ใดของศิษย์พี่ ไป๊จิ่งมีโอกาสได้เดินทางด้วยกันอยู่บ่อยครั้ง ไป๊จิ่งได้แบกตำรามาเต็มหลังเพื่อศึกษาเรียนรู้เอง เพราะครั้งนี้แตกต่างจากทุกที
ไป๊จิ่งเอ่ย “รีบออกเดินทางกันเถอะ…”
พรึ้บบ…~
เสียงพัดสะบัดดังผ่านหน้าศิษย์พี่ทั้งสอง
หลิงชีเดินลงบันไดหินสู่ตีนเขาผ่านตำหนักใหญ่เริ่มเจอผู้คนออกมารับปราณยามเช้า
พวกศิษย์นอกจากสาขาต่างๆกล่าวทักทายทั้งสาม
โม่หยางกับไป๊จิ่ง มีชื่อเสียงมานานหลายปีเพราะเป็ศิษย์สายใน ได้เรียนรู้จากอาจารย์เซียนและฝึกวิชาเองจากตำราหอบรรพชน ศิษย์ทั่วไปไม่สามารถเปิดอ่านได้หากเต๋ายังไม่มั่นคงพอ อาจแตกละเอียดโดยง่าย ทำให้พวกเขามองอย่างชื่นชม
ด้านหลิงชี ศิษย์คนเล็กสายในพึ่งเข้าร่วมได้ไม่ถึงปี ตอนนี้ได้ร่วมเดินทางท่องยุทธภพกับศิษย์พี่ทั้งสองแล้ว ทำให้ความรู้สึกอิจฉาต่อหลิงชี พวกเขาต้องฝึกฝนมากขึ้น
“น้อมส่งศิษย์พี่ ออกสู่ยุทธภพ”
“น้อมส่งศิษย์พี่ ออกสู่ยุทธภพ”
“น้อมส่งศิษย์พี่ ออกสู่ยุทธภพ”
เสียงอวยพรของเหล่าศิษย์ในสำนักดังก้องทั่วทั้งยอดเขา
…
…
รถม้าขนาดใหญ่จอดรอหน้าซุ้มตีนเขา โม่หยางมองรอบๆ ไม่เห็นมีคน เขายืนจ้องมองไป๊จิ่ง
” คนขับเล่า? .. ผู้ใด.. หรือเ้าสามารถ?” สิ่งที่เขาห่วงคือผู้ใดขับขี่ ตนและศิษย์น้องเคยแต่นั่งด้านใน
“ไม่ใช่ข้า” ไป๊จิ่งเบื่องตัวหลบสายตาโม่หยาง
“ควบคุมม้าก็เป็การฝึกฝนอย่างหนึ่ง” เมื่อกล่าวจบ โม่หยางรีบเข้าไปนั่งรอในรถม้า
ไป๊จิ่งโยนของบนหลังขึ้นรถม้าแล้วเข้าไปนั่งด้านใน
พอเห็นภาพนั้น หลิงชีรู้หน้าที่ตนต้องเป็ผู้คุมบังเหียน จึงต้องขึ้นนั่งบังคับม้าออกเดินทาง เขาเป็ศิษย์น้องเล็กขัดขืนไม่ได้อยู่แล้ว เป็ผู้ขี่รถม้าให้ศิษย์พี่ทั้งสองเป็เื่น่ายินดียิ่ง และนี้เป็ครั้งแรกที่เขาได้ออกสู่โลกภายนอกสำนัก ไม่มีอะไรสุขมากกว่านี้แล้ว
“พวกเ้ามีสิ่งใดขับข้องใจในการบำเพ็ญเพียร กล่าวออกมาระหว่างทาง ข้าจะช่วยชี้แนะให้” ด้วยสภาวะที่ต่ำของหลิงชี เขาอยากช่วยให้ก้าวหน้าให้ไว
มือเรียวพลิกหน้าหนังสือตลอดทาง พอได้ยินโม่หวานเอ่ยปาก รีบวางหนังสือลง
ด้านหลิงชีได้แต่หันหน้ามายิ้มอย่างสดใส รีบเอ่ยปาก
“ลมปราณข้ามักติดขัด เวลาขี่กระบี่”
” … อ่าาาา นั่นเ้าใจเซาะเอง” ไป๊จิ่งรีบตอบให้หลิงชี “พึ่งฝึกบินชายหนุ่มแยกไม่ออกกลัวจนไม่กล้าหายใจรึลมปราณติดขัด”
“มิใช่”
“ใช่… ข้าฝึกเ้าเองแท้ๆ ทำไมข้ามิรู้ เ้ากลัวความสูง”
“คืนนี้ข้าจะดูเส้นลมปราณให้เ้าเองว่าเป็เหตุใด กลัวหรือเส้นลมปราณติดขัด” โม่หยางรีบตัดบททั้งสอง แล้วหลับตาเข้าสู่สมาธิฝึกลมปราณดูดปราณระหว่างทาง
รถม้าเคลือนผ่านผู้คน ขับผ่านหมู่บ้านต่างๆ แวะตามโรงเตี๊ยมให้ม้าดื่มน้ำ
ผู้หนึ่งนั่งหลับตาในรถม้า
ผู้หนึ่งนั่งอ่านหนังสือมีเพียงเสียงพลิกกระดาษสู่หน้าใหม่
ผู้หนึ่งมือหนึ่งกำเชือก อีกข้างกำกิ่งไม้คล้ายจับกระบี่ตวัดไปทางอากาศ
สิ่งแปลกใหม่สำหรับพวกเขา เห็นวิถีชีวิตผู้คน เห็นขอทานตามท้องถนน หรือคนพเนจร พ่อค้าแม่ค้า ต่างเดินทางมุ่งหน้าสู่เส้นทางเดียวกัน
“เข้าหมู่บ้านข้างหน้าแวะนอนโรงเตี๊ยม” พระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ไป๊จิ่งเริ่มเห็นใจศิษน้อง
“อีกสิบกว่าวันกว่าจะถึงเมืองหลวง เ้าต้องพักผ่อนให้ดีๆ นะหลิงชี”
“วันใดข้าไม่ไหว ท่านก็ลองมาขี่บ้าง”
“……!” ฝุ่นครุ้งถึงเพียงนี้' เขาเพียงคิดพูดในใจเท่านั้น
…
…
ตกค่ำในโรงเตรี๊ยมเมืองเล็กๆทั้งสามแวะพักแรมสำหรับผู้ฝึกตนการดื่มกินแล้วแต่ผู้ใดการ หลองซีเข้าสู่วัยกำลังเติบโตเจอสิ่งแปลกใหม่เขาออกเที่ยวเล่นในหมู่บ้านดูวิถีชีวิตผู้คน มองพ่อค้าแม่ค้าขายของทำอาหารต่างๆด้วยความตื่นตา ขนมที่ถูกวางขายในแต่ละท้องที่เขาซื้อมาลองชิมและนำมาฝากศิษย์พี่ทั้งสองแทบทุกครั้งหลังจากนั้นกลับไปทานอาหารค่ำร่วมกันเหมือนชาวบ้านต่างๆในเมืองใช้ชีวิตปกติ
เพื่อทำให้ชีวิตหลิงชีถูกเติมเต็มตามธรรมวัฏจักรมนุษย์โม่หยางร่วมกินข้าวกับทั้งสองบนโต๊ะคีบกินไม่กี่คำพอให้เห็นว่านั่งร่วมด้วย สำหรับหลิงซีกินหมดไปหลายจานไม่ว่าจะอร่อยหรือไม่การได้กินและดื่มอย่างแท้จริงตนมีความสุขมาก ไป๊จิ่งช่วยแนะนำเมนูแต่ละพื้นที่และควรกินสิ่งใดอร่อยใน่ฤกาลไหนเนื่องจากตนเคยอยู่ในตระกูลมั่งคั่งมาก่อนเข้าสำนัก
หลิงชิงนั่งอยู่ในห้องโม่หยางขัดสมาธิหันหลังให้โม่หยางตรวจจับเส้นลมปราณ เขาสูดหายใจผ่อนคลายโม่หยางใช้มือสองข้างทาบแผ่นหลัง โคจรพลังขับเคลื่อนเข้าสู่ร่างหลิงชิง เส้นลมปราณไหลเวียนกึ่งแดงกึ่งทองตัดกันเป็่ถือว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร
“อย่าให้ความกลัวขัดขวางความก้าวหน้าของนาย”
“ข้าผิดไปแล้วศิษย์พี่ ข้าปกติจริงรึนี่!!” เด็กหนุ่มยังไม่ยอมรับความจริงว่าตนหวาดกลัว
โม่หยางเหน็ดเหนื่อยกับคนผู้นี้ยิ่งนัก
ร่างกายหลิงชีถูกบมเพาะมาดียิ่งอีกไม่นานจะกลายเป็ปราณแท้ทั้งตัว
เ้าตัวกลับวิตกกังวลเนื่องสิ่งใดอีก..
“หากวันใดมันขาดสะบั้นขึ้นจริง ถือว่าข้าทำเ้า มีอันใดให้ห่วงอีกหรือไม่…?”
…
…
ทุกคืนโม่หยางได้แต่รอคอยทูตกลับมาหาเขาสักตน ไม่ว่าตนใดกลับสืบหาอะไรไม่เจอ หลังผ่านมาหลายวันเกือบถึงเมืองหลวง ระหว่างทางพวกเขาได้ต่อสู้กับพวกโจรที่ดักซุ่มตามข้างถนนยามค่ำคืน กวาดล้างคืนความสงบให้ชาวบ้าน ชื่อเสียงเริ่มมีคนรู้จักชายหนุ่มจากเขาหวางซาง
ข่าวสารจากที่ต่างๆ ถูกรวบรวมมารอไว้ที่โรงเตรี๊ยม
“สืบต่อไป…
สืบให้ลึกยิ่งขึ้นจนกว่าจะเจอทูตของข้า”
ไป๊จิ่งชะงักค้าง ออกอาการเอื่อมระอาต่อศิษย์พี่
รีบลงเขาออกมามิใช่เพราะสืบหาร่องรอยปิศาจ แต่กลับตามหาทูต? “เกิดเหตุอันใดทั้งห้าจะหายไปพร้อมกันแบบนี้ หรือมีสำนักอื่นเล่นงาน”
โม่หยางกล่าว “มิมีผู้ใดรู้ว่าเป็ของข้า แค่ส่งออกตามหาิญญาปีศาจเท่านั้น หรือมีผู้อื่น้าไปศึกษาก็เป็ได้”
เขามิรู้จะปลอบใจศิษย์พี่เขายังไง หลายปีนี้ฝึกวิชาหมกมุ่นอยู่กับพวกิญญาเริ่มความคิดผิดเพี้ยนมากขึ้นทุกวัน นอกจากท่านผู้อื่นไม่มีใครสนใจภูติผีมากนัก มีแต่พวกอธรรมชอบวิชาแปลกประหลาดผิดต่อวิถีเซียน