ระยะเวลาครึ่งเดือนนั้นนานเกินไปหลินโม่กังวลว่าจะเกิดตัวแปรมากมายที่คาดไม่ถึงขึ้น ดวงตาคมจดจ้องเม็ดผลึกเวทย์ในมือเขม็งจู่ๆ สัมผัสพิเศษบางอย่างพลันปรากฏขึ้นในห้วงความรู้ ช่างแปลกประหลาดแต่กลับคุ้นเคย
ทิวทัศน์ในเม็ดผลึกเวทย์หลุดลอกราวกับรังไหมถูกดึงทีละเส้นเริ่มจากภาพมายาของเทือกเขาเลือนหายไป ตามด้วยกระแสธารด้านใน...
ภาพมายาหลุดลอกออกทีละชั้นพลังเวทย์ของมันปรากฏให้เห็นไม่ขาดสาย
ขณะเดียวกัน พลังเจินหยวนของหลินโม่ก็พุ่งพรวดขึ้นอย่างรวดเร็วไอหมอกสีเทาหนาแน่นไหลล้นออกจากร่างพัดกระจายไปทั่วสารทิศ นี่คือพลังที่ปะปนอยู่ในเจินหยวนเมื่อพลังปะปนนี้หลั่งไหลออกจากร่าง เจินหยวนก็ยิ่งบริสุทธิ์ขึ้นอีกเท่าตัว
เม็ดผลึกเวทย์เปล่งประกายแสงเวทย์ออกมาสว่างวาบไปทั่วห้อง
เหลิงอู่เหยียนที่ฝึกอยู่นอกลานบ้านรีบพุ่งพรวดเข้าประตูครั้นเห็นสภาพภายในเรือนก็ชะงักไปเล็กน้อย
เม็ดผลึกเวทย์ลอยเหนือหัวชายหนุ่มลำแสงดุจด้ายไหมส่องลงมายังหลินโม่
ทว่าสีหน้าของหลินโม่กลับราบเรียบเย็นชาจุดระหว่างคิ้วแผ่ไอความน่าเกรงขามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กลิ่นอายของทะเลครามโบราณแฝงอยู่ในดวงตาคู่งาม
เหลิงอู่เหยียนมองภาพเบื้องหน้าเงียบๆ พลันอดคิดถึงตอนที่ถูกหลินโม่ช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อตอนแปดขวบขึ้นไม่ได้ยามนั้นท่าทางของหลินโม่ก็เหมือนกับตอนนี้ทุกประการ
ผ่านไปเนิ่นนาน!
หลินโม่ฟื้นคืนสภาพกลิ่นอายทะเลครามโบราณในดวงตามลายหายไปแล้ว ความรู้สึกน่าเกรงขามที่แผ่ซ่านบนตัวเมื่อครู่ก็หายไปเช่นกัน เม็ดผลึกเวทย์ร่วงกลับสู่มือหลินโม่ ยามนี้เม็ดผลึกเวทย์โปร่งใสเดิมกลับเต็มไปด้วยลายเวทย์อัดแน่นทั่วเม็ดทิวทัศน์ตรงใจกลางผลึกก็หายไปแล้วเช่นกัน แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากทว่าหากส่งจิตเข้าไปก็จะสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์อันน่าสะพรึงที่กักเก็บอยู่ภายในเม็ดผลึกเวทย์
“ของชิ้นนี้อันตรายมาก” เหลิงอู่เหยียนมองเม็ดผลึกเวทย์พลางเอ่ย
“อันตรายมากก็จริง แต่มันกลับช่วยรับประกันให้เรามากขึ้นอีกหนึ่งส่วน”หลินโม่พยักหน้าพลางหยิบเม็ดผลึกเวทย์ขึ้นมาอย่างระมัดระวังเบามือ เดิมทีต้องใช้เวลาถึงครึ่งเดือนถึงจะแสดงพลังเวทย์ทั้งหมดได้แต่ท้ายสุดกลับใช้เวลาเพียงชั่วขณะเดียวเท่านั้น
สัมผัสพิเศษของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณที่ปรากฏในห้วงความรู้เมื่อครู่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งจะควบคุมได้ หลินโม่จึงมั่นใจว่าตัวเองไม่เคยสัมผัสสิ่งเหล่านี้มาก่อนตอนนั้นเขาคิดเพียงให้พลังเวทย์ของเม็ดผลึกเวทย์ปรากฏออกมาเร็วๆ แต่ห้วงความรู้กลับปรากฏสัมผัสพิเศษเหล่านี้ขึ้น
หรือว่าจะเป็นความสามารถที่ติดตัวมาแต่เกิดจริงๆ?
หลินโม่คาดเดาไว้ในใจ
“ศิษย์น้องหลิน...ไม่สิ ศิษย์พี่ รีบไปที่ตำหนักหลักเร็วท่านอาวุโสเฟิงถูกคนแบกกลับมาแล้ว” เสียงร้อนรนของจินเฉียนหยินดังขึ้นจากหน้าประตู
“เกิดอะไรขึ้น?” หลินโม่รีบพุ่งออกจากประตู
“ข้าก็ไม่รู้ เมื่อครู่ศิษย์ของสำนักเทียนซิงสองคนแบกท่านอาวุโสเฟิงกลับมา ท่านอาวุโสเฟิงบาดเจ็บสาหัสตอนนี้ท่านเจ้าสาขากำลังช่วยจัดการบาดแผลที่ตำหนักหลักอยู่” จินเฉียนหยินละล่ำละลักบอก
เพียงได้ยิน หลินโม่ก็รีบมุ่งไปยังตำหนักหลักโดยไม่พูดจาในทันที
ณ ตำหนักหลัก เฟิงเทียนสิงนอนอยู่บนพื้นผมสีดอกเลากระเซอะกระเซิงไม่เป็นทรง อาภรณ์บนร่างเต็มไปด้วยคราบเลือดแดงฉาน แววตาแข็งทื่อจ้องมองไปยังยอดตำหนักอย่างล่องลอยให้ความรู้สึกว่าชายตรงหน้าแก่ชราลงกว่าเดิมไปมาก
เทียนซิงจื่อกำลังจัดการบาดแผลอยู่ข้างกายอย่างเงียบเชียบ
“เกิดอะไรขึ้นกัน?” หลินโม่ถามทันที
ใบหน้าของเทียนซิงจื่อราบเรียบไร้ความรู้สึกดวงตาทั้งสองไร้ซึ่งจิตวิญญาณราวกับไม่ได้ยินที่พูดอย่างไรอย่างนั้น
เทียนซิงจื่อยั้งมือลงพลางถอนหายใจบางเบาอย่างอัดอั้น“นิสัยของท่านเฟิงนั้นดื้อรั้นหัวแข็ง เขาไม่ยอมช่วยเชียนเย่ฮุยกับพรรคพวก ท้ายสุดจึงถูกศิษย์พี่ของเขาอู๋เต้าทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสไม่เพียงทำลายรากฐานของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของเขา แม้แต่ตัวศาสตร์วิชาเวทย์โบราณที่ได้รับสืบทอดมาจากนิกายนั้นล้วนถูกบีบบังคับช่วงชิงไปท่านเฟิงต้านการโจมตีเอาไว้ไม่ไหว จึงกลายเป็นสภาพอย่างที่เห็นเช่นนี้”
เดิมทีการฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งนั้นไม่ได้ง่ายอยู่แล้วจำต้องใช้เวลากว่าสิบปีถึงจะไปสู่ระดับเล็กได้ ทั้งต้องสูญเสียเวลาไปถึงห้าสิบปี เฟิงเทียนสิงถึงจะบรรลุวิชาจนเชี่ยวชาญได้ดั่งเช่นปัจจุบันจมปลักวนเวียนอยู่กับมันมานานหลายปี เฟิงเทียนสิงจึงทุ่มเทแลกอีกครึ่งชีวิตหลังของตนให้กับศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งไปทั้งสิ้นแล้วสำหรับเฟิงเทียนสิง ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งคือชีวิตของเขา ยามนี้ถูกคนช่วงชิงไปก็ไม่ต่างกับสูญเสียชีวิตไปไม่สิ ควรพูดว่านี่ยังเจ็บปวดกว่าการสูญเสียชีวิตเสียด้วยซ้ำ
เชียนเย่ฮุยและพรรคพวกไว้ชีวิตเฟิงเทียนสิงเอาไว้ไม่ใช่เพราะสงสารเห็นใจ แต่กลับกันคือความเหี้ยมโหด เพราะการสูญเสียรากฐานของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งนั้นสำหรับเฟิงเทียนสิงแล้วน่าทุกข์ระทมใจเสียยิ่งกว่าตายเสียอีก
“ท่านเจ้าสาขา ไม่มีวิธีฟื้นคืนสภาพเลยหรือ?” จินเฉียนหยินถามขณะเดียวกันก็มองเหลิงอู่เหยียนปราดหนึ่ง หลังจากเกิดเรื่องเขารู้มาว่าเหลิงอู่เหยียนถูกคนของสาขาลัวซาทำลายจุดตันเถียนแต่ท้ายที่สุดก็ยังฟื้นสภาพตันเถียนได้นี่นา?
“สถานการณ์มันต่างกัน”
เทียนซิงจื่อส่ายหน้า“การบำเพ็ญของเหลิงอู่เหยียนคือการบำเพ็ญทางปราณวิญญาณ ต่อให้ตันเถียนถูกทำลายไปมากเท่าใดหากต้องการสร้างขึ้นใหม่ แม้นมีโอกาสริบหรี่ ทว่าก็ยังมีโอกาสเริ่มใหม่ได้ แต่ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นต่างออกไปหากรากฐานวิชาถูกทำลาย ต่อให้ตันเถียนจะสมบูรณ์แค่ไหน แม้การบำเพ็ญจะไม่สูญหายไปก็ยังยากที่จะฟื้นคืนกลับมาได้ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของท่านเฟิงนั้น สร้างขึ้นจากการฝึกขัดเกลาของนิกายของเขาในแต่ละยุคและเชื่อมต่อกับรากฐานของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่ง เมื่อถูกแยกออกจากกัน รากฐานของศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งก็จะถูกทำลายลงสิ้นแม้จะเริ่มฝึกใหม่ตั้งแต่ต้น ก็ยากที่ฝึกไปจนถึงจุดสูงสุดเดิมที่เคยทำได้ในระยะเวลาสั้นๆ”
หากเฟิงเทียนสิงยังหนุ่มกว่านี้อีกสักยี่สิบปีก็ยังพอฝึกให้คืนมาได้ทว่ายามนี้อายุมากแล้ว คิดอยากเริ่มต้นใหม่ก็ยากที่จะทำได้
หลังจากทำแผลเสร็จเทียนซิงจื่อปราดตามองเฟิงเทียนสิงครู่หนึ่งพลางส่ายหน้าอย่างจนปัญญา ชายชราไม่ได้เอ่ยอันใดมากหันกายเร้นจากตำหนักหลักไป อันที่จริงเขาก็รู้ ว่ายามนี้เฟิงเทียนสิงได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงไม่ว่าใครจะพูดอะไร เฟิงเทียนสิงก็มิอาจรับฟังต่อไปได้
จินเฉียนหยินก็ไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยอะไรจึงทำได้เพียงพูดปลอบใจเสียสองประโยคแล้วคล้อยจากตามเทียนซิงจื่อไป
ในตำหนักหลักเหลือเพียงหลินโม่เหลิงอู่เหยียน และเฟิงเทียนสิงที่นอนเหม่อมองยอดตำหนักอยู่บนพื้นด้วยสายตาไร้ซึ่งจิตวิญญาณ
“ท่านคิดจะนอนต่อไปเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?” หลินโม่เอ่ยขึ้น
“เช่นนั้น ข้ายังจะทำอันใดได้อีก?” เฟิงเทียนสิงหันหน้ามาดวงตาหมองหม่นราวกับคนชราใกล้ตายอย่างไรอย่างนั้น น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นเต็มไปด้วยความไม่ยอมรับและเยาะเย้ยต่อตนเอง
“ท่านใช้ชีวิตมายาวนานถึงเพียงนี้ ชีวิตท่านคงไม่ได้ราบรื่นมาโดยตลอดหรือไม่เคยพบความล้มเหลวมาก่อนใช่ไหม?”หลินโม่พูดเสียงราบเรียบ
“ชั่วชีวิตข้าพบเจอความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน กระทั่งเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นตายก็พบเจอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วเช่นกันต่อให้ชีวีจะดับสูญ ข้าก็ยังคงมีความหวังเสมอ หากแต่ครานี้ ข้าไม่เหลือความหวังอะไรแล้ว”เมื่อเฟิงเทียนสิงเอ่ยถึงตรงนี้ จึงเงยหน้ามองหลินโม่ “สหายน้อย ก่อนข้าจะตาย เจ้าช่วยข้าสักเรื่องได้ไหม?”
“ท่านอยากให้ข้าแก้แค้นให้อย่างนั้นหรือ?” หลินโม่ถามขึ้น
“ไม่ ความปรารถนาใหญ่ที่สุดของข้าในยามนี้คือ ชิงศาสตร์วิชาเวทย์โบราณที่ได้รับถ่ายทอดจากนิกายทั้งหมดนั้นคืนมา”เฟิงเทียนสิงถอนหายใจยาวเหยียดพลางเอ่ย “นั่นคือศาสตร์วิชาเวทย์โบราณของนิกายที่สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นตกทอดมาถึงรุ่นข้าก็หกร้อยสามสิบห้าปีได้แล้ว ปรมาจารย์ของข้าบอกไว้ว่า ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณนั้นคือเวทมนต์ที่สร้างขึ้นจากพลังแห่งโลกและสวรรค์แฝงเร้นด้วยพลังเหนือธรรมชาติ แต่น่าเสียดายที่พอตกมาถึงรุ่นข้า ก็ยากที่จะแสดงพลังเหนือธรรมชาติที่แฝงเร้นของมันได้อีกต่อไป”
“อู๋เต้าไม่รู้เรื่องนี้ ศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงนั้นตกอยู่ในมือของเขา ด้วยจิตใจของเขาย่อมทำลายมันไปเป็นแน่สหายน้อย ข้ารู้ว่าความต้องการนี้จะสร้างความลำบากใจแก่เจ้ามาก แต่ข้าก็ไม่มีหนทางอื่นใดอีกต่อไปแล้วจึงทำได้เพียงขอร้องเจ้าในยามที่เจ้าเพียบพร้อมด้วยความมั่นใจ ช่วยข้าชิงมันกลับมาที” เฟิงเทียนสิงฝืนประคองร่างกายตนให้ลุกขึ้น สายตาอ้อนวอนไร้ที่พึ่งส่งไปยังหลินโม่
“นี่เป็นธุระของท่าน ไม่ได้เกี่ยวกับข้า” หลินโม่เอ่ยปฏิเสธ
ครั้นได้ยินเช่นนี้เฟิงเทียนสิงจึงละสายตากลับมาอย่างเงียบเชียบ ท่าทางดูแก่ชรายิ่งขึ้นกว่าเดิม เขาไม่ได้โกรธเกลียดที่หลินโม่ปฏิเสธให้ความช่วยเหลือหากเขาเป็นหลินโม่ ก็ไม่มีทางวิ่งเข้าไปก่อเรื่องกับผู้แข็งแกร่งระดับกำเนิดเพื่อชายชราไม้ใกล้ฝั่งอย่างเขาเช่นกัน
“แม้นรากฐานศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งของท่านจะสิ้นไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไร้ทางฟื้นคืนนี่”หลินโม่เอ่ย
“ข้ายังฟื้นคืนมันได้อยู่หรือ?” เฟิงเทียนสิงพลันเงยหน้าขึ้นพลางจดจ้องหลินโม่ไม่วางตา ประดุจคนจมน้ำแล้วคว้าเส้นฟางช่วยชีวิตได้อย่างไรอย่างนั้น
“ไม่เพียงจะฟื้นสภาพกลับคืนได้ แต่ยังทำให้การฝึกศาสตร์วิชาเวทย์โบราณแขนงหนึ่งของท่านทะลวงขึ้นไปอีกได้ด้วย”หลินโม่พยักหน้า
เฟิงเทียนสิงไม่ปริปากเอ่ยทว่ากลับจ้องหลินโม่อย่างลองเชิงไม่วางตา เขากำลังยืนยันว่าหลินโม่กำลังล้อเล่นหรือไม่ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าดังเดิม ไม่มีท่าทีของการหยอกเล่นสักนิดของชายหนุ่มแล้ว แววตาชราพลันจุดประกายร้อนแผดเผาขึ้นมาในชั่วพริบตา
“หากเจ้าช่วยข้าฟื้นคืนวิชากลับมาได้ ข้าเฟิงเทียนสิงจะยกให้เจ้าเป็นเจ้านายและติดตามจวบจนวันตาย”เฟิงเทียนสิงเอ่ยเน้นทีละคำทีละประโยค
“วิธีฟื้นคืนนี้อาจทรมานมาก อัตราความสำเร็จมีเพียงสามส่วนเท่านั้น หากไม่สำเร็จก็สิ้นชีวิต”หลินโม่บอกอย่างจริงจัง
“สามส่วนก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องตาย สภาพตัวข้าในยามนี้ยังทรมานกว่าตายแล้วเสียอีก”เฟิงเทียนสิงเอ่ยอย่างขมขื่น