ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล แคว้นใหญ่น้อยนับพันย่อมต้องมีศึกาแย่งชิงดินแดนบ้าง ทว่า..แคว้นสือหลงแห่งนี้กลับยึดครองพื้นที่ไปเกือบครึ่งโดยไม่มีผู้ใดกล้าคิดแตะต้อง… หนึ่งเพราะกองทัพไม่ว่าทหารหรือนักเวทย์ล้วนเก่งกาจ อีกอย่างก็คือจักรพรรดิหลี่อิง เป็ผู้ปรีชาสามารถ ทรงได้รับพรจากั์ทำให้อายุยืนไม่แก่ชรา เป็กษัตริย์เพียงผู้เดียวในใต้หล้าที่เคยพบกับัผู้เป็จ้าวครองพิภพแห่งนี้
จักรพรรดิหลี่อิงอยู่มานานเท่าไรไม่มีใครทราบ …เพราะบันทึกจากบรรพบุรุษที่ล่วงลับก็ล้วนเกิดในรัชสมัยของจักรพรรดิผู้นี้เช่นกัน ดังนั้นแคว้นสือหลงจึงเปรียบดังแคว้นที่ได้รับคำอวยพรจาก์ จึงไม่มีแคว้นใดกล้าท้าทาย
นายบ่าวทั้งสองเดินเคียงกันอยู่บนถนนสายหลัก ไป๋ซูเถียนมองความเจริญรอบตัวอย่างตื่นตา หากไม่นับว่านี่คือยุคโบราณแคว้นแห่งนี้ก็นับว่าน่าอยู่มาก ..ข้าวของเครื่องใช้ประณีตหลากหลาย ไม่ว่ามองหาอะไรก็มีทั้งนั้น แค่ถนนสายนี้สายเดียวหญิงสาวก็ได้เห็นของที่อยากได้มากมาก .. น่าเสียดายที่ราคาค่อนข้างแพงอยู่บ้าง
‘เฮ้ออ.. ยิ่งเจริญมากค่าครองชีพก็ยิ่งสูงสินะ’ ดวงตากลมโตห่อเหี่ยวลงเมื่อนึกถึงเงินน้อยนิดที่มีอยู่ในกระเป๋า นางร้ายของเื่อาศัยอยู่บ้านพี่ชาย เงินรายเดือนที่เขามอบให้ไม่มากพอที่จะทำให้นางซื้อของฟุ่มเฟือยได้
พี่ใหญ่ของนาง ‘ไป๋ซูเฉิง’ เป็อาจารย์ประจำสำนักศึกษาเวินหลง สำนักหลักภายใต้การดูแลขององค์จักรพรรดิ แม้จะมีตำแหน่งขุนนางแต่เบี้ยหวัดกลับไม่มาก ไป๋ซูเฉิงทำงานมาสามปีไม่เพียงไม่ค่อยได้กลับบ้าน แต่ฐานะก็ยังแค่ปานกลาง เงินที่มีเพียงพอให้เช่าบ้านหลังเล็กๆ หนึ่งหลัง และจ้างสาวใช้ประจำตัวน้องสาว กับคนทำความสะอาดทั่วไปอีกคนหนึ่งเท่านั้น
ดวงตาคู่งามกวาดผ่านโคมกระดาษสีสวยที่เคลือบด้วยเวทย์เรืองแสง ดูงดงามสะดุดตา อาจเพราะชาติก่อนไม่เคย ‘ช้อปปิ้ง’ ชาตินี้นางจึงได้เก็บกดนัก เห็นอะไรก็ตาโตไปเสียทุกอย่าง ไป๋ซูเถียนยิ่งชมดูก็ยิ่งมุ่งมั่น อยากหาหนทางทำมาหากินมากขึ้น
โรงเตี๊ยมคือศูนย์รวมของข้อมูลข่าวสาร… หญิงสาวมองเห็นป้าย ‘อร่อยล้ำ’ ก็นึกถึงความสามารถหนึ่งของตนขึ้นมา ไป๋ซูเถียนรีบก้าวเท้านำสาวใช้ประจำตัวเข้าโรงเตี๊ยมหลังนั้นไปอย่างกระตือรือร้น
แม้แต่งตัวธรรมดาทว่าเพราะหน้าตาของนางมารผู้นี้งดงามมาก เพียงก้าวเข้ามาก็ดึงดูดความสนใจของคนในโรงเตี๊ยมด้านล่างให้มองมาเป็ตาเดียวกัน เสี่ยวเอ้อคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม ต่อเมื่อเห็นดวงตาเหลือบสองสีแปลกประหลาด สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เคารพ.. รีบก้มศีรษะต่ำพานางไปนั่งที่โต๊ะริมระเบียงอย่างนอบน้อม
ตำแหน่งที่ไป๋ซูเถียนนั่งอยู่นั้นดีมาก มองออกไปเห็นบึงกว้าง ผิวน้ำสะท้อนแสงแดดเป็ประกายระยับ ลมโชยพัดเย็นสบาย ระหว่างโรงเตี๊ยมและบึงแห่งนี้ถูกกั้นด้วยถนนสายเล็กทว่าคึกคักอย่างยิ่ง เห็นแล้วทราบได้ทันทีว่านี่คงเป็ถนนการค้าสายหลักเช่นกัน
เสียงนักเล่านิทาน สลับกับเสียงบรรเลงดนตรีอันไพเราะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ไป๋ซูเถียนกำลังคิดหาลู่ทางดำเนินชีวิต จึงลองสั่งอาหารสองจานง่ายๆ มาลองชิมรสชาติ แต่เมื่อได้ทาน..หญิงสาวก็ได้แต่ถอนใจ
‘เฮ้อ… อร่อยขนาดนี้จะสู้ได้ยังไงล่ะ?’
ผัดผักสีเขียวสดดั่งอัญมณีเคลือบน้ำมันงาวาวฉ่ำรสชาติกรอบสดชื่น ต้มจืดเต้าหู้ทรงเครื่องหวานเค็มกำลังดี มีคึ่นช่ายช่วยเพิ่มสีและตัดเลี่ยน ที่สำคัญ.. พ่อครัวคงทราบว่าสองจานนี้นางตั้งใจทานคู่กันจึงได้ปรุงรสอ่อนมาให้เช่นนี้
คราแรกไป๋ซูเถียนยังคิดว่าตนมีความสามารถในการเข้าครัวอยู่บ้าง ต่อเมื่อเห็นอาหารจานง่ายๆ กลับประณีตเพียงนี้ นางจึงได้แต่ต้องยอมพับฉายา ‘ตะหลิวเทพ’ ของตนไปก่อน
‘แคว้นสงบสุข ข้าวของเครื่องใช้ก็มีพร้อมสรรพ อาหารก็อร่อยมาก…ข้ายังมีความสามารถอะไรบ้างนะ?’
“เ้าโกงข้า!”
“เฮอะ!! อย่างข้าหรือต้องโกงขอทานพิกลพิการอย่างเ้า …เ้ามันหน้าด้านไร้ยางอายสิ้นดี”
เสียงคนทะเลาะกัน และความวุ่นวายจากถนนด้านล่างดึงสายตาของไป๋ซูเถียนลงไป
หน้าแผงขายซาลาเปา ชายขาพิการเพิ่งถูกพ่อค้าผู้หนึ่งผลักล้ม ไม้ค้ำยันกระเด็นออกไปอีกทาง ลักษณะของเขามอมแมมสวมเสื้อผ้าเก่าขาดคล้ายขอทาน คนรอบข้างจึงไม่มีใครคิดยื่นมือช่วยพยุงเขาลุกขึ้น พ่อค้าคนนั้นเงื้อขาเตะซ้ำไปที่ร่างผอมบางจนเกิดเสียงดัง
‘ปึ้ก..!’ เสียงทึบๆ ดังขึ้นพร้อมกับใจของไป๋ซูเถียนที่วูบไหว.. หญิงสาวย้อนนึกถึงอดีตที่ตนเองเดินไม่ได้และถูกญาติทิ้งไว้ จึงตัดสินใจลุกขึ้นก้าวลงจากโรงเตี๊ยมไป
สถานการณ์ด้านล่างยิ่งนานยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ คนนับร้อยมามุงดูกัน ขณะที่เ้าหน้าที่ทางการสังเกตุเห็นความวุ่นวายจึงเข้ามาสอบถาม พ่อค้าซาลาเปาเอ่ยว่าชายพิการกินซาลาเปาของเขาไปสองลูกแล้วไม่จ่าย
“ข้าจ่ายแล้ว .. เมื่อกี้ลูกค้าเยอะเขาเลยจำไม่ได้เอง” ชายพิการเอ่ยด้วยน้ำเสียงธรรมดา แม้จะถูกทำร้ายจนใบหน้าบวมช้ำ ทว่าดวงตาวาววับแข็งกล้า… ไม่หลุกหลิกเหมือนขอทานทั่วไป
ท่าทางอวดดีทำให้พ่อค้าซาลาเปายิ่งหมั่นไส้ “ดูมันมองข้าสิ… พี่มือปราบรีบจับมันไปเถิด ไม่เช่นนั้นมันคงแอบมาทำร้ายข้าแน่ๆ”
มือปราบขมวดคิ้วกับคำเรียกขานสนิทสนมนั้น.. “เท่าที่เห็นมีแต่เ้าที่ทำร้ายผู้อื่น!” เสียงเคร่งขรึมเอ่ยอย่างเป็กลาง
ทว่าเื่ขอทานหลอกกินฟรี เื่เช่นนี้เกิดขึ้นทุกวัน มือปราบมองชายพิการแล้วก็ถอนใจเบื่อหน่าย ไม่คิดไต่ถามก็ตรงเข้ามาคิดจะพาตัวเขาไป
“ช้าก่อนเ้าค่ะ…” เสียงหวานดังกังวาน พร้อมกับหญิงสาวชุดขาวที่ปรากฏตัวขึ้น เงาร่างงดงามก้าวเท้าเข้ามาอย่างเงียบๆ เท่านั้น ก็ทำให้เสียงวิจารณ์เงียบลงอย่างง่ายดาย
‘ดวงตาสองสี.. สัญลักษณ์จากตระกูลนักเวทย์!!’
นักเวทย์ในแคว้นสือหลงมีฐานะเทียบเท่ากับหัวหน้ากองทหาร เช่นนี้ฐานะของสตรีนางนี้จึงสูงกว่ามือปราบ เ้าหน้าที่ทั้งสองประสานมือคารวะหญิงสาวแปลกหน้าอย่างสุภาพ
“ท่านนักเวทย์มีสิ่งใดชี้แนะหรือ?”
หญิงสาวเหลือบมองขอทานพิการที่ถูกพวกเขายึดตัวไว้ก่อนจะเอ่ยเสียงนิ่ง “ข้าเพียงหวังดีเท่านั้น .. มือปราบผู้มีคุณธรรมเช่นพวกท่าน หากถูกกล่าวหาว่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์คงเป็เื่น่าอาย”
มือปราบทั้งสองได้ยินก็เข้าใจความหมายของนาง “ท่านนักเวทย์โปรดวางใจ.. คนผู้นี้ต้องส่งไปให้ท่านเ้าเมืองตัดสินก่อนอยู่แล้ว หากเขาไม่ผิดย่อมไม่ต้องกังวลว่าจะถูกลงโทษ”
“การจับคนเป็หน้าที่ของท่าน ทว่าการช่วยเหลือคนถูกรังแกก็เป็หน้าที่เช่นกัน… ท่านไม่คิดเช่นนั้นหรือ?” เสียงใสเอ่ยยิ้มๆ กระแสโน้มน้าวชัดเจน มือปราบเหลือบมองชายพิการที่นั่งกองอยู่กับพื้น มีร่องรอยถูกทำร้ายก็รู้สึกเห็นใจขึ้นมา
ไป๋ซูเถียนเห็นสีหน้าของพวกเขาอ่อนลงก็รีบเอ่ย “ให้เวลาข้าสักครู่ได้หรือไม่ ข้าอาจช่วยพวกท่านได้”
ผู้มีสูงศักดิ์อยากช่วยเหลืองานทางการ มือปราบทั้งสองย่อมยินดีอย่างมาก “เชิญท่านนักเวทย์ตามสบาย”
น้ำเสียงอ่อนน้อมของพวกเขาทำให้หญิงสาวละอายใจ… นางไม่มีพลังเวทย์สักหน่อย ส่วนไป๋ซูเถียนก็มีแต่พลังมาร ถูกคนให้ความเคารพเช่นนี้ย่อมรู้สึกลำบากใจ
ไป๋ซูเถียนเดินเข้าไปสำรวจแผงซาลาเปา ภายใต้สีหน้าระแวงของพ่อค้า เข่งซาลาเปาว่างๆ มีซาลาเปาห้าลูกวางอยู่ อีกสองเข่งเต็มๆ วางซ้อนกันอยู่ใต้แผงนั้น เข่งเปล่าอีกกองใหญ่ถูกโยนไว้อีกทาง
หญิงสาวก้มมองตะกร้าเก็บเงินที่วางอยู่ เขย่าเบาๆ แล้วเอ่ยถาม “เงินค่าซาลาเปาของวันนี้อยู่ที่นี่ทั้งหมดหรือ?”
“ใช่..” สตรีผู้นี้เป็ถึงนักเวทย์ พ่อค้าแม้ใจร้อนก็ไม่กล้าเสียมารยาทกับนาง ทว่าสีหน้าระแวดระวังนั้นไม่ได้ลดลงเลย
“ท่านทำซาลาเปามา 216 ลูกใช่หรือไม่?” หญิงสาวเอ่ยถามอีกครั้ง คราวนี้ทำให้พ่อค้าตกตะลึงอย่างมาก
“ท่าน..!! … รู้ได้อย่างไร?!” ท่าทางนั่นทำให้ไป๋ซูเถียนทราบว่าตนทายไม่ผิด
“อืมม.. ดูเหมือนซาลาเปาของท่านจะขายดีมาก.. รสชาติคงอร่อยมากเลยสินะ” เสียงหวานเอ่ย ทำให้เ้าของแผงยินดียิ่งนัก ฉวยโอกาสโฆษณาสินค้าของตนออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“แน่นอนนี่เป็สูตรลับที่ถ่ายทอดกันมาในตระกูลของตระกูลโจวข้า ไม่ว่าแป้งหรือไส้ด้านในเลือกใช้แต่วัตถุดิบสดและดีที่สุดเท่านั้น …ตัวข้ามีคุณธรรมจึงขายไม่แพง ลูกละแค่สามอีแปะ ต่อให้เป็ขอทานยังซื้อกินได้อย่างสบายใจ”
“อ้อ…เช่นนั้นหรือ?” รอยยิ้มหวานยิ่งกว้างขึ้นทำให้คนมองตาพร่าไป “เช่นนั้น…ท่านก็คือคนผิดแล้ว!”
ชั่วขณะเหล่าโจวที่ยังมึนงงกับรอยยิ้มสาวงามยังไม่แน่ใจว่าตนเองได้ยินอะไร กระทั่งคนรอบข้างเริ่มฮือฮาขึ้นมา เขาจึงค่อยได้สติ “ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
หญิงสาวกวาดตามองตะกร้าเหรียญบนแผงอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ทว่ารัวเร็วจนแทบฟังไม่ทัน
“เท่าที่ข้าเห็นตอนนี้ท่านมีซาลาเปาเหลืออยู่ 51 ลูก ท่านทำซาลาเปามา 216 ลูกแปลว่าขายไปแล้ว 165 ลูก ราคาลูกละสามอีแปะ เช่นนั้นก็ควรมี 4 ตำลึง 95 อีแปะ ทว่าที่ข้าเห็นในตะกร้านี้มีเงิน 5 ตำลึง 1 อีแปะ เกินมา 6 อีแปะพอดี นี่ใช่เงินที่ท่านอาผู้นี้จ่ายท่านหรือไม่?”
รอบข้างเงียบกริบ.. เหตุผลของนางนั้นไม่ใช่เื่ยากที่จะเข้าใจ ทว่าพวกเขากำลังงุนงงว่า เพียงแวบเดียวที่กวาดตาผ่านเหตุใดนางสามารถคิดคำนวนทุกอย่างออกมาได้ง่ายดายนัก
คนที่มีลูกคิดในมือลอบหยิบขึ้นมาคำนวนครู่หนึ่งจึงค่อยได้คำตอบเช่นเดียวกับนาง…. ทว่าอย่างไรก็มีเื่ที่ไม่เข้าใจ
“ท่านใช้เวทย์ใดช่วยหรือ? เหตุใดจึงรู้ว่าคนผู้นั้นทำซาลาเปามาขาย 216 ลูก?”
“ข้าไม่จำเป็ต้องใช้เวทย์หรอก .. ซาลาเปาของพ่อค้าโจวแต่ละลูกขนาดเท่ากันอย่างมาก แสดงว่าคนทำเป็คนละเอียด… คนเช่นนี้ย่อมต้องเรียงระยะห่างแต่ละลูกเท่าๆ กัน ข้าเห็นแต่ละเข่งมียี่สิบสี่ลูก รวมกับเข่งว่างแล้วก็มีจำนวนเก้าเข่ง จึงคำนวนออกมาตามนั้น”
ก็แค่การบวกลบคูณหารธรรมดา ทว่าสมองของนางมารผู้นี้ดียิ่ง.. อาศัยสูตรคูณเข้าช่วยแวบเดียวก็ได้คำตอบเร็วกว่าใช้เครื่องคิดเลขเสียอีก
มือปราบทั้งสองได้รับคำยืนยันจากพ่อค้าที่ยืนใกล้ๆ ก็เริ่มตรวจนับเงินในตะกร้าก่อนจะเห็นจริงตามนั้น สีหน้าเคร่งขรึมหันมาถามพ่อค้าโจวอย่างเอาเื่
“เ้าจะว่าอย่างไร?”
พ่อค้าโจวหน้าซีดขาว อาจเพราะเมื่อครู่มีลูกค้าหลายคนเขาจึงพลาดไป ทว่าอย่างไรเขายังไม่อยากยอมแพ้… “เปล่านะ.. เงินนั่นเป็เงินส่วนตัวของข้าไม่ได้หรือ?”
“ย่อมได้ หากท่านยืนยันว่าท่านบังเอิญนำเงินส่วนตัวเข้ามาใส่ไว้ในตะกร้าสำหรับใส่เงินค้าขาย เป็จำนวน หกอีแปะ ‘อย่างพอดี’ ..”
เสียงหญิงสาวเอ่ยย้ำคำว่าพอดี พร้อมกับแย้มยิ้มรู้ทัน .. พ่อค้าโจวอับอายจนหน้าแดง ขณะคิดจะยืนกรานตอบรับอย่างหน้าด้าน พ่อค้าแผงข้างๆ กลับไม่อาจทนดูได้..
“เหล่าโจวเ้าอย่าได้โกหก … แม่เสือของเ้างกขนาดนั้น ไม่มีทางยอมให้เงินเ้าติดตัวหรอก..”
“ใช่…วันก่อนพวกเรายังเห็นเ้าถูกนางไล่ตีไปทั่วเพราะแอบซ่อนเงินไว้”
“พวกเ้าพูดไร้สาระอะไร?!” เหล่าโจวทั้งอายทั้งโมโห.. สุดท้ายไม่กล้ายืนกรานต่อไป “ช่างเถิดๆ ถือว่าแล้วกันไป ข้าไม่เอาเื่แล้ว” เ้าของแผงซาลาเปาหาทางลงให้ตนเองอย่างมักง่าย ทว่าหญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่กลับไม่คิดปล่อยเขา
“ท่านควรขอโทษผู้อื่นก่อนไม่ใช่หรือ?”
“เหอะ.. คิดให้ข้าขอโทษขอทานสกปรกงั้นหรือ? ไม่มีทาง!!” ดวงตาเกรี้ยวกราดหันขวับมองชายพิการอย่างดูแคลน
แคว้นสือหลงเจริญมั่งคั่ง.. ทุกหนแห่งล้วนเป็เงินเป็ทองทั้งนั้น ขอทานสกปรกก็คือชนชั้นที่ต่ำสุดของที่นี่
ทว่าสำหรับไป๋ซูเถียนทุกคนควรมีสิทธิเท่าเทียม แค่ว่าใครมี ‘ต้นทุนชีวิต’ มากกว่ากัน
“แม้เขาจะเป็ขอทาน แต่เมื่อเขาซื้อสินค้าท่านย่อมกลายเป็ลูกค้าผู้มีพระคุณของท่าน ภรรยาและบุตรที่บ้านท่านล้วนอาศัยเงินของเขาเพื่อต่อชีวิต … ท่านทำกับผู้มีพระคุณเช่นนี้ ไม่กลัวว่าวันหน้าจะไม่มีผู้ใดอยากอุดหนุนการค้าท่านหรือ?”
ทัศนคติต่อลูกค้าเช่นนี้ พวกเขาเพิ่งได้ยินเป็ครั้งแรก ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกคล้อยตาม …หลายคนที่มุงอยู่เริ่มพยักหน้า หลายคนทำท่าคล้ายตาสว่าง… เด็กสาวผู้นี้เป็ผู้เปิดโลกทัศน์ของคนในแผ่นดินนี้อย่างแท้จริง!
“รีบขอโทษสิ!”
“ใช่.. ไม่เช่นนั้นต่อไปข้าก็ไม่อุดหนุนเ้าแล้ว”
“ถูกแล้ว.. ทำกับลูกค้าผู้มีพระคุณเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“กลุ่มพ่อค้ามีคนอย่างเ้าต่อไปพวกเรายังจะค้าขายได้?”
เสียงกดดันจากฝูงชน ทำให้เหล่าโจวไม่อาจดื้อดึงต่อไปได้ “ก็ได้.. ข้าขอโทษแล้ว! ข้าขอโทษ!ข้าผิดเอง ท่านพอใจแล้วหรือไม่ ..!!” เสียงขอโทษดังลั่นขณะมองไป๋ซูเถียนอย่างคับแค้น.. ทว่าหญิงสาวกลับยิ้มนิ่งไม่เดือดร้อนกับสายตาแทบจะร้องไห้ของชายผู้นี้
“ถามข้าทำไมล่ะ?” ดวงตาคู่งามเหลือบไปที่ชายพิการที่กองอยู่กับพื้น เหล่าโจวไม่มีทางเลือกจำต้องเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ข้าขอโทษ”
ชายพิการไม่ตอบ เพียงเอื้อมมือไปหยิบไม้ค้ำแล้วลุกขึ้นอย่างเงียบๆ
“เอาล่ะแยกย้ายได้แล้ว!” มือปราบทั้งสองเอ่ย ก่อนจะหันมาส่งยิ้มคารวะให้ไป๋ซูเถียนอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบคุณท่านนักเวทย์ ไม่ทราบท่านมาจากตระกูลใด พวกข้าทั้งสองจะแจ้งให้ท่านเ้าเมืองรายงานผลงานของท่าน”
นักเวทย์ก็ไม่ต่างจากข้าราชบริพารของแผ่นดิน หากทำผลงานก็ย่อมได้เลื่อนขั้น ทว่าไป๋ซูเถียนไม่ใช่นักเวทย์ นางไม่อาจแจ้งซื่อแช่ของตนให้พวกเขาทราบได้ ที่สำคัญนางเห็นขอทานพิการผู้นั้นกำลังเดินห่างออกไปแล้ว
“ไม่เป็ไร ข้าไม่อยากได้ผลงาน.. เอ่อ ข้ารีบขออภัยด้วย” เอ่ยเท่านี้ หญิงสาวผู้งดงามก็วิ่งตามหลังขอทานผู้นั้นไป
“ท่านอา.. รอก่อน” เสียงใสของผู้มีพระคุณทำให้เกาเหลียงหยุดเดิน เขาหันมามองนางครู่หนึ่งก่อนจะโค้งศีรษะให้
“ขอบคุณท่านนักเวทย์” ชายพิการเอ่ยเสียงนิ่ง ด้านล่างชายกางเกงข้างขวาโล่งว่าง ไป๋ซูเถียนเห็นแล้วก็ตาสว่างวาบ
“ท่านอา… ท่านอาศัยอยู่ที่ไหนหรือ?”
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วไม่เข้าใจ.. นางจะอยากรู้ไปทำไม
“ข้ามีของอยากให้ท่าน … พรุ่งนี้ข้าจะนำมาให้?”
เกาเหลียงพยักหน้ารับทราบ หลายครั้งมีคนสงสารชะตาชีวิตผู้พิการอยากมอบความช่วยเหลือให้ ทว่าเกาเหลียงมักปฏิเสธไปทุกครั้ง คนมองว่าเขาเป็ขอทานแต่เขาไม่เคยรับของจากใคร เงินที่เขาได้รับทั้งหมดก็ได้มาจากการเก็บสมุนไพรขายต่างหาก
“ข้าไม่มีบ้าน..อีกอย่างพรุ่งนี้ข้าจะไปจากเมืองแล้ว” กับหญิงสาวผู้มีพระคุณเกาเหลียงไม่อยากทำร้ายความหวังดีของนางจึงได้ใช้วิธีปฏิเสธแบบอ้อมๆ แทน
ไป๋ซูเถียนนิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “รบกวนท่านตามข้ามาสักครู่ได้หรือไม่…?”
ผู้มีพระคุณเอ่ยขอสุภาพเช่นนี้เขาย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ เกาเหลียงพยักหน้ารับคำแล้วเดินกะโผลกกะเผลกตามไปอย่างเงียบๆ ระหว่างทางเขาเห็นหญิงสาวแวะซื้อหวายเส้นมัดหนึ่ง ราคาห้าอีแปะ แล้วก็หันมายิ้มให้ก่อนจะเดินต่อไป
หญิงสาวหยุดอยู่หน้าเรือนไม้หลังไม่ใหญ่อะไรนัก ลานบ้านคับแคบเพียงวางโต๊ะเก้าอี้รับแขกชุดหนึ่งก็เต็มแล้ว … ที่คือบ้านของนาง จากสภาพการณ์ย่อมไม่สะดวกให้บุรุษเข้าไป ไป๋ซูเถียนยิ้มสุภาพก่อนเอ่ยปากขอให้ชายพิการนั่งรอนางหน้าบ้านสักครู่
เกือบหนึ่งชั่วยามกว่านางจะออกมาอีกครั้ง .. ในมือของหญิงสาวถือของบางอย่างที่ทำให้เขาตัวสั่น.. พริบตานั้นเขาเหมือนตัวเองเพิ่งได้เห็นเทพธิดา!
วัตถุเรียวยาวในมือ.. สานด้วยหวายเส้นเล็กละเอียดและประณีตมาก ้าบุด้วยผ้านวมสำหรับรองรับต้นขา..แม้ฝีเข็มจะดูลวกๆ อยู่บ้างทว่าก็แ่าพอที่จะยึดกับตัวหวายด้านล่างได้อย่างดี
“ข้าให้ท่าน….” ชีวิตก่อนไป๋ซูเถียนเคยอยากตัดขาทิ้งแล้วสวมขาเทียม จึงศึกษาเื่เหล่านี้ไว้มาก … เพิ่งรู้ภายหลังว่าขาเทียมนั้นไม่สามารถใช้กับนางที่สูญเสียขาทั้งสองข้างได้… นางเสียดายความรู้ที่เรียนมา ยามว่างจึงมักนั่งทำขาเทียมสารพัดแบบเพื่อให้เพื่อนในสถานดูแลคนพิการได้ใช้
“ท่านลองดูก่อนว่ายาวพอหรือไม่ ข้ากะด้วยสายตาเท่านั้น หากไม่พอดีอย่างไรข้าจะได้ปรับให้” เอ่ยพลางหญิงสาวก็ช่วยสวมขาเทียมให้ร่างพิการนั้นอย่างคล่องแคล่ว … “อืมม.. ดูเหมือนจะสั้นไปนิดหน่อย พรุ่งนี้เช้าท่านยังอยู่หรือไม่? หากท่านแวะมาได้ ข้าจะเตรียมสานอันที่พอดีกว่านี้ไว้…”
เกาเหลียงน้ำตารื้นมองไป๋ซูเถียนและขาหวายข้างนั้น หากสวมกางเกงยาวสักหน่อย ใส่รองเท้าสักนิดก็จะไม่มีใครทราบ.. พิการมาเกือบสิบปี ต้องเผชิญกับสายตาสมเพชเหยียดหยาม สำหรับเกาเหลียงนี่คือชีวิตใหม่ของเขาโดยแท้!
“ขอบคุณ..แม่นาง” เสียงสั่นพร่าเอ่ยเท่านี้น้ำตาสองสายก็ไหลลงมา ความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในอกจนจุกเจ็บ เกาเหลียงไม่รู้ต้องพูดเช่นไรจึงจะสามารถระบายความซาบซึ้งใจนี้ออกไปได้
เขาไม่คิดจากไปอีกแล้ว
“แล้วข้าจะมาหาท่าน” เกาเหลียงเอ่ยพลางคิดถึงการตอบแทนที่ตนสามารถทำเพื่อนางได้ ขณะที่หญิงสาวคิดไปอีกทาง
“อืมม..เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะเตรียมไว้” ไป๋ซูเถียนรู้แล้วว่าชีวิตนี้อยากทำอะไร นางอยากมีสถานที่ดูแลคนเหล่านี้…
ชาติที่แล้วนอกจากโรงพยาบาล..สถานรับเลี้ยงคนพิการก็คือบ้านของนาง เพราะมีพวกเขานางจึงมีรอยยิ้มและมีความหวังอยู่ได้… นางอยากส่งต่อสิ่งที่นางเคยได้รับให้ผู้อื่นบ้าง
หากได้เห็นรอยยิ้มของพวกเขาทุกวัน ชีวิตสุดท้ายนี้…นางคงมีความสุขมาก…
‘ดูเหมือนข้าต้องรีบหาเงินแล้ว!’