“ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียจริงศิษย์พี่ใหญ่ ทำไมท่านไม่ใช้เข็มขัดมิติเล่า?”เยี่ยซางถามเมื่อไปมองที่เอวของกงเสวียนแล้วไม่พบเข็มขัดมิติ
“เจ้าดูเสียก่อนศิษย์พี่มีสิ่งนี้ต่างหาก มันคือแหวนมิติ เป็นรางวัลที่ศิษย์พี่ได้รับจากการทำภารกิจระดับสวรรค์ของสำนักได้สำเร็จสิบสามน้อย แหวนของเจ้าก็ไม่เลว แต่ในอนาคต เจ้าแทนที่มันด้วยแหวนมิติจะดีกว่า”กงเสวียนพูดกับเยี่ยซาง หลังจากแสดงแหวนมิติของเขา
“ข้าเข้าใจแล้ว”เยี่ยซางพยักหน้า เขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าตนเองมีแหวนมิติหากเป็นคนรู้จักอาจรู้สึกว่าเขาอวดดี แต่ถ้าคนแปลกหน้ารู้เรื่องนี้เขาอาจตกอยู่ในอันตรายได้ เยี่ยซางยังจำที่หลิ่วหยางอวี่เตือนไว้หากอธิบายด้วยคำพูดของตนเองแล้ว กล่าวได้ว่าความมั่งคั่งไม่ควรเปิดเผย
“เจ้าต้องพยายามให้มากขึ้นข้าได้ยินมาว่าที่ยอดเขาวั่งอวิ๋นและยอดเขาเทียนเยวี่ยมีศิษย์สายนอกทะลวงระดับจวี้หยวนได้แล้วแต่ตอนนี้พวกเขายังไม่ได้เป็นศิษย์สายในเพราะรอการแข่งขันประจำปีของสำนักอยู่”กงเสวียน กล่าว
“ศิษย์พี่ใหญ่ท่านหมายความว่าผู้ที่เข้าสู่ระดับจวี้หยวนล้วนเป็นศิษย์สายในหรือ?” เยี่ยซางคิดอยู่ครู่หนึ่งและถาม
“ใช่แล้วแต่ศิษย์สายในก็ยังแบ่งเป็นระดับต่างๆ ศิษย์สายนอกบางคนมีพรสวรรค์ต่ำแม้ว่าพวกเขาจะได้เข้ามาเป็นศิษย์สายในแต่ก็ไม่สามารถคารวะอาจารย์ได้ นับเป็นศิษย์สายในระดับล่างที่ไม่ได้รับการสนับสนุนและยังต้องพบเจอกับเรื่องยากลำบากต่อมาคือผู้คุมกฎ ผู้คุมกฎบางคนรับศิษย์สายในเป็นศิษย์สายตรงด้วยพิธีคารวะอาจารย์ศิษย์ที่คารวะผู้คุมกฎเป็นอาจารย์จะได้รับการสนับสนุนจากอาจารย์ของพวกเขาศิษย์กลุ่มนี้คือศิษย์ระดับกลางนอกจากนี้ก็คือศิษย์ที่ได้คารวะอาจารย์ในยอดเขาต่างๆถือเป็นศิษย์ระดับสูงของศิษย์สายใน” กงเสวียนพูดด้วยรอยยิ้ม
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็เป็นศิษย์ระดับสูงของศิษย์สายในสินะขอรับ”เยี่ยซางกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เจ้าไม่ใช่ศิษย์สายใน!เราเป็นศิษย์ของประมุขยอดเขา จึงเป็นศิษย์ชั้นยอดส่วนถังเทียนและฉู่หนิงเป็นศิษย์ระดับสูงของศิษย์สายในต่างหาก ฮ่าฮ่า!”เมื่อกงเสวียนโยนประโยคหลังออกมา เขาก็หัวเราะ
“ศิษย์ชั้นยอดเป็นเช่นนั้นก็รู้สึกไม่เลวทีเดียว” เยี่ยซางจัดเสื้อผ้าของเขา
“สิบสามน้อยศิษย์ชั้นยอดก็ถูกจัดลำดับเช่นกันนะ” กงเสวียนลังเลเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมา
หลังจากได้ยินคำพูดของกงเสวียนเยี่ยซางก็เข้าใจระดับของศิษย์ในหุบเขาโอสถอย่างแท้จริง
ศิษย์ของประมุขยอดเขาล้วนเป็นศิษย์ชั้นยอดส่วนศิษย์ของหุบเขาโอสถที่อยู่ในอันดับหยวนปั่งและตันปั่งจะถือเป็นศิษย์ชั้นยอดทั้งหมดโดยไม่คำนึงถึงระดับศิษย์ก่อนหน้านี้ของพวกเขา
ศิษย์ชั้นยอดยังแบ่งออกเป็นสามระดับระดับมนุษย์ ระดับราชา และระดับสวรรค์
ศิษย์ชั้นยอดในอันดับหยวนปั่งนั้นธรรมดาที่สุดศิษย์ชั้นยอดในระดับหนิงตันที่อยู่ในการจัดอันดับตันปั่งคือศิษย์ชั้นยอดระดับมนุษย์ส่วนผู้ที่เป็นสิบคนแรกของการจัดอันดับตันปั่งคือศิษย์ชั้นยอดระดับราชา
นอกจากนี้ยังมีการจัดอันดับเทียนปั่งที่คนภายนอกและศิษย์สายนอกไม่รู้เป็นการจัดอันดับของศิษย์ระดับเฟินเสินผู้ที่จะได้สิบอันดับแรกของเทียนปั่งคือศิษย์ชั้นยอดระดับสวรรค์
“แล้วถ้าอันดับเปลี่ยนไปเล่า? ครั้งนี้เป็นสิบอันดับแรกแต่ถ้าครั้งหน้าไม่ใช่เล่า?” เยี่ยซางถาม
“ถ้าไม่ใช่สิบอันดับแรกของตันปั่งแต่ยังอยู่ในอันดับตันปั่งพวกเขาจะกลายเป็นศิษย์ชั้นยอดระดับมนุษย์แต่ถ้าพวกเขาไม่ได้อยู่ในร้อยอันดับตันปั่งแล้ว พวกเขาจะเป็นศิษย์ชั้นยอดทั่วไปส่วนเฟินเสินที่ไม่ใช่สิบอันดับแรกของเทียนปั่งหากถูกแทนที่พวกเขาจะกลายเป็นศิษย์ชั้นยอดระดับราชามีเพียงสิบคนแรกในระดับเฟินเสินเท่านั้นที่สามารถเป็นศิษย์ชั้นยอดระดับสวรรค์ได้แต่นั่นคือก่อนที่จะเข้าสู่สิบอันดับแรกของเทียนปั่งเท่านั้น เมื่อพวกเขาขึ้นมาเป็นสิบอันดับแรกและเป็นศิษย์ระดับสวรรค์แล้วหลังจากนั้นพวกเขาจะเป็นศิษย์ชั้นยอดระดับสวรรค์เสมอ แต่ถ้าไม่ใช่ศิษย์ระดับสวรรค์หากพ้นจากระดับเฟินเสินไปแล้วก่อนหน้าเป็นศิษย์ระดับไหนก็จะเป็นระดับนั้นไม่เปลี่ยนแปลง”กงเสวียนอธิบายให้เยี่ยซางฟังอย่างละเอียด
“เรื่องพวกนี้ยังห่างไกลจากข้านัก”เยี่ยซางพูดและส่ายหัว
“ที่เจ้าว่ามาก็จริงอยู่ยังไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้ เจ้าเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้ไปหาข้าที่บ้านแล้วข้าจะส่งเจ้า ถังเทียนและฉู่หนิงไปที่นั่นด้วยกัน” กงเสวียนพูดก่อนจะลุกขึ้น
เยี่ยซางเดินไปส่งกงเสวียนแล้วจึงกลับมาฝึกทักษะหอกไล่ลมต่อ
หลังจากฝึกฝนมาทั้งคืนเยี่ยซางก็พาเทียนอวี่มาที่บ้านของกงเสวียน “ศิษย์พี่ใหญ่ข้าไปฝึกที่ค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณ เทียนอวี่ก็เลยไม่มีใครดูแล มันไม่ไว้ใจพวกเขา เพราะฉะนั้นข้าจึงขอรบกวนท่านช่วยข้าดูแลมันด้วยเถิด”
“มันเป็นนักล่าที่ฉลาดเสียจริง”กงเสวียนต้องการเอื้อมมือออกไปสัมผัสเทียนอวี่ แต่เทียนอวี่เดินหลบออกไปทันทีมันจ้องกงเสวียนด้วยดวงตาสีทองเป็นประกาย
“เทียนอวี่ข้าต้องไปข้างนอก เจ้าอยู่ที่นี่สักพัก เจ้าต้องเชื่อใจศิษย์พี่ของข้า”เยี่ยซางยื่นมือไปแตะคอของเทียนอวี่แล้วพูดขึ้น
หลังจากเยี่ยซางพูดจบกงเสวียนก็เอื้อมมือไปแตะเทียนอวี่อีกครั้ง แต่ครั้งนี้เทียนอวี่ไม่ได้ต่อต้าน
“ท่านอาจารย์เอ่อ อาจารย์อาสิบสามก็อยู่ที่นี่ด้วย!” เมื่อมาถึงบ้านของกงเสวียนถังเทียนก็กล่าวทักทายและพยักหน้าให้เยี่ยซางอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากนั้นไม่นานฉู่หนิงก็มาเขาเองก็ทักทายเยี่ยซางอย่างกระอักกระอ่วนเช่นเดียวกับถังเทียน เยี่ยซางอายุน้อยกว่าพวกเขาแต่กลับมีลำดับรุ่นสูงกว่าซึ่งไม่ใช่ว่าเขาไม่เต็มใจแต่กะทันหันเกินไปต่างหาก
กงเสวียนพาพวกเยี่ยซางทั้งสามคนมาที่ด้านหลังของยอดเขาไท่เสวียนซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่าสิบลี้
ที่นี่คือป่าโบราณกลางป่าโบราณเป็นพื้นที่โล่ง โดยมีแท่นหินมากมายในบริเวณที่โล่งนั้น
ชายชราหลายคนยืนอยู่หน้าแท่นหินหลิ่วหยางอวี่ก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน อู๋ฉี่ หวาหนาน หยางเหล่ย และคนอื่นๆ ก็อยู่ด้วยแล้ว
“คารวะท่านอาจารย์อาจารย์อา และผู้อาวุโส” กงเสวียนคำนับหลิ่วหยางอวี่และคนอื่นๆ
เยี่ยซางถังเทียนและฉู่หนิงก็โค้งคำนับเพื่อทักทายพวกเขาเช่นกัน
ค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณของยอดเขาไท่เสวียนไม่ได้เปิดมาหลายปีแล้วเนื่องจากค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณมีผลต่อผู้ฝึกตนระดับสูงไม่มากนัก ค่าใช้จ่ายในการเปิดใช้งานก็สูงเกินไปจึงไม่คุ้มค่ากับผลที่ได้รับมีเพียงผู้ฝึกตนระดับต่ำเท่านั้นถึงจะใช้งานได้อย่างคุ้มค่า
“อีกสักครู่หนึ่งจะให้พวกเจ้าทั้งหมดไปนั่งบนแท่นหินเพื่อฝึกฝน เป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนใครก็ตามที่มีผลการฝึกฝนดีที่สุด จะได้รับรางวัลเป็นเม็ดยาจวี้ชี่”หลิ่วหยางอวี่กล่าว
ต่อมาหลิ่วหยางอวี่ก็อธิบายกับกลุ่มของเยี่ยซางทั้งสิบสามคนว่าผลที่ได้เป็นอย่างไรโดยให้ดูที่ความสูงของแท่นหิน
ชื่อของแท่นหินคือจวี้หลิงไท่เมื่อขึ้นไปนั่งด้านบนแล้ว แท่นจะรวบรวมพลังปราณให้แก่ผู้ฝึกตนอย่างต่อเนื่อง
ยามทำการบ่มเพาะและดูดซับปราณจิตวิญญาณจำนวนมากความสูงของแท่นหินจะเพิ่มขึ้นโดยระดับความสูงนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณปราณจิตวิญญาณที่พวกเขาดูดซับเข้าไป
ในเวลานี้กงเสวียนจ้องฉู่หนิงและถังเทียนในแบบที่คนอื่นไม่เข้าใจนักแต่เยี่ยซางเข้าใจความหมายนี้เป็นอย่างดีว่าอีกฝ่ายกำลังสื่อว่าถ้าผลการฝึกออกมาไม่ดีก็รอดูได้เยี่ยซางไม่ค่อยรู้เรื่องกลอุบายของกงเสวียนมากนัก แต่ถ้าการตีด้วยหวายแล้วก็เขาย่อมเคยเห็นมาก่อน
“จงฝึกฝนอย่างหนัก!ไม่มีอันตรายที่นี่ พลังปราณที่สามารถดูดซับได้ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเมื่อฐานการบ่มเพาะของเจ้าจะทะลวงระดับไป ก็จงระวังไว้ให้มากจากนั้นก็ทะลวงขึ้นไปเสีย!”หลิ่วหยางอวี่กล่าวกับพวกเขาสองสามคำแล้วโบกมือเยี่ยซางกับคนอื่นๆ
ทั้งสิบสามคนเดินไปที่แท่นจวี้หลิงไท่และคุกเข่าลงหลิ่วหยางอวี่และคนอื่นๆ ต่างก้าวถอยหลังจากนั้นชายชราหลายคนก็ต่อยหินที่เปล่งแสงรอบๆ จวี้หลิงไท่เยี่ยซางรู้ว่ามันคือหินวิญญาณ
เมื่อก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นในมือของเถี่ยชางกระแทกลงกับพื้นพื้นที่สองลี้รอบจวี้หลิงไท่ก็มีหมอกสีขาวลอยขึ้นมา
ร่างของเยี่ยซางและคนอื่นๆต่างถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาว
เมื่อเห็นภาพดังกล่าวเยี่ยซางก็นั่งขัดสมาธิและเริ่มฝึกฝนคราวนี้เขาไม่ได้กินยาหนิงเสินและยาจิงเซวี่ย เขาได้ยินที่หลิ่วหยางอวี่กล่าวไว้ว่าการดูดซับพลังปราณขึ้นอยู่กับเขาว่าจะดูดซับได้มากเพียงใด หมายความว่าที่แห่งนี้มีพลังปราณเพียงพออย่างมาก
ด้วยการโคจรปราณตามรูปแบบของคัมภีร์หม้อโอสถศักดิ์สิทธิ์และคัมภีร์หมื่นวิถีพลังปราณรอบๆ ตัวเยี่ยซางถูกดูดซับอย่างรวดเร็ว จนทำให้หมอกสีขาวรอบตัวเบาบางลงมากแต่แล้วก็เพิ่มหนาขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เมื่อรู้สึกถึงกระแสพลังปราณที่ไหลเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่องเยี่ยซางก็รู้สึกตกตะลึงในใจ พลังปราณนี้บริสุทธิ์เป็นอย่างมากทั้งยังมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้เม็ดยาเสียอีก