สัญญาณเตือนภัยทั่วโลกดังระงมอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่าครั้งไหนๆ ราวกับเสียงแตรแห่งสงครามที่ประกาศถึงการมาถึงของหายนะ เกทขนาดมหึมาจำนวนมากปรากฏขึ้นพร้อมกันในทุกทวีป ปลดปล่อยคลื่นมอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งและอันตรายกว่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ 'เงาแห่งหายนะ' ได้เปิดฉากสงครามครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกเคยเผชิญมา แผนการอันซับซ้อนและน่าสะพรึงกลัวที่ถูกวางไว้มานานนับปี บัดนี้ได้ถูกเปิดเผยออกมาอย่างเต็มรูปแบบ และไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้
การรุกรานครั้งนี้ไม่ได้เป็นการโจมตีแบบสุ่มหรือไร้ทิศทาง แต่เป็นการเคลื่อนพลครั้งใหญ่ที่ถูกวางแผนมาอย่างดีเยี่ยมและประสานงานกันอย่างแม่นยำ 'เงาแห่งหายนะ' ได้แบ่งกำลังออกเป็นสี่ทิศทางหลัก แต่ละทิศทางนำโดยผู้บัญชาการที่แข็งแกร่งที่สุดสี่คนขององค์กร ซึ่งแต่ละคนก็มีเป้าหมายและวิธีการที่แตกต่างกันออกไป แต่จุดมุ่งหมายสุดท้ายของพวกมันก็คือการทำลายแนวป้องกันของมนุษย์จากทุกทิศทาง และเปิดทางให้ 'ผู้ทำลาย' จากอีกมิติหนึ่งเข้ามายังโลก
ในห้องบัญชาการลับที่ตั้งอยู่บนเรือเหาะขนาดมหึมาที่ลอยอยู่เหนือเมฆ ผู้บัญชาการทั้งสี่กำลังประชุมกันเพื่อสั่งการและควบคุมการเคลื่อนพลครั้งใหญ่
"ทุกอย่างเป็นไปตามแผน" เสียงของ 'อาซาเซล' ผู้บัญชาการแห่งความว่างเปล่า ดังก้องไปทั่วห้องบัญชาการที่มืดมิดและเต็มไปด้วยพลังงานมืด "พลังงานจาก 'รอยแยกแห่งความว่างเปล่า' กำลังถูกส่งผ่านไปยัง 'ประตูแห่งความว่างเปล่า' อย่างต่อเนื่อง และพวกมันกำลังเตรียมที่จะออกมา"
อาซาเซลเป็นชายในชุดคลุมสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสง ดวงตาของเขาไม่มีลูกตา มีเพียงความว่างเปล่าสีดำสนิทที่ดูลึกล้ำและน่าสะพรึงกลัว พลังงานมืดที่แผ่ออกมาจากร่างของเขานั้นเย็นเยือกและกดดัน ราวกับว่าความตายกำลังคืบคลานเข้ามา
"ฮึ... แกรู้จักแต่ความว่างเปล่าจริงๆ นะอาซาเซล" เสียงของ 'เบเรียล' ผู้บัญชาการแห่งเพลิงโลกันตร์ แฝงด้วยความเยาะเย้ยและดูถูก "แกเคยปล่อยให้แมลงตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งหลุดรอดไปได้ด้วยซ้ำ... ฉันยังจำได้ดี"
เบเรียลเป็นชายร่างยักษ์ที่ร่างกายปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีดำที่ร้อนแรงและอันตราย ดวงตาของเขามีสีเหลืองอำพันที่ดุดันและกระหายเลือด เขาชอบความรุนแรงและการทำลายล้าง และไม่เคยลังเลที่จะใช้กำลังเพื่อบรรลุเป้าหมาย
อาซาเซลหันไปมองเบเรียลด้วยดวงตาที่ว่างเปล่าของเขา "แกก็พูดได้ เบเรียล... ในเมื่อแกชอบเล่นกับไฟนัก... ก็อย่าให้ตัวเองถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านก็แล้วกัน" เสียงของเขาเย็นชาและแฝงด้วยคำขู่
เบเรียลหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "หึ! ไม่มีใครสามารถเผาไหม้เปลวเพลิงได้หรอกอาซาเซล! ฉันจะเผาผลาญโลกนี้ให้เป็นจุณเอง!"
'ลิลิธ' ราชินีแห่งราตรี ซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ทำจากกระดูกและเลือด มองทั้งสองคนด้วยสายตาที่เบื่อหน่าย เธอเป็นหญิงสาวที่งดงามราวกับปีศาจ มีผมสีแดงเพลิงที่ลุกไหม้ และดวงตาที่เปล่งประกายสีแดงฉาน เธอสามารถควบคุมเลือดและความมืดได้อย่างอิสระ และมีเสน่ห์ที่สามารถล่อลวงและควบคุมจิตใจของสิ่งมีชีวิตได้
"พอได้แล้วทั้งคู่" ลิลิธกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หวานหูแต่แฝงด้วยความอำมหิต "เรามีงานที่ต้องทำ... อย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ"
'มาสเทมา' ผู้บัญชาการแห่งความสิ้นหวัง ซึ่งยืนอยู่ในเงามืดของห้องบัญชาการ ไม่ได้พูดอะไรเลย มันเป็นตัวตนที่อยู่ในเงามืดที่สามารถควบคุมจิตใจของสิ่งมีชีวิตได้ และทำให้พวกมันสูญเสียความหวังและจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง
"เอาล่ะ... เริ่มการเคลื่อนพลครั้งสุดท้ายได้" อาซาเซลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและเด็ดขาด "จำไว้ว่าเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การทำลายล้าง แต่เป็นการเปิดประตูแห่งความว่างเปล่าให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้... เพื่อให้ 'ผู้ทำลาย' สามารถเข้ามายังโลกนี้ได้"
"ฮ่าๆๆ! ในที่สุดเวลานั้นก็มาถึง!" เบเรียลหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงสีดำบนร่างกายของเขาลุกโชนขึ้นอย่างรุนแรง
ลิลิธเลียริมฝีปากสีแดงสดของเธออย่างกระหายเลือด "ฉันรอคอยที่จะได้เห็นโลกนี้จมดิ่งสู่ความโกลาหลมานานแล้ว"
มาสเทมายังคงเงียบ แต่ความมืดรอบตัวมันขยายตัวออกไปอย่างช้าๆ คล้ายกับความสิ้นหวังที่กำลังคืบคลานเข้ามา
ผู้บัญชาการทั้งสี่ออกคำสั่งไปยังกองทัพมอนสเตอร์และผู้ปลุกพลังชั่วร้ายที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพวกมัน การเคลื่อนพลครั้งใหญ่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกันในทุกทวีป ราวกับเป็นมหาบรรเลงแห่งหายนะที่กำลังจะทำลายล้างโลกทั้งใบ
ทางทิศเหนือ อาซาเซลนำทัพอสูรเงามิติที่น่าสะพรึงกลัวและทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยปรากฏตัวออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่า พวกมันเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและเงียบเชียบราวกับเงา และสามารถโจมตีด้วยพลังงานที่สามารถบิดเบือนความเป็นจริงได้
อาซาเซลเคลื่อนพลจากขั้วโลกเหนือที่หนาวเหน็บและว่างเปล่า รุกรานลงใต้ผ่านไซบีเรียที่กว้างใหญ่และยุโรปตะวันออกที่มีประชากรหนาแน่น เป้าหมายของมันคือการทำลายศูนย์บัญชาการหลักของสมาคมฮันเตอร์โลกในยุโรป ซึ่งเป็นศูนย์กลางบัญชาการที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของมนุษย์ และปลดปล่อยพลังงานมืดที่ถูกกักขังไว้ที่นั่น ซึ่งสามารถเร่งกระบวนการเปิดประตูแห่งความว่างเปล่าให้เร็วขึ้น
ทางทิศใต้ ลิลิธนำทัพอสูรโลหิตที่กระหายเลือดและบ้าคลั่งที่สุดเท่าที่เคยปรากฏตัวออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่า พวกมันมีร่างกายที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคมและเขี้ยวเล็บที่สามารถฉีกกระชากเนื้อหนังได้อย่างง่ายดาย และสามารถควบคุมเลือดของสิ่งมีชีวิตได้ ลิลิธเคลื่อนพลจากทวีปแอฟริกาที่เต็มไปด้วยความแห้งแล้งและสงคราม รุกรานขึ้นเหนือผ่านตะวันออกกลางที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และเอเชียใต้ที่มีประชากรหนาแน่น เป้าหมายของมันคือการยั่วยุสงครามและความขัดแย้งในหมู่มนุษย์ให้รุนแรงขึ้น เพื่อดูดกลืนพลังงานชีวิตจากความโกลาหลและความสิ้นหวัง
ทางทิศตะวันออก เบเรียลนำทัพอสูรเพลิงที่ดุร้ายและทำลายล้างที่สุดเท่าที่เคยปรากฏตัวออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่า พวกมันมีร่างกายที่ปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีดำที่ร้อนแรงและสามารถเผาไหม้ทุกสิ่งได้ในพริบตา และสามารถควบคุมลาวาและหินหลอมเหลวได้
เบเรียลเคลื่อนพลจากทวีปเอเชียตะวันออกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม รุกรานข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่ และโจมตีชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาที่เต็มไปด้วยเมืองใหญ่และประชากรหนาแน่น เป้าหมายของมันคือการเผาผลาญทุกสิ่งให้เป็นจุณ และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
และทางทิศตะวันตก มาสเทมานำทัพอสูรแห่งความว่างเปล่าที่ไร้รูปร่างและน่าสะพรึงกลัวที่สุดเท่าที่เคยปรากฏตัวออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่า พวกมันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน แต่สามารถเคลื่อนที่ผ่านวัตถุและควบคุมจิตใจของสิ่งมีชีวิตได้
มาสเทมาเคลื่อนพลจากทวีปอเมริกาใต้ที่เต็มไปด้วยป่าดิบชื้นและอารยธรรมโบราณ รุกรานขึ้นเหนือผ่านทวีปอเมริกาเหนือที่เต็มไปด้วยเมืองใหญ่และประชากรหนาแน่น และโจมตีชายฝั่งตะวันออกของทวีปเอเชียที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เป้าหมายของมันคือการทำให้มนุษย์สูญเสียความหวังและจมดิ่งสู่ความสิ้นหวังและความว่างเปล่า
การเคลื่อนพลครั้งใหญ่นี้ไม่ได้มีเพียงมอนสเตอร์จำนวนมหาศาลที่หลั่งไหลออกมาจากรอยแยกแห่งความว่างเปล่าเท่านั้น แต่ยังมีผู้ปลุกพลังชั่วร้ายระดับสูงที่แข็งแกร่งและอันตรายกว่าที่เคยปรากฏตัวออกมา พวกมันได้รับการสนับสนุนจาก 'เงาแห่งหายนะ' และได้รับพลังงานพิเศษที่ทำให้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ พวกมันเคลื่อนที่ไปพร้อมกับกองทัพมอนสเตอร์ คอยควบคุมและสั่งการพวกมัน