จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 หวังผิง

            หลายวันมานี้ชุยซั่วที่รู้สึกตื่นเต้นอย่างมากกำลังรู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นกว่าทุกวัน

            สิ่งที่น่าตื่นเต้นมากกว่าเก่าของเขา คือการได้รับของดีจากแดนสุสานอสูรนั่นคืออาวุธวิญญาณชั้นดีชิ้นหนึ่งอาวุธวิญญาณชิ้นนี้ทำให้พละกำลังของเขามีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างมากนั่นทำให้เขาเริ่มมีกำลังใจขึ้นมาเล็กน้อยผ่อนคลายความกังวลเรื่องฉินอวี่ที่มีอยู่แต่เดิม

            นอกจากนี้คงไม่มีสิ่งใดที่น่าตื่นเต้นไปกว่าการได้ครอบครองเพลิงอสุนีอันทรงพลังของสำนักเทียนหั่ว!

            ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเพลิงอสุนีมามากมายกล่าวกันว่าเพลิงอสุนีมีความแข็งแกร่งมากกว่าเพลิงสวรรค์ที่ปรมาจารย์สำนักเทียนหั่วเคยครอบครองเสียอีก!

            แม้ว่าจะต้องเสียสละผู้อาวุโสระดับเขตแดนเต๋าไปหนึ่งคน แต่ชุยซั่วก็ไม่ใส่ใจกับสิ่งเหล่านี้การสูญเสียผู้แข็งแกร่งไปหนึ่งคน แต่ได้ครอบครองเพลิงอสุนีเช่นนี้จะต้องไปสนใจอะไรอีกหรือ? ขอเพียงมีเพลิงอสุนีสถานะของสำนักเทียนหั่วในแดนตะวันออกของเมืองนภาชิงเหลียนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากจนเลี่ยงไม่ได้ซึ่งในอนาคตอาจจะมีสถานะที่สูงส่งกว่าสำนักโบราณเทียนหลงก็เป็นได้

            ชุยซั่วเดินเข้าไปในร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าศิษย์พี่ใหญ่หวังเขาก็ยืดเอวขึ้นอย่างกระตือรือร้นและเกรงกลัวเป็นพิเศษ ด้วยระดับการฝึกฝนและสถานะของศิษย์พี่ใหญ่หวังในภายภาคหน้าเขาจะต้องกลายเป็นผู้นำของสำนักเทียนหั่วอย่างแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นสถานะของตนเองก็จะต้องเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

            เมื่อเขาเห็นจื่อซวินเอ๋อที่กำลังพูดกับชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ในขณะนี้เขาจึงรีบหันศีรษะและมองไปที่ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าด้วยรอยยิ้ม และกล่าวขึ้น“ศิษย์พี่ใหญ่หวัง นั่นคือนักปรุงยาจื่อมิใช่หรือ?”

            ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าสังเกตเห็นจื่อซวินเอ๋อมานานแล้วรอยยิ้มพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ไม่ยิ้มแย้มของเขา เขามองมาที่ชุยซั่วอย่างชื่นชมจากนั้นก็เดินตรงไปทันที

            “นักปรุงยาจื่อ ไม่พบกันนานเชียว”ชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้าเดินนำเข้าไปหาจื่อซวินเอ๋อ แสร้งทำเป็นพูดอย่างเคร่งขรึม

            จื่อซวินเอ๋อหรี่ตามองชายหนุ่มผู้เป็นหัวหน้า และพูดด้วยความประหลาดใจ“สหายหวังผิง?”

            “ผู้น้อยเอง” ชายหนุ่มผู้นำยิ้มแย้มอย่างพอใจและดูจะมีความสุขมากที่จื่อซวินเอ๋อจดจำตนเองได้

            “มานี่สิอี้จ้านเทียน ผู้นี้คือหวังผิงบุตรผู้ภาคภูมิแห่งสวรรค์ของสำนักเทียนหั่ว สหายหวังผิงผู้นี้คืออี้จ้านเทียนแห่งสำนักโบราณเทียนหลง”จื่อซวินเอ๋อยิ้มและแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน

            สีหน้าของหวังผิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในเวลาเดียวกัน เขาก็หรี่ตามองไปยังอี้จ้านเทียนที่อยู่ในชุดขาว

            ต้องบอกเลยว่า อี้จ้านเทียนผู้นี้มีความเหนือกว่าหวังผิงทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์หรืออุปนิสัยเขามีความสูงกว่าหกฉื่อ คิ้วโค้งเรียวเหมือนกระบี่ ดวงตาเป็นประกายดุจดวงดาวแม้ว่าร่างกายจะดูผอมบางแต่พลังปราณของเขากลับแข็งเหมือนก้อนหิน ผมสีดำยาวปรกไหล่จากรูปลักษณ์แล้วดูสง่างามสมเป็นสุภาพบุรุษ

            แต่สิ่งที่ทำให้หวังผิงเคร่งขรึมไปไม่ใช่เพราะเรื่องบุคลิกหรือรูปร่างหน้าตาแต่เป็นเพราะชื่อเสียงของอี้จ้านเทียนซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงอย่างมากในแดนตะวันออกของเมืองนภาชิงเหลียน

            ร่ำลือกันว่า อี้จ้านเทียนผู้นี้ เดิมมีชื่อว่าอี้เจาฮุยและเนื่องจากเขาได้รับการสืบทอดวิชาจ้านเทียนซึ่งเป็นหนึ่งในวิชาสืบทอดที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักโบราณเทียนหลงมีความแข็งแกร่งของพละกำลังที่ไม่อาจเทียบได้ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกของบรรดาคนรุ่นใหม่ฝั่งแดนตะวันออกแห่งเขตแดนนภาชิงเหลียนจนถูกผู้คนขนานนามใหม่เป็นอี้จ้านเทียน!

            หวังผิงนึกไม่ถึงเลยว่าอี้จ้านเทียนผู้เลื่องชื่อจะยืนอยู่กับจื่อซวินเอ๋อยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนยังดูสนิทสนมกันมากเรื่องนี้ทำให้หวังผิงมีความประหลาดใจอย่างยิ่งเดิมทีเขาคิดว่านางเป็นเพียงศิษย์สำนักในของสำนักกุยหยวนแต่ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว... จื่อซวินเอ๋อดูเหมือนจะไม่ธรรมดากว่าที่คิดสิ่งนี้ทำให้ความปรารถนาในใจของหวังผิงยิ่งแข็งแกร่งจนแทบล้นทะลักออกมา

            ผู้หญิงเช่นนี้สิ จึงจะเหมาะสมกับคนอย่างข้าหวังผิง

            อี้จ้านเทียนเป็นคนเรียบง่าย เขามองไปที่หวังผิงแล้วยิ้มอย่างใจเย็น“ที่แท้เจ้าก็คือหวังผิง สหายหวังครั้งนี้สำนักเทียนหั่วได้อะไรไปไม่น้อยเลยทีเดียว”

            หวังผิงจ้องไปทางอี้จ้านเทียน และพบว่าอี้จ้านเทียนมีท่าทางที่สงบดวงตาของเขาลึกล้ำ มองดูแล้วไร้ซึ่งการเสแสร้งสิ่งนี้ทำให้หวังผิงเริ่มยอมรับนับถือในตัวเขา

            แดนสุสานอสูรอยู่ในขอบเขตอำนาจของสำนักโบราณเทียนหลงด้วยท่าทีของสำนักโบราณเทียนหลง กล่าวได้ว่าสิ่งใดก็ตามที่อยู่ในอาณาเขตของสำนักโบราณเทียนหลงก็ต้องเป็นวัตถุของสำนักโบราณเทียนหลง เมื่อเป็นเช่นนี้สำนักโบราณเทียนหลงและสำนักเทียนหั่ว จึงต้องกลายเป็นศัตรูต่อกันแต่อี้จ้านเทียนกลับดูเป็นคนเรียบง่าย ไม่เหมือนคนของสำนักโบราณเทียนหลงด้วยท่าทางที่ดูมีความอดทนและนิ่งขรึมนี้ทำให้หวังผิงอดไม่ได้ที่จะมองอยู่หลายครั้ง

            หวังผิงยิ้มอย่างขมขื่นทันทีและพูดว่า“การที่ผู้อาวุโสระดับสูงแห่งสำนักเทียนหั่วต้องเอาชีวิตเข้าแลกจะเรียกว่าความโชคดีได้อย่างไร?หากมีผู้แข็งแกร่งสำนักโบราณเทียนหลงรวมตัวกันมาเป็นจำนวนมากจริงๆพละกำลังก็คงยิ่งยากที่จะคาดเดา” ในครั้งแรกที่หวังผิงได้ยินเรื่องนี้เขาแทบไม่อยากจะเชื่อเลยเช่นกัน ในตอนนี้ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าล้วนแต่ต้องเลือกอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสำนักเทียนหั่วสามารถตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองนภาชิงเหลียนได้ ก็เพราะมีผู้แข็งแกร่งขั้นเขตแดนเต๋าสองคนคอยกำกับดูแลแต่ไม่นึกว่า เพียงเพื่อจะได้ครอบครองเพลิงอสุนีผู้อาวุโสระดับเขตแดนเต๋าคนหนึ่งถึงขั้นยอมสละตนเองนี่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่าเพลิงอสุนีนั้นวิเศษเพียงใด

            อี้จ้านเทียนยิ้มอย่างเฉยเมยและไม่ปฏิเสธ ในฐานะที่สำนักโบราณเทียนหลงคือผู้มีกำลังสูงสุดในแดนตะวันออกของแดนนภาชิงเหลียนซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานาน เขาจึงไม่จำเป็นต้องรักษาความสุภาพอันใดและพูดอย่างเฉยเมย “สหายหวังเกรงใจเกินไปแล้วเรื่องตำหนักเต๋าในแดนสุสานอสูรครั้งนี้ได้รวบรวมบุตรผู้ภาคภูมิของสวรรค์แห่งแดนตะวันออกไว้เป็นจำนวนมากในฐานะเป็นเจ้าภาพ จึงจำเป็นต้องทำหน้าที่ของเจ้าบ้านให้ดีที่สุด สิบวันจากนี้ไปข้าจะต้องร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงแคว้นอู่ถึงเวลานั้นหวังว่าคงจะได้พบกับสหายหวังและศิษย์น้องหญิงของเจ้านะ”

            “งานเลี้ยงของพี่อี้พวกข้าจะต้องไปอย่างแน่นอน” หวังผิงพยักหน้าและไม่เกรงกลัวว่าจะเป็นงานเลี้ยงอำพรางที่อาจมีแผนการอะไรซ่อนอยู่ ยิ่งกว่านั้นการได้พบกับบุตรอันภาคภูมิของสวรรค์สุดอัจฉริยะแห่งแดนตะวันออกย่อมเป็นประโยชน์กับเส้นทางในอนาคตของเขาอย่างยิ่ง

            “ตกลงตามนั้น เช่นนั้นข้าขอตัวไปเตรียมตัวก่อน นักปรุงยาจื่ออย่าลืมแจ้งพี่ถงให้ข้าด้วยล่ะ” พูดจบ อี้จ้านเทียนก็ขอตัวกลับออกไป

            เมื่อเดินไปส่งอี้จ้านเทียนจนถึงประตูแล้วใบหน้าของจื่อซวินเอ๋อก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้น นางหันหลังกลับไปมองหวังผิง “สหายหวังไม่ทราบว่ามาครั้งนี้เจ้ามีธุระอะไร?”

            หวังผิงจ้องไปที่จื่อซวินเอ๋อด้วยดวงตาที่ดูร้อนแรงก่อนจะพูดขึ้นพลางยื่นแหวนมิติให้นางวงหนึ่ง “ก็ไม่มีเรื่องอะไรมากนักข้าแค่ได้ยินมาว่าศิษย์น้องที่โง่เขลาของข้าได้ทำให้นักปรุงยาจื่อขุ่นเคืองดังนั้น ข้าจึงมาที่นี่เพื่อขอโทษนักปรุงยาจื่อแทนเขา นี่คือเจตนาของศิษย์น้องข้าขอนักปรุงยาจื่อโปรดรับไว้ด้วย”

            จื่อซวินเอ๋อกลอกตาไปทางชุยซั่วซึ่งกำลังเต็มไปด้วยความกังวลใจนางจึงพูดออกไปอย่างเฉยเมยโดยไม่มองวงแหวนมิติ “แค่เรื่องเล็กน้อยสหายหวังเกรงใจเกินไปแล้ว”

            “หลายวันมานี้ศิษย์น้องของข้ามักจะเป็นกังวลเรื่องนี้อยู่เสมอหากนักปรุงยาจื่อไม่รับไว้ เกรงว่าเขาคงยากจะสงบใจได้” หวังผิงกล่าวต่อ

            จื่อซวินเอ๋อได้ยินดังนี้ นางจึงรับวงแหวนมิติมาจากหวังผิงทันที

            ชุยซั่วถอนหายใจด้วยความโล่งอก แม้ว่าครั้งนี้เขาจะต้องบาดเจ็บอีกครั้งแต่เมื่อได้ระบายเรื่องนี้ออกไป ก็นับว่าคุ้มค่ายิ่งนักนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ของฉินเสวี่ยเมื่อครั้งล่าสุดชุยซั่วก็ตื่นตระหนกเป็นอย่างมากและด้านฉินหย่งและฉินเฟิงต่างก็ตกใจกลัวจนไม่กล้าออกไปไหนจนต้องย้ายไปพักในตระกูลชุยเช่นกัน

            “ได้ยินศิษย์น้องชุยบอกว่านักปรุงยาจื่อกับฉินอวี่และฉินเสวี่ยทั้งสองพี่น้อง มีความสนิทสนมกันหรือ?”หวังผิงเหลือบมองชุยซั่วและยิ้มอย่างเฉยเมย

            “ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น ข้าเพียงแต่สงสารฉินเสวี่ย ส่วนฉินอวี่อะไรนั่นข้าไม่รู้จักหรอก” จื่อซวินเอ๋อพูดช้าๆ ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

            “เมื่อเป็นเช่นนี้ ในอีกครึ่งเดือนข้างหน้าศิษย์น้องของข้าก็คงไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว ไม่ได้พบนักปรุงยาจื่อเสียนาน จะดีกว่าหรือไม่หากจะลองให้โอกาสศิษย์น้องชุยพาพวกเราไปร่วมลิ้มรสอาหารชั้นเลิศของเมืองหลักเทียนอู่สักหน่อย?”หวังผิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว และถามอย่างมีความหวัง

            จื่อซวินเอ๋อยิ้มหวาน “ความหวังดีของสหายหวังนั้น ซวินเอ๋อรับไว้แล้วรออีกสิบวันข้างหน้าพวกเราค่อยพบกันในวังหลวง เป็นอย่างไร?”

            “ก็ดี จริงสิ นักปรุงยาจื่อที่นี่พอจะมีโอสถที่ช่วยเสริมพละกำลังได้ในระยะเวลาอันสั้นหรือไม่? เช่นยาระเบิดกาย?” หวังผิงเอ่ยออกไปอย่างไม่อิดออด

            หลังจากพวกหวังผิงกลับออกไปจนหมดแล้ว จื่อซวินเอ๋อก็กลับไปยังหอพำนักของตนเองและเอนตัวลงบนเก้าอี้หวาย นางหยิบแหวนมิติวงนั้นออกมาและกวาดสายตาครู่หนึ่งก่อนอดที่จะพึมพำกับตนเองไม่ได้ “เป็นมูลค่าที่มากมายนักแต่น่าเสียดายนี่ดูจะบุ่มบ่ามไปหน่อย... ความทะเยอทะยานของอี้จ้านเทียนมีมากยิ่งนักหรือสำนักโบราณเทียนหลงอาจจะทำอะไรบางอย่าง?... งานเลี้ยง...ควรจะเชิญเขามาดีหรือไม่? หากเขาไปด้วยคงจะมีสีสันน่าดู?”

             ...

            ในโรงเตี๊ยม

            ฉินอวี่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ การแสดงออกของเขานิ่งสงบยกมือขวาขึ้นมา พลังวิญญาณก็ปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วทั้งห้าทันทีพลังวิญญาณนี้สามารถเรียกได้ว่าพลังปราณเสถียร

            แม้ว่าพลังปราณเสถียรจะถูกจัดว่าเป็นพลังวิญญาณแต่มีพลังการโจมตีโอบล้อมอยู่สม่ำเสมอ ดังนั้นจึงเรียกมันว่าพลังปราณเสถียร

            ในระยะเวลาครึ่งเดือน ฉินอวี่ก็ก้าวสู่ขั้นปราณเสถียรได้สำเร็จ

            “สมแล้วที่เป็นร่างอสุนีลึกลับ ในระดับขั้นปราณเสถียรจะมีพลังของสายฟ้าที่เข้มข้นหากสามารถเรียนรู้วิชายุทธ์อสุนีได้ บางทีอาจจะใช้พลังออกมาได้มากยิ่งขึ้นถงอวิ๋นเฟยอยู่ในเผ่ายุทธ์ทองคำ แม้เขาจะระงับระดับฝึกฝนไว้พลังของเขาก็ยังยากที่จะเทียบได้ เพราะข้ามีพลังของปีศาจคลั่งข้าจึงไม่รู้สึกเกรงกลัว แต่ถึงอย่างไรทักษะการต่อสู้ของเผ่ายุทธ์ทองคำก็ไม่อาจมองข้ามได้” ฉินอวี่พึมพำ

            “น่าเสียดายที่มีเวลาน้อยเกินไปหากต้องการฝึกฝนให้สำเร็จวิชายุทธ์อสุนีในระยะเวลาอันสั้นเกรงว่าจะต้องใช้ไปมากยิ่งนัก” ฉินอวี่ครุ่นคิดและมองไปยังจุดตันเถียนที่อยู่ภายใน

            เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อก่อน จุดตันเถียนได้ขยายออกไปอย่างมากพลังวิญญาณที่บรรจุอยู่ภายในก็ไม่สามารถอธิบายถึงความยิ่งใหญ่นี้ได้เมื่อหันมองดูเมล็ดพันธุ์คืนชีพในจุดตันเถียนฉินอวี่ก็จมดิ่งลงไปในความคิดของตนเองทันที

            เนื่องจากตำราโบราณที่เขาอ่านมา แทบไม่มีการแนะนำเรื่องของเมล็ดพันธุ์คืนชีพอย่างละเอียดเอาไว้เลยฉินอวี่จึงไม่ค่อยรู้เรื่องเมล็ดพันธุ์คืนชีพมากนักดังนั้นเขาจึงอาศัยการศึกษาและสังเกตด้วยตนเอง

            เมื่อนึกถึงฉากสุดท้ายก่อนที่จะหมดสติไปในดินแดนที่ถูกผนึกและความรู้สึกเร่าร้อนในช่วงท้องในตอนนั้นในใจของฉินอวี่ก็ตกใจอย่างมากเขาได้ยินผู้คนจำนวนมากกล่าวถึงการที่สำนักเทียนหั่วได้รับเพลิงอสุนีไปครอบครองมาตลอดทางผนวกกับที่สยงท่าเทียนได้กล่าวเอาไว้มีความเป็นไปได้ว่าจะต้องเป็นเรื่องจริงแน่นอน เพียงแต่... สิ่งที่ฉินอวี่ยังไม่เข้าใจก็คือหากสำนักเทียนหั่วได้ครอบครองเพลิงอสุนีแล้วเช่นนั้นสิ่งที่อยู่ในร่างกายของตนเองคืออะไรกัน?

            “จากฉากสุดท้ายนั้นจะเห็นได้ว่า พลังของสายฟ้าควรจะหมดไปพร้อมกับเลือดอสูรและเม็ดพันธุ์คืนชีพก็น่าจะดูดซับพลังของสายฟ้ามาแล้ว แต่หากเป็นเช่นนี้... แล้วสิ่งที่สำนักเทียนหั่วได้ไปคืออะไรกันแน่?ไม่มีพลังของสายฟ้า แล้วจะเรียกเพลิงอสุนีได้หรือ?” ฉินอวี่ยิ่งสับสนมากขึ้น

            ผ่านไปเป็นเวลานาน

            ท่าทีของฉินอวี่ยิ่งดูแปลกมากขึ้น ก่อนพูดขึ้นมา“เป็นไปได้ว่าสำนักเทียนหั่วนั้นคงจะดูดซับไปเพียงเพลิงฟ้าดินเท่านั้นไม่ใช่ ‘เพลิงอสุนี’ไม่มีพลังของสายฟ้าอยู่แล้วฉะนั้นคงจะเรียกมันได้อย่างดีที่สุดว่าเป็นเพียงเพลิงฟ้าดิน...”

            “ไม่รู้ว่าสิ่งที่ได้ยินมาเมื่อครั้งก่อนเป็นเรื่องจริงหรือไม่ว่าสำนักเทียนหั่วยอมเสียสละผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าไปคนหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งเพลิงอสุนีหากเป็นเรื่องจริงเช่นนั้นแล้วสำนักเทียนหั่วนับว่าได้ประสบความสูญเสียครั้งใหญ่แล้วเสียสละผู้แข็งแกร่งขั้นเขตแดนเต๋าเพื่อแลกกับเพลิงฟ้าดิน? นี่คงเป็นเรื่องตลกสิ้นดี...”

            ฉินอวี่เริ่มประมวลความคิดอย่างรวดเร็วจนเริ่มแน่ใจได้แน่นอนว่าวานรบรรพกาลคงจะบุกเข้าไปในดินแดนที่ถูกปิดผนึกไว้โดยไม่ได้ตั้งใจเพื่อตามหาเพลิงอสุนีแต่สุดท้ายกลับต้องพบจุดจบที่น่าอนาถและเป็นไปได้ยากมากที่ผู้ฝึกฝนขั้นเขตแดนเต๋าทั่วไปจะสามารถดูดซับเพลิงอสุนีไว้ได้...ดังนั้น สิ่งที่ปรมาจารย์สำนักเทียนหั่วได้ไป ไม่ใช่เพลิงอสุนีของแท้อย่างแน่นอน

            ฉินอวี่มีความสุขขึ้นมาทันที ครึ่งเดือนจากนี้ไป ถ้าเขาฆ่าชุยซั่วได้เขาก็จะรุกรานสำนักเทียนหั่วอย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงคาดหวังอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นสำนักเทียนหั่วต้องพบความสูญเสียอันยิ่งใหญ่

            “สามารถจินตนาการได้เลยว่า ปรมาจารย์คนนั้นของสำนักเทียนหั่วคงจะต้องอารมณ์เสียอย่างมากแม้ว่าจะต้องพบความทุกข์ทรมานก็ไม่อาจพูดอะไรได้ได้แต่เพียงกลืนกินการสูญเสียเหล่านี้ไปเท่านั้น...”

            “หากใครคนอื่นรู้ว่าสิ่งที่สำนักเทียนหั่วได้ไปไม่ใช่เพลิงอสุนีและยังต้องเสียสละผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าไปอีกหนึ่งคนสำนักเทียนหั่วจะต้องกลายเป็นตัวตลกของผู้คนแน่นอนและคงจะต้องพบกับหายนะจนถูกทำลายล้าง! ท้ายที่สุดการสูญเสียผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าครั้งนี้ได้ทำให้พละกำลังของสำนักเทียนหั่วสูญเสียไปอย่างมาก...”

            “ช่างเถอะ ข้าไม่ควรไปคิดอะไรตอนนี้ สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดของข้าคือการลองว่าสามารถยืมใช้พลังของสายฟ้าได้หรือไม่แม้ว่าจะไม่ได้ ก็ต้องรวมพลังของอสุนีดำที่บรรจุอยู่ในพลังวิญญาณของจุดตันเถียนไว้เมื่อถึงเวลา มันอาจจะเป็นไพ่ไม้ตายของข้าก็ได้” ฉินอวี่พูดกับตนเอง

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน