สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ระเบิดมหาประลัย

            อันเจิงไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปหลังจากล้มเฟิงเซี่ยวซือได้ ก็เดินตรงไปหาเฉินโจวทันที “การประลองยกที่สาม อันเจิงจากนิกายเบิกสวรรค์ขอท้าประลองกับเจ้า!”

     

            เดิมทีเฉินโจวยังรู้สึกผิดหวังคิดว่าเป้าหมายแรกที่ตนตั้งเอาไว้ต่ำเกินไปเขานึกว่าอันเจิงจะแข็งแกร่งมากพอและสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของตนได้แต่หลังจากที่เจินจวงปี้พิสูจน์ว่าอันเจิงยังไม่ได้เข้าสู่ระดับการบ่มเพาะนั้นในใจของเขาก็ผิดหวังจนถึงที่สุด มันคือความอัปยศอย่างยิ่งที่มีคู่แข่งอ่อนแอ แต่เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เป็นอยู่ตอนนี้ช่างแตกต่างกับสิ่งที่คิดไว้มากดังนั้นวินาทีที่อันเจิงเข้ามาหา ความตื่นเต้นก็ได้หวนกลับมาอีกครั้ง

     

            “สมใจข้ายิ่งนัก!”เฉินโจวตะโกนออกมาหนึ่งประโยคพร้อมกับพุ่งออกไป

     

           อันเจิงไม่มั่นใจว่าเฉินโจวแข็งแกร่งมากเพียงใด ดังนั้นเมื่อเริ่มลงมือเขาจึงสู้อย่างเต็มที่แสดงความได้เปรียบด้านความเร็วออกมาอย่างยอดเยี่ยม ทุกคืนวันที่เขาคอยฝึกฝนบ่มเพาะกายเนื้อก็เพื่อรับมือต่อสถานการณ์เช่นในวันนี้โดยเฉพาะ เขาไม่อาจปล่อยให้ตู้โซ่วโซ่วมาเผชิญกับอันตรายเช่นนี้ได้ถึงแม้ว่าตู้โซ่วโซ่วจะเข้าสู่ระดับการบ่มเพาะแล้ว แต่เขายังขาดประสบการณ์ในการต่อสู้และไม่ได้มีพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ที่เป็นเลิศ หากคนของหอสมุดมายาลงมืออย่างโหดร้ายก็มีความเป็นไปได้สูงที่ตู้โซ่วโซ่วจะรับมือไม่ไหว

     

            หมัดของอันเจิงรวดเร็วมากมากจนคนทั่วไปที่มามุงดูอยู่รอบ ๆ มองตามไม่ทันเลยทีเดียวแม้แต่เฟิงเซี่ยวซือผู้มีพลังอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นสองก็ยังทันลงมือเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และหลังจากนั้นก็พ่ายแพ้อันเจิงอย่างรวดเร็วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าอันเจิงรวดเร็วมากเพียงใด

     

           แต่เมื่อกำปั้นของอันเจิงพุ่งเข้าไปหาเฉินโจว เขากลับไม่ได้แสดงท่าทีสนใจแม้แต่น้อย

     

            “เมื่อครู่เจ้าบอกว่าเฟิงเซี่ยวซือช้าเกินไปแต่ในสายตาข้า เจ้าต่างหากที่ช้าเกินไป”

     

            เฉินโจวขยับหัวหลบหมัดของอันเจิงจากนั้นก็พูดจาเชิงดูหมิ่น “เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าเป็นคู่ต่อสู้ของข้าเสียอีกแต่คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะอ่อนแอมากขนาดนี้ ถึงแม้ทักษะทางร่างกายของเจ้าจะยอดเยี่ยมแล้วจะมีประโยชน์อะไร? อย่างไรเสียข้าก็นำหน้าเจ้ามาตั้งไกลแล้ว”

     

            อันเจิงรู้สึกใจหายทันที...ทำไมเฉินโจวถึงก้าวหน้าได้รวดเร็วเพียงนี้ก่อนหน้านี้ ตอนที่ถูกอันเจิงทำลายแขน เฉินโจวยังอ่อนด้อยกว่าเขามาก ทว่าในตอนนี้ เขากลับรับมือกับความเร็วของอันเจิงได้อย่างง่ายดายเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน ทำไมเขาถึงแข็งแกร่งได้มากขนาดนี้?

     

            ทันใดนั้นคำตอบหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจของอันเจิง...โอสถวิญญาณ

     

            ช่วงที่ผ่านมา เฉินโจวต้องกินโอสถวิญญาณเข้าไปไม่น้อยแน่พลังของเขาถึงได้เพิ่มขึ้นเร็วขนาดนี้ เฉินโจวได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆจากตระกูลเฉิน เขาจึงสามารถทำเช่นนั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นเดิมทีเขาก็มีพรสวรรค์ที่ไม่เลวอยู่แล้ว บวกกับได้โอสถวิญญาณมาเสริมเข้าไปอีกจึงสามารถเลื่อนขั้นพลังได้รวดเร็วเช่นนี้

     

            “พร้อมรับความอัปยศจากข้าหรือยัง?”

     

           เฉินโจวมองอันเจิงพลางหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม “ก็เหมือนที่เจ้าทำลายแขนข้าวันนั้นอย่างไรเล่า”

     

            “ข้ารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นเจ้า”

     

            “รู้แล้วจะอย่างไร?”

     

            ทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันมากเฉินโจวกระซิบข้างหูอันเจิงในระยะใกล้ จนปากแทบจะแนบชิดหูเขาเลยทีเดียว “ตอนนี้ข้ามีนับหมื่นวิธีที่จะทำให้เจ้าทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นดูจากภายนอกเจ้าอาจเหมือนไม่เป็นอะไรคนพวกนั้นคงนึกไม่ถึงว่าอวัยวะภายในของเจ้าจะโดนทำลายจนไม่เหลือชิ้นดีแล้วแต่เมื่อพวกเขาจากไป เจ้าก็จะกระอักเลือดจนตาย ข้าจะควบคุมระดับพลังเอาไว้อย่างดีให้เจ้าได้ตายอย่างช้า ๆ”

     

            อันเจิงถอยหลังออกไปจากนั้นก็เหวี่ยงขาไปที่ต้นคอของเฉินโจว “รอทำได้แล้วค่อยมาพูด!”

     

            เฉินโจวถอยกลับออกไปเช่นกันขาของอันเจิงเฉียดผ่านคอของเขาไป เสี้ยววินาทีนั้นเองเฉินโจวก็ยื่นมือออกมาจับขาของอันเจิงเอาไว้ จากนั้นหมุนตัวและเหวี่ยงอันเจิงออกไปอันเจิงพลิกตัวกลางอากาศ ทว่าร่างของเขาก็ยังลอยออกไปอีกหลายสิบเมตรกว่าจะหยุดลงได้ในที่สุด

     

           “โอ้ สวรรค์!”

     

            เสียงอุทานของใครบางคนดังออกมาจากฝูงชน “คนที่ชื่อเฉินโจวแข็งแกร่งจริงๆ ขนาดอันเจิงมีร่างกายที่แข็งแกร่งและความเร็วมากขนาดนั้นแล้วยังสู้ไม่ได้เลยข้าว่านะ ระดับการบ่มเพาะของเฉินโจว อย่างน้อยก็ต้องอยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นห้าขึ้นไปแน่”

     

            “หอสมุดมายายังไม่เคยมีศิษย์ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้มาก่อนอายุยังน้อยก็สามารถไต่ขึ้นไปถึงระดับนี้แล้ว จริงอยู่เมื่อฝึกทักษะทางด้านร่างกายจนถึงขั้นสูงสุดแล้วก็จะรับมือกับผู้ฝึกตนในขอบเขตจุติสวรรค์ได้ แต่มีข้อแม้ว่า คู่ต่อสู้ต้องมีทักษะทางด้านร่างกายที่ด้อยกว่าตนเท่านั้นแต่พวกเจ้าดูสิ เฉินโจวก็มีทักษะทางด้านร่างกายที่ไม่ด้อยไปกว่าอันเจิงเลย ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนเขาจะเร็วกว่าอันเจิงด้วยซ้ำไป”

     

            “ใช่ ทีนี้นิกายเบิกสวรรค์ก็หมดกันดูเหมือนจะไร้ทางสู้เสียแล้ว”

     

            “เฉินโจวแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ต่อให้ถูกอันเจิงชกสักยี่สิบหมัดก็คงไม่สะทกสะท้านทว่าหากอันเจิงถูกเขาชกเข้าเพียงหนึ่งหมัดก็คงจบเห่แน่ ด้วยพลังในขอบเขตจุติสวรรค์ขั้นห้าเพียงหมัดเดียวก็ระเบิดร่างอันเจิงจนกลายเป็นเสี่ยง ๆ ได้แล้ว”

     

            เฉินโจวพอใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนรอบด้านเป็นอย่างมากนาทีนี้ ความอัปยศที่ได้รับเมื่อครั้งที่ตนถูกทำลายแขนได้สลายหายไปแล้วเขารู้ว่าตนเองกำลังจะได้ชำระแค้นและทำให้อันเจิงได้รับความอัปยศนี้กลับไปมากกว่าเป็นสิบเท่า ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของผู้คนนับหมื่นการชำระแค้นในครั้งนี้จะต้องเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

     

            “อันเจิงต่อให้เจ้าจะคุกเข่าอ้อนวอนไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ”

     

            เฉินโจวพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว “ข้าจะไม่มีวันอภัยให้เจ้า”

     

            อันเจิงพลิกตัวไปด้านข้างเพื่อหลบหมัดของเฉินโจวจากนั้นก็เหวี่ยงมือไปยังท้ายทอยของเขา เฉินโจวหลบได้อย่างง่ายดายยืนด้วยเท้าข้างเดียวพลางหมุนตัวไปเผชิญหน้าแล้วปล่อยหมัดไปยังรักแร้ของอันเจิงกึก! กระดูกแขนของอันเจิงเคลื่อนเสียแล้ว เฉินโจวมีเจตนาทำให้อันเจิงอับอายขายหน้าดังนั้นหลังจากปล่อยหมัดนี้แล้ว เขาก็ยื่นเท้าเตะเข้าไปที่ข้อพับขาของอันเจิงจนอันเจิงเซถลาและล้มลงในที่สุด

     

            กระดูกแขนขวาของอันเจิงเคลื่อนหลุดออกจากหัวไหล่ในขณะที่ร่างกายกำลังล้มลงนั้น เขาก็ใช้มือซ้ายยันพื้นจากนั้นก็ตีลังกากลับมายืนตัวตรง

     

            ทว่าเฉินโจวกลับพุ่งเข้ามาอีกครั้ง ด้วยความเร็วระดับที่คนธรรมดาไม่อาจมองตามได้ทันเขากระทืบเท้าอย่างแรง ทำให้พื้นหินแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ จากนั้นพุ่งตัวเข้าไปหาอันเจิงเพียงพริบตาเดียว ไหล่ของเฉินโจวก็กระแทกไปที่แผ่นหลังของอันเจิงแล้ว อันเจิงกระเด็นออกไปทางด้านหน้าในสภาพที่ร่างกายหักโค้งไปด้านหลังอย่างน่าหวาดเสียว

     

            หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป เกรงว่ากระดูกช่วงเอวและหลังคงจะแตกละเอียดไปแล้ว

     

            อันเจิงข่มกลั้นความเจ็บปวดแล้วหมุนตัวกลับมาจากนั้นก็ยกมือซ้ายไปจับที่แขนขวา ก่อนจะดันให้กระดูกกลับเข้าที่

     

            เขาถ่มน้ำลายที่เต็มไปด้วยเลือดออกมาเลือดนักสู้ที่อยู่ในใจเปรียบดั่งไฟที่ลุกโชนอยู่ในอก สถานการณ์ในครั้งนี้ทำให้เขานึกถึงช่วงเวลาที่เพิ่งเริ่มฝึกพลังวัตร ต้องผ่านการประลองครั้งแล้วครั้งเล่าต้องฟาดฟันซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงมีพลังอยู่ในขอบเขตแห่งสวรรค์ได้ในที่สุด และในตอนนี้ไฟในการต่อสู้เช่นในอดีตได้กลับมาแล้วมันกำลังลุกโชนอยู่ในดวงตาของเขา

     

            “โอ้โห ร่างกายเจ้าไม่เลวเลยนี่ถึงยังลุกขึ้นมาได้”

     

            เฉินโจวมองอันเจิงด้วยสายตาเหยียดหยาม “ตัวไร้ค่าที่ไม่สามารถฝึกพลังวัตรได้อย่างเจ้าน่ะต่อให้บ่มเพาะกายเนื้อจนถึงขั้นสูงสุดแล้วจะอย่างไร? เจ้ามันก็เป็นได้แค่เศษสวะหากเจ้าไปหางานเป็นพวกผู้คุ้มกันหรือยามเฝ้าบ้านก็ยังพอหาเงินเลี้ยงชีพได้แต่เจ้ากลับเสนอหน้าเข้ามาในโลกของผู้ฝึกพลังวัตรเสียนี่ เจ้าคิดว่าตัวเองมีปัญญาเข้ามาหรือ?โลกใบนี้ยุติธรรมเสมอ คนที่ไม่สามารถฝึกพลังวัตรก็ต้องอยู่ในฐานะของผู้อ่อนแอตลอดไป!”

     

            อันเจิงแกว่งแขนตัวเองแล้วเช็ดเลือดที่มุมปาก“เจ้ายังไม่ได้ชนะการประลองครั้งนี้”

     

            เฉินโจวหัวเราะเสียงดัง “เจ้ายังไม่ยอมแพ้อีกหรือ?ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะทนได้นานสักแค่ไหน!”

     

            เฉินโจวเริ่มขยับร่างกายอีกครั้ง ร่างของเขาหายไปเหลือเพียงเงาที่เลือนรางเท่านั้น อันเจิงพุ่งหลบไปด้านข้างแต่นั่นก็ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริงของเฉินโจว กลับเป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากความเร็วเท่านั้นเขาต้องมีความเร็วถึงขั้นสุดยอด จึงจะสามารถสร้างภาพลวงตาเช่นนี้ขึ้นมาได้

     

            เฉินโจวตัวจริงรออยู่ในทิศทางที่อันเจิงกำลังพุ่งไปจากนั้นเขาก็ชกไปที่ท้องน้อยของอันเจิงอย่างแรง

     

            แรงหมัดทำให้อันเจิงตัวงอลงในพริบตาความเจ็บปวดตรงท้องน้อยทำให้เขารู้สึกหน้ามืดไปชั่วขณะ

     

            “ข้าเคยบอกเจ้าแล้วคนที่อ่อนแอก็ย่อมอ่อนแอวันยังค่ำผู้ที่ไม่สามารถฝึกพลังวัตรได้ก็เป็นได้แค่คนไร้ค่าตลอดไป อันเจิง สิ่งที่เจ้าทำพลาดที่สุดในชีวิตก็คือมาท้าประลองกับข้าหากเจ้าไม่ทำเช่นนี้ เจ้าก็อาจมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายวัน”

     

            เขายกอันเจิงขึ้นด้วยแขนเพียงข้างเดียวจากนั้นก็ทุ่มลงบนพื้นอย่างแรง

     

           “พอได้แล้ว!”

     

            เกาซานตัวลุกขึ้นยืน “เขาแพ้แล้ว”

     

            “เขายังไม่แพ้!”

     

            เฉินโจวหมุนตัวกลับไปมองเกาซานตัวพลางคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว“เขายังไม่ได้ยอมแพ้สักหน่อย!”

     

            อันเจิงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มพร้อมเลือดที่เต็มปาก “ใช่ ข้ายังไม่ได้ยอมแพ้เลย”

     

            เฉินโจวหมุนตัวและหายวับไปอีกคราจากนั้นก็ไปปรากฏอยู่ด้านหลังแล้วชกไปที่หลังหัวของอันเจิง “ครั้งนี้ข้าจะทำให้เจ้าทรมานยิ่งกว่าตายเสียอีก”

     

            หากถูกโจมตีที่หลังหัวละก็ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าผลจะเป็นอย่างไร

     

            อันเจิงหลับตาลง เขาในตอนนี้อ่อนแอเกินไปสายตาของเขาก็ช้าเกินไปเมื่อเทียบกับความเร็วของเฉินโจว ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยความรู้สึกเพราะความรู้สึกมักเร็วกว่าสายตาเสมอ

     

           ในจังหวะที่หมัดของเฉินโจวกำลังจะชกลงที่หลังหัวอันเจิงก็โค้งตัวไปด้านหน้าแล้วใช้เท้าถีบไปที่ด้านหลัง หมัดของเฉินโจวพลาดเป้าเขาโน้มตัวไปด้านหน้าโดยมีเท้าของอันเจิงประทับอยู่ที่หน้าท้องเฉินโจวเจ็บจนสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นั่นทำให้เฉินโจวรู้สึกโมโหมากขึ้นกว่าเดิมเขากำหมัดแน่นและเหวี่ยงมันไปที่แผ่นหลังของอันเจิง

     

           อันเจิงใช้เท้าคล้องขาเฉินโจวแล้วออกแรงดึงให้เฉินโจวเสียสมดุล จากนั้นก็ถือโอกาสนี้ถอยไปทางด้านหลังวินาทีก่อนหน้านี้เขายังยืนอยู่ด้านหน้าเฉินโจว แต่เพียงหนึ่งวินาทีผ่านไป เท้าของเขากลับยันอยู่บนแผ่นหลังของเฉินโจวแล้วเขาออกแรงที่เท้าอย่างสุดกำลัง ทำให้ร่างของเฉินโจวเซไปด้านหน้าสองก้าว เปลวไฟแห่งความโกรธในแววตาของเฉินโจวลุกโชนขึ้นจนแทบจะพุ่งออกมาข้างนอก

     

            แม้จะถูกอันเจิงโจมตีเพียงสองครั้งแต่สำหรับเขา นั่นถือเป็นการพ่ายแพ้ที่ไม่น่าให้อภัยเลยทีเดียว

     

            เวลานี้ไม่มีเสียงใด ๆ อีกต่อไป ผู้คนที่อยู่รายรอบต่างก็จมอยู่ในความเงียบสงัดทุกคนชมการประลองนี้อย่างใจจดใจจ่อ ไม่ว่าผู้ที่พนันว่าหอสมุดมายาจะชนะก็ดี หรือผู้ที่พนันว่านิกายเบิกสวรรค์จะชนะก็ดีทุกคนล้วนกำหมัดแน่นอย่างลืมตัว นี่ไม่ใช่การประลองของเด็ก ๆ อีกต่อไปแล้วแต่มันคือการต่อสู้ระหว่างลูกผู้ชายต่างหากจิตวิญญาณที่ไม่ยอมแพ้และเลือดนักสู้ของอันเจิงทำให้พวกเขารู้สึกเลือดพล่านไปตาม ๆกัน

     

            หากไม่ใช่เพราะมีคนห้ามอยู่ป่านนี้ชวีหลิวซีกับตู้โซ่วโซ่วคงจะพุ่งออกไปแล้ว

     

           สีหน้าของเกาซานตัวเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังไม่ได้คาดหวังอะไรกับอันเจิงอยู่ดี “เขาทำเต็มที่แล้วแต่พลังที่มีแตกต่างกันเกินไป”

     

            เฉินโจววิ่งโซซัดโซเซไปข้างหน้าสองก้าวจากนั้นก็หมุนกลับมาด้วยความรวดเร็ว ทันใดนั้น แขนของเขาก็เปลี่ยนมาอ่อนระทวยแล้วกลายเป็นงูยักษ์ในเสี้ยววินาที

     

            “เปลี่ยนร่าง!”

     

            “สวรรค์! วิชาเปลี่ยนร่างระดับกลาง!”

     

            ผู้คนส่งเสียงฮือฮาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกันนั้นยังมีเสียงอุทานมากมายดังขึ้นด้วย

     

            นั่นเป็นถึงวิชาเปลี่ยนร่างระดับกลางเชียวนะมันเป็นวิชาที่ล้ำค่ามากเหลือเกิน เพราะผู้ฝึกตนที่อยู่ในขอบเขตจุติสวรรค์ไม่สามารถนำพลังภายในออกมาใช้ด้านนอกได้ดังนั้นวิชาเปลี่ยนร่างจึงสามารถเพิ่มพลังในการต่อสู้ให้แก่ผู้ฝึกได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียวเฉินโจวเปลี่ยนแขนตัวเองเป็นงูยักษ์ ทำให้รัศมีในการโจมตีของเขากว้างขึ้นอย่างมาก

     

            เวลานี้ แม้แต่อันเจิงก็ยังตั้งตัวไม่ทันจึงพลาดท่าโดนงูกัดเข้าให้

     

            ข้อมือของเฉินโจวเปลี่ยนเป็นหัวงูนิ้วทั้งห้ากลายเป็นปากงู งูตัวนั้นกัดเข้าที่หน้าท้องของอันเจิงอย่างจัง ฝังเขี้ยวลึกลงไปในนั้นอย่างน่าหวาดเสียว

     

           “ไสหัวมานี่!”

     

            เฉินโจวคำรามออกมาจากนั้นก็ออกแรงดึงร่างของอันเจิงเข้าหาตัว

     

            ทว่าวินาทีนั้น เขาก็รู้สึกราวกับได้ยินเสียงเปิดประตูบานหนักดังขึ้นที่ข้างหูเหมือนเป็นเสียงเสียดสีระหว่างประตูเหล็กขนาดใหญ่กับพื้นดินในขณะที่ประตูถูกเปิดออก

     

            เฉินโจวนึกว่าตัวเองหูแว่วไปจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาใช้แขนซ้ายที่กลายเป็นงูดึงร่างของอันเจิงเข้ามาหา แล้วเปลี่ยนมือขวาให้กลายเป็นอุ้งเท้าหมีจากนั้นก็เหวี่ยงมือไปที่ใบหน้าของอันเจิงอย่างแรง ฝ่ามือนี้เพียงพอที่จะทำให้ใบหน้าของอันเจิงแหลกเละได้อย่างง่ายดาย!

     

           “หยุดได้แล้ว!”

     

           “อย่าขยับ!”

     

            เกาซานตัวตะโกนออกมาเพื่อห้ามการต่อสู้แต่เจินจวงปี้ก็ตะโกนขึ้นแล้วพุ่งมาขวางเกาซานตัวเอาไว้

     

            เวลานี้ ไม่มีใครช่วยอันเจิงได้อีกแล้ว

     

           แต่อันเจิงกลับแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างกะทันหัน “ขอบใจเจ้ามาก”

     

            เขาพูดว่าขอบใจงั้นหรือ?

     

            ทันใดนั้น ฟองอากาศฟองหนึ่งก็พองตัวออกมาจากร่างของอันเจิงตูม! ฟองอากาศระเบิดออกไปรอบด้าน พวกคนที่มุงดูเหตุการณ์อยู่รอบ ๆถูกแรงระเบิดกระแทกจนล้มระเนระนาดไปตาม ๆ กัน แต่นั่นยังไม่จบ ฟองอากาศอีกลูกปรากฏขึ้นตามมา...ระเบิดครั้งแรกผู้คนล้มลง ระเบิดครั้งที่สอง กำแพงพังถล่ม ระเบิดครั้งที่สาม ต้นไม้หักโค่น!

     

            นอกจากจะทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่รอบ ๆ ถูกกระแทกจนล้มลงแล้วแรงระเบิดจากฟองอากาศที่เกิดขึ้นติดต่อกันถึงสามครั้งยังทำให้กำแพงพังถล่มต้นไม้หักโค่น ทั้งยังทำให้เฉินโจวเซถลาออกไปอีกด้วย

     

            ส่วนอันเจิง เขายืนเลือดนองอยู่กับที่ปานอสูรร้ายที่เพิ่งตื่นจากนิทรา...

    คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน