บทที่ 126 ความพ่ายแพ้ของรุ่นพี่
ปัง!!
ชายหนุ่มร่างใหญ่กระโดดขึ้นสูงเพื่อข้ามหลุมหินแอ่งหนึ่ง ตอนนั้นเอง...จู่ๆลูกศรซึ่งไร้ที่มาก็พุ่งออกไป มันโจมตีเข้าที่ขาของเขาเต็มแรงจนทำให้การกระโดดของเขาถูกขัดจังหวะ แทนที่จะสามารถข้ามพ้นแอ่งหินนั้นได้ กลับร่วงลงไปจนเกิดเสียงดัง “อั่ก” ซึ่งแปลว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกยิงโดยลูกธนูก็จริง แต่น่าจะบาดเจ็บข้างในไม่น้อย
“ซ่อนตัวได้ดีเลยนี่สาวน้อย แต่ว่า...ตอนนี้ฉันรู้ตำแหน่งของเธอแล้ว นักธนูสายพรางตัวน่ะ... “ของโปรด” ของฉันเลย!” ชายร่างใหญ่ส่งเสียงข่มขู่ออกมา เขามองไปยังตำแหน่งที่ปล่อยศรมาก่อนหน้านี้ด้วยความระมัดระวัง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเด็กสาวจะยังคงอยู่ที่เดิม
ด้วยนิสัยของนักธนู เมื่อปล่อยศรไปแล้ว พวกเขาจะไม่ซ่อนตัวที่เดิมอีก ยิ่งเป็นสายพรางตัวแบบนี้ ยิ่งต้องหาตำแหน่งใหม่ให้เร็วเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าถูกเจอตัว นั่นหมายความว่าพวกเขาจบเห่แล้ว
ความคิดของเขาบอกได้คำเดียวว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ ด้วยอายุที่ไม่เกิน 18 ปี แต่กลับแข็งแกร่งและสุขุมได้ขนาดนี้ อนาคตย่อมต้องไปได้ไกล
น่าเสียดายที่เขารู้จักซูหยวนน้อยเกินไป เด็กสาวมีหรือที่จะกลัวการโจมตีซึ่งๆหน้า อีกอย่าง...เรื่องหักหน้าคนอื่น ก็เป็น “ของโปรด” ของเธอเช่นกัน
มัวแต่ส่งเสียงข่มขู่เธอ ซูหยวนแอบหัวเราะอยู่ในใจแล้วใช้ทักษะ “ศรพริบตา” ในทันที
ทักษะวิชาศรพริบตาซึ่งเป็นทักษะระดับสูง ถูกใช้งานแล้วย่อมต้องแสดงผลลัพธ์อันยอดเยี่ยมของมัน ไม่ทันที่ชายร่างใหญ่จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ ด้านหลังของเขาก็ถูกโจมตีเข้าอย่างจังแล้ว
ปัง!!
ลูกศรแตกกระจายทั่วหัวของเขา สีแดงของมันแสดงให้เห็นว่าการโจมตีนี้เข้ากลางเป้าเต็มๆ และใช่! โดยไม่รู้ตัว เขาก็พ่ายแพ้เสียแล้ว
“เฮ้ย นี่มันอะไร? ทำได้ยังไงน่ะ!”
ชายหนุ่มตกใจมากจนอ้าปากค้าง เขาไม่อยากยอมรับผลการต่อสู้ที่น่าอับอายนี้ ทั้งๆที่คิดว่าตัวเองได้เปรียบแล้วแท้ๆ แต่ยังไม่ทันได้เห็นตัวคู่แข่ง เขาก็พ่ายแพ้แล้ว แถม...ถ้านี่เป็นการต่อสู้จริง เขาคงจะตายด้วยการโจมตีเพียงสองครั้ง โดยที่ไม่มีโอกาสวิ่งหนีด้วยซ้ำ
“ขอบคุณสำหรับการแข่งขันค่ะ” ซูหยวนให้เกียรติอีกฝ่ายมาก ถ้าไม่ใช่เพราะเธอมีแผนที่โกงอยู่ คงจะต้องเสียเวลา เสียพลังงานไปมากกว่านี้แน่
ชายร่างใหญ่หัวเราะออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เด็กสาวมีความเคารพกันขนาดนี้ เขาจะยังทำอะไรได้อีก
“รอบต่อไปก็อย่าแพ้ง่ายๆล่ะ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงดูไร้ความสามารถไปเลย”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ซูหยวนรับคำ นั่นยิ่งทำให้คนหัวเราะดังกว่าเดิมอีก
เมื่อซูหยวนเดินออกมา เธอก็พบว่ารุ่นพี่หวังรออยู่ก่อนแล้ว หญิงสาวมองหน้าเธอ ในขณะที่ซูหยวนก็มองอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
สภาพของผู้ที่ผ่านการต่อสู้รอบแรกมา ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ พวกเขาส่วนมากมักจะมีบาดแผลที่ร่างกาย แม้จะไม่ได้สาหัสเหมือนถูกธนูยิงจริงๆ แต่ร่างกายก็บอบช้ำไปตามแรงโจมตีเหล่านั้น คาดว่าอีกหลายสัปดาห์จึงจะฟื้นฟูจนกลับมาเป็นปกติได้
รุ่นพี่หวังมองซูหยวนด้วยความงุนงง การต่อสู้ของรุ่นน้องที่รวดเร็วแบบนั้น เธอก็ได้เห็นแล้ว...ตอนที่รู้ว่ารุ่นน้องจะได้ต่อสู้ในสนามที่สอง เธอก็ยังเป็นห่วงอยู่ กลัวว่าจะรับมือไม่ได้ ทั้งยังคิดเผื่อว่าถ้าเป็นตัวเองจะต่อสู้ในสนามรบนั้นยังไง ทว่า...ยังไม่ทันที่จินตนาการของเธอจะก่อตัวขึ้น รุ่นน้องก็โจมตีออกไปแล้วสองครั้ง แล้วก็จบการต่อสู้ทั้งอย่างนั้นเลย...
จริงอยู่ที่รุ่นน้องอันเป็นคนมีความสามารถ แต่เธอโจมตีเหมือนมองเห็นตำแหน่งของคู่แข่งอยู่แล้วได้ยังไง? ภาพที่เธอมองจากภายนอกการแข่งขัน มันทำให้เธอสงสัยว่ารุ่นน้องอันมีตาอยู่ทั่วสนามแข่งขันหรือเปล่า!
ถึงจะมีความคิดแบบนั้น แต่หวังเป่าเป้ยย่อมไม่กล้าถามออกไปโดยตรง เธอเพียงพยักหน้าให้รุ่นน้อง ในขณะที่พยายามทายาตรงไหล่ขวาของตัวเองไปเท่านั้น
ซูหยวนมองดูรุ่นพี่หวังที่บาดเจ็บ คาดว่าเธอคงจะไม่สามารถผ่านการแข่งรอบสองและสามไปได้ คู่แข่งก่อนหน้านี้เชี่ยวชาญมากจริงๆ เขาโจมตีจุดตายของนักธนูได้ ถ้าไม่ใช่เพราะรุ่นพี่หวังจบการต่อสู้ได้เร็วกว่า เธอเองก็คงจะพ่ายแพ้ไปด้วย
“รอบต่อไป หวังเป่าเป้ยและอี้ไค่” การประกาศรอบต่อไปมาแล้ว รุ่นพี่หวังจบการต่อสู้ก่อนหน้านี้ได้ช้า เธอยังไม่ทันทำแผลเสร็จก็ถูกเรียกไปอีกครั้ง เมื่อเปรียบเทียบความสมบูรณ์ของคู่แข่งแล้ว ซูหยวนก็ทำได้แค่ให้กำลังใจรุ่นพี่หวังเท่านั้น
เธอมีเวลาอีกเล็กน้อยเพื่อดูการต่อสู้ของคนอื่นๆที่น่าจะเป็นคู่แข่งของเธอต่อไป เนื่องจากซูหยวนจบการต่อสู้ได้เร็ว ดังนั้นจึงสามารถดูการต่อสู้คนอื่นๆได้
ในรอบที่กำลังแข่งขันกันอยู่นี้ ใกล้จะได้ผู้ชนะแล้ว คนที่น่าจับตามองมากสำหรับเธอก็คือชายหนุ่มตระกูลอี้ เขาเป็นคนเลือกใช้สนามที่สี่ซึ่งเต็มไปด้วยกับดัก อย่างไรก็ตาม...เขาไม่ใช่คนไร้ฝีมือ ไม่เหมือนกับคนต้องการเสี่ยงดวง แท้จริงแล้วเขาสามารถเคลื่อนไหวไปตามตำแหน่งต่างๆที่มีกับดักได้ โดยไม่ทำให้มันทำงานด้วยซ้ำ
ในขณะที่คู่แข่งกำลังหาตำแหน่งวางเท้าของตัวเอง คนตระกูลอี้คนนั้นก็มาถึงตัวแล้ว
“เด็กตระกูลอี้คนนั้น...ไม่ใช่ว่าโกงหรอกใช่ไหม” ซูหยวนเลิกคิ้วหลังจากได้ยินคำพูดของคนด้านหลัง ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่คิดถึงประเด็นนี้ ยังมีคนอื่นๆที่คิดเหมือนกันด้วย
“จะโกงได้ยังไง ตระกูลอี้ไม่ใช่แบบนั้นหรอก ดูสิ...เขาเองก็มีความสามารถนะ”
“ความสามารถ? ต่อให้มีความสามารถ แต่จะไม่เจ็บตัวเลยก็ยากนะ จริงอยู่ที่เขาอาจจะเอาชนะการแข่งขันนี้ได้ไม่ยาก ถึงอย่างนั้น...เขาก็สามารถโกงเพื่อเอาความได้เปรียบจากสภาพสมบูรณ์นี้ได้อยู่ดี”
“เบาๆหน่อย นี่เป็นการแข่งขันที่ตระกูลอี้จัดขึ้น ถึงจะมีเรื่องแบบนี้เล็กๆน้อยๆก็ไม่นับเป็นอะไรหรอก”
“เหอ เหอ เหอ ก็คงจะอย่างนั้น ทุกปีเด็กจากตระกูลอี้ก็ผ่านเข้ารอบ 1 ใน 50 คนเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว พวกเราเต็มใจมาที่นี่เพื่อให้พวกเขาเหยียบย่ำเอง จะทำอะไรได้อีก!” ยิ่งพูดก็ยิ่งหงุดหงิด เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่แพ้ให้เด็กตระกูลอี้
พวกตระกูลอี้ชอบพูดว่าตัวเองจัดการแข่งขันนี้มาเพื่อผู้ใช้ธนูทุกคน แต่สุดท้าย...ตระกูลอี้กลับยึดครองเก้าอี้สำหรับการรวบรวมทรัพยากรเกือบทั้งหมดไป
ไม่เพียงแค่สร้างเกียรติยศให้ตัวเองเท่านั้น ยังทำให้ชื่อเสียงของนักธนูตระกูลอี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย! ที่สถาบันของเขา เมื่ออาจารย์เห็นว่าเด็กๆพวกนี้มาจากตระกูลอี้ พวกเขาก็แทบจะปรี่เข้าไปหาเพื่อโอบกอด รับมาเป็นนักเรียนของตนเองแล้ว
แต่ก็นั่นแหละ พวกเขาจะทำอะไรได้? ในเมื่อตระกูลอี้ฉลาดแบบนั้น จะได้ผลประโยชน์บ้างก็ไม่แปลกอะไร
ซูหยวนมองตามร่างของสมาชิกตระกูลอี้คนนั้น เขาแสยะยิ้มยามมองคู่แข่ง ไม่รู้ว่ากระซิบกระซาบอะไรกัน คนที่แข่งขันด้วยกันกับเขาก็เหมือนจะสติแตกขึ้นมา ถ้าไม่ใช่เพราะคนตระกูลอี้ผู้นั้นเดินออกมาก่อน เชื่อได้เลยว่าจะต้องมีการปล่อยหมัดต่อยกันแน่
“เด็กสาวตระกูลหวังคนนั้น!!” ในขณะที่ซูหยวนกำลังสำรวจคู่แข่งคนสำคัญ เสียงร้องของผู้ชมก็ดังขึ้น
เพราะตอนนี้มีคนตกรอบมากมายที่นี่ การนั่งเป็นผู้ชมจึงคึกคักไม่น้อย ซูหยวนมองไปที่สนามการต่อสู้ของรุ่นพี่หวัง เห็นหญิงสาวกำลังกัดฟันกรอด พยายามจะยกธนูขึ้นมาแต่ก็ทำได้ยากเย็นเหลือเกิน
แขนข้างขวาของเธอบาดเจ็บหนักตั้งแต่ก่อนเข้าร่วมการแข่งขันแล้ว เวลานี้ยังถูกโจมตีเข้าไปที่จุดเดิมอีก
“การแข่งรอบที่แล้ว เด็กคนนั้นก็ถูกโจมตีที่แขนขวาเหมือนกับตั้งใจเลย...ไม่ใช่ว่า รอบก่อน เธอก็แข่งกับเด็กตระกูลอี้หรอกหรอ?”
“ใช่ รอบที่แล้วก็ตระกูลอี้....”
“เด็กสาวคนนั้นฉันรู้จักนะ เป็นเด็กมากพรสวรรค์ที่อาจารย์เติ้งรับเป็นศิษย์ รอบก่อนๆก็มีโอกาสที่จะติด 1 ใน 50 อันดับเหมือนกัน แต่ก็ยังขาดโอกาสอีกเล็กๆน้อยๆ ปีนี้หลายคนเดาว่าเธอน่าจะผ่านเข้าไปเป็น 1 ใน 50 อันดับได้ คิดไม่ถึงว่าจะโชคร้ายขนาดนี้”
“โชคร้าย? นั่นสินะ มันดูเหมือนจะโชคร้ายจริงๆ ใครจะคิดว่าเธอจะเจอกับคนตระกูลอี้ถึงสองคน แถมยังเจตนาจัดการแขนขวาของเธอด้วย”
“คนตระกูลอี้พวกนี้.....”
“น่าสงสารจริงๆ ไม่รู้ว่าถ้ายังจะดื้อดึงต่อไป ในหนึ่งปีนี้จะยังฟื้นฟูบาดแผลกลับมาได้ไหม” ผู้ชมต่างกระซิบกระซาบ ซูหยวนที่ได้ฟังอยู่ด้วยก็ขมวดคิ้วมุ่น
เพราะรุ่นพี่อี้ทั้งสองคนของเธอเป็นคนดี ซูหยวนจึงไม่ได้มีอคติต่อตระกูลอี้เลย แต่ตอนนี้...ดูเหมือนว่าเธอจะเข้าใจผิดไป
“อี้ไค่ชนะ!”
ปัง!!
“อ๊า!!”
“อ๋า ขอโทษทีนะ นึกว่าเธอยังไม่ยอมแพ้ ฉันก็เลยยิงออกไปแล้วน่ะ” คนจากตระกูลอี้รีบรุดเข้าไปจับแขนของรุ่นพี่หวัง ท่าทางของอีกฝ่ายเหมือนรู้สึกผิดมาก อย่างไรก็ตาม...ในสายตาของซูหยวน มันก็ไม่ต่างอะไรกับการแสดงเลย
นึกธนูที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ผ่านการแข่งขันรอบต่างๆมาขนาดนี้ เขาจะพลาดท่าจนหยุดมือไม่ทัน ยิงลูกศรออกไปกระแทกที่แขนขวาของรุ่นพี่หวังอีกหรอ? นี่...ข้ออ้างที่น่ารังเกียจอะไรกัน
“เรียกหน่วยพยาบาลมา พาผู้เข้าแข่งขันหวังไปรักษาโดยด่วน” กรรมการขมวดคิ้ว เขารีบออกคำสั่งให้ทำการรักษาทันที
อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ แม้จะลูกศรจะเป็นของปลอม แต่ใช่ว่าจะไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บใดๆ ยังไงก็ยังมีแรงโจมตี มีพลังงานที่ปล่อยออกมาของผู้เข้าแข่งขันอยู่ ดังนั้น...ไหล่ขวาของรุ่นพี่หวังในตอนนี้ มันดูไม่ได้เอาเสียเลย
ถึงแม้กรรมการอยากจะตำหนิรุ่นเยาว์ตระกูลอี้สักคำสองคำ แต่ทางนั้นบอกว่าตัวเองไม่ระมัดระวัง ทั้งยังขอโทษขอโพยแล้ว ถ้าเขายังแสดงอคติของตัวเองต่อไป มันอาจจะดูไม่ดีก็ได้
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ที่นี่เป็นงานแข่งขันที่จัดโดยตระกูลอี้ ถ้าคนอื่นไม่พอใจนัก อย่างนั้นก็ไม่ต้องเข้าร่วมการแข่งขันก็ได้แล้ว ถ้าเห็นว่าตระกูลอี้ไม่ยุติธรรม แล้วจะมาร่วมแข่งขันกับพวกเขาทำไม...
ซูหยวนมองการตัดสินใจของผู้คนที่นี่ เธอทำได้แค่แค่นหัวเราะออกมาเท่านั้น ตระกูลอี้ไม่ใช่จัดการแข่งขันขึ้นมาเพื่อรวมชุมนุมเหล่านักธนูหรอกหรือ? พวกเขาแสดงคุณธรรมของนักธนูอะไรก่อนหน้านี้? ถ้าในความจริงแล้ว...อยากจะมอบทรัพยากรทั้งหมดให้ตระกูลอี้ เช่นนั้นจะรับสมัครผู้เข้าแข่งขันมากมายทำไม ไม่ใช่ที่ทำไปทั้งหมด ก็แค่เพราะอยากจะขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนหรอกหรือ?
ในเมื่อการแข่งขันนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร หรือแม้แต่ทางการก็ยังมอบความช่วยเหลือกับพวกเขา เช่นนั้น...ทำไมจึงคิดจะกอบโกยผลประโยชน์ ใช้ความเจ้าเล่ห์ในฐานะเจ้าภาพเพื่อรังแกคนอื่น ผลักดันแต่สมาชิกของตระกูลอี้กันล่ะ!
หญิงสาวไม่ชอบมากที่สุดก็คือคนแบบนี้ พวกที่มักจะทำงานโดยอาศัยเส้นสายและพรรคพวกของตนเองเพื่อเอาเปรียบคนอื่น ที่ผ่านมา...เธอก้าวข้ามพวกเขามานักต่อนักแล้ว
เดิมที ซูหยวนคิดจะฝึกฝนทักษะการใช้ธนูของตัวเองจึงได้มาที่นี่ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนความคิดของตัวเองไปแล้ว
กล้ารังแกรุ่นพี่ของเธอ กล้ารังแกผู้มากพรสวรรค์จำนวนมากเพื่อสนับสนุนคนของตัวเองงั้นหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ต้องวัดกันดูว่าจะมีความสามารถพอหรือไม่!
“ต่อไป การประลองระหว่างอันซูหยวนและอี้เฟิน!” ชื่อที่ซูหยวนรอมาตลอดถูกประกาศเสียที หญิงสาวมองไปยังเด็กหนุ่มตระกูลอี้ที่เพิ่งจะแข่งขันมาจบ เมื่อวัดผลคะแนนกันแล้ว เขาก็คือผู้ที่มีสิทธิในการเลือกสนามทดสอบอีกครั้ง และใช่! สนามแข่งขันที่เขาเลือก ยังคงเป็นสนามสุดท้ายที่เต็มไปด้วยกับดักอยู่ดี
ซูหยวนยกยิ้มบางเบา สำหรับอี้เฟินคนนี้...ต่อให้เธอเป็นคนสามารถเลือกสนามทดสอบได้ ซูหยวนก็จะเลือกสนามทดสอบที่สี่นี้อยู่ดี
“ทั้งสองคนเข้าใจกติกาอยู่แล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นก็มีเวลาให้ 30 วินาที เตรียมความพร้อมได้!”
สิ้นเสียงประกาศ ทั้งสองคนก็ยืนจ้องตากันอยู่อย่างนั้น อี้เฟินเลิกคิ้วเล็กน้อย เดิมทีคิดว่าซูหยวนจะเหมือนกับคู่แข่งคนอื่นๆ เมื่อมีเวลาให้ พวกเขาก็ต้องรีบวิ่งหาที่ซ่อนตัว ดังนั้นเขาจึงเป็นฝ่ายที่ไม่วิ่งแทน ปล่อยให้คู่แข่งเหน็ดเหนื่อยจากการวิ่ง แล้วเขาจึงจะเป็นผู้ล่า...
“ไม่หาที่ซ่อนหรือ?”
“ฉันไม่จำเป็นต้องซ่อนค่ะ” ซูหยวนตอบกลับท่าทางเคร่งขรึมไม่แพ้กัน
25 24 23...
“โอ้ สาวน้อย...ดูเหมือนเธอจะมีความมั่นใจมากสินะ เป็นนักธนูสายโจมตีใช่ไหม?”
“ก็...อาจจะเป็นแบบนั้นค่ะ”
22 21 20...
“ฮ่าๆ แต่ตามกฎ...พวกเราจะมาเผชิญหน้ากันเหมือนนักสู้อื่นๆไม่ได้ ดังนั้น...ในเมื่อพวกเราไม่มีใครหนี เธอคิดว่าจะทำยังไงดีล่ะ”
“ถามขึ้นมาแบบนี้ ก็คงจะมีวิธีเสนอฉันใช่ไหมคะ”
“เยี่ยม เป็นคนที่น่าสนใจจริงๆ ฮ่าๆ” อี้เฟินหัวเราะเบาๆ เขาปล่อยให้เวลาไหลผ่านไป จนตอนนี้เหลือเพียง 10 วินาทีสุดท้าย
“พวกเราหันหลังและนับตามเวลาที่เหลือ เมื่อครบ...10 วินาที ใครโจมตีได้ก่อน คนนั้นก็ชนะไป ดีไหม..”
“เป็นวิธีการต่อสู้แบบใหม่ที่น่าสนใจดีนะคะ ฉันจะเล่นด้วยก็ได้ค่ะ”
9 8 7....
………………………………..