จักรพรรดิกระบี่โอสถ

    บทที่ 51 — บันไดแรกแห่งความต่าง

    หลังจากเซี่ยซูหลานจากไป บรรยากาศของหอฝึกขั้นกลางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    จากเดิมที่ศิษย์หลายคนยังฝึกเพียงพอผ่านเกณฑ์ กลับกลายเป็นทุกคนต่างลงมือฝึกกันอย่างจริงจัง จิตใจตึงแน่น เป้าหมายชัดเจน

    ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวสำนักเทียนหลง แต่เพราะในหัวใจของทุกคนล้วนเกิดคำถามเดียวกัน

    ข้าจะยืนอยู่จุดไหนในโลกแห่งนี้?

    ลานฝึกในช่วงสาย

    กลุ่มของเซียฉินแบ่งพื้นที่ฝึกของตนเองเป็นมุมเล็ก ๆ ห่างจากกลุ่มอื่น แต่ทุกคนล้วนฝึกอย่างเงียบขรึม

    ไป๋อี้หานกับฉู่เหยียนซ้อมหอกท่าร่วมกับท่าผสานปราณ หงเทียนฝึกการโจมตีเร็วแบบต่อเนื่องที่ผสมพลังสายฟ้า

    หลี่เหยินกำลังท่องเวทย์ธาตุน้ำพื้นฐานพร้อมหลอมพลังไว้ในยันต์หินแกร่ง

    เซียฉินเองยังฝึกท่ากระบี่สามจังหวะของเซี่ยซูหลานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    แต่เปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวเข้าจังหวะกับวิชาก้าวเท้ากระบี่แบบที่เขาเคยใช้ในป่า

    โดยพยายามเชื่อมลมหายใจเข้ากับการเคลื่อนไหวแต่ละจังหวะ

    “ข้าเคยคิดว่าแค่จำท่าก็พอ... แต่ยิ่งฝึก ยิ่งรู้ว่าทุกจังหวะต้องผสานทั้งลมหายใจ จิต และแรง” เซียฉินกล่าวกับไป๋อี้หานในช่วงพักสั้น

    ไป๋อี้หานพยักหน้า “ข้าเคยพยายามฝึกตามตำราอย่างเดียว พอมาวันนี้...รู้สึกเหมือนเพิ่งเริ่มต้นจริงๆ”

    การฝึกของพวกเขาไม่ใช่แค่การฝึกเดี่ยวอีกต่อไป

    หลังจากการพูดคุยและแบ่งเวลาอย่างชัดเจน เซียฉินเริ่มเสนอให้ฝึกแบบทีมเวิร์ค

    โดยกำหนดบทบาทของแต่ละคน เช่น ไป๋อี้หานเป็นตัวล่อฉับพลัน ฉู่เหยียนเข้ากวาดเชิง หงเทียนใช้การโจมตีจากมุมสูง

    ส่วนหลี่เหยินคอยสนับสนุนด้วยเวทย์ซ้ำจากระยะกลาง

    เขาสร้างสนามจำลองจากผังหิน พร้อมกำหนดเป้าหมายให้เป็น “รังสัตว์อสูร” และฝึกแบบสมจริงราวกับอยู่ในป่า

    “จำไว้ ไม่ใช่แค่ท่าโจมตีที่สำคัญ การถอย การล่อ การซ้อนจังหวะ ก็เป็นกระบวนท่าเช่นกัน” เซียฉินย้ำชัด

    หลินซือเหยาและเหวินอวี่ก็เข้าร่วมฝึกด้วยเช่นกัน นางใช้เวทธาตุดินช่วยเสริมพลังให้พื้นสนามมั่นคง

    ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นไถลในการเคลื่อนตัวของฉู่เหยียน

    ในขณะที่เหวินอวี่ช่วยแนะนำจังหวะก้าวเท้าให้กับหงเทียนในการกระโดดโจมตีซ้ำ

    แม้จะเป็นการฝึก แต่สายตาทุกคู่จับจ้องอย่างแน่วแน่ ราวกับกำลังลงสนามจริง

    ในช่วงบ่าย ขณะอาจารย์ลู่ซานเดินตรวจสนามฝึก เขาหยุดอยู่หน้าแบบฝึกที่กลุ่มของเซียฉินกำลังใช้ และเฝ้าดูเงียบ ๆ

    เขาเห็นการเคลื่อนไหว การสื่อสารด้วยสายตา และการถอยเข้าจังหวะระหว่างฉู่เหยียนกับหงเทียน ราวกับทั้งสองสื่อใจได้

    “กระบวนท่าจะไร้ค่า หากใช้ไม่ทันเวลา” เขากล่าวกับศิษย์กลุ่มหนึ่งก่อนหันมามองกลุ่มของเซียฉิน

    “แต่พวกเจ้า...เริ่มเข้าใจว่าท่วงท่าคือภาษาร่างกายในการสื่อสารกับศัตรูและนั่นคือจุดเริ่มต้นของ ‘สัญชาตญาณการต่อสู้’”

    คำชมนี้ทำให้กลุ่มอื่นเริ่มหันมามองพวกเขา

    อีกมุมหนึ่งของสนาม

    กลุ่มของหยูซ่งก็กำลังฝึกกระบวนท่าหนักหน่วง พวกเขาเน้นการโจมตีรุนแรงแบบทะลวง

    แต่กลับไม่มีความสมดุลในการเคลื่อนไหว หยูซ่งเองแม้จะพลังสูงแต่จังหวะยังขาดการผสานกับเพื่อนร่วมกลุ่ม

    “ดูท่าจะเน้นพลังอย่างเดียว... ถ้าสู้กับศัตรูที่รู้วิธีเบี่ยงการโจมตี พวกเขาจะพลาดจังหวะทุกดอก” หลี่เหยินกล่าวขณะมองจากระยะไกล

    “หากเราใช้กลยุทธ์ดึงพวกเขาออกจากตำแหน่งหลัก แล้วรุมทีละคน เราอาจมีโอกาสชนะ” เซียฉินวิเคราะห์อย่างรอบคอบ

    ไป๋อี้หานยิ้มบาง ๆ “งั้นอีกเจ็ดวัน...เราจะได้รู้ว่ากลยุทธ์กับพละกำลัง อะไรสำคัญกว่า”

    ตอนเย็น กลุ่มของเซียฉินกลับที่พักพร้อมรอยเหงื่อและแผลเล็กน้อยตามร่างกาย

    แต่แววตาทุกคนกลับเปล่งประกายราวกับคนที่เห็นแสงบางอย่างในปลายทาง

    เซียฉินนั่งพิงระเบียง หยิบกระบี่ขึ้นมากวาดสายตาอย่างแน่วแน่

    “แค่ชนะในวันนั้นยังไม่พอ...ข้าอยากให้ทุกคนรอดกลับมาได้ทุกคนต่างหาก”

    เสียงลมเย็นจากทิศตะวันออกพัดใบไม้ปลิวผ่านปลายกระบี่

    — การฝึกเข้มข้นยังไม่จบ แต่สปิริตของกลุ่มนี้เริ่มสว่างกว่าใคร

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิกระบี่โอสถ ที่คุณอ่าน