ยามไฮ่เป็่ที่สำนักฝึกสัตว์ปีศาจผลัดเวรเฝ้ายาม
ศิษย์ในกะใหม่ที่ผ่านการสับเปลี่ยนหน้าที่ ถือคบไฟตรวจตราบริเวณด้านนอกกำแพงอิฐหนา พลางอ้าปากหาววอด
ดึกมากแล้ว อากาศก็หนาวเย็น คบไฟตามจุดต่าง ๆ ก็มีน้อยนัก ไม่แปลกที่รอบด้านของสำนักซึ่งติดกับป่า จะห้อมล้อมด้วยความมืดมิด เงียบเชียบเป็เป่าสาก
ศิษย์ผู้นั้นหันควับตาตื่น เมื่อเหลือบเห็นเงาบางอย่าง วาบผ่านภายใต้รัตติกาลชั่วครู่
“ใคร?”
ฝีเท้าค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ พร้อมกับคบไฟในมือที่คอยโบกสอดส่องดูรอบ ๆ กำแพง
บุคคลในเงา ส่งเสียงร้องล่อหลอก “เมี้ยว”
“แมวป่าอีกแล้วรึ” ศิษย์ชายหยุดฝีเท้าพลางส่ายศีรษะ หันหลังกลับไปทางเดิม หลงกลตามระเบียบ
ผู้บุกรุกภายใต้ชุดคลุมสีดำอาศัย่ที่อีกฝ่ายหันหลัง กระโจนข้ามกำแพงไปยังด้านใน ผ่านด่านแรกมาโดยง่าย
ทางเดินตรงกลางของกำแพงชั้นใน เป็เพียงเส้นทางเดียวในการมุ่งสู่ที่ตั้งของสำนัก การเฝ้าระวังจึงเพิ่มระดับเข้มงวดขึ้น
ตลอดแนวทางเดิน สองฝั่งข้างทางขนาบด้วยผนังอิฐทึบ อีกฟากของผนังกั้นก็คือกรงเหล็ก คุมขังทาสผู้เคราะห์ร้ายและสัตว์ร้ายไว้จำนวนมาก บางครั้งจึงมีเสียงโซ่ตรวนสลับกับเสียงคำรามกรรโชก แว่วเล็ดลอดกำแพงหนา
การลอบผ่านทางสายนี้จำต้องระวังรอบด้าน มิเพียงต้องหลบเลี่ยงหูตาผู้คุม หากแต่ต้องเฝ้าสังเกตกับดักที่ซุ่มซ่อนอยู่อย่างแยบยลในทุกฝีก้าว
ทันทีที่เข้าใกล้รัศมีของกลไก อาวุธกับดักที่ติดตั้งไว้ก็ถูกปลดปล่อยออกมาดังคาด
ผู้บุกรุกเคลื่อนกายว่องไว พุ่งตัวเหยียบแตะลงบนยอดหัวเกาทัณฑ์ดอกแรกอย่างแ่เบา ตามด้วยทะยานต่อไปข้างหน้า ฝ่าฝนอาวุธหลากชนิดที่ถาโถมเข้ามาอีกนับไม่ถ้วน
ผ้าคลุมโบกสะบัดตามการเคลื่อนไหว เผยทรวดทรงอรชรของสตรี อาศัยร่างที่ยืดหยุ่น เอนเบี่ยงหลบหลีกพริ้วไหวในเสี้ยววิ ลูกเกาทัณฑ์แต่ละดอกล้วนเฉียดไปไม่กี่องศา แต่กลับไม่แม้แต่ถากโดนปลายผิวผ้า
กับดักชุดต่อไป ยิงตามออกมาเป็วงล้อม ทางรอดเดียวคือต้องทะลวงช่องว่างตรงกลางออกไป ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าร่างบอบบางเช่นนั้น จักสามารถพุ่งหมุนตัว ลอดผ่านใจกลางวงล้อมกับดักไปได้อย่างทะมัดทะแมง
เมื่อข้ามผ่านระยะทางมาเกินครึ่ง บุคคลปริศนาใต้ชุดคลุมก็ดีดกายเปลี่ยนทิศ พุ่งทะยานไต่ไปตามผนังศิลาด้านข้าง จนไปถึง้าของกำแพงชั้นสุดท้ายอย่างไร้ร่องรอย
ั์ตาสีเทาสอดส่องอยู่เหนือกำแพง ที่ตั้งของสำนักแบ่งออกเป็หลายหมู่ตึก แยกตามหน้าที่แต่ละฝ่าย และจัดวางเวรยามเฝ้าคุ้มกันตลอดเวลา ขับให้บรรยากาศของที่นี่ ยิ่งเหมือนกับคุกมากกว่าสำนักยุทธ์
กลิ่นอายสาบ กำแพงหลายชั้นที่ปิดกั้นจากโลกภายนอก และความรู้สึกอึดอัดยามที่มองไปทางใดก็เห็นแต่ผนังอิฐ มีเพียงแสงจันทร์้าที่เล็ดลอดเข้ามา ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ ยังชัดเจนในความทรงจำไม่เปลี่ยน
‘มาสักทีนะ อาจิ่ว’
ผู้ที่ย่ำออกจากเงาใต้หลังคามาต้อนรับ คือแมวจรที่มักเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่าอาหลงหรือเ้าหลง มันมารอตามนัดหมายบนหลังคาของหมู่ตึกใกล้กับกำแพงอยู่ทุกวัน
หากเป็ในยามปกติ ย่อมไม่ใช่เื่ง่ายที่ผู้บุกรุกจะบุกมาถึงฐานของสำนักได้ แต่ในวันที่ยุทธภพวุ่นวาย ผู้คนต่างมุ่งความสนใจไปที่เทพกระบี่ ไม่เว้นแม้แต่สำนักฝึกสัตว์ปีศาจ ที่ระดมคนออกตามหาทั้งภูติแมวขาวเก้าชีวิตและสืบข่าวคราวของเขา ทำให้่นี้ผู้ที่อยู่เฝ้าประจำการจึงน้อยลงไปโข
นอกจากนางที่ได้พบเขาและมั่นใจแต่แรกว่าบุคคลในข่าวลือนั่นย่อมเป็ตัวปลอม ฝ่ายต่าง ๆ ไม่พ้นไหลตามการปลุกปั่นของผู้ไม่ประสงค์ดี ทว่านั่นก็ช่วยหยิบยื่นโอกาสในการบุกชิงคัมภีร์แก่นางด้วย
ศิษย์ของสำนักเริ่มกรูกันมา
“กับดักทำงาน มีผู้บุกรุก!”
‘ทางนี้’
มู่ไป๋หลิงพยักหน้า ใช้วิชากายาจำแลงลักษณ์เปลี่ยนร่างเป็แมว ะโจากกำแพงไปสู่หลังคา ปีนป่ายตามเ้าหลงไปบริเวณหมู่ตึกปีกซ้าย
‘คนอื่น ๆ ไม่มาด้วยรึไง’ เ้าหลงเอ่ยถามเถ้าแก่เนี้ยหอน้ำชาเก้ามงคลอย่างสนิทสนม มันวางท่าสมกับเป็แมวจรขาใหญ่ ลำตัวก็ใหญ่โตกว่าแมวทั่วไป ดวงตาข้างหนึ่งปิดสนิททับด้วยรอยถาก แผลเป็เก่าจากการวิวาทกับแมวจรเ้าถิ่นตัวอื่น
สำหรับมู่ไป๋หลิง เ้าหลงเป็สหายแมวจรนักเลงที่เชื่อใจ และไหว้วานให้ทำงานต่าง ๆ ได้อย่างไร้กังวล
‘ที่นี่ข้าคุ้นเคยที่สุด ก็เป็ข้าที่ควรมา’
‘คงสั่งให้พวกนางจัดการเื่จุกจิกอื่น ๆ แทนมากกว่าใช่ไหมล่ะ’
‘อย่าทำเป็รู้ทันน่า’
ไม่นานก็มาจนถึงตึกชั้นในสุดที่ดูลึกลับชอบกล ทั้งคู่ลัดเลาะ ลอบะโเข้าตึกทางช่องลม มุ่งหน้าตามช่องลมแคบนั้น ตรงไปยังสถานที่ซึ่งคาดว่าเป็ห้องเก็บคัมภีร์
ขณะนั้น สุ้มเสียงของชายฉกรรจ์ผู้ไม่เห็นใบหน้า ตวาดดังขึ้นมาจากด้านล่าง
“ชักช้า! เดินต่อสิโว้ย!”
ชายฉกรรจ์ถือโซ่ ลากทาสคนหนึ่งที่ติดบ่วงพันธนาการ ร่างกายเต็มไปด้วยาแสดที่เพิ่งถูกทรมาน เืไหลซึมตามกายหยดทิ้งคราบสีแดงเป็รอยยาว พร้อมกับกระบองเหล็กขนาดกระชับมือ ไว้คอยใช้ตีลงโทษ เมื่อทาสคนนั้นหยุดเดินเป็ระยะอย่างอิดโรยเต็มทน
ครั้นพอสิ้นสุดปลายทางช่องลม จุดตัดกันของทางแยกสำหรับเชื่อมต่อไปส่วนต่าง ๆ ภายในอาคาร มู่ไป๋หลิงก็คลายวิชากลับคืนร่างมนุษย์ ม้วนตัวะโลงสู่เบื้องล่าง
ไม่คาดคิดว่าเสียงตวาดที่ได้ยิน จะเป็ของหัวหน้าผู้คุมจูเหมาที่นางคุ้นหน้าคุ้นตา แถมเขายังผ่านทางแยกอีกด้านมาได้ตรงจังหวะ ทันเห็นร่างระหงในขณะที่หย่อนกายคุกเข่าชันพื้นพอดี
“เ้าคือใคร?” หัวหน้าผู้คุมจูเหมาเขวี้ยงทาสใกล้ตายออกไปกระแทกผนังอิฐอย่างรู้สึกเกะกะมือ นึกสนใจผู้บุกรุกที่โผล่มาแทน หมายใช้เป็เหยื่อเล่นสนุกคนใหม่
มู่ไป๋หลิงใต้ผ้าคลุมหยัดกายยืนขึ้น กำหมัดแน่น
ตอนนั้นที่นางถูกจับกลับมายังสำนักฝึกสัตว์ปีศาจ ต้องทนทุกข์ทรมานถึงเจ็ดวันเต็ม ทุกการเฆี่ยนตี กระตุ้นให้ความทรงจำอันเ็ปยามอยู่สำนักฝึกสัตว์ปีศาจของเ้าของร่างเดิม หลอมรวมเข้ากับความทรงจำชาติก่อนของนาง
จูเหมาคือคนที่มีส่วนช่วยกู๋โส่วหวงก่อกรรมทำเข็ญมากที่สุด เขาเป็ตัวตั้งตัวตีเสนอวิธีเฆี่ยนตีและทารุณทาสสำหรับทดลองวิชามากมาย ไม่ว่าเพื่อทดสอบความอึดทนทาน หรือการฟื้นฟูร่างกายต่าง ๆ
อันที่จริง ตามคำบอกกล่าวของเ้าหลงและแผนการที่วางไว้ จุดหมายของวันนี้คือห้องที่มีการคุ้มกันแ่า ซึ่งมีสองทวารบาลยอดฝีมือคอยเฝ้าไว้ไม่ห่าง ทางที่ดีมู่ไป๋หลิงควรเก็บพลังไว้ต่อกรกับพวกเขา มากกว่าจะมาเปลืองแรงกับเดนคนพรรค์นี้
แต่ในเมื่อโชคชะตานำพาให้นางได้พบคู่กรณี บาปที่สำนักฝึกสัตว์ปีศาจก่อไว้ต่อเทพกระบี่ ความแค้นของเ้าของร่างเดิม ผนวกกับที่ตนถูกกระทำอย่างโเี้ในครานั้น ก็ให้สะสางรวมกันในวันนี้… ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องชดใช้
มู่ไป๋หลิงค่อย ๆ เงยหน้า จ้องอีกฝ่ายด้วยั์ตาสีเทาเย็นะเื อุณหภูมิรอบ ๆ เสมือนลดฮวบลงฉับพลัน
“ข้าก็นึกว่าใครเสียอีก ไม่คิดว่าเ้ายังกล้าเสนอหน้ากลับมาที่นี่ด้วยตนเอง โง่เขลาซะจริง…” หัวหน้าผู้คุมแค่นหัวเราะ เขาจำสายตาเย่อหยิ่งของทาสตัวดีอย่างนางได้แม่น ก่อนยกกระบองเหล็กในมือขึ้นมาชี้หน้า
แม้ขั้นวรยุทธ์เพียงระดับ 3 แต่ปัญหาอยู่ที่จูเหมามีนิสัยวิปริต ลงมือโเี้ทารุณ ไม่ใช่คนสติดีที่จะสู้ด้วยแบบปกติได้
“ภายใต้การทรมานของข้า เ้าเป็เพียงทาสคนเดียวที่ไม่ยอมจำนน สายตาพยศนั่น… ช่างน่าชิงชังยิ่งนัก” จูเหมาตีกระบองกับมืออีกข้างดัง ปึก ท่าทีคุกคามเด่นชัด “แถมเ้ายังหนีออกไปได้ จนทำให้ข้าต้องรับโทษ!”
หัวหน้าผู้คุมเช่นเขามักสนุกกับการทรมานคน โดยเฉพาะคนที่เคยหลุดรอดจากเงื้อมมือเขาเช่นนาง ยิ่งเพิ่มพูนความกระหายเืกว่าปกติ
“แต่เ้าก็เป็ทาสที่ข้าเล่นด้วยสนุกที่สุด… เพราะต่อให้ถูกทรมานหนักหนาสาหัสปางตายแค่ไหน ไม่นานเ้าก็จะหาย และข้าก็จะทรมานเ้าต่อได้อีกเรื่อย ๆ ยอดเยี่ยมจริง ๆ ฮ่า ๆ !” เขานึกถึงแล้วหัวเราะสะใจไม่หยุด “แล้วเ้าจะให้ข้าไปหาทาสแบบเ้ามาจากไหนได้อีก!?”
มู่ไป๋หลิงเอ่ยตอบเสียงเย็นเยียบ
“ลองไปหาในนรกดูไหมล่ะ? เดี๋ยวก็ได้ไปชดใช้กรรมที่นั่นแล้ว…”