รถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพเคลื่อนตัวออกจากประตูวังหลวงมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดของราตรีกาล เสียงล้อบดเบียดไปกับพื้นหินดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ตัดกับความเงียบสงัดที่ปกคลุมอยู่ภายในห้องโดยสาร
ไป๋ลั่วนั่งพิงผนังรถม้า เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาว่างเปล่า แม้ภายนอกนางจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในใจกลับอ่อนล้าจนแทบอยากจะหลับไปตลอดกาล การต้องปั้นหน้ายิ้มแย้มในงานเลี้ยงทั้งที่ร่างกายและจิตใจบอบช้ำ เป็เื่ที่กัดกินพลังชีวิตของนางไปจนสิ้น
หลี่หยางนั่งอยู่อีกฝั่ง เขาไม่ได้หลับตาพักผ่อนเหมือนทุกครา แต่กลับจ้องมองฮูหยินของตนอย่างไม่วางตา แววตาคมกริบที่เคยดุดัน บัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความโหยหาที่อัดอั้นอยู่เต็มอก
เขาเพิ่งได้รับรู้ความจริงจากปากนางและองค์ชายรอง... ว่านางบริสุทธิ์ ว่านางรักเขา และนางคือกุญแจดอกสำคัญในอดีตที่เขาเผลอทำหล่นหายไป
"ลั่วเอ๋อร์..."
หลี่หยางตัดสินใจทำลายความเงียบ เอ่ยเรียกนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความห่วงใย
ไป๋ลั่วหันกลับมามองช้าๆ สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์
"มีอะไรหรือเ้าคะ ท่านอ๋อง"
ความห่างเหินในน้ำเสียงนั้นทำให้ใจของหลี่หยางกระตุกวูบ เขาพยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติ ก่อนจะเอ่ยถามสิ่งที่ค้างคาใจ
"ยาที่เ้าทานเมื่อเช้าบรรเทาความเ็ปได้บ้างหรือไม่?" เขาถามถึงยาเม็ดลูกกลอนราคาแพงลิบลิ่วที่เขาสั่งให้คนสนิทไปหาซื้อมาอย่างลับๆ
ไป๋ลั่วเลิกคิ้วเล็กน้อย นางรู้ดีว่ายาเม็ดนั้นคือ 'ยาหยกลิมั' สมุนไพรวิเศษที่ช่วยสมานแผลภายในและฟื้นฟูกำลังวังชา ซึ่งหาได้ยากยิ่งและมีราคาค่างวดเท่ากับจวนหลังหนึ่ง
"ยาดีเ้าค่ะ..." นางตอบเสียงเบา "มันช่วยให้ความปวดร้าวภายในทุเลาลงมาก ทำให้ข้าพอจะยืนหยัดอยู่ในงานเลี้ยงได้จนจบ... ขอบพระคุณท่านอ๋องที่เมตตาเจียดเงินทองซื้อยาแพงระยับเช่นนี้มาให้สตรีไร้ค่าอย่างข้า"
แม้นางจะกล่าวขอบคุณ แต่ถ้อยคำนั้นกลับแฝงความตัดพ้อว่าตนเอง 'ไร้ค่า' จนหลี่หยางต้องกำมือแน่น
"เ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็ยาแพง?" เขาแสร้งถามเพื่อชวนคุย "สตรีในห้องหอส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักสมุนไพรไกลตัวเช่นนี้"
ไป๋ลั่วแค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่เศร้าสร้อยระคนคิดถึงอดีต
"ข้าอาจจะเป็สตรีที่แปลกประหลาดกระมัง..."
นางเอ่ยลอยๆ สายตากลับไปเหม่อมองความมืดนอกหน้าต่างอีกครั้ง
"ั้แ่ยังเล็ก ในขณะที่คุณหนูตระกูลอื่นสนใจเื่การร่ายรำหรือเย็บปักถักร้อย ข้ากลับหลงใหลในกลิ่นของสมุนไพรและการรักษาผู้คน ข้าชอบแอบหนีท่านพ่อออกไปนอกจวน สะพายตะกร้าใบเล็กๆ เข้าไปในป่าลึกเพื่อเก็บสมุนไพรหายาก ข้ามีความสุขทุกครั้งที่ได้เรียนรู้สรรพคุณของพวกมัน ได้รู้วิธีที่จะยื้อแย่งชีวิตคนจากมัจจุราช"
ทันทีที่นางพูดถึง 'ตะกร้าใบเล็ก' และ 'ป่าลึก' ภาพความทรงจำในหัวของหลี่หยางก็ฉายชัดขึ้นมาทันที
ภาพในวันนั้น วันที่เขาพบเด็กน้อยมอมแมมท่ามกลางซากหมาป่า ข้างกายของนางมีตะกร้าสานใบเก่าที่ล้มคว่ำ สมุนไพรและรากไม้กระจายเกลื่อนพื้น
หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเต้นแรง ความจริงข้อนี้ตอกย้ำให้เขามั่นใจยิ่งขึ้นว่านางคือเด็กคนนั้นจริงๆ แต่สิ่งที่นางพูดต่อมา กลับทำให้หัวใจเขาหนักอึ้งราวกับถูกหินทับ
"ความฝันของข้า คือการได้เป็หมอหญิงที่เก่งกาจ เดินทางไปทั่วหล้าเพื่อรักษาคนยากไร้..."
ไป๋ลั่วถอนหายใจยาว หันกลับมาสบตาหลี่หยางด้วยแววตาที่ว่างเปล่า
"หากไม่ใช่เพราะราชโองการสมรสพระราชทาน หากไม่ใช่เพราะข้าต้องแต่งเข้ามาเป็ฮูหยินของท่าน ...ป่านนี้ข้าคงได้เป็หมออย่างที่ตั้งใจ คงได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระและมีความสุข อยู่ที่ไหนสักแห่งที่ไม่ใช่กรงขังในจวนแม่ทัพเช่นนี้"
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงกลางใจหลี่หยาง เขาไม่เพียงแต่ทำลายร่างกายและจิตใจของนางใน่ตลอดที่ผ่านมา แต่การมีอยู่ของเขา การแต่งงานกับเขา ได้ทำลาย "ความฝัน" และ "ชีวิตทั้งชีวิต" ของนางมาั้แ่ต้น
เขาคือคนที่พรากปีกของนกน้อยตัวนี้ แล้วจับนางมาขังไว้ในกรงที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง
"ลั่วเอ๋อร์... ข้า..." หลี่หยางอยากจะเอ่ยคำขอโทษ อยากจะบอกว่าเขาเสียใจเพียงใดที่ดึงนางลงมาสู่ขุมนรกนี้ แต่คำพูดทุกอย่างกลับจุกอยู่ที่คอหอย
"อึก!"
จู่ๆ แม่ทัพหนุ่มก็ยกมือกุมหน้าอก สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป ลมหายใจหอบกระเส่าราวกับคนกำลังจะขาดใจ ร่างสูงใหญ่โซซัดโซเซถลาลงมาจากที่นั่งฝั่งตรงข้าม
"ท่านอ๋อง!" ไป๋ลั่วร้องเสียงหลง สัญชาตญาณความเป็หมอตื่นตัวทันที นางรีบประคองร่างหนาที่โถมเข้าใส่ตัวนางไว้ "เป็อะไรไปเ้าคะ? หรือว่า..."
"พิษ... อึก... พิษมันกำเริบ..."
หลี่หยางกัดฟันตอบเสียงพร่า ซบใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่นของนาง แอบสูดดมกลิ่นกายสาวเข้าปอดลึกๆ
"อากาศข้างนอกหนาวเกินไป... มันกระตุ้นให้พิษเหมันต์ทำงานเร็วกว่ากำหนด... ข้าหนาว... ลั่วเอ๋อร์... ข้าหนาวเหลือเกิน"
"ทำอย่างไรดี..." ไป๋ลั่วร้อนรน นางใช้หลังมืออังหน้าผากเขา พบว่าตัวเขาร้อนรุ่มดั่งไฟ ซึ่งขัดกับอาการบ่นว่าหนาว แต่นางหารู้ไม่ว่านั่นคือความร้อนจากไฟราคะที่เขากำลังจุดขึ้นเอง
"กอดข้า..." เขาเรียกร้องเสียงอ้อน วาดวงแขนแกร่งโอบรัดเอวบางไว้แน่นจนแทบจมอก "ให้ไออุ่นของเ้าช่วยบรรเทาข้า... เร็วเข้า"
ไป๋ลั่วไม่มีทางเลือก นางโอบกอดตอบเขา ลูบแผ่นหลังกว้างเพื่อหวังให้เขาคลายทรมาน ทว่าทันทีที่นางเปิดช่องว่าง หลี่หยางก็เงยหน้าขึ้น สบตานางด้วยแววตาที่ฉ่ำเยิ้มและเว้าวอน ก่อนจะฉกฉวยริมฝีปากอิ่มของนางอย่างรวดเร็ว
"อื้อ!"
มิใช่จูบที่ตะกละตะกลามเหมือนสัตว์ป่า แต่เป็จูบที่นุ่มนวล ลึกซึ้ง และดูดดื่มราวกับจะหลอมละลายิญญา หลี่หยางละเลียดชิมความหวานจากริมฝีปากนาง ค่อยๆ สอดปลายลิ้นเข้าไปเกี่ยวกระหวัดหยอกเย้าภายในโพรงปากอุ่น
ไป๋ลั่วตัวแข็งทื่อในคราแรกด้วยความใ แต่ความอ่อนโยนที่ได้รับทำให้หัวใจดวงน้อยสั่นไหว เขาจูบนางราวกับนางเป็สมบัติล้ำค่าที่เขาทำหายแล้วเพิ่งได้คืน
"ท่านอ๋อง... อือ..." นางครางประท้วงเมื่อเขาผละออกเพียงนิดเพื่อซุกไซ้ซอกคอ "นี่มันบนรถม้า... ข้างนอกมีทหาร..."
"ชู่ว..." หลี่หยางกระซิบชิดใบหู ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดจนขนอ่อนลุกชัน "เบาเสียงหน่อยคนดี... หากเ้าส่งเสียงดัง ทหารข้างนอกจะได้ยินเอานะ"
มือหนาเริ่มซุกซน สอดผ่านสาบเสื้อคลุมตัวหนาเข้าไปััผิวกายเนียนนุ่มภายใน ไม่มีการกระชากทึ้งทำลายเสื้อผ้าเหมือนเก่า มีเพียงปลายนิ้วที่ค่อยๆ ปลดสายคาดเอวออกอย่างใจเย็นและทะนุถนอม
"ข้าไม่ไหวแล้วลั่วเอ๋อร์... ช่วยข้าที"
เขาจับมือเรียวเล็กของนางมาวางทาบที่กลางกาย ซึ่งบัดนี้ตื่นตัวขยายใหญ่จนคับตึง ไป๋ลั่วหน้าแดงซ่าน ความร้อนจากฝ่ามือเขาและััวาบหวามที่เขามอบให้ เริ่มจุดไฟในกายนางให้ลุกโชนขึ้นมาเช่นกัน
หลี่หยางอุ้มร่างบางให้ลอยขึ้นมานั่งคร่อมทับบนตักแกร่ง จัดท่านั่งให้หันหน้าเข้าหากัน เขาเลิกชายกระโปรงผ้าไหมของนางขึ้นมากองไว้ที่เอว เผยให้เห็นเรียวขาขาวผ่องที่แยกออกพาดทับหน้าขาของเขา
"ท่านพี่... ไม่ได้นะเ้าคะ..." นางส่ายหน้าดิก น้ำตาคลอเบ้าด้วยความอาย "ถ้าใครมาเห็น..."
"ไม่มีใครเห็น..." เขาจูบซับน้ำตาที่หางตาให้นางอย่างรักใคร่ "มีแค่เรา... "
หลี่หยางปลดกางเกงของตนลงเพียงเล็กน้อย งัดความเป็ชายที่แข็งขึ้งออกมาถูไถที่ร่องหลืบฉ่ำเยิ้มของนางเบาๆ ความเสียวซ่านจากการเสียดสีทำให้ไป๋ลั่วเผลอจิกเล็บลงบนบ่ากว้าง
"อ๊ะ... อ่า…"
"ชู่ว..." เขาเตือนอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ก่อนจะค่อยๆ กดสะโพกนางลงมา กลืนกินตัวตนของเขาเข้าไปอย่างช้าๆ
...สวบ
ความคับแน่นที่แทรกผ่านเข้ามาทำให้นางต้องเชิดหน้าขึ้น กัดริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้อง หลี่หยางเองก็คำรามต่ำในลำคอด้วยความสุขสมที่เปี่ยมล้น ช่องทางของนางตอดรัดเขาแน่นหนึบ อุ่นร้อนและนุ่มนวลจนเขาแทบคลั่ง
"ดีเหลือเกิน... ลั่วเอ๋อร์ของข้า..."
รถม้าโยกไหวไปตามจังหวะการเดินทาง หลี่หยางอาศัยแรงเหวี่ยงนั้น ขยับสวนสะโพกขึ้นหากายนางเป็จังหวะเนิบนาบแต่ลึกซึ้ง ทุกครั้งที่รถม้าตกหลุมหรือะเื แก่นกายของเขาก็ยิ่งกระแทกเข้าไปลึกขึ้น สร้างความกระสันแปลกใหม่ที่น่าตื่นเต้น
"อื้อ... อึก... ท่านพี่..." ไป๋ลั่วซบหน้าลงกับไหล่เขา ฟันคมขบกัดเสื้อคลุมของเขาเพื่อระบายความเสียวซ่านที่ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้
หลี่หยางกอดรัดเอวบางไว้แน่น มือข้างหนึ่งประคองแผ่นหลังนาง อีกข้างเลื่อนมาบีบเคล้นทรวงอกอวบอิ่มผ่านเนื้อผ้าเบาๆ กระตุ้นเร้าให้นางมีอารมณ์ร่วมไปกับเขา
"อ่า ลั่วเอ๋อร์..." เขากระซิบเสียงพร่า แกล้งขยับเอวเร็วขึ้น "ครางชื่อข้า... เบาๆ ที่ข้างหูข้านี่"
"ท่านหลี่หยาง... อ๊า... ลึก... มันลึกเ้าค่ะ..." นางกระซิบเสียงสั่นเครือ ลมหายใจหอมกรุ่นรดรินต้นคอเขา
ความรู้สึกในครั้งนี้ช่างแตกต่างจากทุกครา มันไม่ใช่การระบายความใคร่ แต่เป็การร่วมรักที่หลอมรวมจิติญญา หลี่หยางเงยหน้ามองใบหน้าหวานที่หลับตาพริ้มด้วยความเคลิบเคลิ้ม เขาอดไม่ได้ที่จะยื่นหน้าเข้าไปจูบนางอีกครั้ง ป้อนความหวานล้ำและดูดกลืนเสียงครางของนางไว้ด้วยปากของตน
ตับ... ตับ... ตับ...
เสียงเนื้อกระทบกันแ่เบาผสานไปกับเสียงล้อรถม้า หลี่หยางเร่งจังหวะขึ้นเมื่อใกล้ถึงฝั่งฝัน เขาโอบกอดนางแน่นขึ้น ราวกับ้าจะฝังร่างนางให้จมลงไปในกายเขา ถ่ายทอดความรู้สึกรักและความรู้สึกผิดทั้งหมดผ่านแรงกระแทกที่หนักหน่วงแต่อ่อนโยน
"ลั่วเอ๋อร์... ยอดรักของข้า..."
ตับ! ตับ! ตับ!
"ท่านพี่... อื้อ!"
ร่างบางเกร็งกระตุกเมื่อความสุขสมแล่นพล่านไปทั่วร่าง ช่องทางนุ่มตอดรัดเขาถี่รัว หลี่หยางคำรามในลำคอเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะปลดปล่อยสายธารอุ่นร้อนออกมาเติมเต็มกายนางจนหมดสิ้น
ทั้งสองร่างกอดก่ายกันแน่นท่ามกลางเสียงของรถม้า หลี่หยางยังไม่ยอมถอนกายออก เขาจูบขมับที่ชื้นเหงื่อของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวงแหน
"ขอบใจนะ..." หลี่หยางกระซิบแ่เบา จูบซับเหงื่อที่ขมับนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความหวงแหน ขณะที่ไป๋ลั่วซบหน้าหลับตาพริ้มอยู่กับอกแกร่งของเขาด้วยความอ่อนเพลียแต่สุขใจอย่างประหลาด ลมหายใจของนางเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ ร่างกายผ่อนคลายลงเมื่อคิดว่าหน้าที่ในการถอนพิษสำหรับค่ำคืนนี้ได้จบสิ้นลงแล้ว
"อ๊ะ..."
ไป๋ลั่วสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงภายในกาย นางปรือตาขึ้นมองเขาด้วยความงุนงง
"ท่านพี่... ท่าน..."
"อย่าเพิ่งหลับสิ ลั่วเอ๋อร์..."
หลี่หยางเอ่ยเสียงพร่า ั์ตาคมกริบฉายแววเ้าเล่ห์ระคนเว้าวอน
"ดูเหมือนว่า... พิษในคืนนี้จะดื้อด้านนัก เพียงรอบเดียวคงไม่อาจขจัดความหนาวเหน็บในกระดูกข้าได้หมด"
"ตะ... แต่ข้าเหนื่อยแล้ว..." นางท้วงเสียงเบา พยายามจะขยับตัวออกห่าง
"เ้าจะใจจืดใจดำทิ้งสามีไว้กลางทางหรือ?" หลี่หยางไม่ยอมให้ถอย เขากระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น รั้งเอวบางให้แนบชิดจนหน้าท้องแกร่งเสียดสีกับหน้าท้องนุ่มของนาง "ช่วยข้าอีกสักรอบเถิดนะคนดี... ถือว่าทำทานให้สามีผู้น่าเวทนาของเ้า"
ปากบอกน่าเวทนา แต่การกระทำกลับคุกคามยิ่งนัก เขาเริ่มขยับสะโพกสวนกายขึ้นเนิบนาบ จงใจบดคลึงจุดกระสันภายในที่ไวต่อความรู้สึกของนาง
"อื้อ! ท่านอ๋อง... อย่าขยับ... มันเสียว..." ไป๋ลั่วครางฮือ สองมือเผลอขยุ้มเสื้อคลุมของเขาแน่น
"เรียกข้าว่าพี่หยาง..." เขากระซิบสั่งชิดริมฝีปาก "แล้วข้าจะทำเ้าเบาๆ"
หลี่หยางเริ่มบทรักรอบใหม่ทั้งที่รถม้ายังคงวิ่งไปบนถนนขรุขระ คราวนี้เขาจับขานางพาดบ่ากว้างข้างหนึ่ง เพื่อเปิดทางให้สอดใส่ได้ลึกซึ้งและแแ่กว่าเดิม
ปึก... ปึก...
"อ๊า... พี่หยาง... อื้อ..."
ไป๋ลั่วไม่อาจต้านทานรสสวาทที่เขาปรนเปรอได้ นางแอ่นกายรับแรงกระแทกที่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ ความคับแน่นที่เสียดสีเข้าออกทำให้นางสมองขาวโพลน ลืมความเหนื่อยล้าไปจนสิ้น เหลือเพียงความเสียวซ่านที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง
หลี่หยางมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความสุขสมของนางอย่างพึงพอใจ เขาโน้มลงไปดูดดึงยอดถันสีหวานอย่างตะกละตะกลาม ลิ้นร้อนตวัดเลียสลับขบกัดจนนางร้องเสียงหลงแข่งกับเสียงล้อรถม้า
"ดีมาก... ร้องออกมา..."
เขาพึมพำกับผิวกายหอมกรุ่น
"ให้ข้าได้ยินเสียงของเ้า... ให้ข้ารู้ว่าเ้าเป็ของข้าเพียงคนเดียว"
นางไม่รู้เลยว่า พิษเหมันต์ที่เขากล่าวอ้างนั้น แท้จริงแล้วได้ถูกถอนออกไปจนหมดสิ้นั้แ่เมื่อครู่... เหลือเพียง 'พิษรัก' ที่กำลังกำเริบหนักในหัวใจของแม่ทัพหนุ่มผู้กลับใจ และคืนนี้รถม้าคันหรูของจวนแม่ทัพก็กลายเป็วิมานเคลื่อนที่ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งราคะและความรักที่กำลังผลิบานท่ามกลางคำลวงที่แสนหวาน