Pioneer Era

    ตอนที่ 97 สัตว์ร้ายผู้ปกครองป่าคลั่ง

    ***หนุ่มซื่อบื้อ [โฮป]

    ว่ากันว่าคนบางคนนั้น หากได้จับพวงมาลัย มักจะเปลี่ยนนิสัยได้

    "ปีกกับขาแบบนั้น ขับรถได้ด้วยเรอะ? "

    "อย่าดูถูกเผ่ามนุษย์นกเชียวนะ เห็นแบบนี้ ฉันนะฝึกขับมาตั้งแต่เล็กแล้ว"

    ซึ่งสำหรับกรณีของพวกเรา

    "ไม่ใช่ว่าไฮเจนยังไม่มีใบขับขี่ ใช่หรือเปล่าคะ? "

    คือยัยบ้าคนนี้…



    ***



    “เรา…”

    “เราคือความเร็ว! ”



    "แว๊กกกก!? "



    “เร็วดั่งสายลม”

    “สายลมที่มิอาจถูกหยุดด้วยสิ่งกีดขวางได้”



    "ช้า---ช้าหน่อยโว้ย! "



    “สายลม… ที่วิ่งไหลผ่านแมกไม้หนาทึบได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

    “ลื่นไหลดั่งสายน้ำ รวดเร็วดั่งสายลม ว่องไวดั่งแสงอาทิตย์”



    "รถคันเล็กนี้เป็นของท่านเซอร์ไวนะเจ้าค่ะ!? ถ้าพังละก็ โดนเรียกค่าเสียหายอานแน่เจ้าค่าาาาา! "



    “ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดฉันเอาไว้ได้”

    “เพราะว่า”



    "... เริ่ม… รู้สึก… เมารถ… ค่ะ"



    “ฉันคือความเร็ว! ”



    ***



    ยานเหาะสุดหรูดูมีราคาสำหรับนั่งหกคนคันหนึ่ง กำลังบินเลียบพื้นทะลุผ่านป่าที่หนาทึบด้วยความเร็วระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    เพราะยานเหาะลำนี้เป็นแบบที่ใช้ในเมือง คือบินสูงกว่าครึ่งเมตรไม่ได้ เลยทำได้แต่บินเลียบพื้นอย่างที่เห็น

    ปกติแล้วการเดินทางจากสุดขอบทวีปหนึ่ง ไปอีกสุดขอบทวีปหนึ่งต้องใช้เวลามากถึง 30-40 วันโดยปกติ

    พวกชนเผ่าสัตว์จะใช้สัตว์พาหนะเพื่อลดเวลาที่ว่านั้น

    โดยสัตว์พาหนะที่ทำความเร็วได้มากที่สุดของทวีปนี้ คือ [เกล-อาบอก] ที่สามารถใช้เวลาเดินทางได้ไกลถึง 4000 กิโลเมตร ต่อหนึ่งวัน

    แต่สัตว์ก็คือสัตว์ บางทีมันก็เหนื่อย บางทีมันก็หยุดพักริมทาง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้

    สุดท้ายสิ่งที่เดินทางได้เร็วที่สุด ก็ยังคงเป็นยานยนต์ของพวกเราที่สร้างขึ้นมาอยู่ดี

    ปัญหาคือในกลุ่มพวกเราไม่มีใครที่ขับเป็น

    “ฉันขับเป็นละ! ”

    นอกจากเจ้าไฮเจน ที่… มารู้ทีหลังว่ามันยังไม่มีใบขับขี่

    เจ้าไฮเจนมันขับด้วยความเร็วระดับ [พ่องตาย!] ไปพร้อมกับหลบหลีกต้นไม้ตรงหน้า

    เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา เข้าโค้งหักศอก ดริฟยาวจนเสียงอากาศเสียดสีตัวถังรถดังกังวาล

    ขับอย่างน่าหวาดเสียวเช่นนั้นราวกับจะเอาชีวิตไปทิ้ง

    อุ๊ป… ตรูเองก็เริ่มรู้สึกอยากจะอ้วกตามพรุนอีกคนแล้วสิเนี่ย…



    "หยุดบ้าได้แล้วเฟ้ย! "

    “โอ๊ย! ”

    ผมเขกกะโหลกยัยนกหัวแดงเต็มแรงทีหนึ่ง

    “เป็นผู้ชายตบหัวผู้หญิงแบบนี้ใช้ได้หรือโฮป! ”

    “ฮืม? ตกลงยอมรับว่าจะเลิกเพศชายแน่ ๆ แล้วสินะ? ที่บอกว่าจะเก็บเงินเพื่อต่ออวัยะวะกลับเข้าไปนี่ล้มเลิกความคิดแล้วสินะ? ”

    “เออ… เรื่องนั้น…”

    “ระวังข้างหน้าค่ะ! ”

    “เหวอ!? ”

    เกิดเสียงลมหวนอย่างรุนแรงดังขึ้นมาจากนอกตัวรถ

    เป็นอีกครั้งที่เจ้าไฮเจนหันรถหลบหลีกสิ่งกีดขวางโดยไม่คิดจะลดความเร็ว

    เข็มบนหน้าปัด ยังไม่มีทีท่าว่าจะลด แถมยังเพิ่มมากขึ้นจนเด้งเป็น 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปแล้ว



    “ZZzz”

    แล้วทำไมยัยสล๊อตถึงยังหลับเป็นตายได้ลงคอกันฟะ!?

    ขอบ่นทีเถอะ ยัยนี่จะขี้เซาเกินไปหรือเปล่า?

    เล่นเดินมาขึ้นรถทั้ง ๆ ที่ดวงตายังปิดได้อยู่เลยนะ!

    “zzZzz… หืม? ”

    ในตอนนั้นเองที่ยัยเมดขี้เซาลืมตาตื่นขึ้นมา

    สาวหมาป่าผมสีครามถักเปียมัดแนบหัวคล้ายเขาแพะคนนี้ กำลังลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านไปทางหน้าต่าง

    “... คิดไปเองหรือ”

    ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ออกมาเช่นนั้น แล้วล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง



    มีอะไรอยู่นอกหน้าต่างอย่างงั้นหรือ?

    *#! #*

    มันคือตัวเชี่ยอะไรเนี่ย…

    มีอะไรบางอย่างกำลังไล่ตามรถของพวกเรามา

    สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายจิ้งเหลนที่มีขนาดสองเมตร

    มีเมือกหุ้มตัวสีดำหนา กรงเล็บกับเขี้ยวแหลมคมยาว หน้าตาแลดูน่าเกลียดน่ากลัว

    เจ้าสิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยงที่ว่า กำลังใช้เมือกตามลำตัว กับขาทั้งสี่ข้างในการลื่นไถลไปตามพื้นดิน

    ไล่ตามรถคันนี้ที่วิ่งด้วยความเร็วระดับ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง



    *#! #! @#@%*

    พวกมันส่งเสียงคำรามประหลาดออกมาอีกครั้ง

    อ้าปากออกกว้าง แล้วเริ่มพยายามไล่งับท้ายรถของพวกเรา---

    ในตอนนั้นเองที่ผมพึ่งเห็น ว่าผื้นดินด้านหลังรถยนต์คันนี้เป็นสีดำทั้งหมด

    เป็นสีดำที่กำลังเคลื่อนไหวได้

    เชี่ย! พวกแม่งไล่ตามมาเป็นฝูงใหญ่ขนาดนี้เลยเรอะ!?

    “เหยียบให้มิดไปเลยไฮเจน! ”

    “อ่าว? ไหนบอกว่าให้ลดความเร็วไม่ใช่หรือ? ”

    “ข้างหลัง... ข้างหลังงง! ”

    “ข้างหลัง ---? เชี่ย! ฝูงตัวบ้าอะไรเนี่ย!? ”



    “นั่นคือ [อนาจีส-เคล] เป็นสัตว์จำพวกจิ้งเหลนที่มีสีดำเจ้าค่ะ บางคนก็เรียกง่าย ๆ ว่า [จิ้งเหลนดำ] เป็นสัตว์ร้ายที่มีความรวดเร็วมากที่สุดในทวีปนี้เจ้าค่ะ แต่มันน่าแปลกที่---”

    “ตัวที่เร็วที่สุดไม่ใช่ [เกล-อาบอก] หรือค่ะเพก? ”

    “ถ้าในฐานะสัตว์ที่ยอมให้ขึ้นขี่ก็ใช่ค่ะ แต่ตัวที่เร็วที่สุดจริง ๆ คือเจ้าพวกนี้ค่ะ ว่าแต่ท่านพรุนเจ้าค่ะ ที่ว่า [เพก] นี่คือ? ”

    “ชื่อเล่นของที่ฉันตั้งให้ค่ะ ย่อมาจากชื่อเต็ม [เพกมาไทต์] ค่ะ ไม่ชอบหรือคะ? ”

    “อย่างงั้นหรือเจ้าค่ะ… (มีคนตั้งชื่อเล่นให้แล้ว ดีใจจังเจ้าค่ะ เพื่อนของท่านลี่มีแต่คนดี ๆ ทั้งนั้นเลยเจ้าค่ะ) ”

    ยัยกระต่ายสาวดูมีความสุขมากที่ถูกตั้งชื่อเล่นให้

    เออ… ไอที่คิดเอาไว้ในหัวเธอ มันทะลุออกมาจากปากหมดแล้วนะนั่น?

    “อยากฟังเรื่องของลี่ในช่วงก่อนที่จะมาเจอกับเพกเอาไหมคะ? ”

    “เอา ๆ! ”



    รู้สึกว่าบทสนทนาเริ่มชักจะออกทะเลแล้วสิเนี่ย...

    “เออ… คุณเพกครับ~ นี่~ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องที่ต้องอธิบายก่อนหรอกหรือครับ? ”

    ผมสะกิดพวกเธอตรงหัวไหล แล้วชี้ออกไปทางนอกหน้าต่างรถ

    “ลืมไปเลยเจ้าค่ะ! คือแบบนี้เจ้าค่ะ พวก [อนาจีส-เคล] มันเป็นสัตว์เจ้าถิ่นที่พบได้ในเฉพาะเขต [ป่าคลั่ง] ทางทิศใต้ของทวีปนี้เท่านั้นค่ะ ถึงจะพบที่อื่นบ้างเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่คือพวกหลงฝูงเจ้าค่ะ พวกมันไม่ค่อยออกจากเขตตัวเองมาเป็นกองทัพอย่างที่เห็นในตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ”

    “เจ้าถิ่น? งั้นแสดงว่าพวกมันอันตรายมากเลยสินะ”

    “ไม่หรอกค่ะ ก็แค่ว่าถ้าถูกจับตัวได้ คงถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ จนเหลือแค่กระดูกภายในหนึ่งวินาที แค่นั้นเองเจ้าค่ะ”

    “โหด! ”

    มันอันตรายสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่หรือนั่น?

    แต่ยังดีที่พวกเรานั่งรถเหาะมา เลยน่าจะปลอดภัย---

    “ทุกคน สละรถด่วน! ”

    ไม่น่าปักธงตัวเองเลยตรู!

    ตรงหน้าของพวกเราในตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยฝูงของจิ้งเหลนดำอีกกลุ่ม

    ดูเหมือนว่าพวกมันจะทำงานเป็นทีม โดยให้กลุ่มหนึ่งไล่ล่าเหยื่อ แล้วให้อีกกลุ่มมาดักรอที่ปลายทางเอาไว้

    เป็นพวกที่ฉลาดไม่เบา…



    เสียงรถเสียดสีอากาศดังลั่นไปทั่วป่าอีกครั้ง

    รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงเริ่มกลิ้งคะมำเสียหลักสามร้อยหกสิบองศา

    เหล็กดัดประดับรถสุดหรูหราหลุดร่วงหล่นกระจายรอบทิศทาง

    สีเงินเลี่ยมทองคำเกิดเป็นรอยแผลลากยาวตลอดรอบคันรถ

    พวกเรารีบปีนออกมาจากตัวรถที่เริ่มส่งควันลอยขึ้นสูง

    มูลค่าความเสียหายคงไม่ต่ำกว่าล้านแน่นอน~

    “...”

    เอาเถอะ ทำเป็นว่ามองไม่เห็นไปก่อนแล้วกัน



    *กี้! *

    เดียวก่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาห่วงเรื่องนี้สิ

    ฝูงของศัตรูมีอยู่มืดฟ้ามัวดิน และยังมีอีกจำนวนมากที่หลบซ่อนอยู่ในเงาของต้นไม้

    ส่วนพวกเรามีด้วยกันทั้งหมดห้าคน---

    “ZZzz”

    ยัยสล๊อตยังจะหลับลงได้อีกเรอะ!

    แบบนี้… มีแค่สี่คนสินะ

    สี่ต่อฝูงสัตว์กระหายเลือดอย่างงั้นหรือ…

    ช่างหัวมันเถอะ

    ทุกชีวิตย่อมหวั่งเกรงต่อความตาย

    ถ้าแสดงพลังที่เหนือชั้นกว่าให้พวกมันเห็น เดียวก็คงรู้สึกกลัวแล้วหนีไปกันเองนั่นละ



    “เอาวะ สู้ก็สู้! ”

    ผมชักกระบี่สีเทาเล่มใหม่เอี่ยมที่เต็มไปด้วยลวดลายสวยงามออกมาจากฝักด้วยมือขวา

    แล้วชักกระบี่สีดำใบดาบเรียบสำหรับใช้ในโรงเรียนด้วยมือซ้าย

    “หลักสูตรหน้าที่ 1 บทเรียนที่ 20 ดาบคู่สี่บทเพลง! ”

    แล้วเริ่มใช้วิชาดาบที่ฝึกฝนมาจากหน้าตำราเรียนออกไป

    ใบดาบรังสีทั้งสองเล่มเริ่มสั่นพ้องเข้าหากันอย่างรุนแรง

    คลื่นที่มองไม่เห็นสะท้อนกันและกันจนเกิดเป็นพลังงานความร้อนสูงเฉียบพลันขึ้นที่ตัวใบดาบ

    ดาบดำฉับพลันกลายเป็นดาบแดง

    ในขณะเดียวกัน ศัตรูสามตัวก็กระโจนเข้าใส่

    ฮืม? ... พวกมันไม่เห็นจะเร็วอย่างที่คิดเลยแฮะ

    ถึงจะวิ่งได้ระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ดูท่าจะไม่สามารถเคลื่อนไหวรวดเร็วในตอนโจมตีได้

    เพราะว่าผมสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของพวกมันได้อย่างชัดเจนด้วยดวงตาคู่นี้



    ตัวแรกเคลื่อนมาตามผิวดินด้วยการรีดลำตัวให้แบนที่สุด

    ตัวที่สองลุกขึ้นยืนสองขา แล้วกางกรงเล็บเพื่อที่จะแทงเข้ามาตรงหน้า

    ตัวที่สามอยู่ด้านหลังสุด อาปากกว้าง ราวกับเตรียมที่จะใช้กลืนผมลงไปทั้งตัว

    การจะหลบตัวแรกที่โจมตีเลียบพื้นได้นั้น มีแต่จะต้องกระโดดสูงขึ้นมา

    พอกระโดดสูงขึ้นมา ก็จะเจอตัวที่สองโจมตีใส่

    ไม่ว่าจะรับหรือโดนโจมตีจากตัวที่สอง ร่างกายที่ถูกซัดกระเด็นนั้น ก็จะร่วงหล่นลงสู่ปากของตัวที่สาม

    น่ากลัวแฮะ



    ผมรีบจินตนาการภาพเพื่อเตรียมรับมือการโจมตีตรงหน้า

    คิดจำลองสถานการณ์ทุกรูปแบบ เพื่อหาตาหมากที่ดีที่สุดในการสวนโจมตีกลับไป

    “ดีละ! ใช้วิธีนี้ดีกว่า”

    ดาบสีแดงในมือขวาถูกวาดลงต่ำ

    เหวี่ยงตัดผิวดินจนเกิดเป็นคลื่นดินที่โถมกระหน่ำขึ้นสูง

    พริบตานั้น ตัวแรกที่เลื้อยมาตามพื้นก็ถูกแรงโถมจากมวลดินโถมเข้าซัด

    มันถูกทำให้ลำตัวพลิกกลับหลังคว่ำจนท้องหงายขึ้นฟ้า

    ผมรีบใช้จังหวะนั้น ยื่นกระบี่ในมือซ้ายแทงลงไปบนหน้าท้องเพื่อสังหารมันซะ



    *กีส! *

    เจ้าตัวที่สองคำรามลั่นด้วยความโกรธ

    มันเหวี่ยงกรงเล็บตัดอากาศจนเห็นเป็นเส้นพายุสี่สาย

    ถึงจะดูรุนแรง แต่กลับเชื่องช้าจนน่าหาวใส่

    ผมหมุนตัว บิดข้อเท้าวางพื้นให้ร่างกายสมดุล

    เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักหายใจ แล้วบรรเลงบทเพลงที่สาม ด้วยการยกกระบี่ในมือขวาขึ้นสูงในท่าตั้งรับ

    ไม่ใช่ตั้งรับด้วยใบดาบ แต่ตั้งรับด้วยคมของดาบ

    กรงเล็บกับคมดาบแดงเข้าปะทะกัน

    ใช้ดวงตาของตัวเองเล็งหาจังหวะ แล้วบิดคมดาบให้แทรกลงไปในระหว่างช่องว่างระหว่างนิ้วของศัตรู

    *กีส!? *

    คมมีดเริ่มเฉือนเนื้อที่อยู่ระหว่างนิ้วทั้งสองข้างของมัน

    ดาบแดงที่จมลึกลงไปนั้น เริ่มเฉือนทะลุราวกับเป็นการตัดเต้าหู้

    ฟันขาดครึ่งตั้งแต่มือ แขน ไปจนถึงครึ่งท่อนบนของมันในชั่วพริบตา



    *กี้!!!! #! @$! @$! @*

    ตัวที่สามเริ่มส่งเสียงไม่เป็นภาษาออกมา

    ตำแหน่งของมันมาอยู่ตรงหน้าผมในระยะรดลมหายใจพอดี

    ปากที่กว้างเท่าหัว กำลังจะปิดงับลงมาใส่ส่วนต้นคอในอีกหนึ่งวินาทีข้างหน้านี้

    แต่ทว่าผมมีกระบี่ในมือซ้ายตั้งท่ารอเอาไว้ก่อนอยู่แล้ว

    *สวบ---! *

    กระบี่ในมือซ้ายที่ถูกยกขึ้นรอรับ ได้เสียบทะลุคอหอยไปถึงสมองของศัตรูด้วยแรงขากรรไกรของศัตรูที่หุบลงมาเอง

    คมเขี้ยวของมันหยุดลงที่ผิวต้นคอในระยะหนึ่งมิลลิเมตร

    ผมรีบใช้ขาขวาถีบร่างไร้วิญญาณของมันให้กระเด็นหลุดออกไปจากใบดาบ



    จัดการไปสามตัวเป็นที่เรียบร้อย

    พวกมันกระจอกกว่าที่คิดแฮะ

    ที่ว่ารวดเร็ว คงหมายถึงรวดเร็วแค่ตอนออกวิ่งเท่านั้นละมั้ง?

    แบบนี้คงไม่ตึงมือคนอื่น---

    “... โฮป ศพสามตัวนี้เป็นฝีมือของนายหรือ!? ”

    เสียงของไฮเจนดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง

    ผมลองหันไปมองรอบตัวดู

    ทุกคนต่างยืนนิ่งแล้วจับจ้องมาทางผมเป็นสายตาเดียวกัน

    แม้แต่พวกจิ้งเหลนดำ ก็ยังจ้องมาทางผมด้วยแววตาที่หวาดกลัวราวกับกำลังเห็นผี

    เออ… ทำไมต้องตื่นตกใจกันขนาดนี้กันด้วยละเนี่ย?