***หนุ่มซื่อบื้อ [โฮป]
ว่ากันว่าคนบางคนนั้น หากได้จับพวงมาลัย มักจะเปลี่ยนนิสัยได้
"ปีกกับขาแบบนั้น ขับรถได้ด้วยเรอะ? "
"อย่าดูถูกเผ่ามนุษย์นกเชียวนะ เห็นแบบนี้ ฉันนะฝึกขับมาตั้งแต่เล็กแล้ว"
ซึ่งสำหรับกรณีของพวกเรา
"ไม่ใช่ว่าไฮเจนยังไม่มีใบขับขี่ ใช่หรือเปล่าคะ? "
คือยัยบ้าคนนี้…
***
“เรา…”
“เราคือความเร็ว! ”
"แว๊กกกก!? "
“เร็วดั่งสายลม”
“สายลมที่มิอาจถูกหยุดด้วยสิ่งกีดขวางได้”
"ช้า---ช้าหน่อยโว้ย! "
“สายลม… ที่วิ่งไหลผ่านแมกไม้หนาทึบได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
“ลื่นไหลดั่งสายน้ำ รวดเร็วดั่งสายลม ว่องไวดั่งแสงอาทิตย์”
"รถคันเล็กนี้เป็นของท่านเซอร์ไวนะเจ้าค่ะ!? ถ้าพังละก็ โดนเรียกค่าเสียหายอานแน่เจ้าค่าาาาา! "
“ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดฉันเอาไว้ได้”
“เพราะว่า”
"... เริ่ม… รู้สึก… เมารถ… ค่ะ"
“ฉันคือความเร็ว! ”
***
ยานเหาะสุดหรูดูมีราคาสำหรับนั่งหกคนคันหนึ่ง กำลังบินเลียบพื้นทะลุผ่านป่าที่หนาทึบด้วยความเร็วระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เพราะยานเหาะลำนี้เป็นแบบที่ใช้ในเมือง คือบินสูงกว่าครึ่งเมตรไม่ได้ เลยทำได้แต่บินเลียบพื้นอย่างที่เห็น
ปกติแล้วการเดินทางจากสุดขอบทวีปหนึ่ง ไปอีกสุดขอบทวีปหนึ่งต้องใช้เวลามากถึง 30-40 วันโดยปกติ
พวกชนเผ่าสัตว์จะใช้สัตว์พาหนะเพื่อลดเวลาที่ว่านั้น
โดยสัตว์พาหนะที่ทำความเร็วได้มากที่สุดของทวีปนี้ คือ [เกล-อาบอก] ที่สามารถใช้เวลาเดินทางได้ไกลถึง 4000 กิโลเมตร ต่อหนึ่งวัน
แต่สัตว์ก็คือสัตว์ บางทีมันก็เหนื่อย บางทีมันก็หยุดพักริมทาง เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้
สุดท้ายสิ่งที่เดินทางได้เร็วที่สุด ก็ยังคงเป็นยานยนต์ของพวกเราที่สร้างขึ้นมาอยู่ดี
ปัญหาคือในกลุ่มพวกเราไม่มีใครที่ขับเป็น
“ฉันขับเป็นละ! ”
นอกจากเจ้าไฮเจน ที่… มารู้ทีหลังว่ามันยังไม่มีใบขับขี่
เจ้าไฮเจนมันขับด้วยความเร็วระดับ [พ่องตาย!] ไปพร้อมกับหลบหลีกต้นไม้ตรงหน้า
เหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา เข้าโค้งหักศอก ดริฟยาวจนเสียงอากาศเสียดสีตัวถังรถดังกังวาล
ขับอย่างน่าหวาดเสียวเช่นนั้นราวกับจะเอาชีวิตไปทิ้ง
อุ๊ป… ตรูเองก็เริ่มรู้สึกอยากจะอ้วกตามพรุนอีกคนแล้วสิเนี่ย…
"หยุดบ้าได้แล้วเฟ้ย! "
“โอ๊ย! ”
ผมเขกกะโหลกยัยนกหัวแดงเต็มแรงทีหนึ่ง
“เป็นผู้ชายตบหัวผู้หญิงแบบนี้ใช้ได้หรือโฮป! ”
“ฮืม? ตกลงยอมรับว่าจะเลิกเพศชายแน่ ๆ แล้วสินะ? ที่บอกว่าจะเก็บเงินเพื่อต่ออวัยะวะกลับเข้าไปนี่ล้มเลิกความคิดแล้วสินะ? ”
“เออ… เรื่องนั้น…”
“ระวังข้างหน้าค่ะ! ”
“เหวอ!? ”
เกิดเสียงลมหวนอย่างรุนแรงดังขึ้นมาจากนอกตัวรถ
เป็นอีกครั้งที่เจ้าไฮเจนหันรถหลบหลีกสิ่งกีดขวางโดยไม่คิดจะลดความเร็ว
เข็มบนหน้าปัด ยังไม่มีทีท่าว่าจะลด แถมยังเพิ่มมากขึ้นจนเด้งเป็น 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปแล้ว
“ZZzz”
แล้วทำไมยัยสล๊อตถึงยังหลับเป็นตายได้ลงคอกันฟะ!?
ขอบ่นทีเถอะ ยัยนี่จะขี้เซาเกินไปหรือเปล่า?
เล่นเดินมาขึ้นรถทั้ง ๆ ที่ดวงตายังปิดได้อยู่เลยนะ!
“zzZzz… หืม? ”
ในตอนนั้นเองที่ยัยเมดขี้เซาลืมตาตื่นขึ้นมา
สาวหมาป่าผมสีครามถักเปียมัดแนบหัวคล้ายเขาแพะคนนี้ กำลังลุกขึ้นอย่างเกียจคร้านไปทางหน้าต่าง
“... คิดไปเองหรือ”
ก่อนจะพึมพำเบา ๆ ออกมาเช่นนั้น แล้วล้มตัวลงไปนอนอีกครั้ง
มีอะไรอยู่นอกหน้าต่างอย่างงั้นหรือ?
*#! #*
มันคือตัวเชี่ยอะไรเนี่ย…
มีอะไรบางอย่างกำลังไล่ตามรถของพวกเรามา
สิ่งนั้นมีรูปร่างคล้ายจิ้งเหลนที่มีขนาดสองเมตร
มีเมือกหุ้มตัวสีดำหนา กรงเล็บกับเขี้ยวแหลมคมยาว หน้าตาแลดูน่าเกลียดน่ากลัว
เจ้าสิ่งมีชีวิตที่น่าขยะแขยงที่ว่า กำลังใช้เมือกตามลำตัว กับขาทั้งสี่ข้างในการลื่นไถลไปตามพื้นดิน
ไล่ตามรถคันนี้ที่วิ่งด้วยความเร็วระดับ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
*#! #! @#@%*
พวกมันส่งเสียงคำรามประหลาดออกมาอีกครั้ง
อ้าปากออกกว้าง แล้วเริ่มพยายามไล่งับท้ายรถของพวกเรา---
ในตอนนั้นเองที่ผมพึ่งเห็น ว่าผื้นดินด้านหลังรถยนต์คันนี้เป็นสีดำทั้งหมด
เป็นสีดำที่กำลังเคลื่อนไหวได้
เชี่ย! พวกแม่งไล่ตามมาเป็นฝูงใหญ่ขนาดนี้เลยเรอะ!?
“เหยียบให้มิดไปเลยไฮเจน! ”
“อ่าว? ไหนบอกว่าให้ลดความเร็วไม่ใช่หรือ? ”
“ข้างหลัง... ข้างหลังงง! ”
“ข้างหลัง ---? เชี่ย! ฝูงตัวบ้าอะไรเนี่ย!? ”
“นั่นคือ [อนาจีส-เคล] เป็นสัตว์จำพวกจิ้งเหลนที่มีสีดำเจ้าค่ะ บางคนก็เรียกง่าย ๆ ว่า [จิ้งเหลนดำ] เป็นสัตว์ร้ายที่มีความรวดเร็วมากที่สุดในทวีปนี้เจ้าค่ะ แต่มันน่าแปลกที่---”
“ตัวที่เร็วที่สุดไม่ใช่ [เกล-อาบอก] หรือค่ะเพก? ”
“ถ้าในฐานะสัตว์ที่ยอมให้ขึ้นขี่ก็ใช่ค่ะ แต่ตัวที่เร็วที่สุดจริง ๆ คือเจ้าพวกนี้ค่ะ ว่าแต่ท่านพรุนเจ้าค่ะ ที่ว่า [เพก] นี่คือ? ”
“ชื่อเล่นของที่ฉันตั้งให้ค่ะ ย่อมาจากชื่อเต็ม [เพกมาไทต์] ค่ะ ไม่ชอบหรือคะ? ”
“อย่างงั้นหรือเจ้าค่ะ… (มีคนตั้งชื่อเล่นให้แล้ว ดีใจจังเจ้าค่ะ เพื่อนของท่านลี่มีแต่คนดี ๆ ทั้งนั้นเลยเจ้าค่ะ) ”
ยัยกระต่ายสาวดูมีความสุขมากที่ถูกตั้งชื่อเล่นให้
เออ… ไอที่คิดเอาไว้ในหัวเธอ มันทะลุออกมาจากปากหมดแล้วนะนั่น?
“อยากฟังเรื่องของลี่ในช่วงก่อนที่จะมาเจอกับเพกเอาไหมคะ? ”
“เอา ๆ! ”
รู้สึกว่าบทสนทนาเริ่มชักจะออกทะเลแล้วสิเนี่ย...
“เออ… คุณเพกครับ~ นี่~ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องที่ต้องอธิบายก่อนหรอกหรือครับ? ”
ผมสะกิดพวกเธอตรงหัวไหล แล้วชี้ออกไปทางนอกหน้าต่างรถ
“ลืมไปเลยเจ้าค่ะ! คือแบบนี้เจ้าค่ะ พวก [อนาจีส-เคล] มันเป็นสัตว์เจ้าถิ่นที่พบได้ในเฉพาะเขต [ป่าคลั่ง] ทางทิศใต้ของทวีปนี้เท่านั้นค่ะ ถึงจะพบที่อื่นบ้างเป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่คือพวกหลงฝูงเจ้าค่ะ พวกมันไม่ค่อยออกจากเขตตัวเองมาเป็นกองทัพอย่างที่เห็นในตอนนี้หรอกเจ้าค่ะ”
“เจ้าถิ่น? งั้นแสดงว่าพวกมันอันตรายมากเลยสินะ”
“ไม่หรอกค่ะ ก็แค่ว่าถ้าถูกจับตัวได้ คงถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ จนเหลือแค่กระดูกภายในหนึ่งวินาที แค่นั้นเองเจ้าค่ะ”
“โหด! ”
มันอันตรายสุด ๆ ไปเลยไม่ใช่หรือนั่น?
แต่ยังดีที่พวกเรานั่งรถเหาะมา เลยน่าจะปลอดภัย---
“ทุกคน สละรถด่วน! ”
ไม่น่าปักธงตัวเองเลยตรู!
ตรงหน้าของพวกเราในตอนนี้กำลังเต็มไปด้วยฝูงของจิ้งเหลนดำอีกกลุ่ม
ดูเหมือนว่าพวกมันจะทำงานเป็นทีม โดยให้กลุ่มหนึ่งไล่ล่าเหยื่อ แล้วให้อีกกลุ่มมาดักรอที่ปลายทางเอาไว้
เป็นพวกที่ฉลาดไม่เบา…
เสียงรถเสียดสีอากาศดังลั่นไปทั่วป่าอีกครั้ง
รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงเริ่มกลิ้งคะมำเสียหลักสามร้อยหกสิบองศา
เหล็กดัดประดับรถสุดหรูหราหลุดร่วงหล่นกระจายรอบทิศทาง
สีเงินเลี่ยมทองคำเกิดเป็นรอยแผลลากยาวตลอดรอบคันรถ
พวกเรารีบปีนออกมาจากตัวรถที่เริ่มส่งควันลอยขึ้นสูง
มูลค่าความเสียหายคงไม่ต่ำกว่าล้านแน่นอน~
“...”
เอาเถอะ ทำเป็นว่ามองไม่เห็นไปก่อนแล้วกัน
*กี้! *
เดียวก่อน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะมาห่วงเรื่องนี้สิ
ฝูงของศัตรูมีอยู่มืดฟ้ามัวดิน และยังมีอีกจำนวนมากที่หลบซ่อนอยู่ในเงาของต้นไม้
ส่วนพวกเรามีด้วยกันทั้งหมดห้าคน---
“ZZzz”
ยัยสล๊อตยังจะหลับลงได้อีกเรอะ!
แบบนี้… มีแค่สี่คนสินะ
สี่ต่อฝูงสัตว์กระหายเลือดอย่างงั้นหรือ…
ช่างหัวมันเถอะ
ทุกชีวิตย่อมหวั่งเกรงต่อความตาย
ถ้าแสดงพลังที่เหนือชั้นกว่าให้พวกมันเห็น เดียวก็คงรู้สึกกลัวแล้วหนีไปกันเองนั่นละ
“เอาวะ สู้ก็สู้! ”
ผมชักกระบี่สีเทาเล่มใหม่เอี่ยมที่เต็มไปด้วยลวดลายสวยงามออกมาจากฝักด้วยมือขวา
แล้วชักกระบี่สีดำใบดาบเรียบสำหรับใช้ในโรงเรียนด้วยมือซ้าย
“หลักสูตรหน้าที่ 1 บทเรียนที่ 20 ดาบคู่สี่บทเพลง! ”
แล้วเริ่มใช้วิชาดาบที่ฝึกฝนมาจากหน้าตำราเรียนออกไป
ใบดาบรังสีทั้งสองเล่มเริ่มสั่นพ้องเข้าหากันอย่างรุนแรง
คลื่นที่มองไม่เห็นสะท้อนกันและกันจนเกิดเป็นพลังงานความร้อนสูงเฉียบพลันขึ้นที่ตัวใบดาบ
ดาบดำฉับพลันกลายเป็นดาบแดง
ในขณะเดียวกัน ศัตรูสามตัวก็กระโจนเข้าใส่
ฮืม? ... พวกมันไม่เห็นจะเร็วอย่างที่คิดเลยแฮะ
ถึงจะวิ่งได้ระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ดูท่าจะไม่สามารถเคลื่อนไหวรวดเร็วในตอนโจมตีได้
เพราะว่าผมสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของพวกมันได้อย่างชัดเจนด้วยดวงตาคู่นี้
ตัวแรกเคลื่อนมาตามผิวดินด้วยการรีดลำตัวให้แบนที่สุด
ตัวที่สองลุกขึ้นยืนสองขา แล้วกางกรงเล็บเพื่อที่จะแทงเข้ามาตรงหน้า
ตัวที่สามอยู่ด้านหลังสุด อาปากกว้าง ราวกับเตรียมที่จะใช้กลืนผมลงไปทั้งตัว
การจะหลบตัวแรกที่โจมตีเลียบพื้นได้นั้น มีแต่จะต้องกระโดดสูงขึ้นมา
พอกระโดดสูงขึ้นมา ก็จะเจอตัวที่สองโจมตีใส่
ไม่ว่าจะรับหรือโดนโจมตีจากตัวที่สอง ร่างกายที่ถูกซัดกระเด็นนั้น ก็จะร่วงหล่นลงสู่ปากของตัวที่สาม
น่ากลัวแฮะ
ผมรีบจินตนาการภาพเพื่อเตรียมรับมือการโจมตีตรงหน้า
คิดจำลองสถานการณ์ทุกรูปแบบ เพื่อหาตาหมากที่ดีที่สุดในการสวนโจมตีกลับไป
“ดีละ! ใช้วิธีนี้ดีกว่า”
ดาบสีแดงในมือขวาถูกวาดลงต่ำ
เหวี่ยงตัดผิวดินจนเกิดเป็นคลื่นดินที่โถมกระหน่ำขึ้นสูง
พริบตานั้น ตัวแรกที่เลื้อยมาตามพื้นก็ถูกแรงโถมจากมวลดินโถมเข้าซัด
มันถูกทำให้ลำตัวพลิกกลับหลังคว่ำจนท้องหงายขึ้นฟ้า
ผมรีบใช้จังหวะนั้น ยื่นกระบี่ในมือซ้ายแทงลงไปบนหน้าท้องเพื่อสังหารมันซะ
*กีส! *
เจ้าตัวที่สองคำรามลั่นด้วยความโกรธ
มันเหวี่ยงกรงเล็บตัดอากาศจนเห็นเป็นเส้นพายุสี่สาย
ถึงจะดูรุนแรง แต่กลับเชื่องช้าจนน่าหาวใส่
ผมหมุนตัว บิดข้อเท้าวางพื้นให้ร่างกายสมดุล
เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดพักหายใจ แล้วบรรเลงบทเพลงที่สาม ด้วยการยกกระบี่ในมือขวาขึ้นสูงในท่าตั้งรับ
ไม่ใช่ตั้งรับด้วยใบดาบ แต่ตั้งรับด้วยคมของดาบ
กรงเล็บกับคมดาบแดงเข้าปะทะกัน
ใช้ดวงตาของตัวเองเล็งหาจังหวะ แล้วบิดคมดาบให้แทรกลงไปในระหว่างช่องว่างระหว่างนิ้วของศัตรู
*กีส!? *
คมมีดเริ่มเฉือนเนื้อที่อยู่ระหว่างนิ้วทั้งสองข้างของมัน
ดาบแดงที่จมลึกลงไปนั้น เริ่มเฉือนทะลุราวกับเป็นการตัดเต้าหู้
ฟันขาดครึ่งตั้งแต่มือ แขน ไปจนถึงครึ่งท่อนบนของมันในชั่วพริบตา
*กี้!!!! #! @$! @$! @*
ตัวที่สามเริ่มส่งเสียงไม่เป็นภาษาออกมา
ตำแหน่งของมันมาอยู่ตรงหน้าผมในระยะรดลมหายใจพอดี
ปากที่กว้างเท่าหัว กำลังจะปิดงับลงมาใส่ส่วนต้นคอในอีกหนึ่งวินาทีข้างหน้านี้
แต่ทว่าผมมีกระบี่ในมือซ้ายตั้งท่ารอเอาไว้ก่อนอยู่แล้ว
*สวบ---! *
กระบี่ในมือซ้ายที่ถูกยกขึ้นรอรับ ได้เสียบทะลุคอหอยไปถึงสมองของศัตรูด้วยแรงขากรรไกรของศัตรูที่หุบลงมาเอง
คมเขี้ยวของมันหยุดลงที่ผิวต้นคอในระยะหนึ่งมิลลิเมตร
ผมรีบใช้ขาขวาถีบร่างไร้วิญญาณของมันให้กระเด็นหลุดออกไปจากใบดาบ
จัดการไปสามตัวเป็นที่เรียบร้อย
พวกมันกระจอกกว่าที่คิดแฮะ
ที่ว่ารวดเร็ว คงหมายถึงรวดเร็วแค่ตอนออกวิ่งเท่านั้นละมั้ง?
แบบนี้คงไม่ตึงมือคนอื่น---
“... โฮป ศพสามตัวนี้เป็นฝีมือของนายหรือ!? ”
เสียงของไฮเจนดังขึ้นมาจากทางด้านหลัง
ผมลองหันไปมองรอบตัวดู
ทุกคนต่างยืนนิ่งแล้วจับจ้องมาทางผมเป็นสายตาเดียวกัน
แม้แต่พวกจิ้งเหลนดำ ก็ยังจ้องมาทางผมด้วยแววตาที่หวาดกลัวราวกับกำลังเห็นผี
เออ… ทำไมต้องตื่นตกใจกันขนาดนี้กันด้วยละเนี่ย?