ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    บทที่ 25-2 (เล่ม 2): กลุ่มความหวังใหม่

            รอบนี้พวกเรานั่งติดขอบเวทีแถวที่สองใกล้จนขว้างปาเศษกระดาษไปบนเวทีได้อิสราบอกให้สหายทำตามหน้าที่เช่นเดิมถ่ายวิดีโอ แล้วเปลี่ยนไปเก็บภาพมุมอื่น ๆ ทุกๆ สิบนาที ส่วนเธอจะจด จับใจความไปเขียนข่าวไป ผมไม่มีอะไรทำ จะนั่งฟังเฉย ๆก็น่าเบื่อเลยเสนอช่วยถ่ายภาพบรรยากาศรอบ ๆ ด้วยอย่างน้อยก็ควรทำตัวให้มีประโยชน์เทียบเท่ากับสหาย โชคดีที่อิสราอนุญาตเธอให้ผมยืมโทรศัพท์มือถือของเธอไปถ่ายเพราะเป็นรุ่นใหม่กว่ากล้องชัดกว่ารุ่นผม 

            “ตั้งแต่เราเป็นเด็ก ก็ได้ยินมาตลอดว่าประเทศเราบอกว่าเป็นรัฐสวัสดิการ มักมีการยกตัวเลขว่าหลังจากนั้นคนอยู่ดีกินดีขึ้นเป็นอย่างไร แต่ห้าปีมานี้ตัวเลขบ่งบอกว่าคนอยู่ดีกินดีขึ้นแล้ว แต่ทำไมงบประมาณที่ผลาญไปกับสวัสดิการยังเท่าเดิมแปลว่าอะไร แปลว่า เงินบางส่วนของพวกท่านถูกนำไปให้กับคนที่มีเงินพออยู่แล้วผ่านรูปแบบสวัสดิการต่าง ๆ ทั้งคนสูงอายุ คนพิการ คนท้อง เด็กเกิดใหม่และที่เราไม่เห็นด้วยมากที่สุดคือ การนำไปให้กับคนที่ยังไม่มีงานทำแม้ฝ่ายที่เห็นด้วยจะบอกว่าเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ รมต.ประนอม เองก็เห็นถึงปัญหานี้ แต่พูดตรงๆ คือ เราไม่แน่ใจว่าเขาจะผ่านเคโอไอหรือไม่ ”

            ช่วงที่กรรณิกาปราศรัยมีเสียงโห่ร้องสนับสนุนจากผู้ชม สลับกับเสียงปรบมือเป็นระยะผิดจากเวทีของกลุ่มอิสระเสรีนิยมเมื่อเช้าลิบลับเป็นไปได้ว่ามีประชาชนพวกเดียวกันมาฟังมากกว่าผมยังงงเลยว่าอุดมกาณ์ของกลุ่มความหวังใหม่ก็ไม่ต่างจากกลุ่มอิสระเสรีนิยมมากนักแถมยังคล้ายกับกลุ่มสามองค์ ทำไมไม่รวมเป็นกลุ่มเดียวกันไปเลยจะได้มีฐานมวลชนมากขึ้น คงมีความเห็นต่าง หรือไม่ลงรอยบางอย่างที่ผมไม่รู้อยู่ไว้ค่อยศึกษาเพิ่มเติมวันหลัง

            “รัฐสวัสดิการทำให้คนทำอะไรไม่เป็นเพราะมัวแต่พึ่งรัฐอย่างที่ท่านทุกคนเห็นในข่าววันก่อนมีคนเห็นคนคล้ายลูกชายคุณนักธุรกิจจามีกรเดินไปรับเงินสวัสดิการการว่างงาน ขอโทษเถอะรวยล้นฟ้าแล้วทำไมยังไปเอาเงินของประชาชนอีก ในขณะที่คนพ่อออกปากสนับสนุนพรรคสมดุลสนับสนุนความเท่าเทียม ทุกท่านว่าย้อนแย้งไหม หรือว่าพ่อไม่มีปัญญาสอนลูกให้ทำงานหาเงินได้“

            เสียงผู้ชมโห่ร้องลุกฮือขึ้นอีกครั้งผมหันไปดูปฏิกิริยาของสหาย ผมรู้จากธรณีว่าเขามีอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายแต่เขาไม่ได้มีสีหน้าเคียดแค้นอะไรทั้งที่ไม่เห็นด้วยยังตั้งใจถ่ายวิดีโอของตนเองต่อไป กดหยุดเป็นระยะเพื่อเปลี่ยนมุมใหม่ถ้าเป็นธรณียกมือเถียงแทบทุกประโยคไปแล้ว เผลอ ๆอาจจะจบที่สภาพแบบชายเสื้อเขียวเมื่อเช้า คลับคล้ายคลับคลาว่าเพื่อนผมเคยพูดว่าสวัสดิการว่างงานมีไว้ค้นหาตัวเอง เพื่อที่จะเลือกทำงานที่มั่นคงขึ้น มีผลิตภาพมากขึ้นไม่ใช่ว่าเจออะไรก็รีบฉวยไว้ก่อน สุดท้ายก็เปลี่ยนงานอยู่ดีผมเคยถามธรณีว่ากล่าวหาบุคคลที่สามแบบที่ชายที่ชื่อจามีกรโดนนี้ไม่ผิดฐานหมิ่นประมาทเหรอ

            “ในพื้นที่นี้มีเสรีภาพการแสดงออก 100เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นข้อยกเว้นของการหมิ่นประมาทด้วยคำพูดอยู่แล้ว” เพื่อนตอบเขาขยายความก่อนที่ผมจะประท้วง “แต่มีเงื่อนไขการได้รับเอกสิทธิในกรณีนี้คือมีการแจ้งล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ให้มาแก้ตัว จะวิดีโอคอลมาบนเวทีก็ได้  ดีเบตส่วนใหญ่พยายามจัดในพื้นที่เอฟอีเอเพื่อที่จะได้เอกสิทธิความคุ้มครองนี้ด้วยเราว่าคุณจามีกรน่าจะรู้แล้วแหละ ปกติเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องเล็กน้อยอยู่แล้วในเมื่อเป็นถึงเศรษฐีหนึ่งในสิบอันดับแรกของประเทศ”

            เพื่อนเสริมดักทางว่าถ้าคนนั้นไม่ว่างก็ต้องใช้วิธีแก้ตัวทีหลังแต่ผมแย้งว่าแบบนั้นเขาก็อาจเสียหายไปแล้วเหมือนสมัยผมพอมีข่าวดาราไปมีชู้ก็โดนทัวร์ลงไว้ก่อนแต่พอเกมพลิกว่าอีกฝ่ายนอกใจก่อนบางคนที่ไม่ได้ตามข่าวก็จะฝังใจเกลียดดาราคนแรกไปแล้ว

            “ท่านพูดเหมือนกับว่าคนฟังแยกแยะไม่ได้ คนฟังส่วนใหญ่จะรอฟังทั้งสองฝ่ายอยู่แล้ว คนที่เสียหายจริง ๆคือ คนที่ไม่พูดความจริง เหมือนคำกล่าวว่า พูดคนเดียว เชื่อได้ครึ่งเดียว” ธรณีบอกผมยังไม่เชื่อเขาเต็มร้อย คนเรามีวิจารณญาณพอทุกคนเลยเหรอ

    [3]

            กรรณิกา ตัวแทนกลุ่มความหวังใหม่บนเวทีหมายเลข16พูดต่อ “วันนี้เรามีแขกรับเชิญพิเศษเป็น พลตำรวจเอกด๊อกคอร์วิกรม จากพรรคตามระเบียบ ท่านเป็นคนที่มีความสามารถเคยทำงานที่กระทรวงความมั่นคงมนุษย์ และสวัสดิการแม้ว่าหลังจากมาทำงานการเมืองท่านจำเป็นต้องลาออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทิ้งยศพลตำรวจไว้แต่ก่อนหน้านั้น ท่านต่ออายุตำแหน่งของท่านครบทุกตำแหน่งอย่างสม่ำเสมอ...ขอเสียงต้อนรับอดีตพลตำรวจเอกด๊อกเตอร์วิกรม อนุทินากร”

            เสียงปรบมือต้อนรับดังกึกก้องไปทั่วผมว่าอันนี้แหละที่ควบคุมด้วยไมโครโฟนไม่ได้ น่าจะดังไปรบกวนเวทีอื่นชายสูงวัยเดินขึ้นบนเวที หน้าตาดูเคร่งขรึมเนี้ยบ ไม่มีหนวดเคราเขาสวมชุดสูทเนคไทสีดำเต็มยศผมรู้ภายหลังว่าโอกาสที่ได้ฟังชายผู้นี้ขึ้นปราศรัยหาได้ยากยิ่งเพราะปกติเขาจะเป็นบุคลากรอาวุโสของพรรคที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง ไม่ค่อยออกสื่ออาจกล่าวได้ว่าทุกเคโอไอของนโยบายที่ทำได้สำเร็จของพรรคล้วนมีส่วนมาจากความคิดริเริ่มของดร.วิกรมเป็นเหตุผลว่าทำไมไมตรีถึงไม่ปล่อยโอกาสการทำข่าวเรื่องนี้หลุดลอยไปคำนำหน้าอันยาวเหยียดเป็นเครื่องการันตีความสามารถของชายผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

            “เราได้ดูข้อมูลสถิติ จะเห็นว่าถ้าเราลดสวัสดิการคนบางกลุ่มให้ไม่ถ้วนหน้า เช่น เพิ่มเกณฑ์ให้ย่อยเจ็บป่วยต้องพิสูจน์ว่าทำงานไม่ได้จริงก่อน เราจะลดงบประมาณประเทศได้ถึง 4 แสนล้านบาทโดยที่ปรับตัวชี้วัดการให้เบี้ยครบใหม่ และตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตความสุขยังเหมือนเดิม...“ ชายสูงวัยใช้แสงเลเซอร์ชี้ไปยังภาพกราฟแท่งฮอโลแกรมซึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังเวที

            “...ที่ฝ่ายซ้ายชอบอ้างเรื่องสังคมสูงอายุแต่พอดูข้อมูลบนจอที่ทุกท่านเห็นนี้แล้ว จะเห็นได้ว่ามีสถานรับเลี้ยงเด็กและผู้สูงอายุมากเกินไปบางสถานรับเลี้ยงเด็กหรือผู้สูงอายุมีคนอยู่เพียงไม่ถึงสิบคนในขณะที่มีเจ้าหน้าที่ทำงานกว่า 20 คน ตกลงเราใช้เงินรัฐเลี้ยงใครกันแน่”

            เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังของผมผมหันไปดูเห็นชายสามคนนั่งติดกันกำลังถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องที่ดร.วิกรมกล่าวบนเวที

            “พูดอย่างนี้ได้ไงถ้าเลือกให้สวัสดิการกับคนบางกลุ่มสร้างภาระให้รัฐบาลต้องให้คนไปสำรวจและการสำรวจก็มีโอกาสผิดพลาดอยู่ดียังไม่นับว่า ประชาชนยังต้องมีภาระมาตรวจสอบเพิ่มอีกว่ารัฐทำงานถูกหรือไม่ คนที่มีอยู่แล้วสามารถปฏิเสธไม่รับสวัสดิการได้ ขึ้นอยู่กับจิตสำนึก” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นมาเห็นได้ชัดว่าเขาเห็นด้วยกับการให้สวัสดิการถ้วนหน้า

            “มองความเป็นจริงบ้างส่วนใหญ่ไม่มีใครแสดงตัวไม่รับหรอก ถ้าไม่ใช่คนมีชื่อเสียงจริง ๆมนุษย์ยังไงก็อยากได้ หรือว่าท่านไม่อยากได้ ไม่อยากมีถ้าเขาไม่รับเป็นสิ่งของบริการเขาก็อยากเปลี่ยนสวัสดิการนั้นให้อยู่ในรูปเงินอยู่ดี”เพื่อนที่นั่งมาด้วยกันตอบโต้ทันที แต่ขึ้นเสียงเหมือนทะเลาะวิวาทกัน

            “เถียงกันไปก็เท่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่จะเลือกเองว่าอยากอยู่ในสังคมแบบไหนพวกเราไม่ใช่คนตัดสินใจ เราว่านั่งฟังต่อดีกว่า” เพื่อนคนที่สามพูดแทรกขึ้นมาคงรำคาญเสียงรบกวนของอีกสองคนที่เหลือ

            ผมอดใจชำเลืองมองอิสราซึ่งหมกมุ่นอยู่กับงานของตนเองไม่ได้เธอค่อนข้างมีสมาธิในการจดสรุปใจความใส่สมุดของเธอเป็นระยะขณะฟังไปด้วย ส่วนสหายก็ยังเก็บภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องไปตลอดการปราศรัยของดร.วิกรม เนื้อหาโดยรวมผมถือว่าไม่ต่างจากที่ฟังในเวทีก่อนหน้ามากนักเขาจะเน้นวิธีปฏิบัติจริงของการปรับกฎหมายเพื่อลดต้นทุนสวัสดิการที่สามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริงซึ่งผมไม่ได้รู้สึกว่ามีประเด็นอะไรตื่นตาตื่นใจมากนัก แต่ด้วยท่าทีสุขุมน้ำเสียงนุ่มลึกของเขาทำให้ผู้ชมปรบมือชื่นชมได้เป็นครั้งคราวผมเห็นสายตาของผู้ชมส่วนใหญ่ถูกดึงมารวมที่ชายผู้สูงวัยบนเวทีซึ่งผ่านประสบการณ์การเมืองมาอย่างโชกโชนเขาพูดต่อเนื่องราว 20 นาทีโดยไม่หยุดพัก

            “สุดท้ายแล้วก่อนหมดเซสชันจะเป็นช่วงถามตอบเราอยากฟังความเห็นของท่านผู้ชมหน่อยได้ไหม แต่ที่เราอยากได้คือคนที่เห็นต่างกับเรา เราฟังพวกเดียวกันมาจนเบื่อแล้ว”เสียงผู้ชมหัวเราะในมุขตลกของชายชรา ผมยังคิดอยู่ในใจว่าเขาจะเลือกยังไงเดาว่าน่าจะให้อาสาสมัครยกมือ

            “ใครเลือกพรรคตามระเบียบในการเลือกตั้งครั้งก่อนบ้างยกมือขึ้น...”

            “สส. เขตหรือปาร์ตี้ลิสต์ก็นับหมดนะค่ะ”กรรณิกาเสริม

            ประชาชนที่นั่งฟังอยู่ยกมือพรึบผมหันหลังไปดูแล้วยังตกใจ คนเกินกว่า 90% ยกมือขึ้นมิน่าละผมถึงได้ยินเสียงปรบมือแทบทุกครั้งที่ดร.วิกรมพูดจบอิสรากับสหายไม่ไหวติงใด ๆ

            “เอามือลงได้ครับขอทีมงานช่วยทำเครื่องหมายหน่อยครับ”

            ผมตกใจเมื่อแสงบนที่นั่งตรงตำแหน่งผมเปล่งขึ้นเป็นสีแดงเหมือนเป็นการไฮไลต์ผมหันไปดูรอบ ๆ มีคนบนอัฒจันทร์ราว ๆ 10เปอร์เซ็นต์ของคนเหล่านั้นก็มีแสงบนที่นั่งเช่นเดียวกับพวกเราสามคนทีมงานกลุ่มความหวังใหม่ทำเครื่องหมายคนที่ไม่ได้เลือกพรรคตามระเบียบพวกเราสามคนกลายเป็นแกะดำ เมื่อหันกลับมาสายตาผมก็ประสานเข้ากับดร.วิกรมพอดีเขาอาจละไล่ดูจากแถวหน้าสุดไปหลังสุด แถวที่พวกเราอยู่มีเก้าอี้สีแดงเปล่งขึ้นมาแค่สามอัน

            “ท่านพอสะดวกขึ้นมาถามคำถามเราบนเวทีไหม” ชายชราบอกผมผ่านไมโครโฟนให้ทุกคนรอบเวทีได้ยินเสียงปรบมือเกรียวกราวดังล่วงหน้า ผมเห็นใบหน้าตัวเองขยายเต็มจอภาพ

            “เออ...คือว่า” ผมอ้ำอึ้งตอบเหงื่อไหลหยดเป็นทางบนใบหน้า ผมหันไปมองสหายกับอิสราที่มองมาเป็นจุดเดียวกันผายมือไปทางเวทีสื่อความหมายว่าขึ้นไปสิ

            “...คือว่า เราไม่มีคำถามครับ”ผมฝืนยิ้มตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

            “ไม่ต้องมีคำถามหรอกแค่ลองเล่าอุดมการณ์ของท่านให้เราฟังก็พอ เราสัญญาว่าจะไม่วิจารณ์อะไรแค่จะบอกว่าเราต่างจากท่านยังไงแค่นั้น” ดร.วิกรมบอกแววตาดูเหมือนผู้ใหญ่ใจดีที่ยื่นอมยิ้มมาหลอกเด็ก

            ผมยังตัวแข็งทื่อแน่นิ่ง เสียงรอบข้างอื้ออึงจนฟังไม่ศัพท์หัวใจผมเต้นกระหน่ำรัว ภาพการสัมภาษณ์ในอดีตที่ผ่านมาลอยวกมาในหัวผมกำลังจะถูกเค้น นึกถึงชายที่ชื่ออะลาที่ถูกอิสราซักถามละเอียดยิบที่หมู่บ้านบงชัยความกลัวสารพัดถาโถมเข้ามา ถ้าตอบคำถามไม่ได้จะทำยังไงแล้วถ้าเผลอปล่อยไก่ขึ้นมาล่ะ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาจะถามผมนานแค่ไหน อะไรจะแจ็กพอตเพียงนี้ทำไมไม่เลือกสหายหรือไม่ก็อิสรา ทำไมต้องเป็นคนตื่นเวทีอย่างผมยุคสมัยที่กล้ายืนเดี่ยวต่อหน้าสาธารณชนมันผ่านมาเนิ่นนานมากแล้วครั้งสุดท้ายที่ทำก็ถูกตำรวจลากตัวไปปรับทัศนคติ ภาพแววตาที่ผิดหวังของแม่กับเสียงด่าอันกราดเกรี้ยวของพ่อฉายชัดขึ้นมาในหัว

            ในขณะที่ขาผมเหมือนถูกตอกตรึงไว้กับพื้นเหงื่อผุดขึ้นทั่วแผ่นหลัง เสียงหนึ่งก็ดังมาจากทางขวามือ

            “เราไปแทนได้ครับ”

            ผมแทบไม่เชื่อสายตาตนเองคนที่ยกมือคือชายหน้าหล่อ เขาลุกขึ้นยืนอย่างโดดเด่น

            “เชิญท่านขึ้นมาเลย” ดร.วิกรมบอกพร้อมกับเสียงปรบมือต้อนรับของผู้ชม

            “ฝากด้วยล่ะ”สหายยัดกล้องวิดีโอใส่มือผมแล้วเดินขึ้นเวทีอย่างสง่าผ่าเผย

            ผมเห็นแววตาเปล่งประกายของอิสราได้ชัดเธอกำลังชื่นชมชายผู้นี้

             

     

    คล้ายกับเรื่องประชา : 2090 (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน