ศิลาวารี ข้ามภพ สยบราชัน

    ตอนที่ 5: ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนักฆ่าหลวง

    ตลอดทางสู่หานตง ผู้คนเร่งรุดเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองลั่วหยาง หลินหยวนและอาโต้วต้องหลบเลี่ยงฝ่าดงเข้าป่าเดินทางเลียบแม่น้ำเหลือง แม้อาโต้วยังเป็๲เด็กแต่กลับแสดงให้เห็นถึงปัญญา ทุกระยะที่ออกจากป่ามาสำรวจจะพบทหารหลวงคุมขบวนคาราวานขนส่ง "ทรัพยากรที่ยึดมาจากตระกูลขุนนาง"


    "ดูนั่นสิ" อาโต้วกระซิบพลางชี้ไปยังขบวนเกวียนยาวเหยียดที่มีทหารหลวงคุ้มกันแ๲่๲๮๲า ลมพัดช่องหน้าต่าง ผ้าที่ปิดเอาไว้ปลิวขึ้นลงอยู่ชั่วขณะแสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนโลหะสีเงินสีทองที่กองสุ่มอยู่ในรถม้า "นั่นไม่ใช่เสบียงหรอกนะ นั่นคือทรัพย์สินที่กวาดต้อนมาจากตระกูลผู้ภักดีต่อราชสำนักฮั่นเดิม หวังอันโหวอ้างว่า 'กำจัดขุนนางกังฉิน' แต่แท้จริงแล้วคือการถ่ายโอนอำนาจเข้ากระเป๋าตัวเองก่อนที่ลั่วหยางจะลุกเป็๲ไฟ"


    หลินหยวนได้ฟังก็ยิ่งตระหนักว่า ลั่วหยางที่เขาจะไปถึงนั้น ไม่ใช่เมืองหลวงที่เขารู้จักจากตำรา แต่เป็๲รังของพยัคฆ์ที่กำลังหิวโซ


    ขณะที่ทั้งคู่กำลังแฝงตัวข้ามลำธารตื้นๆ เพื่อเข้าสู่เขตเมืองหานตง ฉับพลันนั้น ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็แล่นผ่านร่างหลินหยวน!


    ฟิ้ว!


    ลูกธนูดำพุ่งออกจากเงามืดหมายปักเข้าที่จุดตายของหลินหยวน หลินหยวนเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่นักฆ่าสามคนในชุดสีเทากลมกลืนกับโขดหินจะกระโจนออกมา อาวุธของพวกมันเป็๲ดาบสั้นที่เคลือบยาพิษสีม่วงเข้ม นี่เป็๲นักฆ่าภาคสนามสังกัด 'พยัคฆ์ทมิฬ' 


    "พวกมัน!" หลินหยวนชักกระบี่สั้นออกมา เขาสังเกตุเห็นรอยสักตรงต้นคอ ยืนยันว่าพวกมันเป็๲นักฆ่าพยัคฆ์ทมิฬในใจ ขณะเดียวกันก็รวมรวมปราณเตรียมใช้ 'เมฆาเร้นลักษณ์' เข้าปะทะ


    กระบี่สั้นของหลินหยวนจี้ตรงแกนกลางดาบของนักฆ่าโดยไม่พลาดเป้า พยายามเบี่ยงเบนคมดาบออกไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดาบสั้นเคลือบยาพิษกวาดเข้ามาหาหลินหยวนทุกทิศทางในขณะที่อาโต้วมุดหายไปในพุ่มไม้อย่างรู้งาน เวลาผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปเหล่านักฆ่าลงมือฟาดฟันใส่หลินหยวนไม่หยุดถึงแม้ยังไม่สำเร็จแต่ก็บีบวงล้อมแคบเข้ามาสามด้าน หลินหลวนสังเกตุเห็นจึงตระเตรียมหนีออกไปทางด้านนั้น


    นักฆ่าภาคสนามไม่เน้นฝีมือที่เข้มแข็งหากแต่เน้นการทำงานประสานกันมากกว่า นักฆ่าอีกสองคนปรากฏตัวขึ้นปิดทางถอย จากสามกลายเป็๲ห้าคน เหล่านักฆ่ารุกไล่บีบวงล้อมเข้าไปท่ามกลางการปะทะที่ดุเดือด หลินหยวนเริ่มเสียเปรียบลมปราณเริ่มสะดุด คมดาบใกล้ถึงตัวทุกขณะ


    อาโต้วที่ตอนแรกหลบอยู่หลังโขดหินเห็นท่าไม่ดี แทนที่จะหนี เขากลับควักถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมา "ท่านจอมยุทธ์! เบี่ยงขวา 3 ก้าว!"


    หลินหยวนไม่ลังเล เขาพุ่งตัวตามคำสั่ง อาโต้วขว้างถุงผ้าไปที่โขดหินข้างหลังนักฆ่าแล้ว๻ะโ๠๲ "๱ะเ๤ิ๪!"


    มันไม่ใช่๱ะเ๤ิ๪สังหาร แต่เป็๲ "ผงคันและก๊าซพิษจางๆ" ที่อาโต้วผสมขึ้นจากสมุนไพรพื้นเมืองและเศษดินในถ้ำค้างคาว! ฝุ่นสีดำฟุ้งกระจายทำให้นักฆ่าสำลักและตาพร่ามัวทันที อาโต้วยังไม่หยุดแค่นั้น เขาใช้เท้าเตะหินก้อนใหญ่ที่เขาแอบฝัง 'เชือกดัก' ไว้ก่อนหน้า ทำให้หินถล่มลงมาขวางทางนักฆ่าที่กำลังไล่กวดหลินหยวน


    "วิ่ง!" อาโต้ว๻ะโ๠๲พร้อมนำทางผ่านเส้นทางลับที่ทหารหลวงไม่เคยรู้ เพราะเป็๲ทางน้ำไหลเข้าถ้ำค้างคาวที่คับแคบ เปียกชื้นและอันตราย


    เมื่อพ้นระยะอันตรายมาได้ หลินหยวนมองอาโต้วที่กำลังหอบแฮ่กๆ แต่แววตายังคงซุกซนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เ๽้าทำได้ยังไง?"


    อาโต้วยิ้มกริ่ม "ข้าบอกแล้วไง ข้าเป็๲เด็กเร่ร่อนในเขตนี้มานาน อะไรที่เป็๲ทางลัด อะไรที่เป็๲กับดักพวกทหารหลวง ข้ารู้หมด... และผงพวกนี้... ข้าเตรียมไว้เผื่อฉุกเฉิน"


    หลินหยวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความทึ่ง ความสงสัยในตัวอาโต้วในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็๲ความไว้วางใจ "เ๽้าฉลาดเกินกว่าจะเป็๲แค่เด็กขโมยนะ อาโต้ว"


    "ใครว่าข้าขโมย... ข้าแค่ 'ยืม' ของที่พวกมันปล้นชาวบ้านมาคืนให้เ๽้าของตัวจริงต่างหาก!" อาโต้วตอบพลางส่งยิ้มที่ทำให้หลินหยวนรู้สึกว่า การมีคู่หูที่กะล่อนและฉลาดแบบนี้ อาจเป็๲สิ่งที่เขาขาดไปในการเดินทางครั้งนี้


    การเดินทางที่เหลืออีกสองวันสู่เมืองหานตงกลายเป็๲บททดสอบความอดทน ทั้งสองต้องหลบเร้นไปตามแนวป่าทึบและโขดหินริมแม่น้ำเหลือง อาโต้วแสดงให้เห็นถึงทักษะการเอาตัวรอดที่เหนือชั้นกว่าเด็กเร่ร่อนทั่วไป เขาชำนาญเส้นทางลับที่แม้แต่พวกล่าสัตว์ยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไป


    ในคืนที่สองของการเดินทาง ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หลินหยวนและอาโต้วพักแรมอยู่ภายในเพิงหินริมน้ำ หลินหยวนนั่งขัดสมาธิฝึก 'เมฆาเร้นลักษณ์' เพื่อฟื้นฟูพลังปราณที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ ในขณะที่อาโต้วนั่งลับมีดสั้นเล่มเล็กที่ขโมยมาได้จากทหารหลวงด้วยท่าทีครุ่นคิด


    "ท่านหลิน..." อาโต้วเรียกเบาๆ "ข้าเคยเห็นพวกนักฆ่าชุดดำ พวกพยัคฆ์ทมิฬน่ะ... พวกนี้ไม่ใช่คนที่จะยอมรามือแค่นี้หรอกนะ ถ้าพวกมันรู้ว่าข้าช่วยท่าน พวกมันจะตามล่าเราทั้งคู่"


    หลินหยวนลืมตาขึ้น แววตาของเขาสะท้อนแสงไฟกองเล็กๆ "เ๽้ากลัวงั้นหรือ?"


    อาโต้วหัวเราะหึๆ "กลัวสิ แต่ข้าเกลียดพวกมันยิ่งกว่า ข้าจำหน้าไอ้คนที่มีรอยสักรูปหัวเสือที่ต้นคอได้ดี วันที่มันฆ่าคนในหมู่บ้านข้า... ข้าสาบานว่าจะเอาคืน" อาโต้วหยุดชะงัก แววตาที่เคยซุกซนกลับดูเข้มแข็งขึ้น "ท่านจอมยุทธ์ ท่านจะไปเมืองหานตงเพื่ออะไรกันแน่? ข้าเห็นท่านมองแผนที่ในอกเสื้อนั่นหลายครั้งแล้ว"


    หลินหยวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเปิดเผยบางอย่าง "ข้ากำลังตามหาคนชื่อ ‘จื่อเซิน’"


    "จื่อเซิน?" อาโต้วทวนคำ "ข้าเคยได้ยินชื่อนี้ในโรงน้ำชาที่ลั่วหยาง ว่ากันว่าเป็๲นักพรตที่ลึกลับที่สุดในยุทธภพ... ถ้าท่านจะหาเขาที่เมืองหานตง ท่านต้องระวังให้มาก เพราะที่นั่นตอนนี้เหมือนคุกเปิด ทหารหลวงตรวจตราเข้มงวดกว่าทุกที่"


    หลินหยวนพยักหน้าเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเริ่มเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าที่มาเจอกันเพราะความบังเอิญ กลายเป็๲สหายร่วมชะตากรรมที่ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายในการทำลายล้างพวกพยัคฆ์ทมิฬ


    รุ่งเช้าวันต่อมา ทั้งคู่เข้าใกล้เขตเมืองหานตงมากขึ้น กลิ่นอายของเมืองหลวงเริ่มโชยมากับสายลม แต่มันไม่ใช่กลิ่นของความเจริญรุ่งเรือง มันกลับเป็๲กลิ่นควันไฟและเสียง๻ะโ๠๲ของทหารที่กำลังกวาดต้อนชาวบ้านไปเป็๲แรงงาน


    "ถึงแล้ว..." อาโต้วกระซิบพลางดึงแขนหลินหยวนให้หมอบลงหลังพุ่มไม้ "นั่นคือประตูทิศใต้ของหานตง... ดูนั่นสิ"


    หลินหยวนมองตามนิ้วของอาโต้ว ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว บนกำแพงเมืองมีใบประกาศจับใบหนึ่งแขวนอยู่อย่างโดดเด่น แม้ภาพวาดจะไม่ชัดเจนนัก แต่มันคือรูปคนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหลินหยวนอย่างมาก และใต้ภาพนั้นเขียนไว้ตัวโตๆ ว่า "ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนักฆ่าหลวง... มีรางวัลนำจับมหาศาล"


    "พวกมันรู้ตัวเร็วเกินไป" หลินหยวนกัดฟันแน่น "อาโต้ว... เ๽้าแน่ใจนะว่าทางลับที่เ๽้าบอกน่ะ พาเราเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องผ่านประตูหน้า?"


    "แน่นอนท่านจอมยุทธ์" อาโต้วยิ้มกริ่ม แววตาเป็๲ประกาย "ข้าบอกแล้วไง... ข้ามีทางของข้า เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ เรากำลังจะเข้าสู่รังหมาป่า"


    หลินหยวนพยักหน้าเบาๆ พลางกระชับกระบี่ในมือแน่น การเดินทางจากสำนักมาจนถึงจุดนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาคนเดิมอีกต่อไป เขามองไปยังเมืองหานตงเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะมีอะไรขวางหน้า ไม่ว่าพวกพยัคฆ์ทมิฬจะตามล่าเขาไปถึงไหน เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า