ตลอดทางสู่หานตง ผู้คนเร่งรุดเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองลั่วหยาง หลินหยวนและอาโต้วต้องหลบเลี่ยงฝ่าดงเข้าป่าเดินทางเลียบแม่น้ำเหลือง แม้อาโต้วยังเป็เด็กแต่กลับแสดงให้เห็นถึงปัญญา ทุกระยะที่ออกจากป่ามาสำรวจจะพบทหารหลวงคุมขบวนคาราวานขนส่ง "ทรัพยากรที่ยึดมาจากตระกูลขุนนาง"
"ดูนั่นสิ" อาโต้วกระซิบพลางชี้ไปยังขบวนเกวียนยาวเหยียดที่มีทหารหลวงคุ้มกันแ่า ลมพัดช่องหน้าต่าง ผ้าที่ปิดเอาไว้ปลิวขึ้นลงอยู่ชั่วขณะแสงอาทิตย์ยามบ่ายสะท้อนโลหะสีเงินสีทองที่กองสุ่มอยู่ในรถม้า "นั่นไม่ใช่เสบียงหรอกนะ นั่นคือทรัพย์สินที่กวาดต้อนมาจากตระกูลผู้ภักดีต่อราชสำนักฮั่นเดิม หวังอันโหวอ้างว่า 'กำจัดขุนนางกังฉิน' แต่แท้จริงแล้วคือการถ่ายโอนอำนาจเข้ากระเป๋าตัวเองก่อนที่ลั่วหยางจะลุกเป็ไฟ"
หลินหยวนได้ฟังก็ยิ่งตระหนักว่า ลั่วหยางที่เขาจะไปถึงนั้น ไม่ใช่เมืองหลวงที่เขารู้จักจากตำรา แต่เป็รังของพยัคฆ์ที่กำลังหิวโซ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังแฝงตัวข้ามลำธารตื้นๆ เพื่อเข้าสู่เขตเมืองหานตง ฉับพลันนั้น ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็แล่นผ่านร่างหลินหยวน!
ฟิ้ว!
ลูกธนูดำพุ่งออกจากเงามืดหมายปักเข้าที่จุดตายของหลินหยวน หลินหยวนเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว ก่อนที่นักฆ่าสามคนในชุดสีเทากลมกลืนกับโขดหินจะกระโจนออกมา อาวุธของพวกมันเป็ดาบสั้นที่เคลือบยาพิษสีม่วงเข้ม นี่เป็นักฆ่าภาคสนามสังกัด 'พยัคฆ์ทมิฬ'
"พวกมัน!" หลินหยวนชักกระบี่สั้นออกมา เขาสังเกตุเห็นรอยสักตรงต้นคอ ยืนยันว่าพวกมันเป็นักฆ่าพยัคฆ์ทมิฬในใจ ขณะเดียวกันก็รวมรวมปราณเตรียมใช้ 'เมฆาเร้นลักษณ์' เข้าปะทะ
กระบี่สั้นของหลินหยวนจี้ตรงแกนกลางดาบของนักฆ่าโดยไม่พลาดเป้า พยายามเบี่ยงเบนคมดาบออกไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ดาบสั้นเคลือบยาพิษกวาดเข้ามาหาหลินหยวนทุกทิศทางในขณะที่อาโต้วมุดหายไปในพุ่มไม้อย่างรู้งาน เวลาผ่านไปชั่วหนึ่งก้านธูปเหล่านักฆ่าลงมือฟาดฟันใส่หลินหยวนไม่หยุดถึงแม้ยังไม่สำเร็จแต่ก็บีบวงล้อมแคบเข้ามาสามด้าน หลินหลวนสังเกตุเห็นจึงตระเตรียมหนีออกไปทางด้านนั้น
นักฆ่าภาคสนามไม่เน้นฝีมือที่เข้มแข็งหากแต่เน้นการทำงานประสานกันมากกว่า นักฆ่าอีกสองคนปรากฏตัวขึ้นปิดทางถอย จากสามกลายเป็ห้าคน เหล่านักฆ่ารุกไล่บีบวงล้อมเข้าไปท่ามกลางการปะทะที่ดุเดือด หลินหยวนเริ่มเสียเปรียบลมปราณเริ่มสะดุด คมดาบใกล้ถึงตัวทุกขณะ
อาโต้วที่ตอนแรกหลบอยู่หลังโขดหินเห็นท่าไม่ดี แทนที่จะหนี เขากลับควักถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมา "ท่านจอมยุทธ์! เบี่ยงขวา 3 ก้าว!"
หลินหยวนไม่ลังเล เขาพุ่งตัวตามคำสั่ง อาโต้วขว้างถุงผ้าไปที่โขดหินข้างหลังนักฆ่าแล้วะโ "ะเิ!"
มันไม่ใช่ะเิสังหาร แต่เป็ "ผงคันและก๊าซพิษจางๆ" ที่อาโต้วผสมขึ้นจากสมุนไพรพื้นเมืองและเศษดินในถ้ำค้างคาว! ฝุ่นสีดำฟุ้งกระจายทำให้นักฆ่าสำลักและตาพร่ามัวทันที อาโต้วยังไม่หยุดแค่นั้น เขาใช้เท้าเตะหินก้อนใหญ่ที่เขาแอบฝัง 'เชือกดัก' ไว้ก่อนหน้า ทำให้หินถล่มลงมาขวางทางนักฆ่าที่กำลังไล่กวดหลินหยวน
"วิ่ง!" อาโต้วะโพร้อมนำทางผ่านเส้นทางลับที่ทหารหลวงไม่เคยรู้ เพราะเป็ทางน้ำไหลเข้าถ้ำค้างคาวที่คับแคบ เปียกชื้นและอันตราย
เมื่อพ้นระยะอันตรายมาได้ หลินหยวนมองอาโต้วที่กำลังหอบแฮ่กๆ แต่แววตายังคงซุกซนเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น "เ้าทำได้ยังไง?"
อาโต้วยิ้มกริ่ม "ข้าบอกแล้วไง ข้าเป็เด็กเร่ร่อนในเขตนี้มานาน อะไรที่เป็ทางลัด อะไรที่เป็กับดักพวกทหารหลวง ข้ารู้หมด... และผงพวกนี้... ข้าเตรียมไว้เผื่อฉุกเฉิน"
หลินหยวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความทึ่ง ความสงสัยในตัวอาโต้วในตอนแรกเริ่มเปลี่ยนเป็ความไว้วางใจ "เ้าฉลาดเกินกว่าจะเป็แค่เด็กขโมยนะ อาโต้ว"
"ใครว่าข้าขโมย... ข้าแค่ 'ยืม' ของที่พวกมันปล้นชาวบ้านมาคืนให้เ้าของตัวจริงต่างหาก!" อาโต้วตอบพลางส่งยิ้มที่ทำให้หลินหยวนรู้สึกว่า การมีคู่หูที่กะล่อนและฉลาดแบบนี้ อาจเป็สิ่งที่เขาขาดไปในการเดินทางครั้งนี้
การเดินทางที่เหลืออีกสองวันสู่เมืองหานตงกลายเป็บททดสอบความอดทน ทั้งสองต้องหลบเร้นไปตามแนวป่าทึบและโขดหินริมแม่น้ำเหลือง อาโต้วแสดงให้เห็นถึงทักษะการเอาตัวรอดที่เหนือชั้นกว่าเด็กเร่ร่อนทั่วไป เขาชำนาญเส้นทางลับที่แม้แต่พวกล่าสัตว์ยังไม่กล้าย่างกรายเข้าไป
ในคืนที่สองของการเดินทาง ลมหนาวพัดกรรโชกแรง หลินหยวนและอาโต้วพักแรมอยู่ภายในเพิงหินริมน้ำ หลินหยวนนั่งขัดสมาธิฝึก 'เมฆาเร้นลักษณ์' เพื่อฟื้นฟูพลังปราณที่สูญเสียไปจากการต่อสู้ ในขณะที่อาโต้วนั่งลับมีดสั้นเล่มเล็กที่ขโมยมาได้จากทหารหลวงด้วยท่าทีครุ่นคิด
"ท่านหลิน..." อาโต้วเรียกเบาๆ "ข้าเคยเห็นพวกนักฆ่าชุดดำ พวกพยัคฆ์ทมิฬน่ะ... พวกนี้ไม่ใช่คนที่จะยอมรามือแค่นี้หรอกนะ ถ้าพวกมันรู้ว่าข้าช่วยท่าน พวกมันจะตามล่าเราทั้งคู่"
หลินหยวนลืมตาขึ้น แววตาของเขาสะท้อนแสงไฟกองเล็กๆ "เ้ากลัวงั้นหรือ?"
อาโต้วหัวเราะหึๆ "กลัวสิ แต่ข้าเกลียดพวกมันยิ่งกว่า ข้าจำหน้าไอ้คนที่มีรอยสักรูปหัวเสือที่ต้นคอได้ดี วันที่มันฆ่าคนในหมู่บ้านข้า... ข้าสาบานว่าจะเอาคืน" อาโต้วหยุดชะงัก แววตาที่เคยซุกซนกลับดูเข้มแข็งขึ้น "ท่านจอมยุทธ์ ท่านจะไปเมืองหานตงเพื่ออะไรกันแน่? ข้าเห็นท่านมองแผนที่ในอกเสื้อนั่นหลายครั้งแล้ว"
หลินหยวนมองเด็กหนุ่มตรงหน้า ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจเปิดเผยบางอย่าง "ข้ากำลังตามหาคนชื่อ ‘จื่อเซิน’"
"จื่อเซิน?" อาโต้วทวนคำ "ข้าเคยได้ยินชื่อนี้ในโรงน้ำชาที่ลั่วหยาง ว่ากันว่าเป็นักพรตที่ลึกลับที่สุดในยุทธภพ... ถ้าท่านจะหาเขาที่เมืองหานตง ท่านต้องระวังให้มาก เพราะที่นั่นตอนนี้เหมือนคุกเปิด ทหารหลวงตรวจตราเข้มงวดกว่าทุกที่"
หลินหยวนพยักหน้าเข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองเริ่มเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าที่มาเจอกันเพราะความบังเอิญ กลายเป็สหายร่วมชะตากรรมที่ต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายในการทำลายล้างพวกพยัคฆ์ทมิฬ
รุ่งเช้าวันต่อมา ทั้งคู่เข้าใกล้เขตเมืองหานตงมากขึ้น กลิ่นอายของเมืองหลวงเริ่มโชยมากับสายลม แต่มันไม่ใช่กลิ่นของความเจริญรุ่งเรือง มันกลับเป็กลิ่นควันไฟและเสียงะโของทหารที่กำลังกวาดต้อนชาวบ้านไปเป็แรงงาน
"ถึงแล้ว..." อาโต้วกระซิบพลางดึงแขนหลินหยวนให้หมอบลงหลังพุ่มไม้ "นั่นคือประตูทิศใต้ของหานตง... ดูนั่นสิ"
หลินหยวนมองตามนิ้วของอาโต้ว ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของเขาเต้นรัว บนกำแพงเมืองมีใบประกาศจับใบหนึ่งแขวนอยู่อย่างโดดเด่น แม้ภาพวาดจะไม่ชัดเจนนัก แต่มันคือรูปคนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับหลินหยวนอย่างมาก และใต้ภาพนั้นเขียนไว้ตัวโตๆ ว่า "ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมนักฆ่าหลวง... มีรางวัลนำจับมหาศาล"
"พวกมันรู้ตัวเร็วเกินไป" หลินหยวนกัดฟันแน่น "อาโต้ว... เ้าแน่ใจนะว่าทางลับที่เ้าบอกน่ะ พาเราเข้าเมืองได้โดยไม่ต้องผ่านประตูหน้า?"
"แน่นอนท่านจอมยุทธ์" อาโต้วยิ้มกริ่ม แววตาเป็ประกาย "ข้าบอกแล้วไง... ข้ามีทางของข้า เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ เรากำลังจะเข้าสู่รังหมาป่า"
หลินหยวนพยักหน้าเบาๆ พลางกระชับกระบี่ในมือแน่น การเดินทางจากสำนักมาจนถึงจุดนี้ทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ไร้เดียงสาคนเดิมอีกต่อไป เขามองไปยังเมืองหานตงเบื้องหน้าด้วยแววตาที่เด็ดเดี่ยว ไม่ว่าจะมีอะไรขวางหน้า ไม่ว่าพวกพยัคฆ์ทมิฬจะตามล่าเขาไปถึงไหน เขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า