บรรยากาศในบ้านวันนี้ค่อนข้างแตกต่างไปจากเดิมพอสมควร พอคิดดูแล้วก็รู้สึกว่ากู่หยางคนนี้มักจะมีความคิดลึกซึ้ง อีกทั้งเหมือนว่าบางเวลาเขายังสามารถคาดการณ์เรื่องบางอย่างได้
“ซานหลางจวินมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง?”
“ได้ยินจือฉือบอกว่าเมื่อวานเจ้าลงนามสัญญากับตระกูลชุย และสามารถเลือกร้านหนึ่งแห่งได้ที่ถนนตะวันออกใช่หรือไม่?”
“ใช่”
อันเยว่มองจนกู่หยางกินอาหารเช้าเสร็จ และขณะนี้กำลังเช็ดปากด้วยผ้าเช็ดหน้า
“เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็ต้องให้ซานหลางจวินช่วยแล้ว ช่วยไปเลือกร้านหนึ่งแห่งที่ถนนตะวันออกให้ข้าที เราจะเปิดร้านสาขาแรกที่ฮวาตู”
“ได้”
กู่หยางตอบรับทันที จากนั้นลุกขึ้นยืนและเดินออกไป ส่วนซูจือฉือก็ตักโจ๊กให้อันเยว่อย่างเอาใจใส่
“กิจการของพวกเจ้ายิ่งทำก็ยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ”
“มีอะไรจะแนะนำหรือไม่?”
อันเยว่มองหยูยวนที่ค่อย ๆ เหลือบตาขึ้นมองอย่างช้า ๆ นิ้วเรียวของเขามักทำให้คนที่เห็นคิดว่าเขานั้นร้ายกาจ เมื่อดวงตาหงส์ที่เรียวยาวของบุรุษผู้นี้ขยับเล็กน้อย ก็เพียงพอที่จะดึงดูดจิตวิญญาณของผู้คน
หากเขาเป็นสตรี ผู้ที่โค่นล้มราชวงศ์โจวก็คงไม่ใช่ซูต๋าจี่เสียแล้ว
“หากเจ้ามีความมั่นใจไม่มากพอก็อย่าด่วนลงมือทำง่าย ๆ”
“เรื่องความมั่นใจข้ามีแน่ ก่อนหน้านี้ยังไม่เคยมีใครทำของเหล่านี้ และนี่คือความมั่นใจของข้า ไม่ใช่แค่สบู่ ตอนนี้ข้ากำลังค้นคว้าสบู่ที่ใช้สระผม ถูตัว และแปรงฟันโดยเฉพาะ”
“ข้าจะไม่เชื่อเลย หากเจ้าพูดแบบนี้เมื่อหนึ่งเดือนก่อน”
เขาพูดถูก เพียงแต่ อันเยว่ในยามนี้ถือได้ว่ากลับเนื้อกลับตัวใหม่แล้ว ความคิดเพ้อเจ้อของนางสามารถกล่าวได้ว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ จากนั้นมองทุกคนที่นั่งอยู่แล้วพูดทีละคำ “ข้าอันเยว่ จะทำให้พวกเจ้าประหลาดใจในวันหน้าอย่างแน่นอน”
สามบุรุษหนึ่งสตรีออกมาจากบ้านตระกูลอัน หยูยวนไม่อยากเดินจึงอยู่บ้าน
ทั้งสี่คนเดินไปยังถนนตะวันออก อันเยว่ไม่ได้ไปหาร้าน แต่ใช้ให้กู่หยางไปดูร้านตามอัธยาศัย ส่วนนางแค่เชื่อตามการจัดการของเขาก็พอ
กู่หยางและเซียวสิงเยี่ยนไปด้วยกัน ส่วนอันเยว่ไม่รีบ นางพาซูจือฉือไปหาคนที่ไว้ใจได้กลุ่มหนึ่ง และนี่ก็คือจุดประสงค์ที่นางออกมาในวันนี้
“ฮูหยิน เราจะทำอะไรหรือ?”
“บ้านทั้งเก่าทั้งชำรุด เมื่อคราวก่อนซ่อมแค่กำแพงด้านนอก ครั้งนี้ข้าอยากซ่อมหลังคาและห้องปีกฝั่งตะวันออกของเราสักหน่อย”
อันเยว่พึมพำ บ้านเล็กหลังนี้ทรุดโทรมจนเกินบรรยาย ซึ่งไม่คู่ควรกับสถานะของอันเยว่ในวันนี้เลยสักนิด
หลังจากเลือกคนได้แล้วก็ให้พวกเขานำสิ่งของมา ส่งมอบเงินมัดจำส่วนหนึ่ง แล้วปล่อยพวกเขากลับไปก่อน
กู่หยางไปจัดการเรื่องร้านแทนนางแล้ว อันเยว่จึงพาซูจือฉือมาเดินเล่นรอบ ๆ ถนนตะวันออก
ถนนตะวันออกแตกต่างจากถนนตะวันตก เมื่อเทียบกันแล้วถนนตะวันออกมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่าถนนตะวันตก
เมืองฮวาตูมีหลายครอบครัวที่ทำการค้า ที่เหมือนกับตระกูลชุยมีสองสามครอบครัว และ เช่นกันว่ามีครอบครัวที่ร่ำรวยปานกลางอยู่จำนวนหนึ่ง
ในทางตรงข้าม ที่ถนนตะวันตกส่วนมากเป็นครอบครัวชาวนา เมื่อเทียบกันแล้วสภาพครอบครัวของทุกคนค่อนข้างธรรมดา
“ฮูหยิน เจ้าจงใจยุยงชุยต้าเหนียนใช่ไหม?”
เดิมที ซูจือฉือกำลังเดินเข็นอันเยว่ จู่ ๆ เขาก็เอ่ยถามขึ้นมา ทำเอานางได้ยินแล้วรู้สึกกระวนกระวายใจ
นางสามารถตบหน้าอกของตัวเองและกล้าพูดว่าสิ่งที่นางทำในครั้งนี้นับว่าฉลาด และซ่อนไว้มิดชิด แต่ไฉนซูจือฉือกลับมองออก?
“จือฉือ ข้างหน้ามีโรงน้ำชา เราเข้าไปนั่งพักกันเถอะ”
“ได้”
อันเยว่เดินตามซูจือฉือไปยังชั้นสองของโรงน้ำชาและนั่งลงที่รั้วด้านนอก จากที่นี่สามารถมองเห็นถนนตะวันออกเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งความเจริญมั่งคั่งของที่นี่สูงกว่าถนนตะวันตกมาก
ขอแค่มีร้านหนึ่งแห่งที่นี่ ผู้รับข่าวสารของตัวเองก็จะเปลี่ยนไปด้วย
อย่างไรเสีย เงินของคนจนก็ยังน้อยไปนิด หาไปหามา สุดท้ายก็ไม่มีเงินให้หาแล้ว
แต่คนรวยนั้นต่างกัน พวกเขามีช่องทางหาเงินมากกว่า ฉะนั้น จึงจะเป็นลูกค้าประจำของนาง
“จือฉือ เจ้าดูออกตั้งแต่เมื่อไร?”
“ตอนที่เกิดเรื่องที่ร้านถนนตะวันตก แต่ตอนนั้นข้ายังไม่กล้ายืนยัน”
แม้ซูจือฉือจะไม่ได้แสดงออกชัดเจน แต่อันเยว่เข้าใจว่านางในตอนนั้นไม่ได้มองการณ์ไกลขนาดนี้
ต่อให้สามีของนางไม่เชื่อก็เข้าใจได้ ถึงอย่างไร นางก็ไม่ใช่อันเยว่คนนั้น ทุกสิ่งที่นางทำในตอนนี้ ด้วยมันสมองของอันเยว่คนนั้นคงคิดไม่ออกแน่ ๆ
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะฉลาดขนาดนี้ ข้าจงใจยุยงชุยต้าเหนียนจริง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้นางอยากลงมือกับข้า มนุษย์เรา หากมีช่องโหว่ก็ต้องทำพลาดแน่นอน ขอแค่กุมจุดอ่อนของบุคคลนั้นได้ ก็จะทำให้เขาเปลี่ยนมาเป็นเชื่อฟัง”
“เช่นนั้นอะไรคือจุดอ่อนของฮูหยิน?”
ซูจือฉือย้อมถามด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ดูเหมือนว่าเขาจงใจหยอกล้ออันเยว่ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย มันกลับให้ความรู้สึกอ่อนโยนเป็นพิเศษ
อันเยว่ค่อย ๆ โน้มตัวไปข้างหน้า เมื่อมีแสงประกายวาบขึ้นในดวงตาของนาง นางก็เอ่ยว่า “จุดอ่อนของข้า ก็คือเจ้า”
ไม่ใช่ทุกคนที่จะเล่นด้วย อย่างน้อยซูจือฉือก็ไม่เป็นเช่นนั้น เขาแค่ยิ้มและหันหน้ามองไปยังด้านล่าง โดยที่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนเลย
หากชอบใครสักคนจริง อย่างน้อยก็ต้องแสดงความดีใจสักนิดถึงจะถูกต้อง
นางไม่ได้หวังให้ซูจือฉือชอบนาง อันเยว่แค่รู้สึกว่าอย่างน้อยระหว่างคนสองคนควรมีความเชื่อใจกันบ้าง ถึงแม้จะเป็นเพื่อนกันก็ตาม
“จือฉือ…”
“พี่ใหญ่กับพี่สามกลับมาแล้ว”
ซูจือฉือลุกขึ้นไปที่ราวจับ และตะโกนลงไปด้านล่าง
จากนั้นไม่นานเซียวสิงเยี่ยนก็พากู่หยางขึ้นมาข้างบน กู่หยางนั่งลงโดยไม่พูดไม่จา เซียวสิงเยี่ยนก็เช่นกัน แต่หยิบกาน้ำชาขึ้นมาเทใส่ปาก
“ช้าหน่อย ระวังสำลัก”
อันเยว่เผลอพูดออกไป เดิมทีเซียวสิงเยี่ยนไม่มีปัญหา แต่เมื่อได้ยินนางพูดเขากลับสำลักจนไอติด ๆ กัน
“หาร้านไปถึงไหนแล้ว?”
“หาได้แล้ว มีคนของตระกูชุยอยู่ พวกเขาจัดเก็บร้านให้เราแล้ว”
น้ำเสียงของเซียวสิงเยี่ยน หากบอกว่าเขาไม่ใช่โจรก็ถือว่าเป็นคำชม
เห็นอยู่ชัด ๆ ว่ามีสัญญาอยู่ในมือ ดังนั้นแค่หาร้านที่เหมาะสมและสั่งจอง แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อไปถึงที่ เขากลับทำเหมือนเป็นการปล้น
แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดี อย่างน้อยก็ได้ร้านที่ถนนตะวันออกแล้ว
“เช่นนั้นก็ดี กู่หยางทำงานข้าไม่ห่วง เราดื่มชาถ้วยนี้หมดก็กลับกันเถอะ”
อันเยว่มองดูถ้วยชาที่เพิ่งรินเสร็จ นางยังไม่ทันได้ดื่มก็ถูกกู่หยางหยิบไปดื่มจนหมดเสียก่อน
“ดื่มหมดแล้ว กลับเถอะ”
ตรงไปตรงมามาก อันเยว่เหลือบมองซูจือฉือ แต่เขากลับเม้มปากยิ้ม
ช่วงนี้ซูจือฉือเหมือนจะยิ้มบ่อยขึ้น ด้วยประสบการณ์จากครั้งที่แล้ว คราวนี้อันเยว่จึงไม่พูดออกไปง่าย ๆ อีก เพราะกลัวจะทำให้เขาโกรธจนหนีไป
ณ ลานกว้างหน้าเรือนของบ้านตระกูลอันเต็มไปด้วยสิ่งของระเกะระกะและผู้คนมากมาย บริเวณรอบ ๆ เละเทะจนไม่มีที่ให้คนยืน
“อันเยว่ นี่ฝีมือของเจ้าหรือ?”
ทันทีที่เข้ามาในบ้านก็เห็นหยูยวนยืนกอดอกอยู่ที่ประตูทางเข้าด้วยใบหน้าดำทะมึนปนระอา
“บ้านของเราไม่น่ามองแล้วจริง ๆ ในเมื่อตอนนี้ข้าเริ่มมีเงินบ้างแล้ว ก็ซ่อมแซมสักหน่อยเถอะ”
อันเยว่เงยหน้าขึ้นมองสถานการณ์ในตอนนี้ การซ่อมหลังคาค่อนข้างง่าย แต่หากรื้อห้องปีกฝั่งตะวันตก เกรงว่าต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันจึงจะแล้วเสร็จ
เมื่อเห็นซากของระเกะระกะ หยูยวนก็ส่งเสียงออกทางจมูกอย่างเย็นชา “ถือว่าเจ้ายังมีน้ำใจอยู่บ้าง”
“นี่ ข้าจะเย็บปิดปากเจ้าสักวัน”
อันเยว่พึมพำอย่างมีโทสะ ทุกครั้งที่ถูกหยูยวนว่ากล่าวจะไม่มีช่องให้โต้แย้งได้เลย