ณ ตึกปฏิบัติ บริเวณใจกลางมหาวิทยาลัย
ตึกนี้เชื่อมต่อกับตึกของสถาบันทั้งสี่ ซึ่งเป็นตึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้แห่งนี้
ตึกแห่งนี้มีทั้งหมดสิบสามชั้นและมีพื้นที่กว้างขวาง หากยืนมองจากไกล ๆ ตึกแห่งนี้มีขนาดใหญ่โตมโหฬารเป็นอย่างยิ่ง
……
ด้านนอกตึกมีลานกว้างขนาดใหญ่ซึ่งสามารถรองรับนักเรียนใหม่จำนวน 2,000 กว่าคนได้แบบสบาย ๆ โดยไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือเบียดเสียดแม้แต่น้อย
ตึกปฏิบัติขนาดใหญ่จำนวนสิบสามชั้นแห่งนี้ บริเวณชั้นแรกไม่ใช่ชั้นสำหรับฝึกซ้อม แต่กลับถูกสร้างเป็นห้องโถงที่มีความกว้างขวาง
บนกำแพงที่อยู่รอบ ๆ ห้องโถงแห่งนี้มีหน้าจอ LCD แบบเต็มจอติดตั้งไว้ หน้าจอขนาดใหญ่ถูกแบ่งเป็นหน้าจอขนาดเล็กที่มีขนาดเท่ากันจำนวนนับไม่ถ้วน
การแสดงผลบนหน้าจอแค่ละจุดถูกถ่ายทอดจากทุกมุมของที่นี่ ดังนั้นจึงสามารถมองเห็นทุกจุดภายในตึกแห่งนี้
หลังจากการทดสอบเริ่มต้นขึ้นก็จะมีการฉายภาพการทดสอบของเหล่านักเรียนหน้าใหม่ที่อยู่บนสี่ชั้นแรกของตึกแห่งนี้
โดยปกติแล้วตึกนี้เปิดให้ใช้งานค่อนข้างน้อย ซึ่งจะเปิดใช้สำหรับทดสอบเด็กนักเรียนหน้าใหม่ในแต่ละปี
ภายในห้องโถงมีคนหลายร้อยคนที่กำลังนั่ง ยืนและเดินอยู่
พวกเขาคือครูที่ปรึกษาและหัวหน้าแต่ละระดับชั้นของมหาวิทยาลัยแห่งนี้
มหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้จะเปิดรับนักศึกษาปีละ 2,000 คน ดังนั้นนักเรียนที่อยู่ภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้จึงมีจำนวนรวมราว ๆ 8,000 กว่าคนและมีครูที่ปรึกษาอีก 400 กว่าคน
โดยเฉลี่ยแล้วครูที่ปรึกษาหนึ่งคนจะดูแลเด็กนักเรียนราว ๆ 20 คน
แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป
ครูที่ปรึกษาที่มีความแข็งแกร่งต่างก็ความต้องการที่สูงตามความสามารถของพวกเขา พวกเขาย่อมเลือกนักเรียนที่โดดเด่นมาอยู่ในการดูแลของตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย บางทีอาจจะมีนักเรียนไม่ถึงสิบคนที่เข้าไปอยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา
ส่วนเด็กนักเรียนที่ไม่มีครูที่ปรึกษาดูแลก็จะถูกส่งต่อให้กับครูที่ปรึกษาที่อ่อนแอกว่าเป็นคนดูแล ซึ่งการดูแลของครูที่ปรึกษาเหล่านั้นก็จะเป็นการดูแลแบบภาพรวมมากกว่าการดูแลแบบจำเพาะเจาะจง
ภายในมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าจะกลายเป็นที่ยอมรับของคนอื่น ๆ นี่คือกฎเริ่มต้น
วันนี้ครูที่ปรึกษาเดินทางมาที่นี่แค่เกือบหลักร้อยคนเท่านั้น สาเหตุก็เป็นเพราะนักเรียนที่พวกเขาดูแลจบการศึกษาไปแล้ว
หลังจากที่นักเรียนภายใต้การดูแลของพวกเขาเรียนจบ พวกเขาก็ต้องมาที่นี่เพื่อเลือกนักเรียนไปดูแลหลังจากนี้อีกสี่ปี
ครูที่ปรึกษาจะต้องดูแลนักเรียนของตัวเองจนครบสี่ปี หลังจากนั้นพวกเขาก็จะเริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง ทั้งหมดนี้เป็นการปลูกฝังเหล่านักเรียนให้กลายเป็นกลุ่มหัวกะทิของอาณาจักรอย่างต่อเนื่อง
“เริ่มกันเถอะ”
หลังจากชายชราผมขาวที่นั่งอยู่กลางฝูงชนตื่นจากการนั่งงีบพักผ่อน เขาก็เปล่งเสียงออกมา
เขาคือเซี่ยเว่ยกว๋อผู้อำนวยการของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้แห่งนี้ ชายชราผู้มีอายุ 80 ปีแล้ว
แต่ถึงจะอายุมากแล้ว นอกจากผมที่ขาวโพลนทั่วทั้งหัว โลหิต ลมปราณและจิตวิญญาณของเขากลับเหมือนกับวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ไม่ได้มีร่องรอยของคนชราที่เป็นไม้ใกล้ฝั่งให้ได้เห็นแม้แต่น้อย
หน้าที่ของเขาในครั้งนี้คงเป็นผู้นำและออกคำสั่งไปยังผู้คุมสอบคนอื่น ๆ แต่ละชั้น
ตอนที่นักเรียนเข้ามาด้านในห้องโถง ครูที่ปรึกษาที่อยู่ภายในห้องโถงก็เริ่มพูดคุยกัน
จู่ ๆ ก็มีเสียงของใครบางคนดังขึ้น “ก่อนหน้านี้พวกเราแบ่งมหาลัยแห่งนี้ออกเป็นสี่สถาบันใหญ่ ก็เพื่อปลูกฝังกลุ่มนักเรียนให้กลายเป็นเหล่าหัวกะทิที่มีความสามารถตามสาขาที่ตัวเองถนัด แต่ตอนนี้เมื่อมาลองวิเคราะห์ดูแล้ว ในแต่ละสถาบันที่ได้รับความสนใจสูงสุดหนีไม่พ้นสถาบันผู้ฝึกยุทธ์และสถาบันผู้มีความสามารถ ดังนั้นทั้งสองสถาบันนี้จึงได้รับทรัพยากรไปมากกว่า 80% จากทั้งหมดที่มี ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรเซี่ยเฟิงไม่ได้พึ่งพาแค่กำลังเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือกลุ่มนักเรียนที่ไม่ได้เก่งในด้านการต่อสู้แต่ชื่นชอบการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการเมือง คนเหล่านี้มีความจำเป็นต้องเติบโตต่อไปแต่ทรัพยากรกลับไม่เพียงพอให้กับกลุ่มคนเหล่านี้”
“จุ๊ ๆ เอาอีกแล้วสินะ...”
เสียงกระซิบกระซาบเริ่มดังขึ้นจากด้านล่าง เห็นได้ชัดว่าคำพูดของคนคนนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่พูดแบบนี้
“วันนี้ทรัพยากรของทางมหาวิทยาลัยมุ่งเน้นให้กับกลุ่มสถาบันผู้ฝึกยุทธ์และผู้มีความสามารถ ทรัพยากรเหล่านี้ถูกดึงไปใช้กับนักเรียนที่มีความโดดเด่นในแต่ละปีที่เลือกสองสถาบันนี้ สิ่งนี้ส่งผลให้กลุ่มนักเรียนที่มีความสามารถด้านกลยุทธ์และโลจิสติกส์เลือกสองสถาบันแรกเพียงเพราะต้องการทรัพยากรเหล่านี้ เหล่าเซี่ย...คุณคิดว่าถ้าหากยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป หากยังปล่อยให้มหาลัยของเราปลูกฝังและมุ่งเน้นความบ้าบิ่น สถาบันกลยุทธ์และโลจิสติกส์ยังจะอยู่รอดต่อไปได้เหรอ?”
เอาอีกแล้ว!
เซี่ยเว่ยกว๋อแอบรู้สึกปวดหัวขึ้นมา คนที่กำลังย้อนถามเขาเป็นคนแก่รุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา และในทุก ๆ ปีคนคนนั้นก็มักจะพูดสิ่งนี้ทุกครั้ง
เซี่ยเว่ยกว๋อเปลี่ยนความคิดของเขา แม้ว่าคำถามของอีกฝ่ายจะเหมือนกันเกือบทุกปี
แต่คำตอบของเขาจะตอบเหมือนเดิมไม่ได้เด็ดขาด ถ้าหากอีกฝ่ายรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้จริง เรื่องต้องไม่จบแค่นี้แน่ ๆ
“สถาบันผู้ฝึกยุทธ์และสถาบันผู้มีความสามารถเป็นพวกบ้าบิ่นอย่างนั้นเหรอ?”
เซี่ยเว่ยกว๋อย้อนถามด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ “เหล่าอวี๋ คุณเองก็เป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ หลายปีมานี้เหล่านักเรียนที่จบการศึกษาจากสองสถาบันนี้กลายเป็นพวกบ้าบิ่นจริง ๆ เหรอ?”
“นักการเมืองและนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็ออกไปสร้างผลงานกันไม่น้อยไม่ใช่เหรอ ที่เด็ก ๆ เลือกสถาบันผู้ฝึกยุทธ์และผู้มีความสามารถสาเหตุก็เป็นเพราะพวกเขาอยากจะใช้พรสวรรค์ของตัวเอง”
“ตอนนี้บนโลกใบนี้อันตรายมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าหากเราไม่มีกำลังอาวุธที่แข็งแกร่งมากพอ แม้แต่คุณสมบัติที่จะเข้ามาพวกเขายังไม่มีแล้วจะเอาอะไรไปวิจัยล่ะ?”
“แน่นอนว่าฉันไม่ได้คิดว่านักเรียนที่เลือกสถาบันกลยุทธ์และโลจิสติกส์ไม่ดี เมื่อทุกคนอยู่ในแนวหน้า บทบาทของผู้บัญชาการด้านยุทธวิธีก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่คุณเองก็ต้องเข้าใจด้วยว่าสถานที่ที่อันตรายแบบนั้น ถ้าหากไม่มีความสามารถในการดูแลความปลอดภัยของตัวเองมากพอ มันก็ไม่ต่างอะไรกับส่งพวกเขาไปตาย”
“หลายปีมานี้เป็นเพราะต้องปกป้องกลุ่มนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์ ดังนั้นเราจึงสูญเสียผู้มีความสามารถและผู้ฝึกยุทธ์ไปไม่น้อย”
“สิ่งนี้ยังไม่มากพอที่จะพิสูจน์ให้คุณเห็นอีกเหรอว่าทรัพยากรเหล่านั้นจำเป็นต่อสถาบันผู้ฝึกยุทธ์และสถาบันผู้มีความสามารถมากขนาดไหน?”
ชายชราที่พูดขึ้นมาก่อนหน้านี้เงียบขรึมไปในทันทีเมื่อถูกเซี่ยเว่ยกว๋อย้อนถาม
ความจริงก็เป็นเช่นนี้ ตอนที่สร้างมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งขึ้นมา สิ่งประหลาดเหล่านั้นไม่ได้รุนแรงเท่ากับตอนนี้
แต่ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการสู้รบเมื่อสิบปีก่อน ถ้าหากไม่ใช่เพราะความร่วมมือกันของแต่ละอาณาจักรในการขับไล่และต้านการโจมตีของสิ่งแปลกประหลาดที่อยู่ด้านนอกประตูโลก เผ่ามนุษย์อาจจะถูกล้างเผ่าพันธุ์ไปนานแล้ว
ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนี้แต่ก็ไม่สามารถปิดประตูโลกได้ ดังนั้นจึงมีสิ่งแปลกประหลาดที่แข็งแกร่งผ่านทะลุแนวป้องกันที่เผ่ามนุษย์สร้างไว้และเข้ามาก่อความวุ่นวายให้กับเผ่ามนุษย์
……
ชั้นหนึ่งของที่นี่ไม่ได้เป็นชั้นหนึ่งอย่างที่ชื่อระบุไว้ แต่กลับเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ห้องหนึ่ง
ตรงกลางภายในห้องโถงมีครูที่ปรึกษายืนอยู่สิบเจ็ดคน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ทำหน้าที่รับผิดชอบการทดสอบในครั้งนี้
ประเด็นหลัก ๆ คือเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนตีกันจนหัวล้านข้างแตก และไม่ให้มีคนต้องบาดเจ็บล้มตายภายในสนามทดสอบแห่งนี้ นอกจากนี้ยังเข้ามาสอดส่องเพื่อจับพิรุธไม่ให้เด็กนักเรียนทุจริตในการสอบ
ครั้งนี้เฉินปินคือประธานดูแลสนามทดสอบแห่งนี้ เมื่อเห็นนักเรียนเดินเข้ามาด้านในเขาก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ชั้นหนึ่งสถาบันโลจิสติกส์ ชั้นสองสถาบันกลยุทธ์ ชั้นสามสถาบันผู้มีความสามารถและชั้นสี่สถาบันผู้ฝึกยุทธ์ ตอนนี้เป็นเวลาเก้าโมงตรง ตึกนี้จะปิดช่วงสามทุ่มตรง ถึงเวลานั้นถ้าหากนักเรียนยังยืนอยู่ที่ชั้นไหนนั่นก็หมายความว่าเธอได้เรียนอยู่ภายในสถาบันนั้น”
“แต่ละชั้นจำกัดจำนวนคนอยู่ที่ 500 คน ถ้าหากอาคารปิดและยังมีจำนวนคนมากกว่าที่กำหนดไว้ ฉันจะทำการสุ่มหมายเลขเพื่อย้ายสถาบันให้กับคนที่ถูกสุ่ม”
สิ่งนี้ไม่ได้สร้างความฮือฮาให้กับนักเรียนที่อยู่ด้านล่างเท่าไหร่นัก นี่เป็นประเพณีของมหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้และมันก็ไม่ใช่ความลับที่ห้ามไม่ให้คนนอกรู้
สรุปสั้น ๆ ก็คือพวกเขาให้เด็กนักเรียนสู้กันนั่นแหละ!
บางคนก็หน้าตาบูดบึ้ง บางคนก็เคร่งเครียด บางคนก็ตื่นเต้น...ตอนนี้มีหลายอารมณ์ที่ผสมปนเปอยู่ภายในที่แห่งนี้
เฉินปินรู้ดีว่าเด็กนักเรียนต่างก็รู้กฎข้อนี้กันอยู่แล้ว แต่ที่เขาพูดก็เพื่อที่จะดำเนินการตามขั้นตอนเท่านั้น
หลังจากนี้ต่างหากล่ะที่จะเป็นการเปิดประเด็นอย่างแท้จริง...
“ปีนี้แตกต่างจากปีก่อน ๆ นักเรียนของแต่ละสถาบันที่ได้คะแนนสิบอันดับแรกจะได้รับหินผลึกศักดิ์สิทธิ์สีม่วง อันดับหนึ่งจะได้รับ 10 ชิ้น อันดับสองจะได้รับ 9 ชิ้น และลดหลั่นลงตามลำดับไปจนถึงอันดับสิบที่จะได้เพียงแค่ 1 ชิ้นเท่านั้น”
“พรึบ!”
คำพูดของเฉินปินทำให้เหล่านักเรียนที่อยู่ด้านล่างตาลุกวาวขึ้นมาในทันที
หินผลึกศักดิ์สิทธิ์สีม่วงเป็นทรัพยากรในการนำไปฝึกตนได้ไม่เลวเลย
ตอนนี้ทุกคนเริ่มเกิดความกระตือรือร้นที่จะสู้แล้ว พวกเขาจึงเริ่มเตรียมตัวเพื่อที่จะเข้าสู่สนามทดสอบครั้งใหญ่นี้
“พี่ฮุย หินผลึกศักดิ์สิทธิ์สีม่วงเลยนะ ฉันเคยเห็นก่อนหน้านี้ชิ้นหนึ่ง พลังงานที่อยู่ในนั้นมีเยอะมาก ๆ ถ้าหากมีของชิ้นนั้นอยู่ในมือฉันมั่นใจว่าฉันต้องบรรลุเข้าสู่ขั้นต่อไปแน่นอน”
เฉียนตัวตัวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เซี่ยฮุยได้ยินสิ่งที่เฉินปินพูดก็เริ่มเกิดอาการตื่นเต้นเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ
“อื้อ”
เซี่ยฮุยก็แอบกำหมัดแน่น ไม่รู้ว่าหินผลึกศักดิ์สิทธิ์สีม่วงนี้จะแลกแต้มเสริมความแข็งแกร่งได้มากน้อยขนาดไหนกันนะ!
“ครูครับ สามารถใช้อาวุธได้หรือเปล่าครับ?”
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีเสียงของนักเรียนที่ถนัดในการใช้อาวุธเอ่ยถามขึ้นมา
เฉินปินหันไปมองเด็กคนนั้นก็พบว่าในมือของเขามีกริชอยู่หนึ่งเล่ม
เขาพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไม่อนุญาตให้ใช้อาวุธที่พกติดตัวมา ทางฝั่งนั้นมีอาวุธที่ทำมาจากไม้ การทดสอบครั้งนี้สามารถใช้อาวุธเหล่านั้นได้เท่านั้น”
พูดเป็นเล่น...ก็บอกไปแล้วว่าจะป้องกันไม่ให้มีคนต้องบาดเจ็บล้มตายจากการทดสอบ ถ้าปล่อยให้เธอใช้อาวุธที่เตรียมมาก็จบเห่กันพอดี
เฉินปินพูดต่อด้วยสีหน้าที่ยังคงเคร่งขรึม “ถ้าหากพบว่ามีใครแอบใช้อาวุธที่ผิดกฎของทางมหาวิทยาลัยจะถูกตัดสิทธิ์ทันที”
“สังหารเพื่อนที่เข้ารับการทดสอบ...ถูกตัดสิทธิ์!”
“ยืนรอเวลาระหว่างรับการทดสอบ...หัก 10 คะแนน!”
“……”
กฎแต่ละข้อไม่ถูกตัดสิทธิ์ก็ถูกหักคะแนน สิ่งนี้ทำให้เหล่านักเรียนที่กำลังตื่นเต้นเริ่มเปลี่ยนสีหน้าเป็นความเคร่งขรึม
กฎเกณฑ์มากมายขนาดนี้ แม้แต่เหล่านักเรียนที่มีความแข็งแกร่ง หินผลึกศักดิ์สิทธิ์สีม่วงไม่ใช่สิ่งที่จะครอบครองได้ง่าย ๆ เลย
เมื่อแจ้งข้อห้ามทั้งหมดแล้ว เฉินปินก็พูดทิ้งท้ายว่า “นอกจากข้อห้ามที่บอกไปก่อนหน้านี้ ระหว่างที่ทำการทดสอบไม่ว่าพวกเธอจะร่วมมือกัน หรือจะล้อมเป้าหมายเพื่อโจมตีก็สามารถทำได้ทั้งหมดแล้วแต่การตัดสินใจของพวกเธอ แต่จำไว้ให้ดีว่าผู้ฝึกยุทธ์ต้องต่อสู้!แต่ที่สำคัญคือต้องดูสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้าด้วย การทำในสิ่งที่ทำไม่ได้คือการกระทำของพวกบ้าบิ่น สถาบันทั้งสี่ของเรามีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ได้รับจากปลูกฝังกันทั้งหมด แต่ทางที่ดีที่สุดคือได้อยู่บนเส้นทางที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ใช่เดินตามเส้นทางเพราะความเห็นจากคนนอกโดยไม่คำนึงถึงความสามารถของตัวเอง”
พูดจบเฉินปินก็ตะโกนขึ้นอีกครั้ง “เริ่มการทดสอบได้!”
เมื่อเหล่านักเรียนได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็รีบวิ่งไปที่อาวุธไม้เป็นอย่างแรกและเริ่มกระจายตัวเพื่อวิ่งไปชั้นบน...
อาวุธที่ตั้งอยู่เพียงพอสำหรับทุกคน อาวุธผลิตจากไม้มีเนื้อแข็งแรงตามมาตรฐาน อาวุธชนิดนี้ไม่ได้ส่งผลดีและไม่ได้ส่งผลร้าย
นักเรียนที่เลือกอาวุธเหล่านั้น หลังจากที่ได้อาวุธมาครอบครองแล้วพวกเขาก็วิ่งขึ้นไปชั้นบนทันที
“พี่ฮุยจะใช้อาวุธด้วยหรือเหรอ?”
เฉียนตัวตัวไม่ได้รีบร้อน เมื่อเห็นเซี่ยฮุยเดินตรงไปที่ชั้นวางอาวุธเขาก็ถามด้วยความสงสัย
ทางฝั่งนั้นไม่ได้มีนวมให้เขาใช้งาน
“อื้อ...มีติดตัวไว้น่าจะดีกว่าไม่มีอะไรเลย”
เซี่ยฮุยเดินไปพลางพูดไปพลาง “ตัวตัว นายไม่ต้องเอาไปหรอก”
เนื่องจากตอนที่ยืนต่อแถวก่อนหน้านี้ ผู้หญิงและผู้ชายถูกแยกออกจากกัน หลังจากที่เข้ามาด้านในถึงจะได้เจอกลุ่มนักเรียนหญิง
ตอนที่เซี่ยฮุยเดินมาหยิบอาวุธ เขาก็เจอหลี่เหมยมาหยิบอาวุธโดยบังเอิญเช่นกัน ข้าง ๆ เธอก็มีคนอื่น ๆ ยืนอยู่กันพร้อมหน้า
เมื่อเห็นพวกเธอ เซี่ยฮุยก็แอบรู้สึกโล่งใจขึ้นมาเพราะอย่างน้อย ๆ ก็ประหยัดเวลาไม่ต้องออกตามหาพวกเธอให้เสียเวลา
“เซี่ยฮุย นายจะเลือกสถาบันผู้ฝึกยุทธ์ใช่ไหม”
เจี่ยปิงอวี่มองเขา “เหมยเหมยก็เลือกสถาบันผู้ฝึกยุทธ์เหมือนกัน ระหว่างทดสอบพวกเธอสามารถร่วมมือกันได้นะ ส่วนพวกเรา...”
เฉียนตัวตัวเดินมายืนข้าง ๆ เธอ เขาตัดสินใจที่จะเข้าสถาบันผู้มีความสามารถ ดังนั้นเขาจึงต้องไปกับเจี่ยปิงอวี่โดยปริยาย
ส่วนทางฝั่งนี้มีเซี่ยฮุยและหลี่เหมยที่ปลีกตัวออกไปแค่สองคน
เซี่ยฮุยพยักหน้า จากนั้นเขาก็เลือกกระบี่ไม้เหมือนกับหลี่เหมย
“ทุกคนระวังตัวกันด้วยนะ”
“อื้อ”
หลังจากพูดทิ้งท้ายสั้น ๆ พวกเขาก็แยกย้ายไปตามชั้นของตัวเองทันที