BEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว)

    68 : ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์

    68 : ผู้มีจิตใจบริสุทธิ์

             

            “แปลกดีนะ ที่คุณกล้าทำแบบนั้น”

            เด็กสาวรัดแกละต่ำหันมองหนุ่มหัวน้ำตาล เขาไม่ได้มองเธออยู่ราวกับเมื่อกี้เป็นเพียงคำพูดลอยๆ

            “ทำแบบไหนเหรอคะ” เกลหันกลับไปหาคนต่อแต่ท่ามกลางผู้คนมากมายเช่นนี้ ก็ไม่ต่างจากงมเข็มในมหาสมุทร

            แต่ไม่ว่ามันจะยากลำบากขนาดไหน เกลก็ต้องหาให้เจอให้ได้

            “ที่คุณกล้าต่อยฟิวส์ไงล่ะ” มีความประทับใจเจืออยู่ในน้ำเสียง

            เกลเบ้ปากที่ต้องคิดถึงเรื่องนั้นอีก

            เธออุตส่าห์กลับมาเพื่อบอกให้ฟิวส์รู้แท้ๆว่าต้องตามหาแม่ของเขา แต่ฟิวส์กลับเลือกไปช่วยพวกเอลแทนคนที่ไม่มีพ่อและแม่มาตั้งแต่เด็กอย่างเกลไม่เข้าใจว่าทำไมฟิวส์ถึงตัดสินใจทิ้งแม่ของตนได้ลงคอ

            “เขามัน...งี่เง่า ทั้งที่ครอบครัวยังมีชีวิตอยู่แท้ๆแต่กลับไม่คิดรักษา” เกลกำมือแน่น หน้าขมวดนิ่วอย่างเจ็บปวด...ในหลายเรื่องไม่ว่าจะเรื่องที่ตัวเองไม่เหลือบุคคลเหล่านั้นแล้วหรือเรื่องที่ฟิวส์ทำให้เธอผิดหวัง “ไม่ว่ายังไง ฉันก็จะหาแม่ของเขาให้เจอให้พวกเขาได้คุยกันให้รู้เรื่อง ต่อให้พลิกแผ่นดินหา ฉันก็จะทำ!”

            โชลเกาแก้มทั้งที่ไม่ได้คันเมื่อฟังคำพูดเกินจริงนั้น“ผมว่าเราคงไม่มีเวลามากพอจะทำอย่างนั้นน่ะสิ” แล้วเขาก็หยุดเดินตั้งท่ากอดอกโดยมือข้างหนึ่งจับปลายคางอย่างใช้ความคิด

            เกลไม่เข้าใจว่าเขาจะหยุดทำไมหากไม่มีเวลาเหลือแล้วจริง

            “คุณเห็นแม่ฟิวส์ครั้งสุดท้ายที่ไหน”

            ความฉงนฉายชัดบนใบหน้าของเด็กสาวดวงตาสีน้ำเงินเหลือบขึ้นแบบนึกทวนความจำ

            “ครั้งสุดท้ายเหรอ...ตอนที่หนีออกมาจากตึกของท่านตนัยก็ยังอยู่ตอนอยู่ในโรงแรมก็เห็น ตอนเด็กนิรารักษ์พาพ่อแม่หนีไป ฉันก็เป็นคนพาเธอไปด้วย...”

            “ลองนึกดูดีๆ ครับ อาจมีสักตอนที่คุณเผลอคลาดสายตาไป”โชลพยายามช่วยกระตุ้น

            “...อ๊ะ!” ดวงตาเบิกกว้าง นึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำพลาดได้แล้ว“ฉันเข้าไปถามเนนค่ะว่าที่ซ่อนตัวอยู่ไกลมั้ย เนนบอกว่าไม่ไกล ฉันเลยวางใจแล้วก็...”

            “คลาดสายตาไป” โชลสรุปบทจบให้ มองเกลที่เม้มปากแน่น

            โชลรู้ว่าที่ซ่อนตัวของพวกเล็ทอยู่ที่ไหนมันไม่ไกลจากโรงแรมที่พวกเขาอยู่เท่าไร แต่มั่นใจได้ว่าปลอดภัย

            คำถามคือช่วงระยะทางเพียงแค่นั้นแม่ของฟิวส์จะเดินหลงไปที่ไหน จากสภาพอาการของเธอไม่น่าจะไปไหนได้ไกลถ้าลองหาดูดีๆ ก็น่าจะเจอได้ไม่ยาก

            เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว เหมือนจิ๊กซอว์ในหัวยังไม่ครบสมบูรณ์

            นี่เขาพลาดอะไรไปนะ...

            ตามปกติ แม่ฟิวส์ที่มีอาการทางจิตมักจะอยู่เฉยๆถ้าอย่างนั้นตอนที่พลัดกับเกล เธอก็ควรจะอยู่เฉยๆ ไม่ขยับไปไหนสิแต่...มีบางอย่างแปลกไป

            โชลนึกทวนตอนอยู่ในโรงแรม เขาสังเกตว่าเธออยู่ไม่สุขลุกลี้ลุกลนจนผิดปกติ...เพราะมีบางอย่างไปกระตุ้นเธอเข้าและสิ่งเดียวที่กระตุ้นเธอได้ก็คือ...

            ทุกอย่างพลันกระจ่างชัดขึ้นในพริบตา

            “นิวเวิลด์”

            “คะ?ตึกของท่านตนัยมีอะไรเหรอคะ” เกลถามยังไม่จบดีเลยด้วยซ้ำ อีกฝ่ายก็ออกนำไปเสียแล้วทำให้เธอต้องรีบตามไปโดยที่ยังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย

            “นี่คุณจะไปไหนเนี่ย”

            “ตึกนิวเวิลด์ เธอต้องไปที่นั่นแน่ๆ” โชลตอบโดยไม่หันมามองฝีเท้าขยับเร็วอย่างไม่ผ่อนแรงเพื่อไปถึงที่นั่นให้เร็วที่สุดเพราะถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคิด แม่ของฟิวส์ต้องตกอยู่ในอันตรายแน่นอน

            “เดี๋ยวสิ ทำไมถึงเป็นที่นั่นล่ะ”

            “เพราะนั่นเป็นที่สุดท้ายที่เธอเห็นฟิวส์ยังไงล่ะจากตามความทรงจำบวกกับอาการผิดปกติแล้ว เธอต้องคิดว่าเขาอยู่ที่นั่นแน่”

            เกลอึ้งกับหลักการคิดของอีกฝ่าย

            “งั้น...ถ้าแม่ของฟิวส์อยู่ที่นั่นจริง...”เรื่องเลวร้ายผุดขึ้นมาในความคิดทันที “ถ้าท่านตนัยพบเธอเข้า...”

            “เธอตายแน่” โชลตัดจบเสียงเครียดแล้วเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้นไปอีก

             

            ขณะที่โชลและเกลไปตามหาแม่ของฟิวส์ที่เหลืออีกสี่คนก็กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลเพื่อช่วยเหลือพวกเอลแต่กระนั้นความคิดของใครบางคนกลับไม่ได้จดจ่อกับการช่วยเหลือหากเป็นเรื่องอื่น...เรื่องที่ตนทิ้งไว้เบื้องหลัง

            ฟิวส์ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแต่ละคนถึงมองว่าเขาเป็นคนผิดแม้แต่วาลที่น่าจะเข้าใจกลับมองด้วยแววตาคาดโทษ

            มันจะอะไรนักหนากับอีแค่ไม่สนใจว่าผู้หญิงคนหนึ่งจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรในเมื่อ...ความพยายามที่เขาเคยมีให้ มันไร้ค่าในสายตาเธอมาโดยตลอด

            ตรงแก้มเหมือนจะช้ำซะแล้วเพราะหลังจากถูกฝาแฝดคนพี่ต่อยเอาไม่นานก็โดนคนน้องตบข้างเดียวกันเข้าให้ในเวลาไล่เลี่ยกัน

            การถูกผู้หญิงตบเอาง่ายๆ แบบนี้ ถือเป็นเรื่องแปลกสำหรับเขาและแปลกยิ่งกว่าคือเขาไม่คิดเอาคืน บางทีคงเพราะเขาคงรู้ตัวอยู่ลึกๆ กระมังว่าสมควรแล้ว

            แต่แล้วฟิวส์ก็หัวเราะให้กับความคิดเหลวไหลนั่นทำไมเขาจะต้องรู้สึกผิดด้วยในเมื่อผู้หญิงคนนั้นถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขามานานแล้ว

            ‘คุณมันงี่เง่า!’

            เด็กหนุ่มก้มหน้าขณะวิ่งไปด้วยเมื่อนึกถึงคำที่เกลด่าหลังจากตบเขา

            อา...เขาอาจจะงี่เง่าจริงๆ ก็ได้ หากเป็นคนแปลกหน้าจริงแล้วทำไมยังเกลียดอยู่ได้ล่ะ ทำไมความโกรธจึงไม่เลือนหายทำไม...ความเจ็บปวดที่เกิดจากคนแปลกหน้านั้น ถึงไม่ถูกลบหายไปสักที

            ความคิดทั้งหมดหยุดกึกเมื่อจู่ๆก็มีคนจับคอเสื้อเขาจากทางด้านหลัง ทำให้ด้านหน้าเข้ากระแทกคออย่างแรงฟิวส์หันกลับไปทำตาขวางใส่คนนั้น

            “ก่อนจะด่า รู้ไว้ด้วยว่าฉันช่วยไม่ให้นายเผลอทำร้ายตัวเอง”กิลชี้ข้างหน้าให้ฟิวส์มองตาม

            เสาไฟฟ้าตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าใกล้ขนาดที่ว่าหากอีกฝ่ายดึงตัวเขาช้าไปอีกนิดเดียวคงได้เลือดกันแน่ ถัดไปอีกเห็นทินและวาลวิ่งอยู่ลิบๆ อย่างไม่คิดรอ

            “เออ ขอบใจละกัน” ฟิวส์กระแทกเสียงพลางจัดคอเสื้อให้เข้าที่

            “ฉันขอโทษที่ต่อยนายนะและขอโทษแทนเกลกับสิ่งที่เธอทำลงไปด้วย” กิลว่าแต่ประโยคถัดมาน้ำเสียงกลับเปลี่ยนเป็นเย็นจัด “แต่ถ้านายทำให้เกลร้องไห้ฉันจะเข้าไปกระทืบซ้ำ”

            ฟิวส์แอบเหวอเล็กน้อย เริ่มสงสัยว่าพวกที่มีน้องสาวนี่มีนิสัยแปลกๆกันทุกรายเลยหรืออย่างไร

            “ถ้าไม่มีประโยคหลังนั่น จะเป็นการจบที่สวยกว่านี้นะ”

            “แค่เตือนไว้ก่อน”

            ก่อนกิลจะตั้งต้นวิ่งต่อ เขาขยับถอยกลับมาพูดว่า“ไม่ว่านายจะคิดอะไรอยู่ แต่ความเป็นครอบครัวมันไม่มีทางตัดกันขาดหรอกนะ”

            ฟิวส์เงยหน้ามองเด็กหนุ่มเอดีวาสด้วยแววตาอ่านยาก

            “ไม่ว่านายจะปฏิเสธยังไง ความจริงก็ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง”

            ฟิวส์ได้ยินแล้วอยากจะหัวเราะออกมาดังๆแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้สิ่งที่เขาทำเป็นเพียงการแค่นหัวเราะ

            “ความจริงที่ว่าเธอไม่เคยรักฉันสินะ”

            “แล้วนายเคยถามท่านตรงๆ มั้ยล่ะ”

            ไม่เคย...

            ฟิวส์รู้ดี เขากำลังกลัว กลัวว่าหากถามออกไปแล้วคำตอบที่ไม่อยากได้ยินจะกลายเป็นจริง แทนที่จะเป็นอย่างนั้นสู้เขาเกลียดอีกฝ่ายไปเลยยังจะดีซะกว่า

             

            ‘ไม่เป็นไรนะ’

             

            มันไม่มีทางไม่เป็นอะไรได้หรอกแม้แต่ตอนนี้ที่ความหวังแตกสลาย เขาก็ยังแอบเก็บมันไว้ส่วนหนึ่ง

            หากได้ฟังคำตอบนั้นแล้ว จะยังมีเศษเสี้ยวนี้เหลืออยู่ไหมฟิวส์หลับตาลงลองนึกสถานการณ์นั้นขึ้นมา

             

            ‘ไม่เป็นไรนะ’

             

            มันคงไม่ผิดอะไรใช่ไหม

            หากเมื่อถึงตอนนั้นแล้ว เขาจะขอใช้คำนั้นปลอบตัวเองบ้างครั้งแรก...และครั้งเดียว ที่คงไม่มีทางไม่เป็นไรได้จริง

             

            กริ่งเตือนภัยของโรงพยาบาลกำลังแผดดังบาดหูบรรดาคนไข้และคนรักษารีบอพยพหนีเมื่อเกิดระเบิดขึ้นในห้องเดี่ยวของผู้ป่วยคนหนึ่งโดยฝีมือแขกไม่ได้รับเชิญสองคน

            บานประตูกระเด็นหายไปไหนแล้วไม่รู้ห้องที่เคยสะอาดเอี่ยมบัดนี้กลับเต็มไปด้วยฝุ่นควันไหม้ ทั้งห้องเละไม่เหลือดีเตียงผู้ป่วยพลิกหงายเอาขาขึ้นทับเสาให้น้ำเกลือ

            ในขณะที่เด็กสาวในชุดสีฟ้าของผู้ป่วยหนีออกมาได้ทันบนหลังมือมีเลือดไหลนองเพราะเข็มให้น้ำเกลือถูกกระชากออกมีผู้หญิงอีกสองคนยืนขนาบข้างอย่างคิดปกป้องทั้งที่เธอเป็นผู้ใช้พลังซึ่งควรเป็นฝ่ายปกป้องแท้ๆ

            เบื้องหน้าทั้งสามเป็นเด็กหนุ่มสองคนที่แผ่รังสีอันตรายออกมาชัดเจน

            “พวกเธอทำแบบนี้ถ้าผู้มีจิตใจบริสุทธิ์เป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง”ชายหนุ่มที่เข้ามาเป็นคนสุดท้ายตำหนิ

            “โอ้ พวกผมเกือบลืมเรื่องนั้นไปแล้วนะเนี่ยขอบคุณที่เตือนนะคร้าบคุณนิกร” ดีมยิ้มเผล่ แกล้งทำเป็นสำนึกผิด

            “แต่ทางนั้นก็ยังไม่เป็นไรไม่ใช่รึไง” ธุมแยกยิ้มนึกสนุก

            “นี่ถ้าท่านตนัยรู้เข้า...”

            “ก็อย่าให้รู้สิ หรือจะให้พวกเราปิดปากคนที่รู้ตรงนี้ดีล่ะ”เด็กหนุ่มแสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ มองนิกรอย่างสื่อความหมาย ทำให้ชายหนุ่มเหงื่อตกรีบบอกปัด

            “รีบจับตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ก่อนที่พวกยุ่งยากจะมาถึงละกัน”

            “ถ้าทางนั้นให้จับง่ายๆ ละก็นะ”ธุมพยักเพยิดไปทางสามสาวที่ตอนนี้เกาะติดกันแน่นราวกับคิดว่านั่นจะทำให้พวกเธอมีเกราะคุ้มครอง

            หัวใจเอลเต้นรัว ประสาทสัมผัสทั้งหมดตื่นตัวเสียแต่ร่างกายตอนนี้ไม่พร้อมเอาซะเลย เอลกุมแผลตรงท้อง ความเจ็บแล่นขึ้นมาถึงสมอง

            ถึงจะแน่ใจว่าต้องมีคนมาช่วยแน่ๆแต่พวกเขาจะมาทันเวลาหรือไม่เนี่ยสิ

            เอลมองเพียวที่ทำเป็นไม่กลัวแม้มือที่จับแขนเธออยู่จะสั่นเทาส่วนโมนอกจากมือแล้ว ขากับปากก็สั่นด้วย แล้วเอลก็กำมือแน่น

            ...นี่ใช่เวลาจะพึ่งใครหรือไง

            เอลพยายามบังคับลมหายใจที่ถี่กระชั้นให้ลึกและยาวขึ้นดวงตาจ้องเด็กหนุ่มสองคนตรงหน้าพลางบอกตัวเองว่าจะต้องไม่กลัว

            เสี้ยวลมคมพุ่งหาพวกเธอ เอลยกมือปัดป้องกระจายลมนั้นก่อนสร้างพายุหมุนกั้นกลางห้อง และใช้โอกาสนั้นหันมาพูดกับเพื่อนทั้งสองว่า

            “ถ้าฉันให้สัญญาณแล้ว พวกเธอโดดออกไปนอกหน้าต่างเลยนะ”

            “อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ” เพียวขู่ จับเอลแน่นกว่าเดิม

            “พวกนั้นต้องการตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไม่ใช่เรื่องเลยที่จะมาอยู่กับฉันแบบนี้”

            “ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่อยากปล่อยแกไว้คนเดียวนี่”แม้ความกลัวจะมีอยู่มากแต่โมก็ไม่กลัวภัยตรงหน้าเท่าปล่อยให้เพื่อนต้องเผชิญอยู่คนเดียว

            “ฉันไม่เป็นไรหรอก” เอลปลอบทั้งคู่ รวมไปถึงตัวเองด้วย

            พายุที่เธอสร้างขึ้นกำลังสลายด้วยฝีมือดีม ทำให้เธอรีบเร่ง“ไปเดี๋ยวนี้ ไป!!”

            เพียวและโมต่างมีสีหน้าใจหายขณะถูกเธอผลักหงายหลังออกนอกหน้าต่างแต่ทั้งคู่ไม่ได้รับบาดเจ็บเมื่อมีลมแสนอ่อนโยนคอยหนุนตัวอยู่ก่อนถึงพื้น

            “ช่างเป็นฉากที่น่าซึ้งใจซะนี่กระไร”

            เสียงของดีมดังขึ้นข้างหู พายุหายไปแล้ว

            เด็กสาวร้องเมื่อถูกกระแทกท้องอย่างแรง เลือดเริ่มซึมกระจายแต่เธอก็ยังฝืนลุกขึ้นมากางแขนขวางไม่ให้ใครข้ามไปได้ทั้งนั้น

            อย่างน้อยเธอก็ขอถ่วงเวลาไว้จนกว่าพวกพี่ทินจะมาถึงเอลหอบหายใจ ไม่คิดละสายตาไปจากคนตรงหน้า แต่ธุมก็เข้ามากระชากผมเธอจากด้านหลัง

            “แบบนี้เขาเรียกว่าไม่เจียมสังขารนะ”ธุมว่าแล้วเหวี่ยงร่างบางลงพื้น

            เอลคว้าเศษขาโต๊ะฟาดกลางหลังธุมเต็มแรงทว่าหลังจากนั้นลมวูบใหญ่ที่รุนแรงกว่าของเธอเป็นเท่าตัวก็ซัดเธอกระเด็นทะลุผนังกำแพงออกสู่เบื้องนอก

            เพราะมีพุ่มไม้รับไว้เธอจึงไม่บาดเจ็บมาก เอลไถลลงพื้นได้ยินเสียงหวีดร้องของเพื่อนสองคน แม้จะบอกให้หนีไปแต่ทั้งเพียวและโมกลับไม่ยอมไปไหน

            “ทำไม...ยังไม่หนีไปอีก”

            เอลรู้สึกว่าตัวเองช่างเห็นแก่ตัวเพราะถึงจะโมโหที่ทั้งคู่ไม่ยอมฟังเธอ แต่...เธอกลับดีใจที่ยังมีคนคอยอยู่เคียงข้าง

            โมกุมมือเอลแน่น “เนียร์อุตส่าห์ให้มาดูแลแกเพราะงั้นไม่ว่ายังไง พวกเราก็จะไม่ทิ้งแกไว้เด็ดขาด”

            เพียวยืนยันคำพูดนั้นด้วยการวางมือลงบนมือที่กุมอยู่ของทั้งคู่

            ความมุ่งมั่นของทั้งสองทำให้เอลแทบอยากร้องไห้หากต้องฝืนเอาไว้

            “งั้น...”

            พวกเธอสามคนลุกขึ้นพร้อมกันมองธุมกับดีมที่กำลังมุ่งตรงมาทางนี้เอลหันมามองเพื่อนทั้งสองอีกครั้งซึ่งต่างพยักหน้าให้กันและกัน

            “พวกเรามาผ่านเรื่องนี้ด้วยกันเถอะ”

            ...........................................................................................

            .......................................................................

            ..............................................

            ในที่สุดพวกฟิวส์ก็มาถึง กิลเป็นคนนำไปยังห้องพักของเอลแต่หลังจากที่เห็นสภาพห้องแล้ว ความหวั่นวิตกก็ฉายชัดบนหน้าของทุกคน

            ไม่มีใครอยู่ในห้องรูบนผนังที่ทะลุออกไปพาให้ต้องชะโงกหน้าออกไปดู

            สวนหย่อมที่เคยงดงามบัดนี้ไม่เหลือแม้แต่ความร่มรื่นให้เห็น

            ต้นไม้ถูกเผาจนไหม้เกรียมเสาไฟถูกถอนออกมาแตกหักเป็นท่อนกระจัดกระจายอิฐที่วางกั้นเป็นอาณาเขตสวนดอกไม้และเศษดินก็เละเทะเปื้อนไปทั่วพื้น...ที่มีร่างของใครบางคนนอนอยู่

            พุ่มไม้เบื้องล่างแผ่กิ่งก้านเลื้อยขึ้นมาถึงห้องทินรีบไต่ลงไปเป็นคนแรก

            “น้องเอล!”

            ทินพยุงร่างเพื่อนของน้องสาวขึ้นมาเธอมีสภาพสะบักสะบอมจนน่าเป็นห่วงปากแผลบนท้องก็เปิดขึ้นมาอีกจนเลือดซึมเสื้อเป็นวงกว้าง

            เมื่อได้ยินเสียงเรียก เอลก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา“...พี่...ทิน?”

            “เป็นไงบ้าง แล้วคนอื่นล่ะ”

            พอได้ยินคำถาม เอลก็ร้องไห้ออกมาสะอึกอื้นเท่าที่เธอในตอนนี้จะทำไหว

            “พี่ทิน ขอโทษนะคะพวกนั้น...ได้ตัวผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ไปแล้ว”

            ฟิวส์กวาดตามองไปทั่วๆ ไม่พบคนอื่น

            “ใคร ยัยปากจัดนั่นน่ะเหรอ”

            โครม!

            กิ่งไม้ใหญ่ที่เคยทับขาเด็กสาวถูกผลักออกจากตัวในทันทีพร้อมเสียงโวย

            “เห็นฉันเป็นคนดีขนาดนั้นรึไง” เพียวลุกยืนจังก้ามีบาดแผลตามตัวไม่น้อยไปกว่าเอล หากไม่สาหัสเท่าถึงได้ยังมีแรงมากพอจะตวาดใส่ฟิวส์ได้

            “พวกมันจับโมไปต่างหาก!!”




    คล้ายกับเรื่องBEWARE เด็กอันตราย (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน