Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    เล่ม 4 ตอนที่ 118 เมื่อมาแล้วก็อย่าเพิ่งไป!

            เขากลับมาถึงที่คฤหาสน์ประมาณหนึ่งทุ่มครึ่งบนโต๊ะอาหารกลางห้องโถงมีอาหารที่ส่งกลิ่นหอมวางอยู่มากมาย


            แม้ประตูห้องครัวจะปิดอยู่ แต่ก็สามารถเห็นเงาร่างของคนที่กำลังวิ่งวุ่นทำอาหารภายในนั้นได้อย่างชัดเจน 

            “หรือว่าไป๋เหวินหลิงกำลังทำอาหารอยู่?” ซูฮ่าวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย 

            เขาคิดว่า หลังจากวิ่งวุ่นทำงานมาทั้งวันไป๋เหวินหลิงน่าจะไม่มีแรงมาทำอาหารถึงจะถูก 

            ตอนที่เขากำลังจะเข้าไปในครัว ประตูห้องครัวกลับเปิดออกหญิงวัยกลางคนเดินถือชามผักออกมา 

            “ที่แท้ก็เป็นป้าเจิ้งนี่เอง ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าใครทำอาหารอยู่ด้านใน” ซูฮ่าวตระหนักขึ้นมาในทันที เขาพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “คุณกลับมาได้อย่างไร? จัดการธุระทางบ้านเสร็จแล้วหรือ?”

            หญิงวัยกลางคนตรงหน้าคือแม่บ้านที่ไป๋เหวินหลิงจ้างมาเมื่อหกเดือนที่แล้วเธอมีชื่อว่า เจิ้งชุนหลาน เธอเป็นคนที่ใจดีและซื่อสัตย์อย่างมากทั้งยังดีต่อเขาและไป๋เหวินหลิงมากแต่ในช่วงที่ผ่านมาเจิ้งชุนหลานมีธุระทางบ้านเล็กน้อย ดังนั้นจึงขอลางานกลับบ้านเกิด

            “คุณซู?” เจิ้งชุนหลานชะงักไปเล็กน้อย 

            ในความทรงจำของเธอ ซูฮ่าวไม่ค่อยได้กลับมาที่คฤหาสน์หลังนี้โดยทั่วไปแล้วเขาก็จะอยู่แต่ในผับในบาร์ทั้งอาทิตย์ไม่เห็นหน้าเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ

            แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ช่วงนี้ซูฮ่าวจะกลับเข้ามาในคฤหาสน์นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกตกใจเล็กน้อย 

            “ธุระทางบ้านจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณคุณซูมากที่เป็นห่วง” เจิ้งชุนหลานวางกับข้าวลงบนโต๊ะ เธอพูดขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อย “คุณซู ที่คุณกลับมาวันนี้ คุณได้บอกคุณไป๋หรือยังคะ?”

            ตั้งแต่ที่ซูฮ่าวมาถึงฉวนโจวเขาก็มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ วันๆไม่ทำอะไรเอาแต่เที่ยวจีบหญิงอย่างเดียวดังนั้นจึงทำให้ชื่อเสียงของไป๋เหวินหลิงได้รับผลกระทบไปด้วยเธอจึงไม่เคยไว้หน้าซูฮ่าวมาก่อน และแทบอยากจะให้ซูฮ่าตายอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำ

            หากพวกเขาทั้งสองคนได้เจอกันถ้าไม่เกิดสงครามเย็นก็ต้องทะเลาะวิวาทเสียงดังไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเลย

            ก่อนที่เธอจะกลับบ้านเกิด ไป๋เหวินหลิงกับซูฮ่าวก็ทะเลาะกันหนึ่งครั้งและไม่ให้เขาเข้ามาในคฤหาสน์อีกเลย

            แต่ครั้งนี้ซูฮ่าวกลับมาที่คฤหาสน์แล้วหากเขาไม่ได้บอกไป๋เหวินหลิงล่วงหน้า เกรงว่าทั้งสองคนอาจจะมีปากเสียงกันได้ 

            เมื่อเห็นว่าเจิ้งชุนหลานกำลังคิดอะไรอยู่ ซูฮ่าวก็พูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ป้าเจิ้ง ฉันกลับมาอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งได้แล้ว ฉันคิดอะไรได้หลายอย่างจึงเลิกทะเลาะกับไป๋เหวินหลิงแล้ว ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวล”

            “จริงหรือคะ?” เจิ้งชุนหลานเหลือบสายตามองซูฮ่าวอย่างสงสัยตอนที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นว่ามีรถปอร์เช่สีดำมาจอดอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์ 

            จากนั้นไป๋เหวินหลิงก็เดินลงมาจากรถ

            “ป้าเจิ้ง?” เมื่อเห็นเจิ้งชุนหลานไป๋เหวินหลิงก็รู้สึกตกใจ เธอเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม “ป้าเจิ้ง ในที่สุดป้าก็กลับมาแล้ว ช่วงที่ป้าไม่ได้อยู่ที่นี่ฉันกับซูฮ่าวต้องทำอาหารกินเองประจำ แต่มันไม่ค่อยสะดวกเลยอีกทั้งยังไม่อร่อยเท่ากับที่ป้าทำ”

            เจิ้งชุนหลานชะงักไปเล็กน้อย แล้วหันมามองทางซูฮ่าว ก่อนจะหันไปมองไป๋เหวินหลิงอีกครั้งแล้วพูดอย่างตกใจว่า “คุณไป๋… ”

            “ฉันทำไมหรือ?” ไป๋เหวินหลิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วเปิดกล้องส่องหน้าตัวเองก่อนจะพูดอย่างมึนงง “ป้าเจิ้งหน้าของฉันก็ไม่มีอะไรติดอยู่นี่นา”

            ซูฮ่าวยกมือขึ้นใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ป้าเจิ้งเหวินหลิง พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ กินไปคุยไป”

            “อือๆ ฉันไม่ได้กินอาหารฝีมือป้าเจิ้งมาหลายวันแล้ว ซูฮ่าวคุณอย่ามาแย่งฉันนะ” ไป๋เหวินหลิงยกมุมปากขึ้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว 

            ซูฮ่าวจัดที่นั่ง เขาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “วางใจเถอะ มันเป็นของเธอทั้งหมด”

            “ตรรกะนี้ยอดเยี่ยมมาก คู่ควรกับการชื่นชม!” ไป๋เหวินหลิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจหลังจากล้างมือเสร็จเธอก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร 

            เจิ้งชุนหลานมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยความมึนงงอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความโล่งอก

            แม้เธอจะไม่รู้ว่าทำไมความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นถึงได้ดีขึ้นแบบนี้แต่ดูจากที่ทั้งสองคนสามารถเข้าขากันได้ดี นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขมาก

            หลังจากมื้ออาหารเย็น เพื่อนสนิทของไป๋เหวินหลิงก็โทรมานัดให้เธอออกไปชอปปิ้งแต่ซูฮ่าวยังคงเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสือหม่าบริเวณใกล้บ้าน

            แสงจันทร์ส่องลงมาจากฟากฟ้าราวกับสายน้ำภายในสวนสาธารณะสือหม่ามีโซนที่เป็นป่าไผ่ ซูฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น โคจรวิชาชิงแสงนำพลังอย่างต่อเนื่องเหนือศีรษะของเขามีแสงจิตวิญญาณเจินชี่กระจายอยู่ ลมหายใจของเขาก็มั่นคงและมีพลัง

            ภายในตันเถียนของเขาสับสนวุ่นวายขัดกับบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงบมากแสงจิตวิญญาณเจินชี่พุ่งผ่านเส้นชีพจรทั้งหกโคจรทั่วร่างกาย หมุนวนรอบแล้วรอบเล่าอย่างต่อเนื่อง

            ในการโคจรแต่ละครั้งภายในสมองของซูฮ่าวมีแก่นแท้ของเทวจิตเพิ่มขึ้นหนึ่งสายอีกทั้งยังช่วยเร่งการกำเนิดเทวจิตด้วย

            เขาบำเพ็ญเพียรมาจนถึงสามทุ่ม ซูฮ่าวลืมตาขึ้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ขื่นขม

            “มิน่าล่ะคนส่วนใหญ่ถึงติดอยู่ที่เซียนเทียนขั้นกลางเป็นเวลานานคิดไม่ถึงเลยว่าการสะสมพลังก่อนไปสู่เซียนเทียนขั้นปลายนั้นมันจะต้องใช้พลังจำนวนมากขนาดนี้ต่อให้โคจรวิชาชิงแสงนำพลังและนำแสงจิตวิญญาณเจินชี่ให้โคจรทั่วร่างกายแล้วแต่ก็สามารถเพิ่มพลังได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น”

            “จำเป็นต้องใช้ค่ายกลผนึกวิญญาณกับของเหลวผนึกวิญญาณมาร่วมบำเพ็ญเพียรด้วยไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะสามารถทะลวงด่านเซียนเทียนขั้นปลายก่อนงานประลองผู้นำที่จะถึงนี้ได้เลย”

            นักรบโบราณจำนวนมากไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ของตนเองดีนักดังนั้นพวกเขาไม่มีทางที่จะคาดเดาเวลาทะลวงด่านได้แม่นยำเหมือนกับซูฮ่าวแน่นอน

            ตอนนี้เป็นวันพฤหัสบดี เหลือเวลาอีกสามวันกว่าจะถึงงานประลองผู้นำเพื่อให้มั่นใจว่าหวางเฉิงเทียนจะสามารถคว้าตำแหน่งผู้นำได้การที่เขาทะลวงด่านสู่เซียนเทียนขั้นปลายถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

            แม้ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้จะสามารถเอาชนะเซียนเทียนขั้นปลายได้แล้วก็ตามและสามารถต่อสู้กับเซียนเทียนขั้นสูงสุดได้หนึ่งยกแต่ต้องตั้งอยู่ในสมมติฐานที่เซียนเทียนขั้นปลายและเซียนเทียนขั้นสูงสุดมีพลังธรรมดาไม่มีเทคนิคการต่อสู้ที่พิเศษ 

            ไม่อย่างนั้น หากเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งด้วยพลังของเซียนเทียนระดับกลางอย่างเขาไม่มีทางเพียงพอแน่นอน

            “การบำเพ็ญเพียรไม่สามารถใจร้อนได้ ต่อไปมาฝึกเจ็ดหมัดผงาดฟ้าดีกว่า” ซูฮ่าวลุกขึ้นยืน แล้วหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเริ่มฝึกเพลงมวย 

            หมัดแต่ละหมัดแฝงไปด้วยพลังแห่งความมืดทำให้เกิดระลอกคลื่นกระจายตัวเป็นวงกลมกลางอากาศพลังที่แผ่กระจายออกมานั้นน่าตกใจอย่างมาก 

            ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้าน เขามุ่งความสนใจไปยังการจัดกระบวนท่าและฝึกฝนเพลงหมัด 

            เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ไม่นานก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว

            “ตู้มๆ ๆ !”

            ภายในป่าไผ่เต็มไปด้วยเสียงระเบิดที่แหวกอากาศของพลังหมัดเหล่านั้นใบไผ่ร่วงหล่นลงมากระจายอยู่ทั่วกำปั้นของซูฮ่าว ก่อนจะถูกดูดกลืนทั้งหมดด้วยพลังของหยินอ่อน

            หลังจากผ่านไปสักพัก ซูฮ่าวก็หยุดนิ่งและเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผาก 

            “วันนี้พอเท่านี้ก่อนตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะต้องเร่งการฝึกซ้อมให้มากขึ้นและจำเป็นต้องไปฝึกซ้อมที่บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นเท่านั้น”

            เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ผ่อนคลายร่างกาย ก่อนเดินกลับไปที่คฤหาสน์

            ตอนที่เขาเดินผ่านป่าเล็กๆ ซูฮ่าวก็หรี่ตาลงเล็กน้อย 

            สวนสาธารณะสือหม่าเงียบสงบไร้คลื่นลม แต่ทั่วทั้งป่าเล็กๆแห่งนี้กลับเหมือนต้องคำสาป มันขยับเองโดยไม่มีลมพัด ทั้งยังพลิ้วไหวอย่างบ้าคลั่งเสียงใบไม้กระทบกันดังสวบสาบดังก้องไปทั่วพื้นที่แห่งนี้

            ภายในป่าแห่งนี้มีเสียงนกแย่งกันร้อง ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงก่ำ 

            “ดูจากท่าทางแล้วน่าจะมีคนเตรียมของขวัญเอาไว้ให้ฉัน” ซูฮ่าวยิ้มขึ้นมาอย่างเย็นยะเยือก ก่อนจะตีลังกากลับหลังยืนห่างจากจุดเดิมไม่กี่เมตร

            แทบจะในเวลาเดียวกับที่เขาหลบออกมา มีดบินหลายเล่มก็ปักลงที่จุดเดิมที่เขาเคยยืนด้วยความเร็วสูงดุจสายฟ้า

            จากนั้นเงาร่างสามร่างก็พุ่งตัวออกมาจากในป่า ชายสองหญิงหนึ่งพวกเขาอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลาง สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร 

            “สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพวกเรา ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ธรรมดาเลย มิน่าล่ะคุณหลินจึงพ่ายแพ้ให้แก่คุณอยู่หลายครั้ง” ผู้หญิงที่สวมหน้ากากจ้องซูฮ่าวตาเขม็ง น้ำเสียงของเธอนั้นมีความประหลาดใจและแฝงด้วยความเย็นชา

            “คุณหลิน?” ซูฮ่าวไม่ร้อนรนเพียงแค่พยายามตีความจากคำพูด จากนั้นก็เอ่ยปากพูดอย่างไม่รีบไม่ร้อน “หมายถึงหลินอีหลุนอย่างนั้นหรือ? ให้ยอดฝีมือเซียนเทียนขั้นกลางสามคนมารุมโจมตีฉันนี่เขากะเอาฉันตายจริงๆ นะเนี่ย!”

            “ดูเหมือนว่าคุณก็ไม่โง่นะ” ภายในแววตาของผู้หญิงสวมหน้ากากมีประกายจิตสังหารปรากฏขึ้นเธอยิ้มอย่างชั่วร้าย “คุณหลินได้ให้โอกาสคุณมาหลายครั้งแล้วแต่คุณก็ไม่คิดจะรักษามันเลย คุณเป็นปรปักษ์กับเขา และยังทำให้เขาโมโหที่นี่แหละคือหลุมฝังศพของคุณ!”

            “จริงหรือ?” ซูฮ่าวไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณแน่ใจหรือว่าจะฆ่าฉันได้?”

            “คุณคิดว่าก่อนที่พวกเราจะลงมือ พวกเราไม่เคยสืบเรื่องของคุณมาก่อนหรือ?” ผู้หญิงสวมหน้ากากหัวเราะเสียงเบา เปลวเพลิงลุกโชนในดวงตา

            “ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คุณเพิ่งทะลวงด่านเป็นเซียนเทียนระดับต้นและได้สังหารศัตรูเก่าของหวางเฉินเทียนอย่างหนิงไท่ เซียนเทียนขั้นกลางซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เห็นว่าพลังของคุณนั้นสามารถเทียบเคียงกับเซียนเทียนขั้นกลางได้” 

            “เพื่อสังหารคน วันนี้พวกเราเซียนเทียนขั้นกลางทั้งสามคนก็จะร่วมมือกันต่อให้คุณทะลวงด่านสู่เซียนเทียนระดับกลางแล้วก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้อยู่ดี”

            ทันทีที่สิ้นเสียงชายสวมหน้ากากสองคนที่อยู่ด้านข้างก็ส่ายหน้าแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “คุณหลินกำชับมาว่า อย่าให้พวกเราพูดถึงคุณหลินมากนักและอย่าเปิดโอกาสให้เขา รีบลงมือโดยเร็ว เวลายิ่งนานอุปสรรคยิ่งมาก”

            “ก็ได้” ผู้หญิงที่สวมหน้ากากได้ยินดังนั้นก็กางมือขึ้นด้วยท่าทางจนปัญญา “ซูฮ่าวเดิมทีฉันอยากจะได้ยินคำสั่งเสียสุดท้ายของคุณแต่ตอนนี้เหมือนว่าคุณจะไม่มีโอกาสแล้ว”

            เมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่สวมหน้ากากมั่นใจในตัวเองเช่นนี้ซูฮ่าวก็สะบัดชายเสื้อ ก่อนกวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้ามาได้เลย”

            “โอ้ คาดไม่ถึงว่าคุณจะไม่ต่อต้าน ต้องชื่นชมความกล้าหาญของคุณทีเดียว” ผู้หญิงสวมหน้ากากแค่นหัวเราะ ใบหน้าของเธอก็เย็นชาขึ้นมาในทันที

            “แต่ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ ฉันไม่สามารถทำให้ศพของคุณสมประกอบได้หรอกนะ!”

            ทันทีที่พูดจบ ผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นก็ดีดนิ้วขึ้น 

            พวกเขาทั้งสามคนแยกตัวออกไปคนละทาง แต่ลงมือพร้อมกัน 

            คลื่นแรงกดดันของเซียนเทียนขั้นกลางสามส่วนพัดผ่านราวกับเมฆดำ ทันใดนั้นพวกเขาก็ส่งแรงกดดันไปทางซูฮ่าว

            “การสืบข่าวกรองเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าข่าวกรองนั้นต้องเป็นความจริง” ซูฮ่าวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในแววตามีประกายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ 

            เขาตั้งสมาธิ หยุดยืนนิ่งกับที่ไม่ขยับเคลื่อนไหวพลังที่น่าหวาดกลัวสายหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขาและแผ่ขยายออกรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้บริเวณใกล้เคียงปลิวออกไป

            ทันใดนั้นภายในดวงตาของเขาก็สว่างวาบเหมือนกับสามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง 

            เขาใช้เท้ากระแทกพื้นพร้อมกระโดดออกจากจุดเดิมเขาเหมือนเทพที่มาเยือนโลกมนุษย์ พลังของเขาถูกสะสมจนถึงขั้นสูงสุด 

            “ผงาดฟ้าหมัดที่หนึ่ง หมัดทลายใจ!”

            เมื่อหมัดที่หนึ่งถูกปล่อยออกไป พลังนั้นไม่มีใครสามารถเทียบเทียมได้รุนแรงราวกับสายฟ้า ในความอ่อนนุ่มมีแข็งกร้าว เลื่อนลอยไม่แน่นอน 

            เสียงพายุโหมกระหน่ำ เหมือนคลื่นที่สาดซัดโขดหิน 

            พลังหมัดซับซ้อน กลืนเข้าและคายออก การเปลี่ยนแปลงหลายหมื่นครั้งเหมือนแฝงพลังอยู่ทุกประเภท 

            แทบจะในเวลาเดียวกับที่ซูฮ่าวปล่อยหมัดออกไป พลังของคนสวมหน้ากากทั้งสามก็ท่วมท้นราวกับจะสามารถผ่าภูเขาพลิกมหาสมุทรได้เลย

            หมัดทลายใจของซูฮ่าวกับพลังโจมตีของทั้งสามคนปะทะกันอย่างรุนแรงจนทำให้มีเสียงสั่นสะเทือนเลือนลั่น ระลอกคลื่นของพลังแผ่กระจายออกไปต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบข้างถูกตัดจนสั้น 

            “กร๊อบ!”

            พลังความแข็งแกร่งของหมัดทลายใจเหมือนกับน้ำท่วมพังเขื่อนทุกอย่างถูกทำลายจนหมดสิ้น โหดเหี้ยม ไร้ความปรานี พลังทำลายล้างน่ากลัวพลังโจมตีที่ทั้งสามคนร่วมมือกันนั้นถูกทำลายเป็นจุลอีกทั้งพลังที่เหลือยังโจมตีพวกเขาทั้งสามคนต่อด้วย

            “อะไรกัน?” พวกเขาทั้งสามคนหน้าเปลี่ยนสีความเร็วของระเบิดเพิ่มสูงขึ้น พวกเขาทั้งหมดถอยร่นพร้อมกันจนทำให้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด 

            เมื่อมองไปยังพื้นที่ที่ถูกพลังนั้นพาดผ่านพวกเขาทุกคนก็ตัวสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ 

            คาดไม่ถึงว่าพลังหมัดจะรุนแรงมากเสียจนทำให้พื้นดินแตกเป็นรอยร้าวหินและโคลนถูกกวาดขึ้นมาด้านบน

            “นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?” รูม่านตาของผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นหดเล็กลงเธอรู้สึกตื่นตระหนกตกใจมาก ขนและผมลุกตั้งชูชัน 

            พลังของคนคนเดียว แต่กลับสามารถต้านทานพลังของเซียนเทียนขั้นกลางสามคนได้อีกทั้งดูเหมือนว่าเขาจะสามารถทำได้อย่างง่ายดาย?

            พวกเขาหันไปมองซูฮ่าวอีกครั้ง บนร่างกายของเขายังแผ่ระลอกคลื่นออกมานี่มันไม่ใช่พลังของเซียนเทียนขั้นต้นแล้ว แต่เป็นเซียนเทียนขั้นกลาง

            “ข่าวกรองผิดพลาด แยกย้ายด่วน!” ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วตัดสินใจในทันที 

            อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางเหมือนกัน แต่ซูฮ่าวคนเดียวสามารถสู้กับพวกเขาสามคนได้และเห็นได้ชัดว่าซูฮ่าวสามารถจัดการพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์

            หากพวกเขายังเลือกที่จะสู้ต่อไป คนที่ถูกทำลายอาจจะเป็นพวกเขาเอง 

            แต่พวกเขายังไม่ทันได้กระโดดหนี น้ำเสียงหยอกล้อของซูฮ่าวกลับดังก้องในโสตประสาทของพวกเขาราวกับภูตผี 

            “ในเมื่อมาแล้ว… ก็อย่าเพิ่งรีบไปสิ!”

    คล้ายกับเรื่องLevel up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】 ที่คุณอ่าน