เขากลับมาถึงที่คฤหาสน์ประมาณหนึ่งทุ่มครึ่งบนโต๊ะอาหารกลางห้องโถงมีอาหารที่ส่งกลิ่นหอมวางอยู่มากมาย
แม้ประตูห้องครัวจะปิดอยู่ แต่ก็สามารถเห็นเงาร่างของคนที่กำลังวิ่งวุ่นทำอาหารภายในนั้นได้อย่างชัดเจน
“หรือว่าไป๋เหวินหลิงกำลังทำอาหารอยู่?” ซูฮ่าวรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาคิดว่า หลังจากวิ่งวุ่นทำงานมาทั้งวันไป๋เหวินหลิงน่าจะไม่มีแรงมาทำอาหารถึงจะถูก
ตอนที่เขากำลังจะเข้าไปในครัว ประตูห้องครัวกลับเปิดออกหญิงวัยกลางคนเดินถือชามผักออกมา
“ที่แท้ก็เป็นป้าเจิ้งนี่เอง ฉันยังสงสัยอยู่เลยว่าใครทำอาหารอยู่ด้านใน” ซูฮ่าวตระหนักขึ้นมาในทันที เขาพูดพร้อมรอยยิ้มว่า “คุณกลับมาได้อย่างไร? จัดการธุระทางบ้านเสร็จแล้วหรือ?”
หญิงวัยกลางคนตรงหน้าคือแม่บ้านที่ไป๋เหวินหลิงจ้างมาเมื่อหกเดือนที่แล้วเธอมีชื่อว่า เจิ้งชุนหลาน เธอเป็นคนที่ใจดีและซื่อสัตย์อย่างมากทั้งยังดีต่อเขาและไป๋เหวินหลิงมากแต่ในช่วงที่ผ่านมาเจิ้งชุนหลานมีธุระทางบ้านเล็กน้อย ดังนั้นจึงขอลางานกลับบ้านเกิด
“คุณซู?” เจิ้งชุนหลานชะงักไปเล็กน้อย
ในความทรงจำของเธอ ซูฮ่าวไม่ค่อยได้กลับมาที่คฤหาสน์หลังนี้โดยทั่วไปแล้วเขาก็จะอยู่แต่ในผับในบาร์ทั้งอาทิตย์ไม่เห็นหน้าเขาก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ
แต่คิดไม่ถึงเลยว่า ช่วงนี้ซูฮ่าวจะกลับเข้ามาในคฤหาสน์นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกตกใจเล็กน้อย
“ธุระทางบ้านจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ ขอบคุณคุณซูมากที่เป็นห่วง” เจิ้งชุนหลานวางกับข้าวลงบนโต๊ะ เธอพูดขึ้นอย่างลังเลเล็กน้อย “คุณซู ที่คุณกลับมาวันนี้ คุณได้บอกคุณไป๋หรือยังคะ?”
ตั้งแต่ที่ซูฮ่าวมาถึงฉวนโจวเขาก็มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ วันๆไม่ทำอะไรเอาแต่เที่ยวจีบหญิงอย่างเดียวดังนั้นจึงทำให้ชื่อเสียงของไป๋เหวินหลิงได้รับผลกระทบไปด้วยเธอจึงไม่เคยไว้หน้าซูฮ่าวมาก่อน และแทบอยากจะให้ซูฮ่าตายอยู่ข้างนอกด้วยซ้ำ
หากพวกเขาทั้งสองคนได้เจอกันถ้าไม่เกิดสงครามเย็นก็ต้องทะเลาะวิวาทเสียงดังไม่เคยมีครั้งไหนที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเลย
ก่อนที่เธอจะกลับบ้านเกิด ไป๋เหวินหลิงกับซูฮ่าวก็ทะเลาะกันหนึ่งครั้งและไม่ให้เขาเข้ามาในคฤหาสน์อีกเลย
แต่ครั้งนี้ซูฮ่าวกลับมาที่คฤหาสน์แล้วหากเขาไม่ได้บอกไป๋เหวินหลิงล่วงหน้า เกรงว่าทั้งสองคนอาจจะมีปากเสียงกันได้
เมื่อเห็นว่าเจิ้งชุนหลานกำลังคิดอะไรอยู่ ซูฮ่าวก็พูดพร้อมกับรอยยิ้มว่า “ป้าเจิ้ง ฉันกลับมาอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่งได้แล้ว ฉันคิดอะไรได้หลายอย่างจึงเลิกทะเลาะกับไป๋เหวินหลิงแล้ว ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวล”
“จริงหรือคะ?” เจิ้งชุนหลานเหลือบสายตามองซูฮ่าวอย่างสงสัยตอนที่เธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ก็เห็นว่ามีรถปอร์เช่สีดำมาจอดอยู่ที่หน้าประตูคฤหาสน์
จากนั้นไป๋เหวินหลิงก็เดินลงมาจากรถ
“ป้าเจิ้ง?” เมื่อเห็นเจิ้งชุนหลานไป๋เหวินหลิงก็รู้สึกตกใจ เธอเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม “ป้าเจิ้ง ในที่สุดป้าก็กลับมาแล้ว ช่วงที่ป้าไม่ได้อยู่ที่นี่ฉันกับซูฮ่าวต้องทำอาหารกินเองประจำ แต่มันไม่ค่อยสะดวกเลยอีกทั้งยังไม่อร่อยเท่ากับที่ป้าทำ”
เจิ้งชุนหลานชะงักไปเล็กน้อย แล้วหันมามองทางซูฮ่าว ก่อนจะหันไปมองไป๋เหวินหลิงอีกครั้งแล้วพูดอย่างตกใจว่า “คุณไป๋… ”
“ฉันทำไมหรือ?” ไป๋เหวินหลิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วเปิดกล้องส่องหน้าตัวเองก่อนจะพูดอย่างมึนงง “ป้าเจิ้งหน้าของฉันก็ไม่มีอะไรติดอยู่นี่นา”
ซูฮ่าวยกมือขึ้นใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ป้าเจิ้งเหวินหลิง พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ กินไปคุยไป”
“อือๆ ฉันไม่ได้กินอาหารฝีมือป้าเจิ้งมาหลายวันแล้ว ซูฮ่าวคุณอย่ามาแย่งฉันนะ” ไป๋เหวินหลิงยกมุมปากขึ้นแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถงของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว
ซูฮ่าวจัดที่นั่ง เขาหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “วางใจเถอะ มันเป็นของเธอทั้งหมด”
“ตรรกะนี้ยอดเยี่ยมมาก คู่ควรกับการชื่นชม!” ไป๋เหวินหลิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจหลังจากล้างมือเสร็จเธอก็นั่งลงที่โต๊ะอาหาร
เจิ้งชุนหลานมองภาพเหตุการณ์นั้นด้วยความมึนงงอยู่ครู่หนึ่งสีหน้าเต็มไปด้วยความโล่งอก
แม้เธอจะไม่รู้ว่าทำไมความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นถึงได้ดีขึ้นแบบนี้แต่ดูจากที่ทั้งสองคนสามารถเข้าขากันได้ดี นั่นก็ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขมาก
หลังจากมื้ออาหารเย็น เพื่อนสนิทของไป๋เหวินหลิงก็โทรมานัดให้เธอออกไปชอปปิ้งแต่ซูฮ่าวยังคงเดินเล่นอยู่ในสวนสาธารณะสือหม่าบริเวณใกล้บ้าน
แสงจันทร์ส่องลงมาจากฟากฟ้าราวกับสายน้ำภายในสวนสาธารณะสือหม่ามีโซนที่เป็นป่าไผ่ ซูฮ่าวนั่งขัดสมาธิอยู่ที่พื้น โคจรวิชาชิงแสงนำพลังอย่างต่อเนื่องเหนือศีรษะของเขามีแสงจิตวิญญาณเจินชี่กระจายอยู่ ลมหายใจของเขาก็มั่นคงและมีพลัง
ภายในตันเถียนของเขาสับสนวุ่นวายขัดกับบรรยากาศโดยรอบที่เงียบสงบมากแสงจิตวิญญาณเจินชี่พุ่งผ่านเส้นชีพจรทั้งหกโคจรทั่วร่างกาย หมุนวนรอบแล้วรอบเล่าอย่างต่อเนื่อง
ในการโคจรแต่ละครั้งภายในสมองของซูฮ่าวมีแก่นแท้ของเทวจิตเพิ่มขึ้นหนึ่งสายอีกทั้งยังช่วยเร่งการกำเนิดเทวจิตด้วย
เขาบำเพ็ญเพียรมาจนถึงสามทุ่ม ซูฮ่าวลืมตาขึ้น ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่ขื่นขม
“มิน่าล่ะคนส่วนใหญ่ถึงติดอยู่ที่เซียนเทียนขั้นกลางเป็นเวลานานคิดไม่ถึงเลยว่าการสะสมพลังก่อนไปสู่เซียนเทียนขั้นปลายนั้นมันจะต้องใช้พลังจำนวนมากขนาดนี้ต่อให้โคจรวิชาชิงแสงนำพลังและนำแสงจิตวิญญาณเจินชี่ให้โคจรทั่วร่างกายแล้วแต่ก็สามารถเพิ่มพลังได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น”
“จำเป็นต้องใช้ค่ายกลผนึกวิญญาณกับของเหลวผนึกวิญญาณมาร่วมบำเพ็ญเพียรด้วยไม่อย่างนั้นก็ไม่มีทางที่จะสามารถทะลวงด่านเซียนเทียนขั้นปลายก่อนงานประลองผู้นำที่จะถึงนี้ได้เลย”
นักรบโบราณจำนวนมากไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ของตนเองดีนักดังนั้นพวกเขาไม่มีทางที่จะคาดเดาเวลาทะลวงด่านได้แม่นยำเหมือนกับซูฮ่าวแน่นอน
ตอนนี้เป็นวันพฤหัสบดี เหลือเวลาอีกสามวันกว่าจะถึงงานประลองผู้นำเพื่อให้มั่นใจว่าหวางเฉิงเทียนจะสามารถคว้าตำแหน่งผู้นำได้การที่เขาทะลวงด่านสู่เซียนเทียนขั้นปลายถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
แม้ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้จะสามารถเอาชนะเซียนเทียนขั้นปลายได้แล้วก็ตามและสามารถต่อสู้กับเซียนเทียนขั้นสูงสุดได้หนึ่งยกแต่ต้องตั้งอยู่ในสมมติฐานที่เซียนเทียนขั้นปลายและเซียนเทียนขั้นสูงสุดมีพลังธรรมดาไม่มีเทคนิคการต่อสู้ที่พิเศษ
ไม่อย่างนั้น หากเจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งด้วยพลังของเซียนเทียนระดับกลางอย่างเขาไม่มีทางเพียงพอแน่นอน
“การบำเพ็ญเพียรไม่สามารถใจร้อนได้ ต่อไปมาฝึกเจ็ดหมัดผงาดฟ้าดีกว่า” ซูฮ่าวลุกขึ้นยืน แล้วหายใจเข้าออกอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเริ่มฝึกเพลงมวย
หมัดแต่ละหมัดแฝงไปด้วยพลังแห่งความมืดทำให้เกิดระลอกคลื่นกระจายตัวเป็นวงกลมกลางอากาศพลังที่แผ่กระจายออกมานั้นน่าตกใจอย่างมาก
ซูฮ่าวไม่สะทกสะท้าน เขามุ่งความสนใจไปยังการจัดกระบวนท่าและฝึกฝนเพลงหมัด
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ไม่นานก็เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว
“ตู้มๆ ๆ !”
ภายในป่าไผ่เต็มไปด้วยเสียงระเบิดที่แหวกอากาศของพลังหมัดเหล่านั้นใบไผ่ร่วงหล่นลงมากระจายอยู่ทั่วกำปั้นของซูฮ่าว ก่อนจะถูกดูดกลืนทั้งหมดด้วยพลังของหยินอ่อน
หลังจากผ่านไปสักพัก ซูฮ่าวก็หยุดนิ่งและเช็ดเหงื่อบริเวณหน้าผาก
“วันนี้พอเท่านี้ก่อนตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปจะต้องเร่งการฝึกซ้อมให้มากขึ้นและจำเป็นต้องไปฝึกซ้อมที่บ้านพักตากอากาศชิงอวิ๋นเท่านั้น”
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็ผ่อนคลายร่างกาย ก่อนเดินกลับไปที่คฤหาสน์
ตอนที่เขาเดินผ่านป่าเล็กๆ ซูฮ่าวก็หรี่ตาลงเล็กน้อย
สวนสาธารณะสือหม่าเงียบสงบไร้คลื่นลม แต่ทั่วทั้งป่าเล็กๆแห่งนี้กลับเหมือนต้องคำสาป มันขยับเองโดยไม่มีลมพัด ทั้งยังพลิ้วไหวอย่างบ้าคลั่งเสียงใบไม้กระทบกันดังสวบสาบดังก้องไปทั่วพื้นที่แห่งนี้
ภายในป่าแห่งนี้มีเสียงนกแย่งกันร้อง ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงก่ำ
“ดูจากท่าทางแล้วน่าจะมีคนเตรียมของขวัญเอาไว้ให้ฉัน” ซูฮ่าวยิ้มขึ้นมาอย่างเย็นยะเยือก ก่อนจะตีลังกากลับหลังยืนห่างจากจุดเดิมไม่กี่เมตร
แทบจะในเวลาเดียวกับที่เขาหลบออกมา มีดบินหลายเล่มก็ปักลงที่จุดเดิมที่เขาเคยยืนด้วยความเร็วสูงดุจสายฟ้า
จากนั้นเงาร่างสามร่างก็พุ่งตัวออกมาจากในป่า ชายสองหญิงหนึ่งพวกเขาอยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลาง สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
“สามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของพวกเรา ดูเหมือนว่าคุณจะไม่ธรรมดาเลย มิน่าล่ะคุณหลินจึงพ่ายแพ้ให้แก่คุณอยู่หลายครั้ง” ผู้หญิงที่สวมหน้ากากจ้องซูฮ่าวตาเขม็ง น้ำเสียงของเธอนั้นมีความประหลาดใจและแฝงด้วยความเย็นชา
“คุณหลิน?” ซูฮ่าวไม่ร้อนรนเพียงแค่พยายามตีความจากคำพูด จากนั้นก็เอ่ยปากพูดอย่างไม่รีบไม่ร้อน “หมายถึงหลินอีหลุนอย่างนั้นหรือ? ให้ยอดฝีมือเซียนเทียนขั้นกลางสามคนมารุมโจมตีฉันนี่เขากะเอาฉันตายจริงๆ นะเนี่ย!”
“ดูเหมือนว่าคุณก็ไม่โง่นะ” ภายในแววตาของผู้หญิงสวมหน้ากากมีประกายจิตสังหารปรากฏขึ้นเธอยิ้มอย่างชั่วร้าย “คุณหลินได้ให้โอกาสคุณมาหลายครั้งแล้วแต่คุณก็ไม่คิดจะรักษามันเลย คุณเป็นปรปักษ์กับเขา และยังทำให้เขาโมโหที่นี่แหละคือหลุมฝังศพของคุณ!”
“จริงหรือ?” ซูฮ่าวไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “คุณแน่ใจหรือว่าจะฆ่าฉันได้?”
“คุณคิดว่าก่อนที่พวกเราจะลงมือ พวกเราไม่เคยสืบเรื่องของคุณมาก่อนหรือ?” ผู้หญิงสวมหน้ากากหัวเราะเสียงเบา เปลวเพลิงลุกโชนในดวงตา
“ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คุณเพิ่งทะลวงด่านเป็นเซียนเทียนระดับต้นและได้สังหารศัตรูเก่าของหวางเฉินเทียนอย่างหนิงไท่ เซียนเทียนขั้นกลางซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เห็นว่าพลังของคุณนั้นสามารถเทียบเคียงกับเซียนเทียนขั้นกลางได้”
“เพื่อสังหารคน วันนี้พวกเราเซียนเทียนขั้นกลางทั้งสามคนก็จะร่วมมือกันต่อให้คุณทะลวงด่านสู่เซียนเทียนระดับกลางแล้วก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้อยู่ดี”
ทันทีที่สิ้นเสียงชายสวมหน้ากากสองคนที่อยู่ด้านข้างก็ส่ายหน้าแล้วพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ “คุณหลินกำชับมาว่า อย่าให้พวกเราพูดถึงคุณหลินมากนักและอย่าเปิดโอกาสให้เขา รีบลงมือโดยเร็ว เวลายิ่งนานอุปสรรคยิ่งมาก”
“ก็ได้” ผู้หญิงที่สวมหน้ากากได้ยินดังนั้นก็กางมือขึ้นด้วยท่าทางจนปัญญา “ซูฮ่าวเดิมทีฉันอยากจะได้ยินคำสั่งเสียสุดท้ายของคุณแต่ตอนนี้เหมือนว่าคุณจะไม่มีโอกาสแล้ว”
เมื่อเห็นว่าผู้หญิงที่สวมหน้ากากมั่นใจในตัวเองเช่นนี้ซูฮ่าวก็สะบัดชายเสื้อ ก่อนกวักมือเรียกพร้อมรอยยิ้ม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้ามาได้เลย”
“โอ้ คาดไม่ถึงว่าคุณจะไม่ต่อต้าน ต้องชื่นชมความกล้าหาญของคุณทีเดียว” ผู้หญิงสวมหน้ากากแค่นหัวเราะ ใบหน้าของเธอก็เย็นชาขึ้นมาในทันที
“แต่ถ้าเป็นแบบนั้นละก็ ฉันไม่สามารถทำให้ศพของคุณสมประกอบได้หรอกนะ!”
ทันทีที่พูดจบ ผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นก็ดีดนิ้วขึ้น
พวกเขาทั้งสามคนแยกตัวออกไปคนละทาง แต่ลงมือพร้อมกัน
คลื่นแรงกดดันของเซียนเทียนขั้นกลางสามส่วนพัดผ่านราวกับเมฆดำ ทันใดนั้นพวกเขาก็ส่งแรงกดดันไปทางซูฮ่าว
“การสืบข่าวกรองเป็นเรื่องที่ดีนะ แต่ต้องขึ้นอยู่กับว่าข่าวกรองนั้นต้องเป็นความจริง” ซูฮ่าวเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในแววตามีประกายจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
เขาตั้งสมาธิ หยุดยืนนิ่งกับที่ไม่ขยับเคลื่อนไหวพลังที่น่าหวาดกลัวสายหนึ่งแผ่กระจายออกมาจากร่างกายของเขาและแผ่ขยายออกรอบข้างอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้นไม้บริเวณใกล้เคียงปลิวออกไป
ทันใดนั้นภายในดวงตาของเขาก็สว่างวาบเหมือนกับสามารถมองทุกอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง
เขาใช้เท้ากระแทกพื้นพร้อมกระโดดออกจากจุดเดิมเขาเหมือนเทพที่มาเยือนโลกมนุษย์ พลังของเขาถูกสะสมจนถึงขั้นสูงสุด
“ผงาดฟ้าหมัดที่หนึ่ง หมัดทลายใจ!”
เมื่อหมัดที่หนึ่งถูกปล่อยออกไป พลังนั้นไม่มีใครสามารถเทียบเทียมได้รุนแรงราวกับสายฟ้า ในความอ่อนนุ่มมีแข็งกร้าว เลื่อนลอยไม่แน่นอน
เสียงพายุโหมกระหน่ำ เหมือนคลื่นที่สาดซัดโขดหิน
พลังหมัดซับซ้อน กลืนเข้าและคายออก การเปลี่ยนแปลงหลายหมื่นครั้งเหมือนแฝงพลังอยู่ทุกประเภท
แทบจะในเวลาเดียวกับที่ซูฮ่าวปล่อยหมัดออกไป พลังของคนสวมหน้ากากทั้งสามก็ท่วมท้นราวกับจะสามารถผ่าภูเขาพลิกมหาสมุทรได้เลย
หมัดทลายใจของซูฮ่าวกับพลังโจมตีของทั้งสามคนปะทะกันอย่างรุนแรงจนทำให้มีเสียงสั่นสะเทือนเลือนลั่น ระลอกคลื่นของพลังแผ่กระจายออกไปต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบข้างถูกตัดจนสั้น
“กร๊อบ!”
พลังความแข็งแกร่งของหมัดทลายใจเหมือนกับน้ำท่วมพังเขื่อนทุกอย่างถูกทำลายจนหมดสิ้น โหดเหี้ยม ไร้ความปรานี พลังทำลายล้างน่ากลัวพลังโจมตีที่ทั้งสามคนร่วมมือกันนั้นถูกทำลายเป็นจุลอีกทั้งพลังที่เหลือยังโจมตีพวกเขาทั้งสามคนต่อด้วย
“อะไรกัน?” พวกเขาทั้งสามคนหน้าเปลี่ยนสีความเร็วของระเบิดเพิ่มสูงขึ้น พวกเขาทั้งหมดถอยร่นพร้อมกันจนทำให้รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อมองไปยังพื้นที่ที่ถูกพลังนั้นพาดผ่านพวกเขาทุกคนก็ตัวสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้
คาดไม่ถึงว่าพลังหมัดจะรุนแรงมากเสียจนทำให้พื้นดินแตกเป็นรอยร้าวหินและโคลนถูกกวาดขึ้นมาด้านบน
“นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?” รูม่านตาของผู้หญิงสวมหน้ากากคนนั้นหดเล็กลงเธอรู้สึกตื่นตระหนกตกใจมาก ขนและผมลุกตั้งชูชัน
พลังของคนคนเดียว แต่กลับสามารถต้านทานพลังของเซียนเทียนขั้นกลางสามคนได้อีกทั้งดูเหมือนว่าเขาจะสามารถทำได้อย่างง่ายดาย?
พวกเขาหันไปมองซูฮ่าวอีกครั้ง บนร่างกายของเขายังแผ่ระลอกคลื่นออกมานี่มันไม่ใช่พลังของเซียนเทียนขั้นต้นแล้ว แต่เป็นเซียนเทียนขั้นกลาง
“ข่าวกรองผิดพลาด แยกย้ายด่วน!” ทั้งสามคนมองหน้ากันแล้วตัดสินใจในทันที
อยู่ในระดับเซียนเทียนขั้นกลางเหมือนกัน แต่ซูฮ่าวคนเดียวสามารถสู้กับพวกเขาสามคนได้และเห็นได้ชัดว่าซูฮ่าวสามารถจัดการพวกเขาได้อย่างสมบูรณ์
หากพวกเขายังเลือกที่จะสู้ต่อไป คนที่ถูกทำลายอาจจะเป็นพวกเขาเอง
แต่พวกเขายังไม่ทันได้กระโดดหนี น้ำเสียงหยอกล้อของซูฮ่าวกลับดังก้องในโสตประสาทของพวกเขาราวกับภูตผี
“ในเมื่อมาแล้ว… ก็อย่าเพิ่งรีบไปสิ!”